ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ข้อพิพาทฟ้องหย่าที่ศาลยกฟ้อง กับสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูคู่สมรส

ฟ้องหย่าแต่ไม่มีเหตุหย่าตามกฎหมาย ศาลยกฟ้อง, คดีครอบครัวเกี่ยวกับสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูคู่สมรส, สามีภริยามีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูกันตามป.พ.พ.มาตรา 1461, การใช้สิทธิของภริยาเรียกค่าเลี้ยงดูตามมาตรา 1598/38, คดีฟ้องแย้งเรียกค่าเลี้ยงดูและค่าเลี้ยงชีพระหว่างคู่สมรส, แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับเหตุหย่าและค่าเลี้ยงดู, การยกเว้นค่าขึ้นศาลในคดีครอบครัวเพื่อเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู, การวินิจฉัยว่าพฤติกรรมคู่สมรสไม่ถึงขั้นเป็นเหตุหย่าร้ายแรง, บทบาทของศาลเยาวชนและครอบครัว

         ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ  

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทระหว่างสามีซึ่งยื่นฟ้องหย่าภริยาโดยอ้างว่าถูกภริยารบกวนการทำงาน เสื่อมเสียชื่อเสียง และถูกยึดทรัพย์สินไปใช้ส่วนตัว ขณะที่ภริยาโต้แย้งว่าตนเป็นผู้ถูกทอดทิ้ง ต้องเลี้ยงดูบุตรเพียงลำพังและไม่มีรายได้ ศาลต้องวินิจฉัยว่าพฤติกรรมของภริยาถึงขั้นเป็นเหตุหย่าตามกฎหมายหรือไม่ คู่สมรสที่ไม่ได้ทำงานมีสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากอีกฝ่ายอย่างไร และคำขอเรียกค่าเลี้ยงดูในคดีครอบครัวได้รับยกเว้นค่าขึ้นศาลตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 หรือไม่

ข้อเท็จจริงโดยสังเขป

โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยาตามกฎหมาย จดทะเบียนสมรสกันมานานและมีบุตรสองคน ทั้งสองเป็นทันตแพทย์ เปิดคลินิกทำฟันร่วมกันที่กรุงเทพฯ ต่อมามีการย้ายสถานที่ทำงานและเปิดคลินิกที่จังหวัดภูเก็ต สถานการณ์ในครอบครัวเริ่มตึงเครียด ทั้งจากปัญหาธุรกิจคลินิก ปัญหาสุขภาพของจำเลย และปัญหาพฤติกรรมของบุตรชายคนโตที่มีอาการทางจิต ต้องได้รับการดูแลใกล้ชิด

ฝ่ายจำเลยมีปัญหาสุขภาพจากการตั้งครรภ์และทำงานหนัก ทำให้ไม่สามารถประกอบอาชีพได้ต่อเนื่อง แม้เคยทำงานเป็นผู้บริหารเอกชนมีรายได้ดี แต่ภายหลังต้องลาออกเพื่อช่วยจัดการคลินิกของโจทก์ซึ่งประสบปัญหา จนสุดท้ายคลินิกที่กรุงเทพฯ ต้องปิดตัวลง จำเลยจึงไม่มีรายได้ ต้องอาศัยความช่วยเหลือจากมารดาและบุคคลรอบข้าง ส่วนโจทก์ย้ายไปทำงานและเปิดคลินิกที่ภูเก็ต มีรายได้เดือนละประมาณ 200,000–300,000 บาท

ต่อมาโจทก์หายออกจากบ้าน ทิ้งจำเลยและบุตรสองคนให้อยู่ลำพังตามลำพังเป็นเวลาราว 3 เดือน โดยไม่สามารถติดต่อได้ จำเลยจึงออกติดตามจนพบว่าโจทก์ทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลเอกชนในจังหวัดภูเก็ต และเปิดคลินิกทันตกรรมขนาดใหญ่ โดยให้จำเลยลงชื่อยินยอมให้กู้เงินจากธนาคารในวงเงิน 10 ล้านบาท เพื่อใช้ลงทุนเปิดคลินิก แต่ไม่ได้ชี้แจงรายละเอียดอย่างโปร่งใส

แม้โจทก์กับจำเลยจะแยกกันอยู่ แต่ก็ยังมีการเดินทางไปมาหาสู่กัน โจทก์กลับบ้านที่กรุงเทพฯ ช่วงวันหยุดและเทศกาล ขณะที่จำเลยก็เดินทางไปอยู่กับโจทก์ที่ภูเก็ตครั้งละประมาณ 3 เดือน ทั้งสองยังมีเพศสัมพันธ์กันสม่ำเสมอ ซึ่งโจทก์ยอมรับว่ามีเพศสัมพันธ์กับจำเลย แม้จะอ้างว่าไม่เป็นไปตามปกติของสามีภริยาก็ตาม

ต่อมาเมื่อจำเลยตามไปพบโจทก์ที่กรุงเทพฯ ในสถานที่เรียนเฉพาะทางด้านทันตกรรม จำเลยเข้าไปนั่งใกล้โจทก์ในชั้นเรียน จนมีเพื่อนร่วมเรียนและอาจารย์พูดเชิงล้อเล่นว่ามี “เมียมาคุม” แต่ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยแสดงกิริยาวาจาหรือพฤติกรรมใดที่ทำให้โจทก์อับอายอย่างร้ายแรง

อีกด้านหนึ่ง จำเลยกลับถูกบุคคลที่สามซึ่งมีความใกล้ชิดกับโจทก์ทำร้ายร่างกายและด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคายต่อหน้าเจ้าพนักงานตำรวจและบุคคลทั่วไป แต่จำเลยยอมไม่เอาความตามคำขอร้องของโจทก์ โดยเชื่อคำสัญญาว่าโจทก์จะกลับมารับผิดชอบค่าใช้จ่ายของครอบครัวดังเดิม

โจทก์จึงฟ้องขอให้ศาลพิพากษาหย่าขาดจากจำเลย โดยกล่าวหาว่าจำเลยประพฤติตนเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา ทำให้โจทก์อับอาย เสียชื่อเสียง และลักเอาเครื่องมือทันตกรรมรวมถึงรถยนต์ส่วนตัวไปใช้ส่วนตัว ในขณะที่จำเลยให้การปฏิเสธและยื่นฟ้องแย้ง เรียกค่าเลี้ยงดูและค่าเลี้ยงชีพของตนเองเดือนละ 100,000 บาท และค่าเลี้ยงดูบุตรสองคนคนละ 50,000 บาท

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า พฤติกรรมของจำเลยไม่ถึงขั้นเป็นเหตุหย่าตามกฎหมาย จึงยกฟ้องโจทก์ แต่กำหนดให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลยเดือนละ 20,000 บาทนับแต่วันยื่นฟ้องแย้ง ส่วนคำขออื่นให้ยก และมีคำสั่งให้ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งเป็นพับ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน โจทก์ฎีกา

ประเด็นข้อพิพาทและคำวินิจฉัยของศาลฎีกา

1 ประเด็นเหตุฟ้องหย่าและการประพฤติตนเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา

ศาลฎีกาตรวจสอบพยานหลักฐานแล้วเห็นว่า แม้โจทก์อ้างว่าจำเลยรบกวนการเรียนเฉพาะทาง ทำให้โจทก์อับอายต่อหน้าผู้อื่น แต่ข้อเท็จจริงปรากฏเพียงว่าจำเลยเข้าไปนั่งข้างโจทก์ในห้องเรียนในฐานะภริยา การที่เพื่อนร่วมเรียนและอาจารย์พูดเชิงล้อเลียนว่า “เมียมาคุม” เป็นเพียงคำพูดล้อเล่นในสังคมทั่วไป ไม่ใช่ผลจากการกระทำอันเกินสมควรของจำเลย และไม่ปรากฏว่าจำเลยทำอะไรเกินเลยจนทำให้โจทก์ต้องอับอายหรือเสียชื่อเสียงอย่างร้ายแรง

ในส่วนที่โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยนำรถยนต์และเครื่องมือทันตกรรมไปใช้ส่วนตัว ศาลฎีกาเห็นว่า รถยนต์บางคันได้มาจากการซื้อให้โดยบิดามารดาจำเลย และถือเป็นทรัพย์สินที่ใช้ในครอบครัว อีกทั้งเครื่องมือทันตกรรมที่คลินิกเดิมที่กรุงเทพฯ เป็นทรัพย์ที่คู่สมรสซื้อร่วมกัน และได้เสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้รับความเสียหายเกินสมควรจากการที่จำเลยนำไปใช้

ส่วนข้ออ้างว่าจำเลยเรียกตำรวจมาจัดการกับบุตรชายคนโตจนบุตรอยู่กับญาติของโจทก์ ศาลรับฟังได้ว่าบุตรชายคนโตมีปัญหาทางจิตและมีพฤติกรรมอาละวาด การขอให้เจ้าพนักงานเข้ามาช่วยเหลือจึงเป็นการจัดการปัญหาในครอบครัว มิใช่การกระทำที่มุ่งร้ายต่อโจทก์

ในทางกลับกัน ศาลฎีกายังรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นฝ่ายหายออกจากบ้าน ไม่รับผิดชอบค่าใช้จ่ายครอบครัว ปล่อยให้จำเลยเลี้ยงดูบุตรเพียงฝ่ายเดียว และจำเลยยังถูกบุคคลสามที่เกี่ยวข้องกับโจทก์ทำร้ายร่างกายและด่าทอ โดยโจทก์กลับเป็นฝ่ายขอให้จำเลยยอมความเสียเอง พฤติการณ์ทั้งหมดนี้ไม่อาจยืนยันได้ว่าจำเลยประพฤติตนเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง

เมื่อรวมข้อเท็จจริงเรื่องที่โจทก์และจำเลยยังมีเพศสัมพันธ์กันต่อเนื่องหลังแยกกันอยู่ ซึ่งย่อมต้องเกิดจากความยินยอมพร้อมใจกันทั้งสองฝ่าย ศาลฎีกาจึงเห็นว่า โจทก์หาได้ถูกจำเลยปฏิบัติอย่างเป็นปฏิปักษ์หรือทอดทิ้งจนเดือดร้อนเกินควรไม่ เหตุฟ้องหย่าของโจทก์จึงฟังไม่ขึ้น ศาลฎีกายืนตามศาลล่างให้ยกฟ้องหย่า

2 ประเด็นสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูของจำเลย

ศาลฎีกาพิจารณาฐานะและความสามารถทางการเงินของคู่สมรสเปรียบเทียบกันแล้ว เห็นว่า จำเลยมีปัญหาสุขภาพและหยุดทำงานมานาน ไม่สามารถหารายได้เลี้ยงชีพตนเองได้ ขณะที่โจทก์มีรายได้จากการประกอบวิชาชีพแพทย์ทันตกรรมและการดำเนินกิจการคลินิกในจังหวัดภูเก็ตในอัตราสูง การดำรงชีพของจำเลยและบุตรจึงต้องอาศัยความช่วยเหลือจากมารดาของจำเลยเป็นหลัก

ตามหลักกฎหมายแพ่ง คู่สมรสมีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูกันตามความสามารถและฐานะของแต่ละฝ่าย เมื่อภริยาไม่ได้รับการอุปการะเลี้ยงดูอย่างเพียงพอ ย่อมมีสิทธิเรียกค่าเลี้ยงดูจากสามีได้ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์กำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลยเดือนละ 20,000 บาท โดยพิจารณาจากความสามารถในการชำระของโจทก์และฐานะของจำเลยแล้ว ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นจำนวนที่เหมาะสม จึงพิพากษายืน

3 ประเด็นค่าขึ้นศาลและค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้ง

คดีนี้จำเลยยื่นฟ้องแย้งเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าเลี้ยงชีพให้ตนเองและบุตร ซึ่งเป็นคดีครอบครัวเพื่อเรียกค่าเลี้ยงดูตามความหมายของพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 155 ที่กำหนดให้ “การยื่นฟ้องหรือคำร้องตลอดจนการดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ในคดีครอบครัวเพื่อเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูหรือค่าเลี้ยงชีพ ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องชำระค่าขึ้นศาลและค่าฤชาธรรมเนียม”

แต่ในคดีนี้ จำเลยได้ชำระค่าขึ้นศาลในส่วนฟ้องแย้งจำนวน 200 บาท และศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ค่าฤชาธรรมเนียมฟ้องแย้งเป็นพับ ศาลฎีกาเห็นว่าขัดต่อบทบัญญัติมาตรา 155 ซึ่งให้ยกเว้นค่าขึ้นศาลโดยสิ้นเชิง จึงพิพากษาแก้ให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนฟ้องแย้งแก่จำเลย และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ

การวิเคราะห์หลักกฎหมายและเจตนารมณ์ของบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง

1 หน้าที่อุปการะเลี้ยงดูกันของคู่สมรสตาม ป.พ.พ. มาตรา 1461 วรรคสอง

มาตรา 1461 วรรคสอง กำหนดหลักทั่วไปว่า สามีภริยาต่างมีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูกันตามความสามารถและฐานะของตน บทบัญญัตินี้สะท้อนแนวคิดว่าการสมรสเป็นสถาบันที่ผูกพันคู่สมรสให้ร่วมกันรับผิดชอบด้านการเงินและการเลี้ยงดูซึ่งกันและกัน ไม่ว่าฝ่ายหนึ่งจะเป็นผู้หารายได้หลักและอีกฝ่ายเป็นผู้ดูแลบ้านหรือบุตร

เจตนารมณ์สำคัญคือ ป้องกันไม่ให้คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถูกทอดทิ้งทางเศรษฐกิจเมื่อไม่สามารถทำงานได้หรือไม่มีรายได้เพียงพอ โดยเฉพาะในกรณีที่ฝ่ายภริยาหยุดทำงานเพื่อดูแลครอบครัวและบุตรเป็นระยะเวลานาน หากปล่อยให้ฝ่ายที่ไม่มีรายได้ต้องรับภาระตามลำพัง จะขัดกับหลักความเป็นธรรมและขัดกับหลักการคุ้มครองครอบครัวที่กฎหมายมุ่งหมาย

คำพิพากษานี้จึงใช้อำนาจตีความมาตรา 1461 วรรคสอง เพื่อย้ำว่าฝ่ายสามีไม่อาจหลีกเลี่ยงภาระดังกล่าวเพียงเพราะคู่สมรสไม่ได้ทำงานมานาน ในเมื่อการหยุดทำงานนั้นมีสาเหตุมาจากการทุ่มเทดูแลครอบครัวและจากปัญหาสุขภาพ ซึ่งเป็นผลพวงจากการดำเนินชีวิตคู่ด้วย

2 สิทธิเรียกค่าเลี้ยงดูของคู่สมรสตาม ป.พ.พ. มาตรา 1598/38

มาตรา 1598/38 เปิดช่องให้คู่สมรสฝ่ายที่ไม่ได้รับการอุปการะเลี้ยงดูตามควร สามารถฟ้องเรียกค่าเลี้ยงดูหรือค่าเลี้ยงชีพจากคู่สมรสอีกฝ่ายได้ แม้ยังไม่หย่าขาดจากกันก็ตาม เป็นกลไกที่ให้ศาลเข้ามากำกับดูแลและจัดสมดุลระหว่างความสามารถในการชำระของผู้มีรายได้ กับความจำเป็นในการดำรงชีพของผู้ไม่มีรายได้

ในคดีนี้ จำเลยไม่ได้ทำงานมานานเพราะสภาพร่างกายมีปัญหาและเคยสละโอกาสทางอาชีพเพื่อช่วยกิจการของโจทก์ อีกทั้งยังต้องเลี้ยงดูบุตรสองคน ศาลจึงถือว่าจำเลยอยู่ในสถานะที่ควรได้รับการอุปการะเลี้ยงดูจากโจทก์ การกำหนดจำนวนเงินเดือนละ 20,000 บาทจึงเป็นการใช้ดุลพินิจภายใต้กรอบมาตรา 1598/38 ที่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย

3 การยกเว้นค่าขึ้นศาลในคดีครอบครัวตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวฯ มาตรา 155

มาตรา 155 แห่งพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวฯ มีเจตนารมณ์เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เยาว์และสมาชิกครอบครัวที่ต้องการเรียกค่าเลี้ยงดูหรือค่าเลี้ยงชีพ สามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมโดยไม่มีอุปสรรคด้านค่าขึ้นศาลและค่าฤชาธรรมเนียม เพราะโดยสภาพของผู้เรียกค่าเลี้ยงดู มักเป็นฝ่ายที่มีฐานะทางเศรษฐกิจอ่อนแอกว่า หากต้องแบกรับค่าขึ้นศาลด้วยตนเองอาจไม่กล้าใช้สิทธิ

คดีนี้แสดงให้เห็นการบังคับใช้มาตรา 155 อย่างเคร่งครัด ศาลฎีกาชี้ชัดว่าการให้จำเลยชำระค่าขึ้นศาลในส่วนฟ้องแย้ง และการกำหนดให้ค่าฤชาธรรมเนียมฟ้องแย้งเป็นพับ เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต้องแก้ให้คืนค่าขึ้นศาลแก่จำเลยเพื่อให้สอดคล้องกับบทบัญญัติดังกล่าว ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญในการวางแนวทางปฏิบัติให้ศาลชั้นต้นและคู่ความถือปฏิบัติต่อไป

4 แนวคิดเรื่องเหตุหย่ากับพฤติกรรมของคู่สมรส

แม้ในคำพิพากษานี้จะมิได้อ้างตัวบทมาตรา 1516 โดยละเอียดในข้อความที่ยกมา แต่หลักเกณฑ์เรื่อง “เหตุหย่า” ตามกฎหมายไทยโดยทั่วไป กำหนดว่าพฤติกรรมของคู่สมรสจะต้องมีความร้ายแรงจนอีกฝ่ายเดือดร้อนเกินควร หรือเป็นการประพฤติเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างชัดแจ้ง จึงจะเป็นเหตุหย่าได้

ศาลฎีกาได้ใช้ดุลพินิจอย่างระมัดระวัง โดยไม่ยอมรับข้อกล่าวอ้างของโจทก์ที่ขยายความพฤติกรรมปกติในชีวิตสมรส เช่น การที่ภริยาไปนั่งข้างสามีในห้องเรียน หรือการจัดการปัญหาของบุตรด้วยการแจ้งตำรวจ มาตีความเป็น “การทำให้เสียชื่อเสียง” หรือ “เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา” เพียงลำพัง หากขยายความเช่นนั้นจะทำให้เหตุหย่ามีขอบเขตกว้างเกินไปและไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการให้การหย่าเกิดขึ้นเฉพาะเมื่อชีวิตสมรสเสียหายร้ายแรงจริง ๆ

คำพิพากษานี้จึงตอกย้ำหลักการว่า การใช้สิทธิฟ้องหย่าต้องอยู่ในกรอบของเหตุหย่าที่กฎหมายบัญญัติ ไม่อาจอาศัยความรู้สึกไม่พอใจส่วนตัวของคู่สมรสฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเป็นเกณฑ์เพียงลำพัง

วิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง

จากแนวคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีครอบครัวโดยทั่วไป สามารถสังเกตได้ว่า ศาลมักยึดหลักดังต่อไปนี้

(1) ในคดีฟ้องหย่า ศาลใช้มาตรฐาน “ความร้ายแรง” ของการกระทำเป็นเกณฑ์สำคัญ การทะเลาะเบาะแว้งหรือการกระทำที่พออธิบายได้จากบริบทปัญหาครอบครัว มักไม่เพียงพอเป็นเหตุหย่า เว้นแต่จะมีลักษณะรุนแรง ซ้ำซาก และทำให้อีกฝ่ายเดือดร้อนเกินควรจริง ๆ

(2) ในคดีค่าเลี้ยงดูคู่สมรส ศาลจะพิจารณาฐานะทางเศรษฐกิจของทั้งสองฝ่ายควบคู่กัน โดยถือหลักว่าฝ่ายไม่มีรายได้หรือมีรายได้จำกัด ซึ่งเคยทุ่มเทดูแลบ้านหรือบุตร มีสิทธิได้รับความคุ้มครอง ไม่ถูกทอดทิ้งเมื่ออีกฝ่ายเป็นผู้หารายได้หลักและตัดสินใจเลิกให้การอุปการะ

(3) ในประเด็นค่าขึ้นศาลและค่าฤชาธรรมเนียมในคดีครอบครัว ศาลฎีกามักย้ำให้ศาลชั้นต้นปฏิบัติตามบทบัญญัติเกี่ยวกับการยกเว้นค่าขึ้นศาลอย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้ “ต้นทุนในการใช้สิทธิ” กลายเป็นอุปสรรคต่อผู้ขอค่าเลี้ยงดู ซึ่งมักเป็นฝ่ายที่อ่อนแอกว่าในทางเศรษฐกิจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 272/2561 จึงเป็นตัวอย่างสำคัญที่สะท้อนแนวคิดทั้งสามด้านพร้อมกัน คือ (ก) ความเคร่งครัดในการพิจารณาเหตุหย่า, (ข) การคุ้มครองสิทธิของคู่สมรสที่ไม่มีรายได้ในการเรียกค่าเลี้ยงดู, และ (ค) การบังคับใช้บทบัญญัติยกเว้นค่าขึ้นศาลในคดีครอบครัวอย่างจริงจัง

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น เห็นว่าพฤติกรรมของจำเลยไม่ถึงขั้นเป็นเหตุหย่าตามกฎหมาย จึงพิพากษายกฟ้องโจทก์ในส่วนคำขอฟ้องหย่า แต่รับฟังได้ว่าจำเลยไม่มีรายได้และต้องเลี้ยงดูบุตร ศาลกำหนดให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่จำเลยเดือนละ 20,000 บาท นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไป ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

2. ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว ตรวจสำนวนแล้วไม่เห็นแย้ง ยืนยันว่าจำเลยไม่มีความผิดเป็นเหตุหย่า และจำนวนค่าเลี้ยงดูที่ศาลชั้นต้นกำหนดเหมาะสมแล้ว จึงพิพากษายืน

3. ศาลฎีกา เห็นสอดคล้องกับศาลล่างว่ามิปรากฏเหตุหย่าตามกฎหมาย และจำเลยมีสิทธิได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูตามบทบัญญัติป.พ.พ. มาตรา 1461 และ 1598/38 จึงพิพากษายืนในส่วนยกฟ้องหย่าและค่าเลี้ยงดู แต่แก้ในส่วนค่าขึ้นศาล โดยวินิจฉัยว่าฟ้องแย้งเรียกค่าเลี้ยงดูได้รับยกเว้นค่าขึ้นศาลตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวฯ มาตรา 155 ให้คืนค่าขึ้นศาลฟ้องแย้งแก่จำเลย และค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

1. การใช้สิทธิฟ้องหย่าต้องมีมูลเหตุที่เข้าลักษณะ “เหตุหย่า” ตามกฎหมายอย่างแท้จริง พฤติกรรมของคู่สมรสที่ยังอยู่ในขอบเขตความขัดแย้งภายในครอบครัวทั่วไป หรือสามารถอธิบายได้จากสถานการณ์เฉพาะหน้า ย่อมไม่เพียงพอให้ศาลรับฟังเป็นเหตุหย่าร้ายแรง

2. การที่คู่สมรสยังมีเพศสัมพันธ์กันภายหลังแยกกันอยู่ เป็นข้อเท็จจริงที่ศาลอาจยึดถือเป็นพยานแวดล้อมว่าความสัมพันธ์ฉันสามีภริยายังไม่ขาดจากกันโดยสิ้นเชิง และอาจหักล้างข้ออ้างของฝ่ายที่กล่าวว่าตนถูกทอดทิ้งหรือถูกประพฤติปฏิปักษ์อย่างร้ายแรง

3.  คู่สมรสที่ไม่ได้ทำงานและไม่มีรายได้มีสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากอีกฝ่ายได้ตามมาตรา 1461 และ 1598/38 โดยศาลจะพิจารณาจากความสามารถในการชำระของคู่สมรสผู้มีรายได้ และฐานะความจำเป็นของผู้ขอค่าเลี้ยงดู โดยไม่ผูกพันอยู่แต่เพียงประวัติรายได้เดิมในอดีต

4. คดีครอบครัวที่มีวัตถุประสงค์เพื่อเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูหรือค่าเลี้ยงชีพอยู่ภายใต้บังคับของมาตรา 155 แห่งพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวฯ ซึ่งให้ยกเว้นค่าขึ้นศาลและค่าฤชาธรรมเนียมโดยเด็ดขาด ศาลต้องระมัดระวังไม่กำหนดให้ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนฟ้องแย้งเป็นพับอันขัดต่อบทบัญญัติ

5. ในทางปฏิบัติ ทนายความและคู่ความควรให้ความสำคัญกับการบรรยายฟ้องและฟ้องแย้งให้ชัดเจนว่าข้อเรียกร้องใดเป็น “ค่าอุปการะเลี้ยงดูหรือค่าเลี้ยงชีพ” เพื่อให้ศาลสามารถกำหนดสถานะของคดีและสิทธิยกเว้นค่าขึ้นศาลได้อย่างถูกต้อง และป้องกันปัญหาคำพิพากษาที่ต้องแก้ในชั้นฎีกาในภายหลัง

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. คำถาม

ในคดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยอย่างไรเกี่ยวกับเหตุฟ้องหย่าของสามี?

คำตอบ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พฤติกรรมของจำเลยที่ไปนั่งข้างโจทก์ในห้องเรียนหรือปรากฏตัวร่วมกับโจทก์ต่อหน้าบุคคลอื่น รวมทั้งการจัดการปัญหาบุตรชายคนโต ยังไม่ถึงขั้นเป็นการกระทำที่ร้ายแรงหรือเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง จนเป็นเหตุหย่าตามกฎหมาย อีกทั้งคู่สมรสยังมีเพศสัมพันธ์กันต่อเนื่อง จึงยืนยันคำพิพากษาศาลล่างให้ยกฟ้องหย่าของโจทก์

2. คำถาม

เหตุใดจำเลยจึงมีสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากโจทก์ในคดีนี้?

คำตอบ

จำเลยมีปัญหาสุขภาพ หยุดทำงานมานาน และต้องเลี้ยงดูบุตรสองคนเพียงฝ่ายเดียว ขณะที่โจทก์มีรายได้จากการประกอบวิชาชีพทันตกรรมและเปิดคลินิกในจังหวัดภูเก็ตในอัตราสูง ศาลฎีกาจึงอาศัยหลักตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461 วรรคสอง และมาตรา 1598/38 วินิจฉัยว่า จำเลยมีสิทธิได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูจากโจทก์ และจำนวนเดือนละ 20,000 บาทเป็นจำนวนที่เหมาะสมกับฐานะและความสามารถของคู่สมรสทั้งสองฝ่าย

3. คำถาม

คดีครอบครัวที่เรียกค่าเลี้ยงดูต้องเสียค่าขึ้นศาลหรือไม่ตามคำพิพากษานี้?

คำตอบ

ตามคำพิพากษานี้ ศาลฎีกาอ้างพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 155 ซึ่งบัญญัติให้การยื่นฟ้องหรือคำร้องในคดีครอบครัวเพื่อเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูหรือค่าเลี้ยงชีพได้รับยกเว้นไม่ต้องชำระค่าขึ้นศาลและค่าฤชาธรรมเนียม ศาลฎีกาจึงแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่ให้ค่าฤชาธรรมเนียมฟ้องแย้งเป็นพับ และมีคำสั่งให้คืนค่าขึ้นศาลในส่วนฟ้องแย้งจำนวน 200 บาทแก่จำเลย

4. คำถาม

ศาลกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลยไว้เท่าใดในคดีนี้?

คำตอบ

ศาลชั้นต้นกำหนดให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่จำเลยเดือนละ 20,000 บาท นับแต่วันที่ยื่นฟ้องแย้ง และให้ชำระต่อไปทุกวันสิ้นเดือน ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวยืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และศาลฎีกาเห็นว่าเป็นจำนวนที่เหมาะสมกับความสามารถของโจทก์และฐานะของจำเลยแล้ว จึงพิพากษายืนในส่วนดังกล่าว

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 272/2561

การที่โจทก์หายไปจากบ้านทิ้งจำเลยกับบุตรสองคนอยู่ตามลำพังนาน 3 เดือน ไม่สามารถติดต่อได้ จำเลยเป็นฝ่ายออกติดตามจนพบว่าโจทก์ไปทำงานอยู่ที่โรงพยาบาล ส. จังหวัดภูเก็ต จำเลยเดินทางไปอยู่กับโจทก์ 3 เดือนต่อครั้ง โดยโจทก์จำเลยยังมีเพศสัมพันธ์กัน แม้โจทก์อ้างว่าการมีเพศสัมพันธ์ไม่เป็นไปตามปกติในความเป็นสามีภริยา แต่การมีเพศสัมพันธ์ระหว่างชายหญิงย่อมต้องมีความยินยอมพร้อมใจ โดยเฉพาะฝ่ายชายหากไม่ยินยอมพร้อมใจ ย่อมยากที่จะมีเพศสัมพันธ์ได้ จึงหาใช่โจทก์จำเลยไม่มีเพศสัมพันธ์กันจนทำให้โจทก์เดือดร้อนเกินควรและจนเป็นเหตุหย่าไม่ การที่จำเลยเดินทางไปตามหาโจทก์ที่จังหวัดภูเก็ต พบคลินิกแต่ไม่พบตัวโจทก์ พบแต่ ก. ทำงานในคลินิกและมีห้องนอนอยู่ติดกับห้องนอนโจทก์ในคลินิก แล้วจำเลยก็ไม่สามารถติดต่อโจทก์ได้อีก เมื่อทราบว่าโจทก์มาเรียนต่อเฉพาะทางที่กรุงเทพ จำเลยจึงไปดักพบ โจทก์ไม่ยอมพูดด้วย จำเลยต้องเข้าไปนั่งข้างโจทก์ในห้องเรียน การที่ทันตแพทย์ที่ร่วมเรียนด้วยและอาจารย์ที่สอนพูดว่า โจทก์มีเมียมาคุม น่าจะเป็นคำพูดล้อเล่น ไม่ปรากฏว่าจำเลยมีการกระทำใด ๆ ทำให้โจทก์ต้องอับอาย การที่สามีภริยาปรากฏตัวด้วยกันเป็นครั้งคราวย่อมเป็นเรื่องปกติธรรมดา ทั้งจำเลยกลับถูก ก. ที่มานั่งเฝ้าโจทก์ใช้กำลังทำร้ายและตะโกนด่าต่อหน้าบุคคลอื่น เมื่อโจทก์ขอร้องจำเลยก็ใจอ่อนไม่ดำเนินคดี การกระทำของจำเลยจึงหาใช่จำเลยทำให้โจทก์เสียหายเดือดร้อนเกินควรและทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรงไม่ จึงไม่เป็นเหตุหย่า

สามีภริยามีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูกันตามความสามารถและฐานะตาม ป.พ.พ. มาตรา 1461 วรรคสอง เมื่อฝ่ายภริยาคือจำเลยไม่ได้ทำงานและไม่มีรายได้ จำเลยย่อมเป็นฝ่ายได้รับการอุปการะเลี้ยงดู แต่เมื่อไม่ได้รับ จึงมีสิทธิเรียกจากฝ่ายสามีคือโจทก์ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1598/38

ตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 155 บัญญัติว่า ในการยื่นคำฟ้องหรือคำร้องตลอดจนการดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ในคดีครอบครัวเพื่อเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูหรือค่าเลี้ยงชีพให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องชำระค่าขึ้นศาลหรือค่าฤชาธรรมเนียม จำเลยฟ้องแย้งเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าเลี้ยงชีพตนเองจากโจทก์ การที่จำเลยชำระค่าขึ้นศาลชั้นฟ้องแย้ง 200 บาท และศาลชั้นต้นสั่งให้ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งจำเลยให้เป็นพับมานั้น จึงไม่ชอบ

โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากกัน และให้จำเลยไปจดทะเบียนหย่ากับโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์จ่ายค่าเลี้ยงดูหรือค่าเลี้ยงชีพแก่จำเลยเดือนละ 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้โจทก์จ่ายค่าเลี้ยงดูบุตรสองคนรวมเดือนละ 100,000 บาท เนื่องจากบุตรคนโตมีปัญหาสุขภาพจิตและบุตรคนที่สองยังศึกษา พร้อมดอกเบี้ยอัตราเดียวกัน

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ กำหนดให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่จำเลยเดือนละ 20,000 บาท นับแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2557 เป็นต้นไป ชำระทุกวันสิ้นเดือน คำขออื่นของจำเลยให้ยก และให้ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งจำเลยเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า โจทก์กับจำเลยเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย เคยจดทะเบียนหย่าและกลับมาจดทะเบียนสมรสใหม่ มีบุตรสองคน ทั้งสองประกอบวิชาชีพทันตกรรม เดิมทำคลินิกที่กรุงเทพฯ ต่อมาโจทก์ย้ายไปทำงานและเปิดคลินิกที่จังหวัดภูเก็ต

ประเด็นแรก ต้องวินิจฉัยว่าโจทก์มีเหตุฟ้องหย่าหรือไม่ โจทก์อ้างว่าจำเลยไม่ทำงาน รบกวนการเรียนเฉพาะทางของโจทก์ แสดงตัวเป็นภริยาจนเพื่อนและอาจารย์แสดงความเห็นทำให้โจทก์อับอาย และอ้างว่าจำเลยเอาเครื่องมือทันตกรรมและรถยนต์ไป รวมทั้งใช้ตำรวจจัดการบุตรชายคนโตและปลอมเอกสาร แต่ฝ่ายจำเลยเบิกความถึงปัญหาสุขภาพตนเอง การดูแลบุตรที่มีอาการทางจิต การลาออกจากงานเพื่อช่วยคลินิกของโจทก์ซึ่งบริหารผิดพลาดจนต้องปิดกิจการ และภายหลังโจทก์หายไปจากบ้าน 3 เดือน จำเลยเป็นฝ่ายตามหา พบว่าโจทก์ทำงานและเปิดคลินิกที่ภูเก็ต มีรายได้สูง จำเลยเดินทางไปอยู่ด้วยเป็นครั้งคราว และโจทก์ยังกลับบ้านในวันหยุด ทั้งสองยังมีเพศสัมพันธ์กัน

โจทก์ต่อมาให้จำเลยลงชื่อยินยอมกู้เงิน 10,000,000 บาท อ้างเป็นค่าใช้จ่ายในบ้าน แต่ภายหลังจำเลยติดต่อโจทก์ไม่ได้ พบว่าโจทก์เปิดคลินิกใหญ่ที่ภูเก็ต มีนางสาว ก. ทำงานและพักอาศัยอยู่ติดกับห้องโจทก์ โจทก์ไม่กลับมารับผิดชอบค่าใช้จ่าย จำเลยตามไปพบที่สถานที่เรียนเฉพาะทางในกรุงเทพฯ แต่โจทก์ไม่ยอมพูดด้วย และเมื่อจำเลยจะถ่ายภาพนางสาว ก. และนางสาว ฟ. นางสาว ก. ทำร้ายและด่าทอจำเลยต่อหน้าตำรวจ แต่จำเลยยอมไม่เอาความเพราะโจทก์ขอร้อง รถยนต์วอลโว่และฮอนด้าเป็นรถที่บิดามารดาจำเลยซื้อให้ ส่วนเครื่องมือทันตกรรมที่กรุงเทพฯ เป็นเครื่องมือเก่าที่ซื้อร่วมกันและเสื่อมสภาพ

ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์เป็นฝ่ายหายจากบ้าน ทิ้งจำเลยและบุตรไว้ จำเลยเป็นฝ่ายติดตาม โจทก์ยังกลับบ้านและมีเพศสัมพันธ์กับจำเลย การที่เพื่อนและอาจารย์กล่าวว่า “มีเมียมาคุม” เป็นเพียงคำล้อเล่น ไม่ปรากฏว่าจำเลยทำให้โจทก์อับอายหรือเดือดร้อนเกินควร กลับกันจำเลยยังเป็นฝ่ายถูกทำร้ายและด่าทอ ข้ออ้างเรื่องจำเลยนำรถยนต์ไปใช้ โจทก์ก็ไม่ได้รับความเสียหายเกินควร

สำหรับประเด็นเครื่องมือทันตกรรม โจทก์เพิ่งฎีกาอ้างว่าเป็นเครื่องมือที่คลินิกจังหวัดภูเก็ต ทั้งที่ในฟ้องและการสืบพยานมิได้ระบุสถานที่ชัดเจน จึงเป็นข้อฎีกาที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาโดยชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวฯ มาตรา 6 พยานหลักฐานโจทก์ไม่พอรับฟังว่ามีเหตุหย่า ศาลฎีกาเห็นพ้องให้ยกฟ้องหย่าตามศาลล่าง

ประเด็นต่อมา คือโจทก์ต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลยเพียงใด โจทก์ยอมรับว่าค่าเลี้ยงชีพจำเลยไม่เกินเดือนละ 20,000 บาท ส่วนจำเลยเบิกความว่าเคยได้รับเงินเดือนละ 100,000 บาท จากโจทก์เป็นค่าใช้จ่ายครอบครัว เคยทำงานบริหารบริษัทมีรายได้สูง แต่ต้องลาออกเพื่อดูแลคลินิกที่โจทก์บริหารจนเสียหาย เมื่อคลินิกปิดตัวลงและโจทก์หายไป จำเลยไม่มีรายได้ ต้องขอยืมเงินมารดาและเพื่อนใช้จ่าย ขณะที่โจทก์มีรายได้จากคลินิกภูเก็ตเดือนละ 200,000–300,000 บาท มารดาจำเลยยืนยันว่าได้ช่วยเหลือค่าใช้จ่ายครอบครัวหลายล้านบาท

ศาลเห็นว่า จำเลยลาออกจากงานตั้งแต่ปี 2549 และไม่ได้ประกอบอาชีพอื่น จึงไม่มีรายได้อยู่ได้ด้วยการช่วยเหลือของมารดา บุตรทั้งสองอยู่กับจำเลยและจำเลยเป็นผู้เลี้ยงดู ข้ออ้างว่า จำเลยไม่เคยเลี้ยงดูบุตรจึงไม่น่าเชื่อ แม้โจทก์อ้างว่ามีภาระผ่อนชำระหนี้จากการทำคลินิก แต่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1461 วรรคสอง สามีภริยาต้องอุปการะเลี้ยงดูกันตามความสามารถและฐานะ เมื่อฝ่ายภริยาไม่ได้ทำงานและไม่มีรายได้ ย่อมเป็นฝ่ายควรได้รับการอุปการะเลี้ยงดู และมีสิทธิเรียกจากสามีตามมาตรา 1598/38 จำนวนเงินเดือนละ 20,000 บาท ที่ศาลล่างกำหนดจึงเหมาะสมแล้ว ศาลฎีกาพิพากษายืน

อนึ่ง ตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวฯ มาตรา 155 กำหนดให้คดีครอบครัวที่เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูหรือค่าเลี้ยงชีพได้รับยกเว้นค่าขึ้นศาลและค่าฤชาธรรมเนียม คดีนี้จำเลยฟ้องแย้งเรียกค่าเลี้ยงดูตนเองและบุตร การที่จำเลยชำระค่าขึ้นศาล 200 บาท และศาลชั้นต้นสั่งให้ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนฟ้องแย้งเป็นพับจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาแก้เป็นให้คืนค่าขึ้นศาลในส่วนฟ้องแย้งแก่จำเลย และค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ




ฟ้องหย่า

การให้อภัย สิทธิฟ้องหย่า และค่าเลี้ยงชีพหลังหย่า
ฟ้องหย่า ละทิ้งร้าง และการเป็นปฏิปักษ์(ฎีกา 1932/2536)
ฟ้องหย่าเมื่อสามีอุปการะหญิงอื่น อายุความไม่ขาด
การแจ้งความโดยสุจริตไม่เป็นเหตุหย่า หมิ่นประมาทคู่สมรส
การแจ้งความของภรรยาเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริต ไม่ใช่เหตุฟ้องหย่า-ฎีกา 2109/2567
คดีหย่าต่างชาติ & ค่าเลี้ยงดู, สิทธิเลี้ยงดูสิ้นสุดเมื่อการสมรสสิ้นสุด
คดีหย่า & สิทธิฟ้องไม่สิ้นสุด, สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสมีหญิงอื่น
(ฎีกาที่ 3236/2567) : การร้องขอให้เพิกถอนการหย่าเพื่อเลี่ยงการถูกบังคับคดี ศาลย้ำหลักการใช้สิทธิโดยสุจริต
กฎหมายของต่างประเทศถือเป็นข้อเท็จจริงต้องนำสืบ
ปราศจากความรักต่อกันที่จะอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาต่อไปได้