ReadyPlanet.com
dot
สำนักงานทนายความ
dot
bulletทนายความฟ้องหย่า
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
dot
พระราชบัญญัติ
dot
bulletพระราชบัญญัติ
dot
ประมวลกฎหมาย
dot
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
dot
บทความเฉพาะเรื่อง
dot
bulletฟ้องหย่า
bulletนิติกรรม
bulletสัญญายอมความ
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletกรมบังคับคดี
dot
ลิงค์ต่าง ๆ
dot
bulletสืบค้นกฎหมาย
bulletสืบค้นคำพิพากษา
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสำนักทนายความ
dot
Newsletter

dot
bulletวิชาชีพทนายความ


 



กฎหมายของต่างประเทศถือเป็นข้อเท็จจริงต้องนำสืบ

ทนายความ 

-ปรึกษากฎหมายทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ โทร.085-9604258

-ติดต่อทางอีเมล  : leenont0859604258@yahoo.co.th

-ปรึกษากฎหมายทางไลน์ ไอดีไลน์  ID line  :      leenont

กฎหมายของต่างประเทศถือเป็นข้อเท็จจริงต้องนำสืบ

กฎหมายของต่างประเทศถือเป็นข้อเท็จจริงและไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ศาลไทยรับรู้ได้เอง คู่ความมีหน้าที่นำสืบให้ปรากฏ

 ในกรณีที่สามีภริยาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นบุคคลสัญชาติประเทศอื่นหรือต่างเป็นบุคคลที่มีสัญชาติประเทศอื่นมาฟ้องหย่าในศาลไทย ศาลไทยจะไม่พิพากษาให้หย่ากัน เว้นเสียแต่ว่ากฎหมายของประเทศสามีหรือภริยาหรือของทั้งสองฝ่ายยินยอมให้สามีภริยาที่สมรสกันตามกฎหมายแล้วสามารถหย่ากันได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9681/2557 

 เมื่อปรากฏว่าจำเลยมิใช่เป็นบุคคลที่มีสัญชาติไทย แต่เป็นบุคคลสัญชาติแอลจีเรีย ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.2481 มาตรา 27 บัญญัติว่า "ศาลสยามจะไม่พิพากษาให้หย่ากัน เว้นแต่กฎหมายสัญชาติแห่งสามีภริยาทั้งสองยอมให้กระทำได้ เหตุหย่าให้เป็นไปตามกฎหมายแห่งถิ่นที่ยื่นฟ้องหย่า" ดังนั้นในเบื้องต้นต้องได้ความว่า กฎหมายแห่งประเทศแอลจีเรียอนุญาตให้บุคคลที่มีสัญชาติแอลจีเรียหย่ากันได้หรือไม่ จึงเป็นข้อสำคัญแห่งคดีที่ศาลจะต้องนำมาพิจารณาคดีเสียก่อนและเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์ต้องนำสืบให้ปรากฏ เพราะกฎหมายของต่างประเทศถือเป็นข้อเท็จจริงและไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ศาลไทยรับรู้ได้เอง เมื่อโจทก์ไม่นำสืบกฎหมายเรื่องการหย่าของประเทศแอลจีเรีย ศาลชั้นต้นยกฟ้องตามบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.2481 มาตรา 27 วรรคหนึ่ง จึงเป็นการชอบด้วยกฎหมายแล้ว

 โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

 โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นคนมีสัญชาติไทย จำเลยเป็นคนสัญชาติแอลจีเรีย ประมาณปี 2545 จำเลยเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยและรู้จักโจทก์ ต่อมาวันที่ 8 ตุลาคม 2547 โจทก์จำเลยเดินทางไปจดทะเบียนสมรสที่สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ตามกฎหมายไทย หลังจากนั้นโจทก์กับจำเลยกลับมาอยู่กินฉันสามีภริยาที่อำเภอเมืองสระบุรี จังหวัดสระบุรี ต่อมาโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยขอหย่า อ้างเหตุว่า เมื่อเดือนพฤษภาคม 2552 โจทก์จำเลยทะเลาะกันอย่างรุนแรง หลังจากนั้นจำเลยเก็บเสื้อผ้าออกจากบ้านพักที่อาศัยกับโจทก์ไปอยู่ที่อื่น แล้วไม่กลับมาหาโจทก์อีกเลย

 ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์อุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกามีว่า ศาลชั้นต้นมีอำนาจหยิบยกพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันของกฎหมาย พ.ศ.2481 มาตรา 27 วรรคหนึ่ง มาเป็นเหตุพิพากษายกฟ้องได้หรือไม่ เห็นว่า เมื่อปรากฏว่าจำเลยมิใช่เป็นบุคคลที่มีสัญชาติไทย แต่เป็นบุคคลที่มีสัญชาติแอลจีเรีย พระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันของกฎหมาย พุทธศักราช 2481 มาตรา 27 บัญญัติว่า "ศาลสยามจะไม่พิพากษาให้หย่ากัน เว้นแต่กฎหมายสัญชาติแห่งสามีภริยาทั้งสองฝ่ายยอมให้กระทำได้ เหตุหย่าให้เป็นไปตามกฎหมายแห่งถิ่นที่ยื่นฟ้องหย่า" อันหมายความว่า ในกรณีที่สามีภริยาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นบุคคลสัญชาติประเทศอื่นหรือต่างเป็นบุคคลที่มีสัญชาติประเทศอื่นมาฟ้องหย่าในศาลไทย ศาลไทยจะไม่พิพากษาให้หย่ากัน เว้นเสียแต่ว่ากฎหมายของประเทศสามีหรือภริยาหรือของทั้งสองฝ่ายยินยอมให้สามีภริยาที่สมรสกันตามกฎหมายแล้วสามารถหย่ากันได้ ดังนั้น คดีนี้ในเบื้องต้นจึงต้องได้ความเสียก่อนว่า กฎหมายของประเทศแอลจีเรียซึ่งเป็นสัญชาติของจำเลยมีบทบัญญัติให้บุคคลที่มีสัญชาติแอลจีเรียสามารถหย่าหรือฟ้องร้องบังคับหย่ากันได้ หากกฎหมายของประเทศแอลจีเรียไม่อนุญาตให้บุคคลที่มีสัญชาติแอลจีเรียที่จดทะเบียนสมรสแล้วหย่ากัน ศาลประเทศไทยก็ไม่อาจพิพากษาให้หย่ากันได้ ต้องพิพากษายกฟ้อง แต่หากปรากฏว่ากฎหมายแห่งประเทศแอลจีเรียอนุญาตให้บุคคลที่มีสัญชาติแอลจีเรียหย่ากันได้ ศาลจึงจะพิจารณาเหตุหย่าตามกฎหมายประเทศไทยอันเป็นกฎหมายแห่งถิ่นที่ฟ้องหย่าต่อไปว่า มีเหตุที่จะพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่ากันได้หรือไม่ ดังนั้นกฎหมายแห่งประเทศแอลจีเรียอนุญาตให้บุคคลที่มีสัญชาติแอลจีเรียหย่ากันได้หรือไม่ จึงเป็นข้อสำคัญแห่งคดีที่ศาลจะต้องนำมาพิจารณาคดีของโจทก์เสียก่อน และเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์ต้องนำสืบให้ปรากฏ เพราะกฎหมายของต่างประเทศถือเป็นข้อเท็จจริงและไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ศาลไทยรับรู้ได้เอง เมื่อโจทก์ไม่นำสืบกฎหมายเรื่องการหย่าของประเทศแอลจีเรียดังกล่าว ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยให้เหตุผลว่า ไม่ว่าข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำการดังที่โจทก์บรรยายมาในฟ้องหรือไม่ก็ตาม ก็ไม่อาจบังคับตามคำขอของโจทก์ได้ อันเป็นการให้เหตุผลตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันของกฎหมาย พ.ศ.2481 มาตรา 27 วรรคหนึ่ง บัญญัติบังคับไว้ จึงเป็นการพิพากษาที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่โจทก์อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า แม้โจทก์มิได้นำสืบถึงเหตุหย่าตามกฎหมายแห่งสัญชาติของจำเลย แต่โจทก์อ้างเหตุหย่าตามกฎหมายไทยแล้ว จำเลยมิได้ต่อสู้คดี มิได้ยกข้อกฎหมายต่างประเทศมากล่าวอ้าง ศาลจึงไม่มีอำนาจหยิบยกกฎหมายแห่งสัญชาติของจำเลยมาวินิจฉัย จำเลยได้รับประโยชน์จากกฎหมายต่างประเทศจึงเป็นผู้มีหน้าที่ต้องพิสูจน์ หากไม่สามารถพิสูจน์ได้ ศาลไทยต้องใช้กฎหมายไทยบังคับ และพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันของกฎหมาย พ.ศ.2481 เป็นกฎหมายรอง เมื่อขัดแย้งกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ต้องใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บังคับแก่คดีนั้น ไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง คำพิพากษาศาลชั้นต้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ

 

ความหมายว่า"ค่าอุปการะเลี้ยงดูจนกว่าจะสมรสใหม่และจนกว่าการสมรสสิ้นสุดลง"    สำหรับค่าอุปการะเลี้ยงดูที่โจทก์ต้องจ่ายให้แก่จำเลยนั้น เมื่อศาลมิได้มีคำพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากกัน สิทธิหน้าที่ของโจทก์จำเลยที่จะต้องอุปการะเลี้ยงดูกันจะหมดไปเมื่อการสมรสสิ้นสุดลง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6499/2557




ฟ้องหย่า