
| สิทธิหย่า ค่าเลี้ยงชีพ และการแบ่งสินสมรสในคดีสมรสต่างชาติ
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการตีความเหตุหย่าจากการกระทำเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง สิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่า การสิ้นสุดอำนาจปกครองบุตรเมื่อบุตรบรรลุนิติภาวะ ตลอดจนหลักการแบ่งสินสมรสที่ได้มาระหว่างสมรสในคดีที่คู่สมรสมีสัญชาติต่างกัน อันต้องพิจารณาประกอบพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 ด้วย ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้อยู่ที่การวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยซึ่งมีลักษณะมุ่งทำลายชื่อเสียง สิทธิ และสถานะของคู่สมรสอีกฝ่าย เป็นการกระทำที่ “เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (6) หรือไม่ และเมื่อเหตุหย่าเกิดจากความผิดของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว คู่สมรสฝ่ายที่มีความผิดจะมีสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพตามมาตรา 1526 ได้หรือไม่ รวมถึงทรัพย์สินประเภทเงินฝากธนาคารและที่ดินที่ได้มาในระหว่างสมรสจะเข้าลักษณะเป็นสินสมรสตามมาตรา 1474 หรือไม่ คดีนี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการวางหลักเกี่ยวกับ (1) การตีความความร้ายแรงของพฤติการณ์เป็นเหตุหย่า (2) ขอบเขตสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพของฝ่ายที่มีความผิด (3) การสิ้นสุดอำนาจปกครองโดยผลของการบรรลุนิติภาวะ และ (4) หลักการพิสูจน์ที่มาของทรัพย์สินในคดีแบ่งสินสมรส ข้อเท็จจริงแห่งคดี โจทก์เป็นบุคคลสัญชาติอเมริกัน จำเลยเป็นบุคคลสัญชาติไทย ทั้งสองจดทะเบียนสมรสกันทั้งตามกฎหมายรัฐนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา และจดทะเบียนสมรสตามกฎหมายไทยภายหลัง มีบุตรด้วยกันหนึ่งคน ระหว่างชีวิตสมรสเกิดความขัดแย้งรุนแรง มีการกล่าวหาทำร้ายร่างกาย แจ้งความ และแยกกันอยู่ ต่อมามีข้อพิพาทเกี่ยวกับอำนาจปกครองบุตร การเยี่ยมเยียน และการกล่าวหาพฤติการณ์ไม่เหมาะสมของโจทก์ รวมถึงการที่จำเลยทำหนังสือคัดค้านการให้สัญชาติไทยแก่โจทก์ และแจ้งสถานเอกอัครราชทูตเกี่ยวกับพฤติการณ์ของโจทก์ อันส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงและสถานะของโจทก์ นอกจากนั้นยังมีข้อพิพาทเกี่ยวกับทรัพย์สิน ได้แก่ ที่ดิน 4 แปลงซึ่งได้มาระหว่างสมรส และบัญชีเงินฝากหลายบัญชีทั้งในชื่อโจทก์และจำเลย รวมถึงข้อเรียกร้องค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ประเด็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับอำนาจศาลและกฎหมายที่ใช้บังคับ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การสมรสที่ได้กระทำถูกต้องตามกฎหมายแห่งประเทศที่สมรส ย่อมสมบูรณ์ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 20 ส่วนเหตุหย่าให้เป็นไปตามกฎหมายแห่งถิ่นที่ยื่นฟ้อง ตามมาตรา 27 ศาลไทยจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาให้หย่าได้ หลักดังกล่าวสะท้อนเจตนารมณ์ของกฎหมายขัดกันแห่งกฎหมายที่มุ่งรักษาความมั่นคงแน่นอนของสถานะบุคคล และป้องกันปัญหาความไม่สอดคล้องของระบบกฎหมายหลายประเทศ เหตุหย่าตามมาตรา 1516 (6) ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยมิใช่เพียงความหึงหวงหรือความขัดแย้งทั่วไป แต่เป็นการกระทำที่มีลักษณะทำลายชื่อเสียง สิทธิ และสถานะของโจทก์อย่างต่อเนื่อง โดยปราศจากเหตุอันสมควร เป็นการคุกคามและเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง จนไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้ การตีความมาตรา 1516 (6) จึงต้องพิจารณาทั้งพฤติการณ์ ความต่อเนื่อง เจตนา และผลกระทบต่ออีกฝ่าย ไม่ใช่เพียงการกระทำครั้งเดียวโดยขาดเจตนาร้ายแรง ศาลฎีกายืนยันแนวคำพิพากษาที่วางหลักว่า “ความเป็นปฏิปักษ์อย่างร้ายแรง” ต้องถึงขั้นทำให้คู่สมรสอีกฝ่ายเดือดร้อนเกินสมควรเมื่อคำนึงถึงฐานะและสภาพแห่งการสมรส ค่าเลี้ยงชีพตามมาตรา 1526 มาตรา 1526 มีเจตนารมณ์คุ้มครองคู่สมรสฝ่ายที่มิได้มีความผิดและได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการหย่า แต่เมื่อศาลวินิจฉัยว่าจำเลยเป็นฝ่ายกระทำผิดเพียงฝ่ายเดียว จำเลยย่อมไม่มีสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่า อย่างไรก็ตาม ศาลวางหลักสำคัญว่า ค่าอุปการะเลี้ยงดูก่อนคำพิพากษาถึงที่สุดอาจเรียกได้ และแม้คู่ความมิได้ร้องขอ ศาลก็มีอำนาจกำหนดได้ตามมาตรา 1598/38 โดยคำนึงถึงฐานะและความสามารถของคู่กรณี ในคดีนี้ เมื่อพิจารณาฐานะทางเศรษฐกิจของจำเลย ซึ่งมีรายได้และทรัพย์สินของตนเอง ศาลเห็นว่าไม่สมควรกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูเพิ่มเติม อำนาจปกครองบุตรและการสิ้นสุดโดยผลกฎหมาย เมื่อบุตรบรรลุนิติภาวะแล้วตามมาตรา 1580 อำนาจปกครองของบิดามารดาย่อมสิ้นสุดโดยผลของกฎหมาย จึงไม่มีประโยชน์ต้องวินิจฉัยว่าใครควรเป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง ประเด็นสินสมรส: ที่ดิน 4 แปลงเป็นสินสมรสหรือไม่ (ป.พ.พ. มาตรา 1474) ศาลฎีกาวินิจฉัยสอดคล้องศาลอุทธรณ์ว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 47457, 244687, 246434 และ 246435 ได้มาระหว่างสมรส โดยข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า “จำเลยเป็นผู้ซื้อด้วยเงินของตนเอง” แม้จำเลยอ้างว่าเงินมาจากนางอำไพหรือเป็นเงินที่บุคคลอื่นให้มาเพื่อไถ่ถอนจำนอง แต่คำอ้างดังกล่าวมีลักษณะเลื่อนลอยและขัดกับเหตุผลเชิงพฤติการณ์ กล่าวคือ หากมีเงินก้อนเพื่อปิดจำนองจริง เหตุใดจึงไม่ปิดบัญชีเพื่อลดภาระดอกเบี้ย และเหตุใดจึงนำไปใช้จ่ายอย่างอื่นก่อน ทั้งที่จำเลยมีรายได้พอสมควรจะรับภาระค่าใช้จ่ายในบ้านได้อยู่แล้ว ที่สำคัญ การโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสี่แปลงให้นางอำไพเกิดขึ้น “ภายหลังโจทก์ฟ้องหย่าและฟ้องแบ่งสินสมรส” ทำให้มีพิรุธน่าเชื่อว่าเป็นการจัดการทรัพย์สินภายหลังเกิดข้อพิพาทเพื่อกระทบสิทธิอีกฝ่าย มากกว่าจะเป็นการซื้อขายโดยสุจริตในทางปกติ เมื่อทรัพย์ได้มาระหว่างสมรส และไม่ปรากฏว่าเข้าข้อยกเว้นเป็นสินส่วนตัวตามกฎหมาย จึงเป็น “สินสมรส” ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1474 ส่งผลให้โจทก์มีสิทธิในทรัพย์ดังกล่าวกึ่งหนึ่ง และการที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้แบ่งที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างทั้งสี่แปลงแก่โจทก์กึ่งหนึ่ง จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว เจตนารมณ์ของมาตรา 1474 และหลักพิสูจน์แหล่งที่มาทรัพย์ มาตรา 1474 มีเจตนารมณ์สร้าง “ฐานความแน่นอน” ในการจัดประเภททรัพย์ของคู่สมรส โดยถือหลักว่าทรัพย์ที่ได้มาระหว่างสมรสย่อมเป็นสินสมรส เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าทรัพย์นั้นเป็นสินส่วนตัวตามฐานทางกฎหมายอย่างชัดเจน หลักดังกล่าวมีนัยสำคัญในคดีครอบครัว เพราะการถือครองทรัพย์มักอยู่ในชื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่การแบ่งทรัพย์ต้องมุ่งความเป็นธรรมระหว่างคู่สมรสในฐานะ “ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ” ระหว่างสมรส คดีนี้ศาลเน้น “พฤติการณ์แวดล้อมและความสมเหตุสมผล” เพื่อชั่งน้ำหนักข้ออ้างเรื่องเงินของบุคคลภายนอก โดยเฉพาะประเด็นความผิดสังเกตของการโอนภายหลังมีคดี และความไม่สอดคล้องกับเหตุผลทางธุรกิจ จึงเป็นแนวทางสำคัญในการต่อสู้คดีสินสมรสที่มีข้ออ้างเรื่องเงินของบุคคลที่สาม ประเด็นเงินฝาก: ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยเงินฝาก HSBC ของโจทก์ ชอบหรือไม่ ประเด็นนี้เป็น “จุดกลับผล” ที่ทำให้ศาลฎีกาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์บรรยายฟ้องชัดเจนว่า บัญชีเงินฝากหลายบัญชีของจำเลย (ธนาคารกรุงเทพ 7 บัญชี และธนาคารกรุงศรีอยุธยา 1 บัญชี) รวมทั้ง “บัญชีเงินฝากธนาคารเอชเอสบีซี (HSBC) ของโจทก์” เป็นสินสมรส และขอให้แบ่งในคำขอท้ายฟ้อง ฝ่ายจำเลยมิได้โต้แย้งโดยชัดแจ้งว่าเงินฝากของโจทก์ดังกล่าวไม่เป็นสินสมรส ทั้งในคำให้การและฟ้องแย้งจำเลยมุ่งประเด็นเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูและอำนาจปกครองเป็นหลัก ข้อเท็จจริงจึงถือว่า “ยุติ” ในเรื่องสถานะของเงินฝากว่าเป็นสินสมรสตามที่โจทก์อ้าง และเมื่อคำขอท้ายฟ้องขอให้แบ่ง ศาลอุทธรณ์ย่อมมีหน้าที่ต้องพิพากษาให้ครบถ้วนตามคำขอในประเด็นที่คู่ความมิได้โต้แย้งจนเป็นข้อยุติแล้ว ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ไม่พิพากษาให้แบ่งเงินฝากส่วนนี้ จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาจึงแก้ไขให้ “เงินฝากทั้งหมดตามฟ้อง รวมถึง HSBC ที่เป็นชื่อโจทก์” ต้องแบ่งคนละครึ่ง หลักกฎหมายว่าด้วย “ต้องพิพากษาให้ครบคำขอ” และเจตนารมณ์ แนววินิจฉัยนี้สะท้อนหลักกระบวนพิจารณาที่ว่า เมื่อประเด็นข้อเท็จจริงใดคู่ความมิได้โต้แย้งจนเป็นข้อยุติ และมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาในส่วนทรัพย์สินนั้น ศาลต้องวินิจฉัยและกำหนดผลให้ชัด มิฉะนั้นจะเกิดปัญหาในชั้นบังคับคดีและเกิดความไม่แน่นอนทางสิทธิ คดีครอบครัวโดยเฉพาะการแบ่งสินสมรส หากคำพิพากษาไม่ระบุทรัพย์ให้ครบถ้วน จะเกิดข้อพิพาทซ้ำซ้อนตามมาได้ ศาลฎีกาจึงให้ความสำคัญกับความชัดแจ้งและความครบถ้วนของรายการทรัพย์สินที่ต้องแบ่ง หลักการแบ่งทรัพย์และการระบุให้ชัดเพื่อชั้นบังคับคดี (ป.พ.พ. มาตรา 1364) ศาลฎีกาเห็นสมควรระบุให้ชัดเจนในคำพิพากษา เพื่อไม่ให้มีปัญหาในชั้นบังคับคดี โดยกำหนดให้ – เงินฝากธนาคารรวม 9 บัญชี (ทั้งในชื่อจำเลยและในชื่อโจทก์) แบ่งคนละครึ่ง – ที่ดิน 4 แปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ให้จำเลยแบ่งให้โจทก์กึ่งหนึ่ง โดยให้ดำเนินการตาม ป.พ.พ. มาตรา 1364 สาระสำคัญของการอ้างมาตรา 1364 ในบริบทนี้ คือ การบังคับให้การแบ่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์อสังหาริมทรัพย์เป็นไปตามวิธีการและรูปแบบที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้เกิดผลสมบูรณ์และจดทะเบียนได้จริง ไม่เป็นเพียงคำสั่งเชิงนามธรรม ประเด็น “ไม่ตัดสิทธิฟ้องแบ่งสินสมรสใหม่” และนัยทางยุทธศาสตร์คดี ศาลฎีกายังวางหลักสำคัญว่า แม้ในคดีนี้จะมีการแบ่งทรัพย์ตามที่โจทก์กล่าวมาในฟ้อง แต่จากพยานหลักฐานปรากฏว่ามีการรับเงินเดือนบางส่วนในต่างประเทศ และมีการโอนเงินออกนอกประเทศ อีกทั้งอาจมีสินสมรสอื่นที่มิได้นำมาฟ้องหรือมิได้ฟ้องแย้งเข้ามาในคดีนี้ ดังนั้น หากมีสินสมรสอื่นนอกเหนือจากที่ระบุในคำฟ้อง แต่จำเลยไม่ได้ฟ้องแย้งเข้ามา ก็ “ไม่ตัดสิทธิ” ของจำเลยที่จะฟ้องเรียกร้องขอแบ่งสินสมรสเป็นคดีใหม่ต่างหาก นัยสำคัญคือ ศาลฎีกามุ่งป้องกันการเสียสิทธิในทรัพย์สินที่อาจซ่อนอยู่หรือยังไม่ถูกเปิดเผยครบถ้วนในคดีหย่า และเปิดช่องให้คู่ความใช้สิทธิทางศาลเพื่อความเป็นธรรมในทรัพย์สินที่เป็นสินสมรสจริง แม้จะต้องดำเนินเป็นอีกคดีหนึ่ง สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและยกฟ้องแย้ง โดยให้โจทก์ชำระค่าทนายความแก่จำเลย 2. ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากกัน ให้โจทก์ใช้อำนาจปกครองบุตร และให้แบ่งสินสมรสโดยให้จำเลยแบ่งที่ดิน 4 แปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้โจทก์กึ่งหนึ่ง 3. ศาลฎีกาพิพากษาแก้เพิ่มเติมให้แบ่งสินสมรส “เงินฝากธนาคารรวม 9 บัญชี” รวมบัญชี HSBC ที่เป็นชื่อโจทก์คนละครึ่ง ให้แบ่งที่ดินตามมาตรา 1364 ยกฟ้องแย้ง และไม่ตัดสิทธิฟ้องแบ่งสินสมรสอื่นเป็นคดีใหม่ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้ตอกย้ำหลักสำคัญว่าการเป็นเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (6) มิได้วัดจากถ้อยคำหรือเหตุการณ์เฉพาะครั้ง แต่ต้องประเมิน “ความร้ายแรงในเชิงพฤติการณ์” ความต่อเนื่อง เจตนามุ่งทำลาย และผลกระทบต่อสิทธิ เสรีภาพ และสถานะของคู่สมรสอีกฝ่าย จนเกินสมควรแก่ฐานะและสภาพแห่งการครองชีวิตคู่ ในส่วนค่าเลี้ยงชีพ มาตรา 1526 เป็นกลไกคุ้มครองฝ่ายสุจริตที่ได้รับผลทางเศรษฐกิจจากการหย่า มิใช่ช่องทางให้คู่สมรสฝ่ายผิดใช้เป็นเครื่องมือเรียกร้องประโยชน์ภายหลังศาลวินิจฉัยความผิดฝ่ายเดียว ทั้งยังสะท้อนบทบาทศาลในการประเมินฐานะคู่ความอย่างรอบด้านตามมาตรา 1598/38 เพื่อกำหนดหรือไม่กำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูให้สอดคล้องความเป็นธรรม ด้านทรัพย์สิน ศาลเน้นความครบถ้วนและความชัดแจ้งของรายการสินสมรสเพื่อความแน่นอนในชั้นบังคับคดี โดยถือหลักว่าเมื่อทรัพย์ได้มาระหว่างสมรสย่อมเป็นสินสมรสตามมาตรา 1474 เว้นแต่พิสูจน์ข้อยกเว้นได้ชัด และเมื่อข้อเท็จจริงเรื่องทรัพย์เป็นข้อยุติ ศาลต้องพิพากษาให้ครบคำขอ มิฉะนั้นย่อมเป็นความไม่ชอบ ต้องแก้ไขเพื่อป้องกันข้อพิพาทซ้ำซ้อน ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยเป็น “ปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง” อันเป็นเหตุหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (6) และเมื่อเหตุหย่าเกิดจากความผิดของจำเลยฝ่ายเดียว จำเลยยังมีสิทธิเรียก “ค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่า” ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1526 ได้หรือไม่ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยเป็นฝ่ายกระทำผิดตามมาตรา 1516 (6) จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพหลังหย่า ตามมาตรา 1526 สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. “เหตุหย่า: ปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง” (ป.พ.พ. มาตรา 1516 (6)) ศาลฎีกามุ่งพิจารณาพฤติการณ์โดยรวมของจำเลยว่ามีลักษณะคุกคามและทำลายชื่อเสียง สิทธิ และสถานะของโจทก์อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการกระทำที่นำบุตรผู้เยาว์เข้าไปเกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง จนทำให้โจทก์เดือดร้อนเกินสมควรและไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาต่อไปได้ จึงเข้าลักษณะเป็นการกระทำปฏิปักษ์อย่างร้ายแรง เป็นเหตุให้โจทก์มีสิทธิฟ้องหย่าได้ตามมาตรา 1516 (6) 2. “สิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่า” (ป.พ.พ. มาตรา 1526) มาตรา 1526 ให้สิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพแก่คู่สมรสอีกฝ่ายได้เฉพาะกรณีที่เหตุหย่าเป็นความผิดของอีกฝ่าย “เพียงฝ่ายเดียว” และการหย่าทำให้อีกฝ่ายยากจนลง แต่คดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจำเลยเป็นฝ่ายกระทำผิดตามเหตุหย่า จึงไม่อาจอาศัยมาตรา 1526 เรียกค่าเลี้ยงชีพหลังหย่าได้ อย่างไรก็ดี ศาลย้ำว่าเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดู “ก่อนคดีถึงที่สุด” ยังพิจารณาได้ตามพฤติการณ์และฐานะคู่ความในคดีหย่า แต่ในคดีนี้เห็นว่าฐานะจำเลยมิได้ยิ่งหย่อนไปกว่าโจทก์ จึงไม่กำหนดให้เพิ่มเติม คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. การกระทำแบบใดจึงถือว่าเป็นเหตุหย่า “เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง” ตามมาตรา 1516 (6) คำตอบ ต้องเป็นการกระทำที่มีความร้ายแรงและต่อเนื่อง มีเจตนาทำลายหรือคุกคามจนอีกฝ่ายเดือดร้อนเกินสมควร และทำให้ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาต่อไปได้ มิใช่เพียงการทะเลาะเบาะแว้งทั่วไป 2. คู่สมรสฝ่ายที่ศาลวินิจฉัยว่าเป็นฝ่ายผิด สามารถเรียกค่าเลี้ยงชีพหลังหย่าได้หรือไม่ คำตอบ โดยหลักตามมาตรา 1526 คู่สมรสฝ่ายผิดเพียงฝ่ายเดียวไม่มีสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพภายหลังหย่า เพราะมาตรานี้คุ้มครองฝ่ายที่มิได้มีความผิดและยากจนลงจากผลแห่งการหย่า 3. ค่าอุปการะเลี้ยงดู “ก่อนหย่า” กับ “หลังหย่า” แตกต่างกันอย่างไร คำตอบ หลังหย่าจะเป็นค่าเลี้ยงชีพตามมาตรา 1526 ซึ่งมีเงื่อนไขเรื่องความผิดและความยากจนลง ส่วนก่อนหย่าหรือระหว่างคดี ศาลอาจพิจารณาค่าอุปการะเลี้ยงดูตามพฤติการณ์และฐานะคู่ความได้ 4. เมื่อบุตรบรรลุนิติภาวะแล้ว ศาลยังต้องวินิจฉัยอำนาจปกครองหรือไม่ คำตอบ ไม่จำเป็น เพราะอำนาจปกครองสิ้นสุดโดยผลกฎหมายเมื่อบุตรบรรลุนิติภาวะตามมาตรา 1580 จึงไม่มีประโยชน์ต้องวินิจฉัยอีก 5. ที่ดินที่ได้มาระหว่างสมรสแต่เป็นชื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ถือเป็นสินสมรสหรือไม่ คำตอบ โดยหลักทรัพย์ที่ได้มาระหว่างสมรสเป็นสินสมรสตามมาตรา 1474 แม้จะเป็นชื่อฝ่ายเดียว เว้นแต่พิสูจน์ได้ชัดว่าเป็นสินส่วนตัวตามข้อยกเว้นของกฎหมาย 6. ศาลอุทธรณ์ไม่พิพากษาแบ่งทรัพย์บางรายการ ทั้งที่คู่ความขอไว้ในฟ้อง ทำได้หรือไม่ คำตอบ หากเป็นประเด็นที่ข้อเท็จจริงยุติหรือไม่มีการโต้แย้ง และมีคำขอให้แบ่ง ศาลต้องพิพากษาให้ครบ มิฉะนั้นเป็นความไม่ชอบและอาจถูกศาลฎีกาแก้ไขได้ 7. ถ้ามีสินสมรสอื่นที่ไม่ได้นำมาฟ้องในคดีหย่า จะเสียสิทธิหรือไม่ คำตอบ ไม่จำเป็นต้องเสียสิทธิ หากทรัพย์สินนั้นเป็นสินสมรสจริง แต่ไม่ได้ถูกรวมในคดีนี้ ศาลฎีกาอาจระบุไว้ว่าไม่ตัดสิทธิให้ไปฟ้องแบ่งสินสมรสเป็นคดีใหม่ได้ 8. ทำไมศาลฎีกาจึงระบุให้ใช้มาตรา 1364 ในการแบ่งที่ดิน คำตอบ เพื่อให้การแบ่งกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ทำได้จริงและจดทะเบียนได้ชัดเจน ลดปัญหาในชั้นบังคับคดี ไม่ให้คำพิพากษาคลุมเครือ 9. ข้ออ้างว่าเงินซื้อที่ดินเป็นของบุคคลภายนอก ศาลพิจารณาอย่างไร คำตอบ ศาลจะพิจารณาจากพฤติการณ์แวดล้อม ความสมเหตุสมผล และหลักฐานที่เชื่อถือได้ หากข้ออ้างเลื่อนลอย ขัดเหตุผล หรือมีพิรุธ เช่น โอนภายหลังฟ้องหย่า ศาลอาจไม่รับฟัง ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8151/2560 การที่อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์อยู่กับโจทก์เรื่อยมาจนกระทั่งบรรลุนิติภาวะ โจทก์ย่อมหมดหน้าที่ที่จะให้การอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1564 วรรคหนึ่ง แต่ในส่วนค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 1526 บัญญัติว่า ในคดีหย่า ถ้าเหตุแห่งการหย่าเป็นความผิดของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว และการหย่านั้นจะทำให้อีกฝ่ายหนึ่งยากจนลง เพราะไม่มีรายได้พอจากทรัพย์สินหรือจากการงานตามที่เคยทำอยู่ระหว่างสมรส อีกฝ่ายหนึ่งนั้นจะขอให้ฝ่ายที่ต้องรับผิดจ่ายค่าเลี้ยงชีพให้ได้ การที่จำเลยกระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรงทำให้ไม่สามารถอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้ อันเป็นความผิดของจำเลย จำเลยจึงไม่อาจเรียกค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่าได้ อย่างไรก็ตามจำเลยสามารถเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูก่อนฟ้องจนถึงศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้หย่าได้ และสิทธิในการได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดู ถึงแม้จำเลยจะมิได้ขอมา ศาลก็มีอำนาจกำหนดให้ได้ โดยคำนึงถึงความสามารถของผู้มีหน้าที่ต้องให้ ฐานะของผู้รับและพฤติการณ์แห่งกรณีตาม ป.พ.พ. มาตรา 1598/38 ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้หย่าขาดจากกัน ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว และให้แบ่งสินสมรสคนละครึ่ง ส่วนจำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง พร้อมฟ้องแย้งเรียกค่าเช่าบ้านเดือนละ 50,000 บาท ค่าเล่าเรียนบุตรปีละ 1,200,000 บาท (ปรับเพิ่มได้ตามระดับการศึกษา) ค่าใช้จ่ายครอบครัวและส่วนตัวเดือนละประมาณ 150,000 บาท และค่าซื้อรถยนต์ 1,700,000 บาท รวมทั้งขอให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร โดยโจทก์ให้การขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและยกฟ้องแย้ง ให้โจทก์ชำระค่าทนายความแก่จำเลย 100,000 บาท ต่อมาศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้ให้หย่าขาดจากกัน ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กหญิง อ. และให้แบ่งสินสมรสเท่ากัน โดยให้แบ่งที่ดิน 4 แปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้โจทก์ครึ่งหนึ่ง จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการสมรสสมบูรณ์ตามกฎหมายไทยและสหรัฐอเมริกา และศาลไทยมีอำนาจพิจารณาหย่าได้ตามกฎหมายขัดกันแห่งกฎหมาย จากพฤติการณ์จำเลยกระทำเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง โจทก์มีสิทธิฟ้องหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (6) ที่ดินทั้ง 4 แปลงได้มาระหว่างสมรสเป็นสินสมรสตามมาตรา 1474 และศาลอุทธรณ์ละเลยไม่วินิจฉัยการแบ่งเงินฝากบางบัญชี ศาลฎีกาจึงแก้คำพิพากษาให้หย่า แบ่งสินสมรสเป็นเงินฝากรวม 9 บัญชีและที่ดิน 4 แปลงคนละครึ่ง ให้ดำเนินการแบ่งที่ดินตามมาตรา 1364 ยกฟ้องแย้ง และไม่ตัดสิทธิจำเลยฟ้องแบ่งสินสมรสอื่นเป็นคดีใหม่ได้ ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอบังคับให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกัน ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียวและแบ่งสินสมรสให้โจทก์จำเลยคนละครึ่ง จำเลยให้การ แก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ฟ้องแย้ง และแก้ไขฟ้องแย้งขอบังคับให้โจทก์ชำระค่าเช่าบ้านพักอาศัยเดือนละ 50,000 บาท นับแต่เดือนเมษายน 2553 เป็นต้นไป ค่าเล่าเรียนบุตรผู้เยาว์ปีละ 1,200,000 บาท ตั้งแต่ปีการศึกษา 2554 เป็นต้นไป ทุกปี ซึ่งค่าเล่าเรียนอาจเพิ่มขึ้นตามระดับการศึกษาของบุตรผู้เยาว์ ปีละร้อยละ 10 ถึง 15 ค่าใช้จ่ายในครอบครัว ค่าใช้จ่ายส่วนตัวของจำเลยและบุตรผู้เยาว์ เดือนละประมาณ 150,000 บาท นับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2553 เป็นต้นไป และค่าซื้อรถยนต์เพื่อใช้ในครอบครัวและรับส่งบุตรผู้เยาว์เป็นเงิน 1,700,000 บาท ให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรเพียงผู้เดียว โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและยกฟ้องแย้ง ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความแก่จำเลย 100,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากนี้ให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากกัน โดยให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กหญิง อ. ให้แบ่งสินสมรสของโจทก์และจำเลยให้ได้ส่วนเท่ากัน โดยให้แบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 47457, 244687, 246434 และ 246435 พร้อมสิ่งปลูกสร้างทั้ง 4 แปลง แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นคนสัญชาติอเมริกัน จำเลยเป็นคนสัญชาติไทย จดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมายรัฐนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2536 และจดทะเบียนสมรสตามกฎหมายของประเทศไทยที่จังหวัดฉะเชิงเทรา เมื่อปี 2541 โจทก์กับจำเลยมีบุตรด้วยกัน 1 คน ชื่อเด็กหญิง อ. ผู้เยาว์ เกิดเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2539 อาศัยอยู่ด้วยกันที่บ้านเลขที่ 14/2 ต่อมาปี 2547 โจทก์กับจำเลยมีปัญหาทะเลาะเบาะแว้งกัน โจทก์จำเลยต่างแจ้งความเป็นหลักฐานกล่าวหาว่าทำร้ายร่างกายกัน ต่อมากลางปี 2549 โจทก์ขนย้ายของออกแยกไปอยู่ที่อื่น โดยบุตรผู้เยาว์ยังคงอาศัยอยู่กับจำเลย ต่อมาโจทก์ฟ้องคดีแพ่งจำเลยเพื่อขอใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่ผู้เดียวตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 246/2550 คดีถึงที่สุดแล้ว ศาลพิพากษายกฟ้อง และฟ้องเพื่อขอให้ศาลระบุเวลาเยี่ยมเยียนบุตรผู้เยาว์ให้ชัดเจน เพราะถูกจำเลยกีดกัน ในคดีหมายเลขแดงที่ 1806/2551 ของศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุดแล้ว ศาลมีคำสั่งให้โจทก์มีสิทธิพบและเยี่ยมเยียนบุตรผู้เยาว์ได้ในเวลาที่เหมาะสม วันที่ 20 สิงหาคม 2552 จำเลยมีหนังสือคัดค้านการอนุมัติสัญชาติให้แก่โจทก์ วันที่ 2 มีนาคม 2553 โจทก์แจ้งความว่า จำเลยกักขังหน่วงเหนี่ยวบุตรผู้เยาว์ที่คอนโดมิเนียม จากนั้น โจทก์ได้พาบุตรผู้เยาว์ไปอยู่อาศัยกับโจทก์ ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นโจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวระหว่างพิจารณาขอให้บุตรผู้เยาว์มาพักอาศัยกับโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ จำเลย และบุตรผู้เยาว์เข้าตรวจสภาพจิตที่สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ และมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวตามคำร้องโจทก์โดยให้บุตรผู้เยาว์ไปพักอาศัยอยู่กับโจทก์ตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคม 2553 สำหรับในประเด็นอำนาจฟ้อง เมื่อจำเลยไม่ฎีกาในประเด็นนี้ จึงฟังได้ว่า เมื่อการสมรสได้ทำถูกต้องตามแบบที่บัญญัติไว้ในกฎหมายแห่งประเทศที่สมรส ได้แก่ ประเทศไทย และสหรัฐอเมริกาแล้ว ถือว่าการสมรสสมบูรณ์ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกับแห่งกฎหมาย พุทธศักราช 2481 มาตรา 20 สำหรับเหตุหย่านั้น โจทก์นำสืบได้ว่ากฎหมายแห่งรัฐนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา อันเป็นประเทศแห่งสัญชาติของโจทก์ และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ อันเป็นกฎหมายประเทศแห่งสัญชาติของจำเลยยอมให้หย่าได้ตามที่โจทก์นำสืบ ดังนั้น เหตุหย่าจึงให้เป็นไปตามกฎหมายแห่งถิ่นที่ยื่นฟ้องหย่า โจทก์จึงมีอำนาจยื่นคำฟ้องขอให้ศาลสยามมีคำพิพากษาให้หย่าได้ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พุทธศักราช 2481 มาตรา 27 ศาลไทยจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาให้หย่าขาดจากกันได้ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า มีเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1516 (6) ตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาหรือไม่ เห็นว่า ในส่วนของการกระทำของจำเลยแม้จะเกิดจากความไม่พอใจในพฤติการณ์ของโจทก์ซึ่งเป็นสามี และมีความหึงหวง หรือเข้าใจว่าโจทก์ใช้อิทธิพลในการปิดคดีต่าง ๆ แม้ไม่เป็นการหมิ่นประมาทก็ตาม แต่การทำหนังสือคัดค้านเพื่อขอให้ยับยั้งการให้สัญชาติของโจทก์นั้น มิได้เป็นเพียงการร้องขอความเป็นธรรมเพื่อปกป้องสิทธิในครอบครัวตนเองหรือให้ผู้บังคับบัญชาโจทก์ตักเตือนความประพฤติแต่อย่างใด ตามที่จำเลยอ้าง และท้ายที่สุดก็ทำให้โจทก์ไม่ได้รับการอนุมัติสัญชาติและนำผู้เยาว์มาเกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง โดยจำเลยเบิกความรับว่าเป็นผู้ลงชื่อบุตรผู้เยาว์ท้ายหนังสือ โดยอ้างว่าขออนุญาตบุตรผู้เยาว์แล้ว ทั้งที่บุตรผู้เยาว์เบิกความว่า ทราบว่าจำเลยไม่อยากให้โจทก์ได้สัญชาติไทย เคยจะช่วยจำเลย แต่ก็ไม่ได้ช่วย สุดท้ายไม่ทราบว่าเรื่องดังกล่าวเป็นอย่างไร ไม่เคยเห็นเอกสารดังกล่าวมาก่อน จึงเป็นการกระทำที่มีเจตนาไม่สุจริตแก่โจทก์ซึ่งเป็นสามี รวมถึงการแจ้งสถานเอกอัครราชทูตว่า โจทก์ดูแลบุตรผู้เยาว์ไม่ดี มีพฤติกรรมทางเพศไม่เหมาะสมกับบุตรผู้เยาว์ จนสถานเอกอัครราชทูตส่งเจ้าหน้าที่ชื่อนาง Sharon มาตรวจสอบความเป็นอยู่ของบุตรผู้เยาว์ แม้จำเลยฎีกาอ้างว่าไม่เคยไปแจ้งสถานเอกอัครราชทูต ให้กระทำการเช่นนั้น จำเลยมีหนทางอื่นที่จะทำได้ เช่น ยื่นคำร้องต่อศาล ซึ่งข้อฎีกาของจำเลยข้อนี้จำเลยเพิ่งยกขึ้นอ้าง ไม่เคยให้การหรือนำสืบไว้ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ทั้งขัดต่อเหตุผลว่า หากจำเลยมิได้ทำ เหตุใดสถานเอกอัครราชทูตจึงส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบความเป็นอยู่ของบุตรผู้เยาว์ เหตุใดเจ้าหน้าที่ดังกล่าวจึงต้องทำหนังสือชี้แจงจ่าหน้าซองถึงจำเลย คงไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์เป็นผู้แจ้งให้ตรวจสอบเอง พฤติการณ์ต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนเป็นการกระทำตามอำเภอใจ ปราศจากความไตร่ตรองถึงความเหมาะสมทั้งที่จำเลยเองก็มีการศึกษาที่ดี ไม่มีเหตุผลอันสมควร ทำให้เห็นเจตนาของจำเลยว่าต้องการทำลายทั้งชื่อเสียง ภาพลักษณ์ สถานะ และที่สำคัญคือสิทธิที่โจทก์พึงได้รับอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งกระทบต่อความเป็นอยู่ อิสระในการใช้ชีวิต ทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนเกินสมควร เป็นการคุกคามโจทก์อย่างต่อเนื่องและหลายครั้ง โดยปราศจากความรัก ความปรารถนาดีต่อกันที่จะอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาต่อไปได้ การกระทำของจำเลยเป็นปฎิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง ถึงขนาดที่ทำให้โจทก์เดือดร้อนเกินควรในเมื่อเอาสภาพ ฐานะ และความเป็นอยู่ฉันสามีภริยามาคำนึงประกอบ นอกจากนี้ศาลอุทธรณ์ได้ให้เหตุผลโดยละเอียดชัดแจ้งถึงเหตุหย่าระหว่างโจทก์จำเลยนอกจากที่กล่าวมาแล้ว ซึ่งศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ไม่จำต้องวินิจฉัยซ้ำอีก พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมีน้ำหนักกว่าพยานหลักฐานจำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง ถึงขนาดทำให้โจทก์เดือดร้อนเกินสมควร โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (6) ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วจึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่ามีเหตุหย่าอื่นตามฟ้องดังคำแก้ฎีกาของโจทก์อีกหรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการที่สองว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 47457, 244687, 246434 และ 246435 เป็นสินสมรสหรือไม่ เห็นว่า โจทก์จำเลยจดทะเบียนสมรสกันที่ประทศไทย เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2541 จำเลยทำสัญญาซื้อที่ดินทั้งสี่แปลงจากกรมบังคับคดีและทำสัญญากู้ยืมเงินจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2545 โดยตกลงยินยอมให้หักบัญชีเงินเดือนที่ได้รับจากบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ที่จำเลยทำงานอยู่ โดยจำเลยเป็นผู้ดำเนินการซื้อเองตั้งแต่ต้น ได้แก่ ประมูล ทำสัญญา กู้เงิน หักเงินเดือน จำเลยเบิกความตอบทนายจำเลยถามติงอ้างว่า นางอำไพให้เงินก้อนมาไถ่ถอนจำนองตั้งแต่ปี 2542 แต่โจทก์ไม่ยอมออกจากบ้าน และไม่ชำระค่าใช้จ่ายในบ้านทำให้จำเลยต้องนำเงินมารดาไปใช้จ่ายในบ้านก่อนนั้น ฟังดูเลื่อนลอยว่า เหตุใดจำเลยจึงไม่นำเงินดังกล่าวไปไถ่ถอนจำนองปิดบัญชี กลับนำไปใช้อย่างอื่นก่อน ทั้งที่จำเลยมีรายได้พอจะเสียค่าใช้จ่ายในบ้าน และยอมเสียดอกเบี้ยไปเพื่อเหตุใด อีกทั้งจำเลยเพิ่งมาโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสี่แปลงนี้แก่นางอำไพภายหลังโจทก์ฟ้องหย่าและแบ่งสินสมรสในคดีนี้จึงเป็นพิรุธ ทั้งการที่อ้างว่านางอำไพต้องการที่ดินดังกล่าวไปก่อสร้างโกดังเก็บสินค้าเนื่องจากมีโรงงานอยู่ใกล้ที่ดินนี้ แต่สุดท้ายหลังจากซื้อแล้วนางอำไพก็ไม่ได้ก่อสร้างโกดังแต่อย่างใด โดยจำเลยเบิกความอ้างว่า นางอำไพเพิ่งทราบภายหลังจากไปตรวจสอบที่ดินว่า เป็นที่ดินตาบอด ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะจึงไม่สร้างโกดังสินค้า ซึ่งขัดต่อเหตุผล ว่าเหตุใดนางอำไพซึ่งมีธุรกิจการค้า มีโรงงานผลิตสินค้าประเภทอะลูมิเนียม มีบัญชีเงินฝากและที่ดินมากมาย จึงไม่ซื้อที่ดินเองและไม่ตรวจสอบที่ดินให้ดีก่อนว่าเป็นที่ดินมีสภาพเช่นไร ต่างจากที่ดิน และอสังหาริมทรัพย์อื่น ๆ ซึ่งโจทก์เองก็ไม่ได้ฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่วินิจฉัยว่า เป็นเงินของนางอำไพเป็นผู้ซื้อ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยเป็นผู้ซื้อที่ดินทั้งสี่แปลงดังกล่าวด้วยเงินตนเอง เมื่อที่ดินทั้งสี่แปลงได้มาระหว่างสมรส จึงเป็นสินสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 โจทก์มีสิทธิกึ่งหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการที่สามว่า บัญชีเงินฝากธนาคารเอชเอสบีซี (HSBC) เลขที่ 001 43861x xxx และ 001 43861x xxx สาขากรุงเทพ ที่เป็นชื่อบัญชีของโจทก์ โจทก์ได้บรรยายฟ้องว่าบัญชีเงินฝากดังกล่าวเป็นสินสมรส แต่ศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยประเด็นดังกล่าวเป็นการไม่ชอบหรือไม่ โจทก์บรรยายฟ้องว่า บัญชีเงินฝากในธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) 7 บัญชี และบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) 1 บัญชีของจำเลย กับบัญชีเงินฝากธนาคารเอชเอสบีซี (HSBC) 1 บัญชีของโจทก์ เป็นสินสมรส และขอแบ่งสินสมรสดังกล่าวมาในคำขอท้ายฟ้อง จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งเฉพาะประเด็นค่าอุปการะเลี้ยงดูและอำนาจปกครอง ไม่ได้โต้แย้งว่าบัญชีเงินฝากของโจทก์ดังกล่าวไม่เป็นสินสมรส ข้อเท็จจริงจึงฟังยุติว่า เงินฝากดังกล่าวซึ่งรวมเงินฝากในธนาคารเอชเอสบีซี (HSBC) เป็นสินสมรส ซึ่งคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ก็ขอให้แบ่งสินสมรสดังกล่าวให้โจทก์ครึ่งหนึ่ง การที่ศาลอุทธรณ์ไม่พิพากษาให้แบ่งสินสมรสในส่วนนี้ จึงเป็นการไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยประการนี้ฟังขึ้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปว่า โจทก์หรือจำเลยสมควรเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1566 บัญญัติว่า "บุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะ ต้องอยู่ใต้อำนาจปกครองของบิดามารดา" เมื่อความปรากฏว่านางสาว อ. บุตรของโจทก์จำเลย เกิดเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2539 เมื่อนับถึงระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา นางสาว อ. อายุ 20 ปีเศษแล้ว ซึ่งบรรลุนิติภาวะ และพ้นสภาพแห่งความเป็นผู้เยาว์ และไม่จำต้องอยู่ใต้อำนาจปกครองของบิดามารดา อำนาจปกครองของโจทก์จำเลยย่อมหมดไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1580 ดังนี้ จึงไม่มีประโยชน์ที่จะพิจารณาว่า อำนาจปกครองควรอยู่กับโจทก์หรือจำเลย ดังที่จำเลยฎีกา ยกฎีกาของจำเลยประการนี้ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายว่า โจทก์ต้องจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลยและบุตรผู้เยาว์หรือไม่ เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยให้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์อยู่กับโจทก์เรื่อยมาจนกระทั่งถึงบรรลุนิติภาวะในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ย่อมหมดหน้าที่ที่จะให้การอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์อีก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1564 วรรคหนึ่ง สำหรับค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลยนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1526 บัญญัติไว้ว่า ในคดีหย่า ถ้าเหตุแห่งการหย่าเป็นความผิดของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงแต่ฝ่ายเดียว และการหย่าทำให้อีกฝ่ายยากจนลง เพราะไม่มีรายได้พอจากทรัพย์สินหรือจากการงานตามที่เคยทำอยู่ระหว่างสมรส อีกฝ่ายนั้นจะขอให้ฝ่ายที่ต้องรับผิดจ่ายค่าเลี้ยงชีพให้ได้ คดีนี้เมื่อวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง ทำให้ไม่สามารถอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้ อันเป็นความผิดของจำเลย จำเลยจึงไม่อาจเรียกค่าเลี้ยงชีพภายหลังจากการหย่าได้ แต่อย่างไรก็ตาม จำเลยสามารถเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูก่อนฟ้องและจนถึงศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้หย่าได้ ตามฟ้องแย้งจำเลยขอให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูนับแต่เดือนมีนาคม 2553 แต่ฎีกาของจำเลยกลับขอให้จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูนับแต่เดือนสิงหาคม 2549 ย้อนขึ้นไปนับแต่เดือนที่โจทก์ออกจากบ้าน อย่างไรก็ตามสิทธิในการได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดู ถึงมิได้ขอ ศาลก็มีอำนาจกำหนดให้ได้ เมื่อพิจารณาค่าใช้จ่ายที่จำเลยเรียกรวมกันมามีค่าใช้จ่ายในส่วนของบุตรผู้เยาว์รวมมาด้วยหลายรายการ ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยให้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์อยู่กับโจทก์เรื่อยมาจนกระทั่งบรรลุนิติภาวะ จึงไม่จำต้องกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรให้โจทก์ต้องชำระอีกแล้วนั้น จึงเหลือค่าใช้จ่ายไม่กี่รายการที่ไม่ใช่ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร สำหรับค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลยนั้น ก็ยังปรากฏว่าโจทก์ยังคงจ่ายค่าที่อยู่อาศัยให้จำเลยมาตลอด ในส่วนของค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่ไม่รวมของผู้เยาว์ ก็ไม่ปรากฏว่าจำนวนมากเกินกว่าที่จำเลยจะจ่ายได้ เพราะจำเลยมีกิจการของครอบครัวเดิม มีเงินเก็บ มีรายได้จากบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) จนเกษียณ เมื่อคำนึงถึงความสามารถของผู้มีหน้าที่ต้องให้ ฐานะของผู้รับ และพฤติการณ์แห่งกรณีแล้ว ฐานะของจำเลยไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าโจทก์ กรณีจึงเห็นควรไม่กำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลยให้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น อนึ่ง เพื่อไม่ให้มีปัญหาในชั้นบังคับคดี ศาลฎีกาเห็นสมควรระบุให้ชัดแจ้งว่า เงินฝากในธนาคารที่มีชื่อโจทก์จำเลยตามฟ้องรวม 9 บัญชี กับที่ดินมีโฉนด 4 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้าง การแบ่งที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้ดำเนินการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 นอกจากนี้ได้ความจากพยานหลักฐานว่า การรับเงินเดือนของโจทก์มีการให้จ่ายเงินในต่างประเทศบางส่วน และมีการโอนเงินจากประเทศไทยไปต่างประเทศ ดังนั้น หากมีสินสมรสอื่นนอกจากที่โจทก์กล่าวมาในฟ้อง แต่จำเลยไม่ได้ฟ้องแย้งเข้ามา ก็ไม่ตัดสิทธิจำเลยที่จะฟ้องเรียกร้องขอแบ่งสินสมรสเป็นคดีใหม่อีกต่างหาก พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกัน ให้แบ่งสินสมรสคือ บัญชีเงินฝากธนาคารกรุงเทพจำกัด (มหาชน) เลขที่ 101 287 xxx x เลขที่ 101 563 xxx x เลขที่ 101727 xxx x เลขที่ 196 210 xxx x เลขที่ 225 029 xxx x เลขที่ 225 200 xxx x และเลขที่ 198 451 xxx x ที่มีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของบัญชี บัญชีเงินฝากธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เลขที่ 588 100 xxx x ที่มีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของบัญชี และบัญชีเงินฝากธนาคารเอชเอสบีซี (HSBC) เลขที่ 001 43861x xxx และ 001 43861x xxx ที่มีชื่อโจทก์เป็นเจ้าของ ให้แก่โจทก์และจำเลยคนละกึ่งหนึ่ง ให้จำเลยแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 47457, 244687, 246434 และ 246435 พร้อมสิ่งปลูกสร้างทั้ง 4 แปลง ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง โดยให้ดำเนินการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก และยกฟ้องแย้งจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลในส่วนฟ้องและฟ้องแย้งให้เป็นพับ แต่ไม่ตัดสิทธิจำเลยฟ้องแบ่งสินสมรสนอกจากที่โจทก์กล่าวมาในฟ้อง |




