
| สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสประพฤติชั่ว ด่าว่าหยาบคายและข่มขู่ทำร้าย
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการตีความเหตุหย่าฐาน “ประพฤติชั่ว” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (2) (ค) โดยเฉพาะกรณีที่สามีดื่มสุราเป็นอาจิณ ด่าว่าภริยาและบุตรด้วยถ้อยคำหยาบคาย เหยียดหยามศักดิ์ศรี และมีพฤติการณ์ข่มขู่จะทำร้ายร่างกาย จนภริยาไม่อาจทนอยู่ร่วมกันได้ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้อยู่ที่ว่า การกระทำดังกล่าวแม้ไม่ถึงขั้นทำร้ายร่างกายจริง แต่เป็นการกระทำต่อเนื่องและรุนแรงทางจิตใจ ย่อมถือเป็นเหตุหย่าที่ทำให้ภริยาได้รับความเสียหายและเดือดร้อนเกินควรหรือไม่ และการที่ภริยาอดทนอยู่กินต่ออีกหลายปี จะถือเป็นการให้อภัยตัดสิทธิฟ้องหย่าหรือไม่ ศาลฎีกาวางหลักชัดเจนว่าการให้อภัยต้องเกิดจากการสำนึกผิดของผู้กระทำ มิใช่เพียงการอดทนเพื่อให้โอกาสแก้ไขพฤติกรรม ข้อเท็จจริง โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย มีบุตรด้วยกัน 1 คน ระหว่างอยู่กินร่วมกัน จำเลยดื่มสุราเป็นอาจิณ กลับบ้านดึก และเมื่อเมาสุรามักด่าว่าโจทก์ มารดาโจทก์ และบุตร ด้วยถ้อยคำหยาบคายรุนแรง เช่น เหยียดหยาม เปรียบเปรยเสื่อมเสียศักดิ์ศรี นอกจากนี้ยังเคยถือมีดทำครัวขู่ทำร้าย และนำสากกะเบือซ่อนไว้ใต้หมอนเพื่อเตรียมทำร้ายโจทก์ แม้โจทก์อดทนอยู่กินต่อหลายปี หวังให้จำเลยปรับปรุงตน แต่จำเลยมิได้สำนึกผิด จนโจทก์และบุตรต้องย้ายออกไปอยู่ที่อื่น ประเด็นข้อกฎหมาย ประเด็นสำคัญคือ พฤติการณ์ดังกล่าวเป็น “การประพฤติชั่ว” อันเป็นเหตุให้ภริยาได้รับความเสียหายและเดือดร้อนเกินควรตามมาตรา 1516 (2) (ค) หรือไม่ และการอดทนอยู่ร่วมกันต่อเนื่องเป็นเวลานานถือเป็นการให้อภัยหรือไม่ คำวินิจฉัยศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การด่าว่าด้วยถ้อยคำหยาบคาย เหยียดหยามศักดิ์ศรีภริยาและบุตร รวมทั้งข่มขู่ด้วยอาวุธ แม้ยังไม่เกิดการทำร้ายจริง แต่เป็นพฤติการณ์ร้ายแรงต่อความสงบสุขในครอบครัว เมื่อพิจารณาสภาพ ฐานะ และการอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาแล้ว ถือว่าเป็นการประพฤติชั่ว ทำให้ภริยาได้รับความเสียหายและเดือดร้อนเกินควร จึงเป็นเหตุหย่าได้ ส่วนการที่โจทก์อดทนอยู่หลายปี ไม่ถือเป็นการให้อภัย เพราะการให้อภัยต้องเป็นกรณีที่ผู้กระทำสำนึกผิดแล้ว อีกฝ่ายไม่เอาโทษ แต่กรณีนี้เป็นเพียงการให้โอกาสแก้ไข มิใช่การยกโทษ วิเคราะห์หลักกฎหมายและเจตนารมณ์ มาตรา 1516 (2) (ค) มีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองคู่สมรสจากพฤติกรรมที่บ่อนทำลายศักดิ์ศรีและความสงบสุขในครอบครัว มิได้จำกัดเฉพาะการทำร้ายร่างกายเท่านั้น แต่รวมถึงความรุนแรงทางวาจาและจิตใจ หากมีลักษณะต่อเนื่องและร้ายแรง แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ผ่านมาวางหลักสอดคล้องกันว่า การด่าว่าหยาบคายซ้ำซาก การข่มขู่ และการกระทำที่ทำให้คู่สมรสหวาดกลัว ย่อมเข้าข่าย “ประพฤติชั่ว” แม้ไม่มีบาดแผลทางกายก็ตาม สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง เห็นว่าพฤติการณ์ยังไม่ถึงขั้นเป็นเหตุหย่าตามกฎหมาย 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับ ให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน เห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นการประพฤติชั่วทำให้โจทก์เดือดร้อนเกินควร 3. ศาลฎีกา พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ วินิจฉัยว่าพฤติการณ์ของจำเลยเข้าองค์ประกอบมาตรา 1516 (2) (ค) และการอดทนของโจทก์ไม่ถือเป็นการให้อภัย สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คำพิพากษานี้ยืนยันหลักว่า ความรุนแรงทางวาจาและการข่มขู่ในครอบครัวเป็นการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคู่สมรส อันอาจเป็นเหตุหย่าได้ แม้ไม่มีการทำร้ายร่างกายจริง การตีความคำว่า “ประพฤติชั่ว” ต้องพิจารณาจากผลกระทบต่อชีวิตสมรสโดยรวม มิใช่พิจารณาเพียงเหตุการณ์เฉพาะหน้า อีกทั้งการให้อภัยต้องเป็นการยกโทษภายหลังผู้กระทำสำนึกผิด มิใช่เพียงการอดทนรอการเปลี่ยนแปลง ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการตีความเหตุหย่าฐาน “ประพฤติชั่ว” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (2) (ค) ว่าการด่าว่าหยาบคาย เหยียดหยามศักดิ์ศรี และข่มขู่ทำร้ายภริยา แม้ไม่มีการทำร้ายร่างกายจริง แต่หากเป็นพฤติการณ์ต่อเนื่องและร้ายแรง ย่อมถือเป็นเหตุให้คู่สมรสอีกฝ่ายได้รับความเสียหายและเดือดร้อนเกินควร อันเป็นเหตุฟ้องหย่าได้ อีกทั้งศาลยังวินิจฉัยประเด็นเรื่อง “การให้อภัย” ว่าการอดทนอยู่กินต่อ มิใช่การยกโทษ หากผู้กระทำมิได้สำนึกผิดและปรับปรุงตน มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ คือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (2) (ค) สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. ประพฤติชั่วเป็นเหตุให้ได้รับความเสียหายและเดือดร้อนเกินควร ศาลวางหลักว่า ความรุนแรงทางวาจา การเหยียดหยาม และการข่มขู่ทำร้าย แม้ไม่ถึงขั้นลงมือทำร้ายจริง หากกระทำซ้ำซากและกระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นคู่สมรส ย่อมเข้าข่ายเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (2) (ค) 2. การให้อภัยต้องมีการสำนึกผิด การที่คู่สมรสอดทนอยู่ร่วมกันต่ออีกระยะหนึ่ง ไม่ถือเป็นการให้อภัยโดยอัตโนมัติ การให้อภัยตามหลักกฎหมายต้องเกิดจากการที่ผู้กระทำผิดสำนึกและกลับใจแล้ว อีกฝ่ายจึงยกโทษ มิใช่เพียงการให้โอกาสปรับปรุงตน คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. การด่าว่าหยาบคายเพียงอย่างเดียวเป็นเหตุหย่าได้หรือไม่ คำตอบ หากเป็นการกระทำต่อเนื่อง รุนแรง และกระทบศักดิ์ศรีอย่างมีนัยสำคัญ อาจเข้าข่ายเหตุหย่าได้ 2. ต้องมีการทำร้ายร่างกายจริงหรือไม่จึงจะฟ้องหย่าได้ คำตอบ ไม่จำเป็น ความรุนแรงทางจิตใจก็อาจเพียงพอ 3. การอดทนอยู่กินต่อถือเป็นการให้อภัยหรือไม่ คำตอบ ไม่เสมอไป ต้องพิสูจน์ว่ามีการสำนึกผิดและยกโทษอย่างชัดแจ้ง 4. การดื่มสุราเป็นอาจิณเพียงอย่างเดียวเป็นเหตุหย่าหรือไม่ คำตอบ ต้องพิจารณาประกอบกับพฤติการณ์อื่นว่าก่อให้เกิดความเสียหายเกินควรหรือไม่ 5. ศาลพิจารณาอะไรในการวินิจฉัยเหตุหย่า คำตอบ พิจารณาสภาพฐานะ การอยู่ร่วมกัน และผลกระทบต่อชีวิตสมรสโดยรวม 6. หากมีการข่มขู่แต่ยังไม่ทำร้ายจริง จะถือเป็นเหตุหย่าหรือไม่ คำตอบ หากเป็นพฤติการณ์ที่ทำให้คู่สมรสหวาดกลัวและอยู่ร่วมกันไม่ได้ อาจเป็นเหตุหย่าได้ 7. คำพิพากษานี้มีความสำคัญอย่างไร คำตอบ เป็นบรรทัดฐานว่าความรุนแรงทางวาจาและจิตใจสามารถเป็นเหตุหย่าได้ตามมาตรา 1516 (2) (ค) ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13082/2558 โจทก์ประกอบอาชีพครู ต้องให้การศึกษาอบรมลูกศิษย์และได้รับการยกย่องว่าอาชีพดังกล่าวเป็นแม่พิมพ์ของชาติ แต่โจทก์กลับต้องอดทนต่อความประพฤติของจำเลยซึ่งเป็นหัวหน้าครอบครัวที่กระทำต่อตนซึ่งเป็นภริยาและยังกระทำต่อบุตรสาวจำเลยเองอีกด้วย แม้จำเลยจะไม่มีความอ่อนหวานหรือไม่รู้จักการให้เกียรติภริยาของตนก็ตาม แต่จำเลยก็ควรรู้จักการทะนุถนอมน้ำใจของอีกฝ่ายเยี่ยงสามีที่ดีทั่วไปอันจะช่วยประคับประคองชีวิตสมรสให้ราบรื่น มิใช่ด่าว่าด้วยถ้อยคำหยาบคายอันเป็นการเหยียดหยามโจทก์ การที่โจทก์อดทนอยู่กับจำเลยอีกหลายปีนั้น มิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ให้อภัยตามที่จำเลยเข้าใจเอาเอง เพราะการให้อภัยเป็นเรื่องที่ผู้กระทำผิดสำนึกผิดแล้วอีกฝ่ายไม่เอาโทษ แต่กรณีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์ให้โอกาสจำเลยปรับปรุงตนเองเป็นเวลาหลายปี แต่จำเลยหาได้สำนึกและกลับตนไม่ จนกระทั่งโจทก์และบุตรสาวไม่สามารถอดทนอยู่กับจำเลยได้ จึงพากันย้ายหนีจำเลยไปอาศัยอยู่กับมารดาโจทก์ ดังนั้น พฤติการณ์ของจำเลยเป็นการประพฤติชั่วเป็นเหตุให้โจทก์ซึ่งเป็นภริยาได้รับความเสียหายและเดือดร้อนเกินควรในเมื่อเอาสภาพ ฐานะและความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยามาคำนึงประกอบ โจทก์จึงฟ้องหย่าจำเลยได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (2) (ค) ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องขอหย่าจากจำเลย จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับให้หย่า จำเลยฎีกา ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า คู่ความเป็นสามีภริยามีบุตร 1 คน ระหว่างอยู่กิน จำเลยดื่มสุราเป็นอาจิณ กลับบ้านดึก และเมื่อเมาสุรามักด่าว่าโจทก์ มารดาโจทก์ และบุตรด้วยถ้อยคำหยาบคายรุนแรง อีกทั้งเคยถือมีดขู่ทำร้าย และเตรียมสากกะเบือไว้เพื่อทำร้ายโจทก์ ประเด็นตามฎีกาคือ การกระทำดังกล่าวเป็นการประพฤติชั่วอันเป็นเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (2) (ค) หรือไม่ จำเลยอ้างว่ายังไม่ร้ายแรงพอ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พฤติการณ์ของจำเลยเป็นการเหยียดหยามและข่มขู่ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายและเดือดร้อนเกินควร เมื่อพิจารณาสภาพชีวิตสมรสประกอบแล้วเข้าข่ายเหตุหย่า การที่โจทก์อดทนอยู่หลายปีไม่ถือเป็นการให้อภัย เพราะเป็นเพียงการให้โอกาสปรับปรุงตน มิใช่การยกโทษ ศาลฎีกาเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน ให้หย่าขาดจากกัน และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลย จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับ ให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้น ฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า โจทก์จำเลยเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายมีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ นางสาว ว. ระหว่างอยู่กินด้วยกัน จำเลยดื่มสุราเป็นอาจิณและกลับบ้านดึก เมื่อเมาสุรากลับมาจะด่าว่าโจทก์และมารดาโจทก์รวมทั้งบุตรด้วยถ้อยคำหยาบคาย อาทิ "อีดอกทอง" "อีเหี้ย" "อีสัตว์" "กะหรี่ยังดีกว่ามึงเสียอีก" "อีดอกทองทั้งแม่ทั้งลูก" เป็นต้น จำเลยเคยถือมีดทำครัวขู่จะทำร้ายโจทก์จนโจทก์ต้องวิ่งหนีขึ้นชั้นบนบ้านและเคยนำสากกะเบือซ่อนไว้ใต้หมอนเพื่อเตรียมทำร้ายโจทก์ ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า จำเลยประพฤติชั่วเป็นเหตุให้โจทก์ซึ่งเป็นภริยาได้รับความเสียหายและเดือดร้อนเกินควรในเมื่อเอาสภาพ ฐานะและความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยามาคำนึงประกอบ อันเป็นเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (2) (ค) หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า การกระทำของจำเลยยังไม่เป็นเหตุร้ายแรงที่จะถือเป็นเหตุหย่านั้น เห็นว่า โจทก์ประกอบอาชีพเป็นครู ต้องให้การศึกษาอบรมลูกศิษย์และได้รับการยกย่องว่าอาชีพดังกล่าวเป็นแม่พิมพ์ของชาติ แต่โจทก์กลับต้องอดทนต่อความประพฤติของจำเลยซึ่งเป็นหัวหน้าครอบครัวที่กระทำต่อตนซึ่งเป็นภริยาและยังกระทำต่อบุตรสาวจำเลยเองอีกด้วย แม้จำเลยจะไม่มีความอ่อนหวานหรือไม่รู้จักการให้เกียรติภริยาของตนก็ตาม แต่จำเลยก็ควรรู้จักการทะนุถนอมน้ำใจของอีกฝ่ายเยี่ยงสามีที่ดีทั่วไปอันจะช่วยประคับประคองชีวิตสมรสให้ราบรื่น มิใช่ด่าว่าด้วยถ้อยคำหยาบคายอันเป็นการเหยียดหยามโจทก์ การที่โจทก์อดทนอยู่กับจำเลยอีกหลายปีนั้น มิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ให้อภัยตามที่จำเลยเข้าใจเอาเอง เพราะการให้อภัยเป็นเรื่องที่ผู้กระทำผิดสำนึกผิดแล้วอีกฝ่ายไม่เอาโทษ แต่กรณีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์ให้โอกาสจำเลยปรับปรุงตนเองเป็นเวลาหลายปี แต่จำเลยหาได้สำนึกและกลับตนไม่ จนกระทั่งโจทก์และบุตรสาวไม่สามารถอดทนอยู่กับจำเลยได้ จึงพากันย้ายหนีจำเลยไปอาศัยอยู่กับมารดาโจทก์ ดังนั้น พฤติการณ์ของจำเลยเป็นการประพฤติชั่วเป็นเหตุให้โจทก์ซึ่งเป็นภริยาได้รับความเสียหายและเดือดร้อนเกินควรในเมื่อเอาสภาพฐานะและความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยามาคำนึงประกอบ โจทก์จึงฟ้องหย่าจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (2) (ค) ฎีกาอื่นของจำเลยไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ |



