ReadyPlanet.com
dot
สำนักงานทนายความ
dot
bulletทนายความฟ้องหย่า
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
dot
พระราชบัญญัติ
dot
bulletพระราชบัญญัติ
dot
ประมวลกฎหมาย
dot
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
dot
บทความเฉพาะเรื่อง
dot
bulletฟ้องหย่า
bulletนิติกรรม
bulletสัญญายอมความ
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletกรมบังคับคดี
dot
ลิงค์ต่าง ๆ
dot
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletวิชาชีพทนายความ


เพิ่มเพื่อน
เพิ่มเพื่อน
เพิ่มเพื่อน

 



กฎหมายของต่างประเทศถือเป็นข้อเท็จจริงต้องนำสืบ

ทนายความโทร0859604258

ภาพจากซ้ายไปขวา ทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ, ทนายความภคพล มหิทธาอภิญญา, ทนายความเอกชัย อาชาโชติธรรม, ทนายความอภิวัฒน์ สุวรรณ

-ปรึกษากฎหมาย ทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ โทร.085-9604258

-ติดต่อทางอีเมล  : leenont0859604258@yahoo.co.th

-ปรึกษากฎหมายผ่านทางไลน์ ไอดีไลน์  (5) ID line  :

         (1) leenont หรือ (2) @leenont หรือ (3)  peesirilaw  หรือ (4) @peesirilaw   (5)   @leenont1

-Line Official Account : เพิ่มเพื่อนด้วย QR CODE

QR CODE

กฎหมายของต่างประเทศถือเป็นข้อเท็จจริงต้องนำสืบ

กฎหมายของต่างประเทศถือเป็นข้อเท็จจริงและไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ศาลไทยรับรู้ได้เอง คู่ความมีหน้าที่นำสืบให้ปรากฏ

 ในกรณีที่สามีภริยาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นบุคคลสัญชาติประเทศอื่นหรือต่างเป็นบุคคลที่มีสัญชาติประเทศอื่นมาฟ้องหย่าในศาลไทย ศาลไทยจะไม่พิพากษาให้หย่ากัน เว้นเสียแต่ว่ากฎหมายของประเทศสามีหรือภริยาหรือของทั้งสองฝ่ายยินยอมให้สามีภริยาที่สมรสกันตามกฎหมายแล้วสามารถหย่ากันได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9681/2557 

 เมื่อปรากฏว่าจำเลยมิใช่เป็นบุคคลที่มีสัญชาติไทย แต่เป็นบุคคลสัญชาติแอลจีเรีย ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.2481 มาตรา 27 บัญญัติว่า "ศาลสยามจะไม่พิพากษาให้หย่ากัน เว้นแต่กฎหมายสัญชาติแห่งสามีภริยาทั้งสองยอมให้กระทำได้ เหตุหย่าให้เป็นไปตามกฎหมายแห่งถิ่นที่ยื่นฟ้องหย่า" ดังนั้นในเบื้องต้นต้องได้ความว่า กฎหมายแห่งประเทศแอลจีเรียอนุญาตให้บุคคลที่มีสัญชาติแอลจีเรียหย่ากันได้หรือไม่ จึงเป็นข้อสำคัญแห่งคดีที่ศาลจะต้องนำมาพิจารณาคดีเสียก่อนและเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์ต้องนำสืบให้ปรากฏ เพราะกฎหมายของต่างประเทศถือเป็นข้อเท็จจริงและไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ศาลไทยรับรู้ได้เอง เมื่อโจทก์ไม่นำสืบกฎหมายเรื่องการหย่าของประเทศแอลจีเรีย ศาลชั้นต้นยกฟ้องตามบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.2481 มาตรา 27 วรรคหนึ่ง จึงเป็นการชอบด้วยกฎหมายแล้ว

 โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

 โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นคนมีสัญชาติไทย จำเลยเป็นคนสัญชาติแอลจีเรีย ประมาณปี 2545 จำเลยเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยและรู้จักโจทก์ ต่อมาวันที่ 8 ตุลาคม 2547 โจทก์จำเลยเดินทางไปจดทะเบียนสมรสที่สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ตามกฎหมายไทย หลังจากนั้นโจทก์กับจำเลยกลับมาอยู่กินฉันสามีภริยาที่อำเภอเมืองสระบุรี จังหวัดสระบุรี ต่อมาโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยขอหย่า อ้างเหตุว่า เมื่อเดือนพฤษภาคม 2552 โจทก์จำเลยทะเลาะกันอย่างรุนแรง หลังจากนั้นจำเลยเก็บเสื้อผ้าออกจากบ้านพักที่อาศัยกับโจทก์ไปอยู่ที่อื่น แล้วไม่กลับมาหาโจทก์อีกเลย

 ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์อุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกามีว่า ศาลชั้นต้นมีอำนาจหยิบยกพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันของกฎหมาย พ.ศ.2481 มาตรา 27 วรรคหนึ่ง มาเป็นเหตุพิพากษายกฟ้องได้หรือไม่ เห็นว่า เมื่อปรากฏว่าจำเลยมิใช่เป็นบุคคลที่มีสัญชาติไทย แต่เป็นบุคคลที่มีสัญชาติแอลจีเรีย พระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันของกฎหมาย พุทธศักราช 2481 มาตรา 27 บัญญัติว่า "ศาลสยามจะไม่พิพากษาให้หย่ากัน เว้นแต่กฎหมายสัญชาติแห่งสามีภริยาทั้งสองฝ่ายยอมให้กระทำได้ เหตุหย่าให้เป็นไปตามกฎหมายแห่งถิ่นที่ยื่นฟ้องหย่า" อันหมายความว่า ในกรณีที่สามีภริยาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นบุคคลสัญชาติประเทศอื่นหรือต่างเป็นบุคคลที่มีสัญชาติประเทศอื่นมาฟ้องหย่าในศาลไทย ศาลไทยจะไม่พิพากษาให้หย่ากัน เว้นเสียแต่ว่ากฎหมายของประเทศสามีหรือภริยาหรือของทั้งสองฝ่ายยินยอมให้สามีภริยาที่สมรสกันตามกฎหมายแล้วสามารถหย่ากันได้ ดังนั้น คดีนี้ในเบื้องต้นจึงต้องได้ความเสียก่อนว่า กฎหมายของประเทศแอลจีเรียซึ่งเป็นสัญชาติของจำเลยมีบทบัญญัติให้บุคคลที่มีสัญชาติแอลจีเรียสามารถหย่าหรือฟ้องร้องบังคับหย่ากันได้ หากกฎหมายของประเทศแอลจีเรียไม่อนุญาตให้บุคคลที่มีสัญชาติแอลจีเรียที่จดทะเบียนสมรสแล้วหย่ากัน ศาลประเทศไทยก็ไม่อาจพิพากษาให้หย่ากันได้ ต้องพิพากษายกฟ้อง แต่หากปรากฏว่ากฎหมายแห่งประเทศแอลจีเรียอนุญาตให้บุคคลที่มีสัญชาติแอลจีเรียหย่ากันได้ ศาลจึงจะพิจารณาเหตุหย่าตามกฎหมายประเทศไทยอันเป็นกฎหมายแห่งถิ่นที่ฟ้องหย่าต่อไปว่า มีเหตุที่จะพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่ากันได้หรือไม่ ดังนั้นกฎหมายแห่งประเทศแอลจีเรียอนุญาตให้บุคคลที่มีสัญชาติแอลจีเรียหย่ากันได้หรือไม่ จึงเป็นข้อสำคัญแห่งคดีที่ศาลจะต้องนำมาพิจารณาคดีของโจทก์เสียก่อน และเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์ต้องนำสืบให้ปรากฏ เพราะกฎหมายของต่างประเทศถือเป็นข้อเท็จจริงและไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ศาลไทยรับรู้ได้เอง เมื่อโจทก์ไม่นำสืบกฎหมายเรื่องการหย่าของประเทศแอลจีเรียดังกล่าว ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยให้เหตุผลว่า ไม่ว่าข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำการดังที่โจทก์บรรยายมาในฟ้องหรือไม่ก็ตาม ก็ไม่อาจบังคับตามคำขอของโจทก์ได้ อันเป็นการให้เหตุผลตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันของกฎหมาย พ.ศ.2481 มาตรา 27 วรรคหนึ่ง บัญญัติบังคับไว้ จึงเป็นการพิพากษาที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่โจทก์อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า แม้โจทก์มิได้นำสืบถึงเหตุหย่าตามกฎหมายแห่งสัญชาติของจำเลย แต่โจทก์อ้างเหตุหย่าตามกฎหมายไทยแล้ว จำเลยมิได้ต่อสู้คดี มิได้ยกข้อกฎหมายต่างประเทศมากล่าวอ้าง ศาลจึงไม่มีอำนาจหยิบยกกฎหมายแห่งสัญชาติของจำเลยมาวินิจฉัย จำเลยได้รับประโยชน์จากกฎหมายต่างประเทศจึงเป็นผู้มีหน้าที่ต้องพิสูจน์ หากไม่สามารถพิสูจน์ได้ ศาลไทยต้องใช้กฎหมายไทยบังคับ และพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันของกฎหมาย พ.ศ.2481 เป็นกฎหมายรอง เมื่อขัดแย้งกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ต้องใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บังคับแก่คดีนั้น ไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง คำพิพากษาศาลชั้นต้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6625/2549

ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมายฯ มาตรา 27 วรรคหนึ่ง ศาลจะไม่พิพากษาให้หย่ากัน เว้นแต่กฎหมายสัญชาติแห่งสามีและภริยาทั้งสองฝ่ายยอมให้หย่าได้ ซึ่งหมายความว่ากฎหมายของประเทศตามสัญชาติคู่สมรสทั้งสองฝ่ายต่างต้องมีบทบัญญัติกำหนดเงื่อนไขหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการหย่าหรือเหตุหย่าไว้ ศาลไทยจึงจะมีอำนาจพิจารณาพิพากษาให้หย่าขาดจากกันได้ มิใช่ต้องเป็นการหย่าโดยความยินยอมของคู่สมรสเท่านั้น เมื่อโจทก์เป็นคนสัญชาติอเมริกัน ตามกฎหมายของรัฐจอร์เจีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้กำหนดเงื่อนไขการหย่าไว้และบทบัญญัติของกฎหมายของประเทศไทยก็ระบุเงื่อนไขการฟ้องหย่า โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องหย่าได้

สำหรับเหตุหย่า ตามมาตรา 27 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมายฯ ให้เป็นไปตามกฎหมายแห่งถิ่นที่ยื่นฟ้อง ดังนั้น ในการวินิจฉัยเรื่องเหตุหย่าตามฟ้องจึงต้องใช้กฎหมายของประเทยไทยบังคับ ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์จำเลยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2531 หลังสมรสได้ประมาณ 6 เดือน เกิดการขัดแย้งกันเนื่องจากความแตกต่างด้านวัฒนธรรมไม่เข้าใจกัน จำเลยไม่สนใจที่จะเรียนรู้และปรับตัวให้เข้ากันได้ เกียจคร้าน ชอบแต่ความสบายไม่ยอมทำงานบ้าน ไม่คบหาสมาคมกับผู้ใดและไม่ชอบออกงานสังคมยกเว้นงานที่จำเป็น แต่ชอบงานเลี้ยงไม่เป็นทางการที่มีความสนุกสนาน ทำให้เกิดการทะเลาะกันเป็นประจำ ด่าว่าโจทก์ซึ่งโจทก์เองก็ด่าจำเลยกลับไปด้วย แต่ไม่เคยทะเลาะกันเสียงดัง เพียงแต่ไม่พูดกันขณะโมโห แม้ในช่วงแรกจำเลยไม่ต้องการมีเพศสัมพันธ์กับโจทก์ แต่ต่อมาภายหลังโจทก์จำเลยต่างไม่สมัครใจที่จะมีความสัมพันธ์ทางเพศกันอีก โจทก์จำเลยคงมีฐานะเป็นสามีภริยาอยู่กินกันมานานถึง 13 ปีเศษ พฤติการณ์ของจำเลยดังกล่าวถือไม่ได้ว่าจำเลยกระทำการอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรงถึงขนาดที่อีกฝ่ายเดือดร้อนเกินสมควร ในเมื่อเอาสภาพ ฐานะและความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยามาคำนึงประกอบกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (6) โจทก์จึงไม่มีเหตุฟ้องหย่าจำเลยได้

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับโจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์หย่าขาดกับจำเลย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "ทางพิจารณาโจทก์นำสืบว่า ปี 2530 โจทก์พบจำเลยที่รัฐจอร์เจีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ต่อมาวันที่ 19 มีนาคม 2531 โจทก์จำเลยตกลงจดทะเบียนสมรสตามสำเนาทะเบียนสมรสเอกสารหมาย จ.1 และมีการย้ายไปอยู่อีกหลายรัฐหลังอยู่กินฉันสามีภริยาเนื่องจากโจทก์รับราชการกองทัพอากาศ ปี 2542 โจทก์ย้ายมาอยู่ประเทศไทย ช่วง 6 เดือนแรกหลังจากการสมรส โจทก์จำเลยมีความขัดแย้งกันเนื่องจากความแตกต่างทางด้านวัฒนธรรม และจำเลยไม่สนใจเรียนรู้และปรับตัวทางด้านภาษาและการแต่งตัวประกอบกับจำเลยมีนิสัยเกียจคร้านชอบแต่ความสบาย ไม่คบหาสมาคมกับผู้ใดทำให้เกิดการโต้เถียงกันเป็นประจำ โจทก์ได้รับการกระทบทางด้านจิตใจโดยจำเลยจะด่าโจทก์เป็นภาษาอังกฤษแปลเป็นภาษาไทยว่า "ลูกหมาตัวเมีย" และ "เหี้ย" ในด้านความสัมพันธ์ทางเพศโจทก์ต้องการแต่จำเลยไม่ต้องการทำให้ทั้งสองฝ่ายไม่สมัครใจที่จะมีเพศสัมพันธ์กันเป็นเวลากว่า 2 ปี แล้ว ซึ่งเป็นสภาพที่ทรมานจิตใจโจทก์อย่างมาก หลังจากโจทก์ฟ้องคดีนี้จำเลยขอเดินทางกลับไปประเทศสหรัฐอเมริกาเพื่อเยี่ยมมารดา แต่จำเลยไม่ติดต่อโจทก์และไม่กลับมาหาโจทก์จนถึงปัจจุบัน โจทก์ถือว่าการกระทำของจำเลยเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง ตามกฎหมายของรัฐจอร์เจียเกี่ยวกับเงื่อนไขการหย่าข้อ 10 ที่ระบุว่าการปฏิบัติที่โหดร้ายประกอบไปด้วยการทำร้ายที่ก่อให้เกิดความเจ็บปวดต่อภายและจิตใจ และข้อ 13 ที่ระบุว่าการสมรสที่แตกร้าวจนเยียวยาไม่ได้ ตามสำเนากฎหมายของรัฐจอร์เจียพร้อมคำแปลเอกสารหมาย จ.2 โจทก์ประสงค์หย่าขาดกับจำเลย

จำเลยไม่สืบพยาน

พิเคราะห์แล้ว เห็นควรวินิจฉัยปัญหาว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหย่าจำเลยหรือไม่ก่อน พระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.2481 มาตรา 27 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ศาลสยามจะไม่พิพากษาให้หย่ากัน เว้นแต่กฎหมายสัญชาติแห่งสามีและภริยาทั้งสองฝ่ายยอมให้หย่าได้ ซึ่งหมายความว่ากฎหมายของประเทศตามสัญชาติคู่สมรสทั้งสองฝ่ายต่างต้องมีบทบัญญัติกำหนดเงื่อนไขหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการหย่าหรือเหตุหย่าไว้ ศาลไทยจึงจะมีอำนาจพิจารณาพิพากษาให้หย่ากันได้มิใช่ต้องเป็นการหย่าโดยความยินยอมของคู่สมรสเท่านั้น ศาลไทยจึงจะมีอำนาจพิจารณาพิพากษาได้ดังที่จำเลยอ้างตามคำแก้ฎีกา เมื่อโจทก์เป็นคนสัญชาติอเมริกันตามกฎหมายของรัฐจอร์เจีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้กำหนดเงื่อนไขการหย่าไว้ตามเอกสารหมาย จ.2 เป็นการยอมให้หย่าได้เมื่อต้องด้วยหลักเกณฑ์ดังกล่าวและบทบัญญัติกฎหมายของประเทศไทยก็ระบุเงื่อนไขการฟ้องหย่าไว้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องหย่าได้

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า โจทก์มีเหตุให้ฟ้องหย่าได้หรือไม่ พระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.2481 มาตรา 27 วรรคสอง บัญญัติว่า เหตุหย่าให้เป็นไปตามกฎหมายแห่งถิ่นที่ยื่นฟ้องหย่า ในการวินิจฉัยเรื่องเหตุหย่าตามฟ้องจึงต้องใช้กฎหมายของประเทศไทยบังคับ ซึ่งมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรงถึงขนาดที่อีกฝ่ายเดือดร้อนเกินควรในเมื่อเอาสภาพฐานะและความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยามาคำนึงประกอบกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (6) หรือไม่ โจทก์เบิกความว่า โจทก์จำเลยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2531 ตามทะเบียนสมรสเอกสารหมาย จ.1 หลังสมรสได้ประมาณ 6 เดือน เกิดการขัดแย้งกันเนื่องจากความแตกต่างด้านวัฒนธรรมไม่เข้าใจกัน จำเลยไม่สนใจที่จะเรียนรู้และปรับตัวให้เข้ากันได้ เกียจคร้าน ชอบแต่ความสบาย ไม่คบหาสมาคมกับผู้ใด ทำให้เกิดการทะเลาะกันเป็นประจำ ด่าว่าโจทก์แต่โจทก์ก็เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่าเมื่อจำเลยด่าโจทก์ขณะทะเลาะกันโจทก์ก็ด่าจำเลยตอบกลับไปด้วย ทั้งโจทก์เบิกความเองว่าช่วงแรกจำเลยไม่ต้องการมีเพศสัมพันธ์กับโจทก์ ต่อมาภายหลังโจทก์จำเลยต่างไม่สมัครใจที่จะมีความสัมพันธ์ทางเพศกันอีก เรืออากาศเอกทอดด์บาว์โลว พยานซึ่งเป็นเพื่อนร่วมที่ทำงานเดียวกับโจทก์ก็เบิกความว่า พยานรู้จักจำเลยดี ไม่เคยเห็นโจทก์จำเลยทะเลาะกันเสียงดังแต่เห็นไม่พูดกันขณะโมโห จำเลยไม่ยอมทำงานบ้านไม่ชอบออกงานสังคมยกเว้นงานที่จำเป็น แต่ชอบงานเลี้ยงไม่เป็นทางการที่มีความสนุกสนาน นอกจากนี้ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวอ้างว่าเป็นการร้ายแรงอย่างอื่นอีก โจทก์จำเลยคงมีฐานะเป็นสามีภริยาอยู่กินกันมานานถึง 13 ปีเศษ โจทก์จึงเพิ่งมาฟ้องคดีนี้ พฤติการณ์ของจำเลยดังที่โจทก์นำสืบดังกล่าวยังถือไม่ได้ว่า จำเลยทำการอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรงถึงขนาดที่อีกฝ่ายหนึ่งเดือดร้อนเกินสมควร ดังที่กฎหมายบัญญัติไว้ โจทก์จึงไม่มีเหตุให้ฟ้องหย่าจำเลยได้ ส่วนข้ออ้างเรื่องจำเลยทิ้งร้างโจทก์ไปเกินกว่าหนึ่งปีและจำเลยป่วยเนื่องจากการติดเชื้อในมดลูกไม่อาจมีบุตรได้นั้น โจทก์มิได้กล่าวอ้างมาในคำฟ้องโดยเพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกา จึงเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คดีไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นอื่นต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516

พระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.2481 มาตรา 27

ผู้พิพากษา

สุรภพ ปัทมะสุคนธ์

วิชา มหาคุณ

เกรียงชัย จึงจตุรพิธ

 

ความหมายว่า"ค่าอุปการะเลี้ยงดูจนกว่าจะสมรสใหม่และจนกว่าการสมรสสิ้นสุดลง"    สำหรับค่าอุปการะเลี้ยงดูที่โจทก์ต้องจ่ายให้แก่จำเลยนั้น เมื่อศาลมิได้มีคำพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากกัน สิทธิหน้าที่ของโจทก์จำเลยที่จะต้องอุปการะเลี้ยงดูกันจะหมดไปเมื่อการสมรสสิ้นสุดลง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6499/2557




ฟ้องหย่า

ปราศจากความรัก ความปรารถนาดีต่อกันที่จะอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาต่อไปได้
สามีเป็นโจทก์อ้างเหตุฟ้องหย่ามีเพศสัมพันธ์ไม่เป็นไปตามปกติ