
| ผลของบันทึกข้อตกลงที่ไม่ครบองค์ประกอบสัญญาประนีประนอมยอมความ ต่อสิทธิฟ้องหย่า ค่าเลี้ยงชีพ และค่าทดแทนชู้สาว
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า บันทึกข้อตกลงระหว่างคู่สมรสซึ่งมิได้ระบุข้อความชัดแจ้งถึงการระงับข้อพิพาทเรื่องหย่า สินสมรส และค่าทดแทน จะมีผลเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 และทำให้สิทธิฟ้องหย่าตลอดจนสิทธิเรียกร้องค่าเลี้ยงชีพและค่าทดแทนระงับสิ้นไปหรือไม่ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้อยู่ที่การตีความ “องค์ประกอบของสัญญาประนีประนอมยอมความ” และ “ผลของการให้อภัยในคดีหย่า” ว่าจะต้องปรากฏเจตนาชัดแจ้งในการระงับข้อพิพาท หากเพียงตกลงให้ส่งเงินเลี้ยงดู แต่ยังเปิดช่องไว้ว่าเรื่องหย่าและสินสมรสจะตกลงกันภายหลัง ย่อมไม่อาจถือว่าเป็นการระงับสิทธิฟ้องตามกฎหมายได้ คำพิพากษานี้จึงมีนัยสำคัญอย่างยิ่งต่อแนวปฏิบัติในคดีครอบครัว โดยเฉพาะกรณีที่ฝ่ายหนึ่งอ้างบันทึกข้อตกลงมาเป็นข้อต่อสู้เพื่อปิดกั้นสิทธิฟ้องหย่าหรือเรียกค่าทดแทน โดยศาลฎีกาได้วางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า การระงับสิทธิตามกฎหมายครอบครัวต้องปรากฏเจตนาแน่ชัด มิฉะนั้นสิทธิตามมาตรา 1516, 1523 และ 1526 ยังคงอยู่ครบถ้วน ข้อเท็จจริงของคดี โจทก์และจำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสกันตั้งแต่ปี 2523 และอยู่กินฉันสามีภริยาโดยไม่มีบุตรด้วยกัน ต่อมาในปี 2555 โจทก์ทราบว่าจำเลยที่ 1 มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับจำเลยที่ 2 และมีบุตรด้วยกัน 1 คน ทั้งยังปรากฏว่าจำเลยทั้งสองอยู่กินกันฉันสามีภริยา อันเป็นพฤติการณ์ “ยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา” ซึ่งเป็นเหตุหย่าตามกฎหมาย ภายหลังจากโจทก์ทราบเหตุการณ์ดังกล่าว โจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ทำบันทึกข้อตกลงลงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2555 โดยมีสาระสำคัญเพียงว่า จำเลยที่ 1 จะส่งค่าเลี้ยงดูให้โจทก์เดือนละ 20,000 บาท จนกว่าจะมีอายุครบ 60 ปี และระบุว่า ระหว่างแยกกันอยู่ยังให้ถือว่าเป็นสามีภริยากันอยู่ และหากไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง โจทก์มีสิทธิฟ้องเรียกค่าเลี้ยงดูได้ ทั้งนี้ในบันทึกข้อตกลงดังกล่าวยังมีข้อความว่า “ส่วนเรื่องหย่าและสินสมรสนั้นจะได้ตกลงกันในภายหลัง” ต่อมาโจทก์ยื่นฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้หย่าขาดจากจำเลยที่ 1 ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าทดแทน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย และขอให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเลี้ยงชีพเดือนละ 20,000 บาท จำเลยที่ 1 ต่อสู้ว่า เมื่อมีบันทึกข้อตกลงดังกล่าวและตนยังไม่ผิดสัญญา โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องร้องตามกฎหมายอีก ประเด็นสำคัญของคดีจึงอยู่ที่ว่า บันทึกข้อตกลงดังกล่าวมีผลเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามกฎหมายหรือไม่ และมีผลระงับสิทธิฟ้องหย่า ค่าทดแทน และค่าเลี้ยงชีพหรือไม่ คำวินิจฉัยของศาลฎีกา 1 ประเด็นเรื่องสัญญาประนีประนอมยอมความตามมาตรา 850 และผลตามมาตรา 852 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การจะถือเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความได้นั้น ต้องมีลักษณะเป็นสัญญาที่คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายระงับข้อพิพาทที่มีอยู่หรือจะมีขึ้นให้เสร็จสิ้นไป โดยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน อันเป็นองค์ประกอบตามมาตรา 850 เมื่อเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว ย่อมมีผลตามมาตรา 852 คือหนี้เดิมระงับ และผูกพันกันตามเงื่อนไขใหม่ในสัญญา แต่บันทึกข้อตกลงในคดีนี้ มิได้มีข้อความใดแสดงเจตนาชัดแจ้งว่าประสงค์จะ “ระงับข้อพิพาท” เรื่องหย่า สินสมรส หรือค่าทดแทน หากกลับระบุชัดว่าเรื่องหย่าและสินสมรสจะตกลงกันภายหลัง จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นการระงับข้อพิพาทให้เสร็จสิ้น ดังนั้น บันทึกดังกล่าวจึงไม่เข้าองค์ประกอบสัญญาประนีประนอมยอมความ 2 ประเด็นสิทธิฟ้องหย่าตามมาตรา 1516 พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 มีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 2 จนมีบุตรและอยู่กินกันฉันสามีภริยา เป็นเหตุหย่าตามมาตรา 1516 เรื่องการยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา เมื่อบันทึกข้อตกลงมิได้ระงับข้อพิพาทเรื่องหย่า และมิได้มีข้อความแสดงการให้อภัยอย่างชัดแจ้ง สิทธิฟ้องหย่าของโจทก์จึงยังคงอยู่ 3 ประเด็นการให้อภัยตามมาตรา 1518 มาตรา 1518 บัญญัติว่า หากคู่สมรสให้อภัยแล้ว ย่อมทำให้สิทธิฟ้องหย่าระงับ แต่ในคดีนี้ บันทึกข้อตกลงกลับระบุว่าจะตกลงเรื่องหย่าในภายหลัง แสดงว่าโจทก์ยังมิได้ยกโทษหรือให้อภัยอย่างแท้จริง เพราะยังเปิดประเด็นไว้ มิได้ปิดข้อพิพาทโดยเด็ดขาด ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า สิทธิฟ้องหย่ายังไม่ระงับตามมาตรา 1518 4 ประเด็นค่าทดแทนตามมาตรา 1523 และค่าเลี้ยงชีพตามมาตรา 1526 การที่จำเลยทั้งสองมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาว เป็นเหตุให้โจทก์มีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 2 และจากจำเลยที่ 1 ได้ตามมาตรา 1523 นอกจากนี้ เมื่อมีการหย่า โจทก์ยังมีสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพตามมาตรา 1526 ได้อีกด้วย บันทึกข้อตกลงมิได้มีข้อความใดกล่าวถึงการระงับสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 2 เลย จึงไม่อาจถือว่าข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองในเรื่องดังกล่าวได้ระงับไป วิเคราะห์หลักกฎหมายและเจตนารมณ์ 1 เจตนารมณ์ของมาตรา 850 และ 852 หลักสัญญาประนีประนอมยอมความมีเจตนารมณ์เพื่อส่งเสริมให้คู่กรณีสามารถยุติข้อพิพาทด้วยตนเอง ลดภาระศาล และสร้างความแน่นอนทางกฎหมาย แต่การจะมีผลระงับหนี้เดิมได้ ต้องมีความชัดเจนว่าคู่กรณีตั้งใจระงับข้อพิพาททั้งหมดหรือบางส่วนโดยเด็ดขาด มิใช่เพียงการตกลงชั่วคราวหรือกำหนดแนวทางปฏิบัติระหว่างรอการตกลงในอนาคต คำพิพากษานี้จึงสะท้อนหลักการว่า “การระงับสิทธิ” ต้องตีความโดยเคร่งครัด 2 เจตนารมณ์ของมาตรา 1516 และ 1518 มาตรา 1516 มุ่งคุ้มครองศักดิ์ศรีและความมั่นคงของสถาบันครอบครัว โดยกำหนดเหตุหย่าชัดเจน ส่วนมาตรา 1518 เปิดโอกาสให้คู่สมรสให้อภัยและประคับประคองครอบครัวต่อไป แต่การให้อภัยต้องเป็นการแสดงเจตนาโดยชัดแจ้งและแท้จริง มิใช่เพียงการประนีประนอมเรื่องค่าใช้จ่าย ศาลฎีกาจึงวางหลักว่า การให้อภัยต้องมีลักษณะเป็นการ “ปิดข้อพิพาท” ไม่ใช่เพียง “พักข้อพิพาท” 3 แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง แนวคำพิพากษาศาลฎีกาโดยสม่ำเสมอวินิจฉัยว่า การจะถือว่าคู่สมรสให้อภัย ต้องปรากฏพฤติการณ์ชัดว่าได้กลับมาดำเนินชีวิตคู่โดยปราศจากเงื่อนไขหรือข้อสงวนสิทธิ ในทำนองเดียวกัน การตีความสัญญาที่อ้างว่าเป็นประนีประนอม ต้องพิจารณาเจตนาแท้จริง ไม่ยึดเพียงรูปแบบเอกสาร คำพิพากษานี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการแยกแยะระหว่าง “บันทึกข้อตกลงทั่วไป” กับ “สัญญาประนีประนอมยอมความที่มีผลระงับสิทธิ” ความสำคัญเชิงหลักการของคำพิพากษานี้ คำพิพากษานี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินคดีครอบครัว เพราะชี้ชัดว่า หนึ่ง สิทธิฟ้องหย่าและสิทธิเรียกร้องตามกฎหมายครอบครัวเป็นสิทธิสำคัญ ไม่อาจถูกจำกัดโดยข้อตกลงที่คลุมเครือ สอง การระงับสิทธิตามกฎหมายต้องมีเจตนาแน่ชัด สาม การให้อภัยต้องตีความอย่างเคร่งครัด สี่ บันทึกข้อตกลงที่ไม่ครบองค์ประกอบ ไม่อาจใช้เป็นข้อต่อสู้เพื่อตัดสิทธิฟ้องได้ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์เดือนละ 20,000 บาท นับแต่วันพิพากษาเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะสมรสใหม่ แต่ไม่เกินกว่าจำเลยที่ 1 เกษียณอายุราชการ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าทดแทนแก่โจทก์ 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ รวมทั้งให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้ในส่วนค่าเลี้ยงชีพ โดยให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเลี้ยงชีพนับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุดเป็นต้นไป และลดค่าทดแทนจาก 500,000 บาท เหลือ 250,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ 3. ศาลฎีกา วินิจฉัยว่าบันทึกข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 มิใช่สัญญาประนีประนอมยอมความตามมาตรา 850 และมิได้มีผลระงับสิทธิฟ้องหย่า ค่าเลี้ยงชีพ และค่าทดแทน อีกทั้งมิใช่การให้อภัยตามมาตรา 1518 ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น จึงพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คำพิพากษานี้วางหลักสำคัญ 3 ประการอย่างชัดเจน ประการแรก หลักการตีความสัญญาประนีประนอมยอมความต้องเคร่งครัดในองค์ประกอบ กล่าวคือ ต้องมีเจตนาแน่ชัดในการ “ระงับข้อพิพาทให้เสร็จเด็ดขาด” หากเอกสารมีลักษณะเพียงกำหนดเงื่อนไขชั่วคราว หรือสงวนสิทธิไว้ในประเด็นสำคัญ ย่อมไม่อาจถือเป็นสัญญาประนีประนอมตามมาตรา 850 ได้ และย่อมไม่เกิดผลระงับหนี้เดิมตามมาตรา 852 ประการที่สอง สิทธิฟ้องหย่าและสิทธิเรียกร้องตามกฎหมายครอบครัวเป็นสิทธิที่กฎหมายให้ความคุ้มครองอย่างเข้มงวด การจะถือว่าสิทธิดังกล่าวระงับเพราะการให้อภัย ต้องปรากฏเจตนาให้อภัยโดยชัดแจ้งและไม่มีเงื่อนไข การเปิดช่องว่าจะตกลงเรื่องหย่าในภายหลังย่อมสะท้อนว่ายังมิได้ให้อภัย ประการที่สาม บันทึกข้อตกลงที่ทำกันเพียงระหว่างคู่สมรส ไม่อาจตัดสิทธิเรียกค่าทดแทนจากบุคคลภายนอกได้ หากไม่มีข้อความระบุชัดเจนว่าระงับข้อพิพาทดังกล่าวด้วย คำพิพากษานี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญสำหรับนักกฎหมายในการร่างสัญญาประนีประนอม และในการพิจารณาว่าข้อตกลงใดมีผลระงับสิทธิหรือไม่ ทั้งยังสะท้อนแนวคิดสำคัญว่า “การระงับสิทธิ” ต้องอาศัยความชัดเจน มิใช่การตีความขยายความโดยอนุมาน ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า บันทึกข้อตกลงระหว่างคู่สมรสมีผลเป็น “สัญญาประนีประนอมยอมความ” ตามมาตรา 850 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือไม่ และมีผลทำให้สิทธิฟ้องหย่าระงับเพราะเป็นการ “ให้อภัย” ตามมาตรา 1518 หรือไม่ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า บันทึกข้อตกลงที่ยังเปิดประเด็นเรื่องหย่าและสินสมรสไว้ในภายหลัง มิได้มีเจตนาระงับข้อพิพาทโดยเด็ดขาด จึงไม่เข้าองค์ประกอบสัญญาประนีประนอมยอมความ และไม่เป็นการให้อภัย สิทธิฟ้องหย่า ค่าเลี้ยงชีพ และค่าทดแทนจึงยังคงอยู่ มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ ได้แก่ มาตรา 850 และมาตรา 1518 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. สัญญาประนีประนอมยอมความ (มาตรา 850, 852) ต้องมีเจตนาระงับข้อพิพาทให้เสร็จสิ้นโดยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน หากข้อตกลงยังสงวนสิทธิเรื่องสำคัญ เช่น เรื่องหย่าและสินสมรส ย่อมไม่ถือเป็นการระงับหนี้เดิมตามกฎหมาย 2. การให้อภัยคู่สมรส (มาตรา 1518) การให้อภัยต้องเป็นการแสดงเจตนาโดยชัดแจ้งและปราศจากเงื่อนไข หากยังเปิดช่องจะตกลงเรื่องหย่าในภายหลัง ย่อมไม่ถือว่าสิทธิฟ้องหย่าระงับ สิทธิเรียกร้องตามกฎหมายครอบครัวยังคงใช้บังคับได้ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. บันทึกข้อตกลงระหว่างคู่สมรสถือเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความเสมอหรือไม่ คำตอบ ไม่ใช่ ต้องพิจารณาว่ามีเจตนาระงับข้อพิพาทให้เสร็จสิ้นโดยเด็ดขาดหรือไม่ หากยังสงวนประเด็นสำคัญไว้ ย่อมไม่เข้าองค์ประกอบตามมาตรา 850 2. หากตกลงให้ส่งค่าเลี้ยงดูแล้ว ยังสามารถฟ้องหย่าได้หรือไม่ คำตอบ ได้ หากไม่มีการระงับสิทธิฟ้องหย่าโดยชัดแจ้ง และไม่มีการให้อภัยตามมาตรา 1518 3. การให้อภัยต้องมีลักษณะอย่างไรจึงทำให้สิทธิฟ้องหย่าระงับ คำตอบ ต้องเป็นการแสดงเจตนาให้อภัยโดยชัดเจนและไม่มีเงื่อนไข พร้อมพฤติการณ์ที่แสดงถึงการฟื้นฟูชีวิตสมรสอย่างแท้จริง 4. หากระบุว่าจะตกลงเรื่องหย่าในภายหลัง ถือว่าเป็นการให้อภัยหรือไม่ คำตอบ ไม่ถือว่าเป็นการให้อภัย เพราะยังไม่ปิดข้อพิพาทโดยเด็ดขาด 5. ค่าทดแทนชู้สาวเรียกได้จากใครบ้าง คำตอบ เรียกได้จากคู่สมรสที่กระทำผิดและบุคคลภายนอกที่มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวตามมาตรา 1523 6. สัญญาประนีประนอมยอมความมีผลอย่างไรต่อหนี้เดิม คำตอบ เมื่อเข้าองค์ประกอบตามมาตรา 850 แล้ว หนี้เดิมย่อมระงับตามมาตรา 852 และผูกพันตามข้อตกลงใหม่ 7. หากอีกฝ่ายยังไม่ผิดข้อตกลง จะฟ้องตามสิทธิกฎหมายเดิมได้หรือไม่ คำตอบ หากข้อตกลงนั้นไม่ใช่สัญญาประนีประนอมยอมความที่มีผลระงับสิทธิ ก็ยังสามารถฟ้องได้ 8. บันทึกข้อตกลงสามารถตัดสิทธิเรียกค่าทดแทนจากบุคคลภายนอกได้หรือไม่ คำตอบ ไม่ได้ เว้นแต่จะมีข้อความชัดเจนว่าระงับข้อพิพาทในส่วนดังกล่าวด้วย 9. ศาลตีความเอกสารโดยดูจากอะไรเป็นหลัก คำตอบ พิจารณาจากเจตนาที่แท้จริงของคู่สัญญาและถ้อยคำในเอกสาร มิใช่เพียงชื่อเรียกของเอกสาร 10. คำพิพากษานี้มีความสำคัญต่อการปฏิบัติอย่างไร คำตอบ เป็นแนวทางชัดเจนว่าการระงับสิทธิในคดีครอบครัวต้องมีเจตนาแน่ชัด มิฉะนั้นสิทธิตามกฎหมายยังคงอยู่ครบถ้วน 11. หากคู่สมรสกลับมาอยู่ด้วยกันชั่วคราว ถือว่าให้อภัยหรือไม่ คำตอบ ต้องพิจารณาพฤติการณ์โดยรวม หากยังมีเงื่อนไขหรือข้อสงวนสิทธิ อาจไม่ถือว่าเป็นการให้อภัยโดยสมบูรณ์ 12. การร่างสัญญาประนีประนอมในคดีครอบครัวควรระบุอะไรบ้าง คำตอบ ควรระบุให้ชัดเจนถึงข้อพิพาทที่ประสงค์จะระงับ ขอบเขตสิทธิที่สละ และผลทางกฎหมาย เพื่อป้องกันข้อโต้แย้งในภายหลัง ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13552/2558 บุคคลที่มีข้อพิพาทซึ่งอาจใช้สิทธิทางศาลต่อกัน อาจตกลงระงับข้อพิพาทดังกล่าวได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 850 ด้วยการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ อันมีผลทำให้หนี้เดิมระงับตามมาตรา 852 แล้วผูกพันกันตามที่ได้ตกลงกันไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว แต่บันทึกข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ในข้อที่ 1 ระบุว่า "ส่วนเรื่องหย่าและสินสมรสนั้นจะได้ตกลงกันในภายหลัง" แล้วตกลงกันเพียงว่า จำเลยที่ 1 จะส่งค่าเลี้ยงดูให้โจทก์เดือนละ 20,000 บาท ทั้งๆ ที่ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองเกิดจากจำเลยที่ 1 มีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 2 จนมีบุตร ทั้งจำเลยทั้งสองอยู่กินด้วยกัน อันเป็นการยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาซึ่งมีผลให้โจทก์มีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 และการหย่ายังทำให้โจทก์มีสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพจากจำเลยที่ 1 ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1526 นอกจากนี้การที่จำเลยทั้งสองมีความสัมพันธ์กันฉันชู้สาว ทำให้โจทก์เรียกค่าทดแทนได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 ข้อพิพาทที่ทำให้เกิดสิทธิแก่โจทก์ทั้งสามประการมิได้มีการตกลงเพื่อระงับกันให้เสร็จไปแต่อย่างใด บันทึกข้อตกลงระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงไม่เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ และตามพฤติการณ์ที่มีการระบุไว้ว่าจะมีการตกลงเรื่องหย่าและสินสมรสกันในภายหลังนั้นแสดงว่าโจทก์ไม่ได้ให้อภัยแก่จำเลยที่ 1 อันจะเป็นเหตุให้สิทธิฟ้องหย่า ระงับสิ้นไป การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องเรียกร้องตามสิทธิที่โจทก์มีอยู่จึงชอบแล้ว จำเลยที่ 1 ไม่อาจอ้างบันทึกข้อตกลงดังกล่าว มาเป็นข้อต่อสู้ได้ ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องขอให้หย่าขาดจากจำเลยที่ 1 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าทดแทน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี และให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเลี้ยงชีพเดือนละ 20,000 บาท จนเกษียณอายุราชการ จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง ส่วนจำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้หย่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเลี้ยงชีพเดือนละ 20,000 บาท นับแต่วันพิพากษาจนกว่าโจทก์จะสมรสใหม่ แต่ไม่เกินวันเกษียณ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าทดแทน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แก้ลดค่าทดแทนเหลือ 250,000 บาท และให้ค่าเลี้ยงชีพเริ่มนับแต่คำพิพากษาถึงที่สุด จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องเพราะได้ทำบันทึกข้อตกลงกันแล้ว ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้คู่กรณีจะทำบันทึกข้อตกลงให้จำเลยที่ 1 ส่งค่าเลี้ยงดูเดือนละ 20,000 บาท แต่ในบันทึกระบุว่าเรื่องหย่าและสินสมรสจะตกลงกันภายหลัง จึงไม่ใช่สัญญาประนีประนอมยอมความตามมาตรา 850 ที่มีผลระงับหนี้ตามมาตรา 852 อีกทั้งไม่ใช่การให้อภัยตามมาตรา 1518 เมื่อจำเลยที่ 1 มีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 2 จนมีบุตร อันเป็นเหตุหย่าตามมาตรา 1516 โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องหย่า เรียกค่าเลี้ยงชีพตามมาตรา 1526 และเรียกค่าทดแทนตามมาตรา 1523 ได้ สิทธิดังกล่าวมิได้ระงับเพราะบันทึกข้อตกลง จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจยกเป็นข้อต่อสู้ได้ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าทดแทนแก่โจทก์ 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์เดือนละ 20,000 บาท จนกว่าจำเลยที่ 1 จะเกษียณอายุราชการ จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน ให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์เดือนละ 20,000 บาท นับแต่วันพิพากษาเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะสมรสใหม่ แต่ทั้งนี้ไม่เกินกว่าจำเลยที่ 1 เกษียณอายุราชการ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าทดแทนแก่โจทก์เป็นเงิน 500,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 16 สิงหาคม 2556) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์เดือนละ 20,000 บาท นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุดเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะสมรสใหม่ แต่ทั้งนี้ไม่เกินกว่าจำเลยที่ 1 เกษียณอายุราชการ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าทดแทนแก่โจทก์เป็นเงิน 250,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2523 โจทก์และจำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสและอยู่กินกันแต่ไม่มีบุตรด้วยกัน ต่อมาในปี 2555 โจทก์ทราบว่าจำเลยทั้งสองมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวและมีบุตรด้วยกัน 1 คน ตามแบบรับรองทะเบียนคนเกิด โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำบันทึกข้อตกลงกันเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2555 ให้จำเลยที่ 1 ส่งค่าเลี้ยงดูให้โจทก์เดือนละ 20,000 บาท ทุกเดือนจนกว่าฝ่ายชายจะมีอายุครบ 60 ปี ระหว่างแยกกันอยู่ยังให้ถือว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยา ถ้าจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงยอมให้โจทก์ฟ้องเรียกค่าเลี้ยงดูตามกฎหมายได้ ปรากฏตามบันทึกข้อตกลง ต่อมาโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อแรกว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องหย่าและเรียกค่าทดแทนกับค่าเลี้ยงชีพได้หรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ทำบันทึกข้อตกลงต่อกันไว้ เมื่อจำเลยที่ 1 ยังมิได้ผิดข้อตกลง โจทก์จึงยังไม่อาจฟ้องได้นั้น เมื่อโจทก์ฟ้องหย่าและเรียกค่าทดแทน ค่าเลี้ยงชีพจากจำเลยทั้งสองโดยอ้างสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ส่วนจำเลยที่ 1 อ้างว่าโจทก์ไม่อาจฟ้องได้เพราะมีบันทึกข้อตกลง กรณีจึงมีปัญหาพิจารณาว่า บันทึกข้อตกลงดังกล่าวมีผลทำให้สิทธิของโจทก์ที่มีตามกฎหมายดังกล่าวระงับหรือถูกลดทอนลงเพราะบันทึกข้อตกลงหรือไม่ เห็นว่า เมื่อบุคคลมีข้อพิพาทที่อาจใช้สิทธิทางศาลต่อกัน อาจตกลงระงับข้อพิพาทดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 ด้วยการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ อันจะทำให้มีผลตามมาตรา 852 คือระงับหนี้เดิม แล้วผูกพันกันตามสิทธิที่ได้แสดงไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวโดยมาตรา 850 บัญญัติว่า "อันว่าประนีประนอมยอมความนั้น คือสัญญาซึ่งผู้เป็นคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายระงับข้อพิพาทอันใดอันหนึ่งซึ่งมีอยู่หรือจะมีขึ้นให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน" แต่บันทึกข้อตกลง หาได้มีข้อตกลงใดที่แสดงให้เห็นว่ามุ่งระงับข้อพิพาทที่มีอยู่ให้ระงับไม่ โดยในข้อตกลงข้อ 1 ระบุว่า "ส่วนเรื่องหย่าและสินสมรสนั้นจะได้ตกลงกันในภายหลัง" แล้วตกลงกันเพียงว่าจำเลยที่ 1 จะส่งค่าเลี้ยงดูให้โจทก์เดือนละ 20,000 บาท ทั้งที่ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองที่เกิดจากฝ่ายจำเลยที่ 1 มีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 2 จนมีบุตรและจำเลยทั้งสองอยู่กินด้วยกัน อันเป็นการยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา ทำให้เกิดข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสอง โดยโจทก์มีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 ได้ตามมาตรา 1516 และการหย่ายังทำให้โจทก์มีสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพจากจำเลยที่ 1 ได้ตามมาตรา 1526 นอกจากนี้การที่จำเลยทั้งสองมีความสัมพันธ์กันทางชู้สาว ทำให้โจทก์เรียกค่าทดแทนได้ตามมาตรา 1523 ข้อพิพาทที่ทำให้เกิดสิทธิแก่โจทก์ทั้งสามประการมิได้มีการตกลงเพื่อระงับกันให้เสร็จไปแต่อย่างใดเพราะโจทก์กับจำเลยที่ 1 ระบุในบันทึกตกลงว่า "ส่วนเรื่องหย่าและสินสมรสนั้นจะได้ตกลงกันในภายหลัง" ทั้งเป็นการตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 โดยมิได้มีข้อความใดกล่าวถึงการระงับข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองในเรื่องค่าทดแทน ข้อความตามบันทึกข้อตกลง จึงยังไม่เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความและตามพฤติการณ์ที่มีการระบุไว้ว่าจะมีการตกลงเรื่องหย่าและสินสมรสกันในภายหลังนั้นยังแสดงว่าโจทก์ไม่ได้ให้อภัยจำเลยที่ 1 อันจะเป็นเหตุให้สิทธิฟ้องหย่าหมดไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1518 แต่อย่างใด สิทธิที่โจทก์มีอยู่หาระงับสิ้นไป การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องเรียกร้องตามสิทธิที่โจทก์มีอยู่จึงชอบแล้ว จำเลยที่ 1 ไม่อาจอ้างบันทึกตกลง มาเป็นข้อต่อสู้ได้ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ |



.jpg)
