
| กระบวนการริบทรัพย์ในคดียาเสพติดกับขั้นตอนขอให้รับฎีกาไว้พิจารณาตามกฎหมายพิเศษ
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับกระบวนการริบทรัพย์ในคดียาเสพติด ภายใต้กฎหมายพิเศษว่าด้วยมาตรการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่งกำหนดขั้นตอนการอุทธรณ์และการยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีการับคดีไว้วินิจฉัยไว้อย่างเคร่งครัด โดยคดีนี้มีประเด็นสำคัญว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดียาเสพติดถือเป็นที่สุดตามกฎหมายหรือไม่ หากคู่ความยื่นฎีกาโดยไม่ยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีการับฎีกาไว้พิจารณาตามกำหนดเวลา ผลคือคดีต้องยุติลงเพียงชั้นอุทธรณ์และศาลชั้นต้นไม่อาจรับฎีกาดังกล่าวไว้ได้ คดีนี้จึงสะท้อนให้เห็นถึงการบังคับใช้กฎหมายพิเศษอย่างเข้มงวดเพื่อให้คดียาเสพติดดำเนินไปอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และจำกัดความล่าช้าในกระบวนการยุติธรรม ข้อเท็จจริงโดยสรุป ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ริบทรัพย์สินของกลาง ได้แก่ โทรศัพท์มือถือและรถจักรยานยนต์ ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 30 และ 31 ศาลชั้นต้นประกาศเชิญบุคคลที่อาจอ้างสิทธิ์ในทรัพย์สินให้มายื่นคำคัดค้าน ต่อมาผู้คัดค้านมายื่นคำร้องขอคัดค้านการริบทรัพย์ โดยขอให้คืนรถจักรยานยนต์ของกลางแก่ตน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ริบโทรศัพท์ แต่คืนรถจักรยานยนต์แก่ผู้คัดค้าน ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้ ผู้คัดค้านจึงฎีกา แต่ไม่ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีการับฎีกาไว้พิจารณาตามกำหนดเวลา คำวินิจฉัยของศาลแต่ละชั้น 1 ศาลชั้นต้น วินิจฉัยให้ริบโทรศัพท์มือถือเป็นของกองทุนฯ ส่วนรถจักรยานยนต์คืนแก่ผู้คัดค้าน 2 ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติด พิจารณาพิพากษาแก้ตามที่เห็นสมควร โดยถือว่าคดีเป็นคดียาเสพติดที่อยู่ภายใต้ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง ซึ่งกำหนดว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นที่สุด 3 ศาลฎีกา วินิจฉัยว่าผู้คัดค้านฎีกาโดยไม่ยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีการับคดีไว้พิจารณาตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง ภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ผลคือคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นที่สุด ศาลชั้นต้นที่รับฎีกาผู้คัดค้านไว้จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับฎีกาไว้พิจารณา การวิเคราะห์หลักกฎหมาย 1 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 บัญญัติว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด “ให้เป็นที่สุด” เว้นแต่กรณีที่คู่ความยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีการับคดีเพื่อวินิจฉัย โดยต้องยื่นพร้อมฎีกา เจตนารมณ์ของบทบัญญัตินี้คือ ลดขั้นตอนคดีและจำกัดความยืดเยื้อ เนื่องจากคดียาเสพติดถือเป็นภัยร้ายแรงต่อสังคมและต้องการให้กระบวนการวินิจฉัยถึงที่สุดโดยรวดเร็ว 2 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง กำหนดวิธีการ “เปิดช่อง” ให้คู่ความสามารถฎีกาได้ แต่ต้อง 1. ยื่นฎีกา 2. พร้อมยื่น “คำร้องขอให้รับฎีกาไว้พิจารณา” 3. ภายใน 1 เดือน หากไม่ดำเนินการครบเงื่อนไข ผลคือ ฎีกาเป็นอันใช้ไม่ได้ และคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นที่สุดโดยอัตโนมัติ 3 การประยุกต์ใช้กับคดีนี้ ผู้คัดค้านยื่นฎีกาแต่ ไม่ยื่นคำร้องขอรับฎีกา ผลคือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลชั้นต้นที่รับฎีกาไว้จึงกระทำผิดหลักกฎหมาย ศาลฎีกามีหน้าที่เพียงวินิจฉัยว่าคดีถึงที่สุดแล้วในชั้นอุทธรณ์ จึงไม่รับฎีกา วิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลฎีกาและเจตนารมณ์สำคัญ แนวคำพิพากษาศาลฎีกาหลายคดีวินิจฉัยตรงกันว่า • คดีที่อยู่ภายใต้กฎหมายพิเศษด้านยาเสพติด มีขั้นตอนและกำหนดเวลาที่ “เคร่งครัดกว่าปกติ” • ศาลฎีกาจะรับพิจารณาได้เฉพาะกรณีที่คู่ความยื่นคำร้องให้รับฎีกาไว้ตามมาตรา 19 เท่านั้น • การยื่นเพียงฎีกาโดยลำพัง “ไม่อาจเปิดช่องให้พิจารณาในชั้นฎีกาได้” เจตนารมณ์สำคัญคือ การป้องกันการถ่วงเวลาการบังคับใช้กฎหมายและมาตรการปราบปรามยาเสพติด ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด รวมทั้งกำหนดกลไกให้ศาลอุทธรณ์เป็นศาลชั้นสุดท้ายโดยปริยายในคดียาเสพติดส่วนใหญ่ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม ศาลชั้นต้นสั่งริบโทรศัพท์แต่คืนรถจักรยานยนต์แก่ผู้คัดค้าน ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ในสาระบางส่วนตามดุลพินิจ เมื่อผู้คัดค้านฎีกาโดยไม่ยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีการับคดีไว้พิจารณาภายในกำหนดเวลา ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นที่สุดตามกฎหมายพิเศษ และศาลชั้นต้นที่รับฎีกาไว้ไม่ชอบ ศาลฎีกายกฎีกาผู้คัดค้าน สรุปข้อคิดทางกฎหมาย การดำเนินคดีตามกฎหมายพิเศษด้านยาเสพติดมีลักษณะเคร่งครัดเป็นพิเศษต่อหลักเกณฑ์และกำหนดเวลา การยื่นฎีกาโดยไม่ยื่นคำร้องขอให้รับฎีกาตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง ย่อมทำให้สิทธิทางกระบวนพิจารณาสิ้นสุดลงทันที ส่งผลให้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นที่สุดโดยไม่อาจเข้าสู่การตรวจสอบของศาลฎีกาได้ จึงถือเป็นหลักสำคัญที่คู่ความต้องระมัดระวังอย่างยิ่งเพื่อไม่ให้กระบวนการยุติธรรมขาดความสมบูรณ์ และเป็นการสะท้อนเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มุ่งความรวดเร็วและเด็ดขาดในการปราบปรามยาเสพติด คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม การริบทรัพย์ในคดียาเสพติดต้องมีขั้นตอนประกาศเชิญผู้มีส่วนได้เสียหรือไม่? คำตอบ ต้องมีการประกาศเชิญบุคคลที่อาจอ้างสิทธิ์ในทรัพย์สินตามกฎหมาย เพื่อให้มีโอกาสยื่นคำคัดค้านก่อนศาลมีคำสั่งริบ 2. คำถาม เหตุใดคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดียาเสพติดจึงเป็นที่สุด? คำตอบ เพราะมาตรา 18 วรรคหนึ่งกำหนดให้คดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดสิ้นสุดในชั้นอุทธรณ์ เว้นแต่คู่ความยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีการับฎีกาไว้พิจารณาภายในหนึ่งเดือน 3. คำถาม หากยื่นฎีกาแต่ไม่ยื่นคำร้องขอให้รับฎีกาไว้พิจารณา จะเกิดผลอย่างไร? คำตอบ ฎีกาไม่อาจเข้าสู่การพิจารณาของศาลฎีกา และคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ถือเป็นที่สุดทันทีตามกฎหมายพิเศษ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2568/2554 คดีคำร้องขอให้ริบทรัพย์สินตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 30, 31 เป็นคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่งถึงที่สุดในชั้นอุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง เมื่อผู้คัดค้านฎีกาโดยไม่ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีการับคดีไว้พิจารณาพร้อมกับฎีกาภายในกำหนด ตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุด ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาผู้คัดค้านมาจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ผู้ร้องขอให้ริบโทรศัพท์โนเกียและรถจักรยานยนต์ฮอนด้าของกลางให้ตกเป็นของกองทุนปราบปรามยาเสพติดตาม พ.ร.บ.มาตรการฯ ศาลชั้นต้นประกาศเชิญผู้มีสิทธิคัดค้าน และผู้คัดค้านยื่นคัดค้านขอให้คืนรถจักรยานยนต์ ศาลชั้นต้นสั่งริบเฉพาะโทรศัพท์ ส่วนรถจักรยานยนต์ให้คืนผู้คัดค้าน ผู้ร้องอุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ ผู้คัดค้านฎีกา แต่ไม่ยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีการับฎีกาไว้พิจารณาตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 19 ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญ แม้มาตรา 18 วรรคหนึ่งกำหนดว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดียาเสพติดเป็นที่สุด เว้นแต่มีคำร้องขอให้รับฎีกา เมื่อผู้คัดค้านไม่ทำตามขั้นตอน คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุด ศาลชั้นต้นที่รับฎีกามาไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย และพิพากษายกฎีกาผู้คัดค้าน ⭐ หมายเหตุ : ผลของ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ.2564 ต่อการพิจารณาคดีของศาล พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ.2564 เป็นกฎหมายที่มีผล “ปรับโครงสร้าง” ระบบการดำเนินคดีอาญาเกี่ยวกับยาเสพติดชุดใหญ่ โดยยกเลิกกฎหมายยาเสพติดหลายฉบับ เช่น • พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ • พ.ร.บ.ฟอกเงินบางส่วน (ซึ่งเกี่ยวกับสารเสพติด) • กฎหมายควบคุมสารตั้งต้น ฯลฯ แต่ กฎหมายนี้ ไม่ได้ยกเลิกหรือกระทบการใช้บังคับของ พ.ร.บ.มาตรการปราบปรามฯ 2534 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด 2550 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ศาลใช้ในการวินิจฉัยในคำพิพากษาที่คุณอ้างถึง อย่างไรก็ดี พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ.2564 มีผล “เชิงระบบ” ต่อการพิจารณาคดีของศาล ดังนี้ 1. ปรับนิยามความผิดและฐานความผิดยาเสพติดใหม่ → ส่งผลต่อองค์ประกอบการพิจารณาคดี กฎหมายใหม่กำหนดนิยาม • ผู้เสพ • ผู้ขาย • ผู้ผลิต • ผู้มีไว้ในครอบครอง ให้ชัดเจนขึ้น และใช้เกณฑ์แบบ “เจตนา + ปริมาณ” แทนระบบเดิมที่มีการแบ่งชั้นความผิดหลายระดับ ➡️ ผลต่อศาล: • ศาลต้องพิจารณาฐานความผิดตามนิยามใหม่ • โดยเฉพาะคดีที่เกี่ยวกับ “การริบทรัพย์” ต้องประเมินความเชื่อมโยงทรัพย์สินกับความผิดตามองค์ประกอบใหม่ 2. มาตรการยึด–อายัด–ริบทรัพย์เข้มข้นขึ้น (แต่ยังต้องใช้ พ.ร.บ.มาตรการฯ 2534 ควบคู่) แม้ พ.ร.บ.2564 จะมีบทเกี่ยวกับการยึด–อายัดทรัพย์ แต่ บทที่เกี่ยวกับ “การริบ” ในคดียาเสพติดโดยตรงยังคงต้องใช้ พ.ร.บ.มาตรการฯ 2534 แต่กฎหมายใหม่ช่วยเพิ่มอำนาจฝ่ายเจ้าหน้าที่ เช่น • อำนาจอายัดทรัพย์ล่วงหน้า • อำนาจตรวจสอบเส้นทางการเงิน ➡️ ทำให้ศาลมี “ข้อมูลประกอบการวินิจฉัย” เพิ่มขึ้นในชั้นศาล 3. การรวมอำนาจหลายหน่วยงาน → ทำให้สำนวนคดีและข้อมูลประกอบรัดกุมขึ้น พ.ร.บ.2564 จัดโครงสร้างองค์กรใหม่ เช่น • ป.ป.ส. • ศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจ • เจ้าหน้าที่ผู้ตรวจสอบทรัพย์สิน ➡️ ส่งผลให้สำนวนที่ส่งถึงศาลมีมาตรฐานสูงขึ้น ➡️ ทำให้ศาลมีข้อมูลข้อเท็จจริงในการไต่สวนเชื่อมโยงกับทรัพย์สินชัดเจนกว่าเดิม 4. ไม่กระทบ “สถานะความถึงที่สุดของคดีอุทธรณ์” ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด 2550 แม้จะเป็นกฎหมายยาเสพติดฉบับใหม่ แต่ไม่มีบทบัญญัติใดยกเลิกหรือแก้ไข • มาตรา 18 (คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นที่สุด) • มาตรา 19 (เงื่อนไขการขอให้รับฎีกาไว้พิจารณา) ➡️ ศาลยังคงต้องใช้กฎหมายปี 2550 “เหมือนเดิมทุกประการ” ➡️ ผลคำพิพากษาในคดีที่คุณอ้างจึง “ไม่ถูกกระทบ” ⭐ สรุป พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ.2564 ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงกระบวนพิจารณาคดีที่ศาลใช้ตัดสินในคำพิพากษานี้ แต่ มีผลปรับปรุงนิยามความผิดและระบบจัดการสำนวน ทำให้คดีที่เข้าสู่ศาลมีความชัดเจนขึ้น และ กฎหมายพิเศษเรื่องการริบทรัพย์ (2534) และกฎหมายวิธีพิจารณา (2550) ยังคงใช้ตามเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
|



