ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




กระบวนการริบทรัพย์ในคดียาเสพติดกับขั้นตอนขอให้รับฎีกาไว้พิจารณาตามกฎหมายพิเศษ

การริบทรัพย์สินในคดียาเสพติดตามกฎหมายพิเศษ,ขั้นตอนอุทธรณ์คดียาเสพติดตามมาตรา18,สิทธิและหน้าที่ของผู้คัดค้านคำร้องริบทรัพย์,หลักการยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีการับฎีกามาตรา19,แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับการริบทรัพย์,การตีความบทบัญญัติกฎหมายปราบปรามยาเสพติด,หลักเกณฑ์การคืนทรัพย์สินในคดียาเสพติด,วิธีพิจารณาคดียาเสพติดและความถึงที่สุดของคำพิพากษา,ความสัมพันธ์ระหว่างศาลชั้นต้นอุทธรณ์และฎีกาในคดียาเสพติด,ภาระพิสูจน์ของผู้ร้องและผู้คัดค้าน,คำร้องขอเข้าคดี

บทนำ 

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับกระบวนการริบทรัพย์ในคดียาเสพติด ภายใต้กฎหมายพิเศษว่าด้วยมาตรการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่งกำหนดขั้นตอนการอุทธรณ์และการยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีการับคดีไว้วินิจฉัยไว้อย่างเคร่งครัด โดยคดีนี้มีประเด็นสำคัญว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดียาเสพติดถือเป็นที่สุดตามกฎหมายหรือไม่ หากคู่ความยื่นฎีกาโดยไม่ยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีการับฎีกาไว้พิจารณาตามกำหนดเวลา ผลคือคดีต้องยุติลงเพียงชั้นอุทธรณ์และศาลชั้นต้นไม่อาจรับฎีกาดังกล่าวไว้ได้ คดีนี้จึงสะท้อนให้เห็นถึงการบังคับใช้กฎหมายพิเศษอย่างเข้มงวดเพื่อให้คดียาเสพติดดำเนินไปอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และจำกัดความล่าช้าในกระบวนการยุติธรรม

ข้อเท็จจริงโดยสรุป

ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ริบทรัพย์สินของกลาง ได้แก่ โทรศัพท์มือถือและรถจักรยานยนต์ ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 30 และ 31 ศาลชั้นต้นประกาศเชิญบุคคลที่อาจอ้างสิทธิ์ในทรัพย์สินให้มายื่นคำคัดค้าน ต่อมาผู้คัดค้านมายื่นคำร้องขอคัดค้านการริบทรัพย์ โดยขอให้คืนรถจักรยานยนต์ของกลางแก่ตน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ริบโทรศัพท์ แต่คืนรถจักรยานยนต์แก่ผู้คัดค้าน ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้ ผู้คัดค้านจึงฎีกา แต่ไม่ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีการับฎีกาไว้พิจารณาตามกำหนดเวลา

คำวินิจฉัยของศาลแต่ละชั้น

1 ศาลชั้นต้น

วินิจฉัยให้ริบโทรศัพท์มือถือเป็นของกองทุนฯ ส่วนรถจักรยานยนต์คืนแก่ผู้คัดค้าน

2 ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติด

พิจารณาพิพากษาแก้ตามที่เห็นสมควร โดยถือว่าคดีเป็นคดียาเสพติดที่อยู่ภายใต้ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง ซึ่งกำหนดว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นที่สุด

3 ศาลฎีกา

วินิจฉัยว่าผู้คัดค้านฎีกาโดยไม่ยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีการับคดีไว้พิจารณาตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง ภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ผลคือคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นที่สุด ศาลชั้นต้นที่รับฎีกาผู้คัดค้านไว้จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับฎีกาไว้พิจารณา

การวิเคราะห์หลักกฎหมาย

1 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550

บัญญัติว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด “ให้เป็นที่สุด” เว้นแต่กรณีที่คู่ความยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีการับคดีเพื่อวินิจฉัย โดยต้องยื่นพร้อมฎีกา

เจตนารมณ์ของบทบัญญัตินี้คือ ลดขั้นตอนคดีและจำกัดความยืดเยื้อ เนื่องจากคดียาเสพติดถือเป็นภัยร้ายแรงต่อสังคมและต้องการให้กระบวนการวินิจฉัยถึงที่สุดโดยรวดเร็ว

2 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง

กำหนดวิธีการ “เปิดช่อง” ให้คู่ความสามารถฎีกาได้ แต่ต้อง

1. ยื่นฎีกา

2. พร้อมยื่น “คำร้องขอให้รับฎีกาไว้พิจารณา”

3. ภายใน 1 เดือน

หากไม่ดำเนินการครบเงื่อนไข ผลคือ ฎีกาเป็นอันใช้ไม่ได้ และคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นที่สุดโดยอัตโนมัติ

3 การประยุกต์ใช้กับคดีนี้

ผู้คัดค้านยื่นฎีกาแต่ ไม่ยื่นคำร้องขอรับฎีกา ผลคือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลชั้นต้นที่รับฎีกาไว้จึงกระทำผิดหลักกฎหมาย ศาลฎีกามีหน้าที่เพียงวินิจฉัยว่าคดีถึงที่สุดแล้วในชั้นอุทธรณ์ จึงไม่รับฎีกา

วิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลฎีกาและเจตนารมณ์สำคัญ

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาหลายคดีวินิจฉัยตรงกันว่า

คดีที่อยู่ภายใต้กฎหมายพิเศษด้านยาเสพติด มีขั้นตอนและกำหนดเวลาที่ “เคร่งครัดกว่าปกติ”

ศาลฎีกาจะรับพิจารณาได้เฉพาะกรณีที่คู่ความยื่นคำร้องให้รับฎีกาไว้ตามมาตรา 19 เท่านั้น

การยื่นเพียงฎีกาโดยลำพัง “ไม่อาจเปิดช่องให้พิจารณาในชั้นฎีกาได้”

เจตนารมณ์สำคัญคือ การป้องกันการถ่วงเวลาการบังคับใช้กฎหมายและมาตรการปราบปรามยาเสพติด ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด รวมทั้งกำหนดกลไกให้ศาลอุทธรณ์เป็นศาลชั้นสุดท้ายโดยปริยายในคดียาเสพติดส่วนใหญ่

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม ศาลชั้นต้นสั่งริบโทรศัพท์แต่คืนรถจักรยานยนต์แก่ผู้คัดค้าน ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ในสาระบางส่วนตามดุลพินิจ เมื่อผู้คัดค้านฎีกาโดยไม่ยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีการับคดีไว้พิจารณาภายในกำหนดเวลา ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นที่สุดตามกฎหมายพิเศษ และศาลชั้นต้นที่รับฎีกาไว้ไม่ชอบ ศาลฎีกายกฎีกาผู้คัดค้าน

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

การดำเนินคดีตามกฎหมายพิเศษด้านยาเสพติดมีลักษณะเคร่งครัดเป็นพิเศษต่อหลักเกณฑ์และกำหนดเวลา การยื่นฎีกาโดยไม่ยื่นคำร้องขอให้รับฎีกาตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง ย่อมทำให้สิทธิทางกระบวนพิจารณาสิ้นสุดลงทันที ส่งผลให้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นที่สุดโดยไม่อาจเข้าสู่การตรวจสอบของศาลฎีกาได้ จึงถือเป็นหลักสำคัญที่คู่ความต้องระมัดระวังอย่างยิ่งเพื่อไม่ให้กระบวนการยุติธรรมขาดความสมบูรณ์ และเป็นการสะท้อนเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มุ่งความรวดเร็วและเด็ดขาดในการปราบปรามยาเสพติด

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. คำถาม

การริบทรัพย์ในคดียาเสพติดต้องมีขั้นตอนประกาศเชิญผู้มีส่วนได้เสียหรือไม่?

คำตอบ

ต้องมีการประกาศเชิญบุคคลที่อาจอ้างสิทธิ์ในทรัพย์สินตามกฎหมาย เพื่อให้มีโอกาสยื่นคำคัดค้านก่อนศาลมีคำสั่งริบ

2. คำถาม

เหตุใดคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดียาเสพติดจึงเป็นที่สุด?

คำตอบ

เพราะมาตรา 18 วรรคหนึ่งกำหนดให้คดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดสิ้นสุดในชั้นอุทธรณ์ เว้นแต่คู่ความยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีการับฎีกาไว้พิจารณาภายในหนึ่งเดือน

3. คำถาม

หากยื่นฎีกาแต่ไม่ยื่นคำร้องขอให้รับฎีกาไว้พิจารณา จะเกิดผลอย่างไร?

คำตอบ

ฎีกาไม่อาจเข้าสู่การพิจารณาของศาลฎีกา และคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ถือเป็นที่สุดทันทีตามกฎหมายพิเศษ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2568/2554

คดีคำร้องขอให้ริบทรัพย์สินตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 30, 31 เป็นคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่งถึงที่สุดในชั้นอุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง เมื่อผู้คัดค้านฎีกาโดยไม่ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีการับคดีไว้พิจารณาพร้อมกับฎีกาภายในกำหนด ตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุด ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาผู้คัดค้านมาจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ผู้ร้องขอให้ริบโทรศัพท์โนเกียและรถจักรยานยนต์ฮอนด้าของกลางให้ตกเป็นของกองทุนปราบปรามยาเสพติดตาม พ.ร.บ.มาตรการฯ ศาลชั้นต้นประกาศเชิญผู้มีสิทธิคัดค้าน และผู้คัดค้านยื่นคัดค้านขอให้คืนรถจักรยานยนต์ ศาลชั้นต้นสั่งริบเฉพาะโทรศัพท์ ส่วนรถจักรยานยนต์ให้คืนผู้คัดค้าน ผู้ร้องอุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้

ผู้คัดค้านฎีกา แต่ไม่ยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีการับฎีกาไว้พิจารณาตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 19 ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญ แม้มาตรา 18 วรรคหนึ่งกำหนดว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดียาเสพติดเป็นที่สุด เว้นแต่มีคำร้องขอให้รับฎีกา เมื่อผู้คัดค้านไม่ทำตามขั้นตอน คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุด ศาลชั้นต้นที่รับฎีกามาไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย และพิพากษายกฎีกาผู้คัดค้าน

⭐ หมายเหตุ : ผลของ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ.2564 ต่อการพิจารณาคดีของศาล

พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ.2564 เป็นกฎหมายที่มีผล “ปรับโครงสร้าง” ระบบการดำเนินคดีอาญาเกี่ยวกับยาเสพติดชุดใหญ่ โดยยกเลิกกฎหมายยาเสพติดหลายฉบับ เช่น

• พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ

• พ.ร.บ.ฟอกเงินบางส่วน (ซึ่งเกี่ยวกับสารเสพติด)

• กฎหมายควบคุมสารตั้งต้น ฯลฯ

แต่ กฎหมายนี้ ไม่ได้ยกเลิกหรือกระทบการใช้บังคับของ พ.ร.บ.มาตรการปราบปรามฯ 2534 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด 2550 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ศาลใช้ในการวินิจฉัยในคำพิพากษาที่คุณอ้างถึง

อย่างไรก็ดี พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ.2564 มีผล “เชิงระบบ” ต่อการพิจารณาคดีของศาล ดังนี้

1. ปรับนิยามความผิดและฐานความผิดยาเสพติดใหม่ → ส่งผลต่อองค์ประกอบการพิจารณาคดี

กฎหมายใหม่กำหนดนิยาม

• ผู้เสพ

• ผู้ขาย

• ผู้ผลิต

• ผู้มีไว้ในครอบครอง

ให้ชัดเจนขึ้น และใช้เกณฑ์แบบ “เจตนา + ปริมาณ” แทนระบบเดิมที่มีการแบ่งชั้นความผิดหลายระดับ

➡️ ผลต่อศาล:

• ศาลต้องพิจารณาฐานความผิดตามนิยามใหม่

• โดยเฉพาะคดีที่เกี่ยวกับ “การริบทรัพย์” ต้องประเมินความเชื่อมโยงทรัพย์สินกับความผิดตามองค์ประกอบใหม่

2. มาตรการยึด–อายัด–ริบทรัพย์เข้มข้นขึ้น (แต่ยังต้องใช้ พ.ร.บ.มาตรการฯ 2534 ควบคู่)

แม้ พ.ร.บ.2564 จะมีบทเกี่ยวกับการยึด–อายัดทรัพย์ แต่ บทที่เกี่ยวกับ “การริบ” ในคดียาเสพติดโดยตรงยังคงต้องใช้ พ.ร.บ.มาตรการฯ 2534

แต่กฎหมายใหม่ช่วยเพิ่มอำนาจฝ่ายเจ้าหน้าที่ เช่น

• อำนาจอายัดทรัพย์ล่วงหน้า

• อำนาจตรวจสอบเส้นทางการเงิน

➡️ ทำให้ศาลมี “ข้อมูลประกอบการวินิจฉัย” เพิ่มขึ้นในชั้นศาล

3. การรวมอำนาจหลายหน่วยงาน → ทำให้สำนวนคดีและข้อมูลประกอบรัดกุมขึ้น

พ.ร.บ.2564 จัดโครงสร้างองค์กรใหม่ เช่น

• ป.ป.ส.

• ศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจ

• เจ้าหน้าที่ผู้ตรวจสอบทรัพย์สิน

➡️ ส่งผลให้สำนวนที่ส่งถึงศาลมีมาตรฐานสูงขึ้น

➡️ ทำให้ศาลมีข้อมูลข้อเท็จจริงในการไต่สวนเชื่อมโยงกับทรัพย์สินชัดเจนกว่าเดิม

4. ไม่กระทบ “สถานะความถึงที่สุดของคดีอุทธรณ์” ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด 2550

แม้จะเป็นกฎหมายยาเสพติดฉบับใหม่ แต่ไม่มีบทบัญญัติใดยกเลิกหรือแก้ไข

• มาตรา 18 (คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นที่สุด)

• มาตรา 19 (เงื่อนไขการขอให้รับฎีกาไว้พิจารณา)

➡️ ศาลยังคงต้องใช้กฎหมายปี 2550 “เหมือนเดิมทุกประการ”

➡️ ผลคำพิพากษาในคดีที่คุณอ้างจึง “ไม่ถูกกระทบ”

⭐ สรุป

พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ.2564 ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงกระบวนพิจารณาคดีที่ศาลใช้ตัดสินในคำพิพากษานี้

แต่ มีผลปรับปรุงนิยามความผิดและระบบจัดการสำนวน ทำให้คดีที่เข้าสู่ศาลมีความชัดเจนขึ้น

และ กฎหมายพิเศษเรื่องการริบทรัพย์ (2534) และกฎหมายวิธีพิจารณา (2550) ยังคงใช้ตามเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

 

 

 




คดียาเสพติดให้โทษ

พนักงานรัฐวิสาหกิจกับโทษคดียาเสพติดสามเท่า การใช้กฎหมายที่เป็นคุณ และการริบโทรศัพท์ของกลาง
การนำยาเสพติดเข้าประเทศ ถือว่าสำเร็จหรือพยายาม
การกำหนดโทษผู้สนับสนุนคดีจำหน่ายยาเสพติดตามบทกฎหมายที่เป็นคุณ(ฎีกา 7422/2568)
ผู้ใหญ่บ้านคดียาเสพติด เพิ่มโทษสามเท่า ปรับบทกฎหมายได้ไม่ถือเพิ่มโทษ(ฎีกา 2806/2554)
กำหนดโทษใหม่คดียาเสพติด อุทธรณ์ได้แค่ไหน ใช้กฎหมายใหม่อย่างไร(ฎีกา 4912/2566)
ประเด็นกำหนดโทษใหม่ในคดียาเสพติด,โทษเป็นคุณ,(ฎีกา 218/2567)
ยกฟ้องฐานผลิต/ครอบครองกัญชา หลัง “พืชกัญชาไม่ใช่ยาเสพติด”(ฎีกา 1225/2567)
พยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน & สมคบยา, ข้อสันนิษฐาน (ฎีกา 2182/2567)
เปิดบัญชีรับเงินค้ายา = สมคบยาเสพติด, กำหนดโทษใหม่, การแบ่งหน้าที่ (ฎีกา 2306/2567)
(ฎีกา 2682/2567) – คดียาเสพติด ผู้สนับสนุนการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4302/2567 : การอุทธรณ์คดียาเสพติดและหลักกฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลย
การเพิ่มโทษผู้กระทำผิดไม่เข็ดหลาบในคดียาเสพติดและการยื่นคำร้องผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 434/2568: กำหนดโทษใหม่ตามกฎหมายภายหลังที่เป็นคุณแก่จำเลยในคดียาเสพติด
ศาลฎีกากำหนดโทษใหม่จำเลยคดียาเสพติดตามกฎหมายใหม่ – คำพิพากษาฎีกาที่ 875/2568
บทลงโทษผู้เสพยาเสพติด, เพิ่มโทษจำคุกหนึ่งในสามตามมาตรา 92, รอการลงโทษจำคุกตามมาตรา 56,
คดีถึงที่สุดแล้วเรือนจำเป็นภูมิลำเนาของจำเลย, ภูมิลำเนาผู้ต้องขัง, การส่งสำเนาอุทธรณ์ผิดที่
มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นหลายกรรม
สมคบเพื่อการค้ายาเสพติด มีโทษอย่างไร
เหตุอันสมควรเป็นการเฉพาะรายลงโทษน้อยกว่าอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้
ธนบัตรที่นำไปล่อซื้อยาเสพติดไม่ใช่สาระสำคัญถึงกับมีข้อสงสัยยกฟ้อง
คำว่า จำหน่าย ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ
ครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย | ผิดกรรมเดียว
รับฝากยาบ้า 4.013 เม็ด ถูกจำคุก 22 ปี
ริบทรัพย์สินเกี่ยวกับยาเสพติด
ยาบ้า ยาเสพติดให้โทษ เมทแอมเฟตามีน 75 เม็ด
ครอบครองยาบ้า 584 เม็ด รับสารภาพจำคุก 25 ปี
ยาเสพติดให้โทษ 600 เม็ด จำคุก 20 ปี
ครอบครองเพื่อจำหน่าย ยาเสพติดให้โทษ 750 เม็ด โทษ 20 ปี
ยาบ้า ยาเสพติดให้โทษ 778 เม็ด จำคุก 25 ปี article
ยาบ้า ยาเสพติดให้โทษ 1,200 เม็ด จำคุก 18 ปี
ยาบ้า ยาเสพติดให้โทษ 2,374 เม็ด
ครอบครองเพื่อจำหน่าย ยาบ้า (เมทแอมเฟตามีน) 3,017 เม็ด
เมทแอมเฟตามีน 5,290 เม็ด จำคุก 20 ปี
ยาเสพติดให้โทษ ยาบ้า 12,000 เม็ด จำคุก 33 ปี 9 เดือน
ให้บัญชีธนาคารคนอื่นใช้โอนเงินค่ายาเสพติดโทษเท่ากันกับตัวการ
ขอลดโทษคดียาเสพติดตามมาตรา 100/2
การกำหนดโทษใหม่ตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง
พยานบอกเล่ามีน้ำหนักน้อยยกประโยชน์ แห่งความสงสัยให้แก่จำเลย
ยาบ้า 279 เม็ด โทษจำคุก 7 ปี ครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย
ข้อมูลเป็นประโยชน์ตามมาตรา 100/2
ครอบครองเพื่อจำหน่าย ยาบ้า 27 เม็ด
การสมคบกันเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด
ยาเสพติดให้โทษ ยาบ้า เมทแอมเฟตามีน 4,000 เม็ด
ยาบ้า ยาเสพติดให้โทษ นำเข้า 22 เม็ด