
| คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5579/2567: การฟ้องเรียกค่าทดแทนจากบุคคลที่สามกรณีชู้สาว และหลักการใช้สิทธิฟ้องโดยสุจริต
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับ การฟ้องเรียกค่าทดแทนจากบุคคลที่สามในกรณีมีความสัมพันธ์ชู้สาวกับคู่สมรส ศาลพิจารณาว่าโจทก์ทราบถึงพฤติกรรมดังกล่าวมานานและได้ทำสัญญาแยกกันอยู่พร้อมรับค่าเลี้ยงดูและสิทธิใช้บัตรเครดิต แต่กลับมาฟ้องเรียกค่าทดแทนในภายหลัง สาเหตุหลักเกิดจากการถูกระงับค่าเลี้ยงดูและสิทธิใช้บัตร ศาลวินิจฉัยว่าการฟ้องเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริตตาม ป.พ.พ. มาตรา 5 และไม่มีอำนาจฟ้อง จึงพิพากษายกฟ้อง
สรุปข้อเท็จจริง •โจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนาย ล. •ทราบมานานว่านาย ล. มีความสัมพันธ์ชู้สาวกับหลายคน รวมถึงจำเลย •เคยทำสัญญาแยกกันอยู่ 2 ฉบับ กำหนดให้นาย ล. จ่ายค่าเลี้ยงดูจำนวนมาก และให้ใช้บัตรเครดิตไม่จำกัดวงเงิน •ต่อมา นาย ล. ระงับการจ่ายค่าเลี้ยงดูและบัตรเครดิต โจทก์จึงฟ้องจำเลยเรียกค่าทดแทน 300 ล้านบาท และขอให้ห้ามยุ่งเกี่ยวกับสามี •ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระ 1 ล้านบาท ศาลอุทธรณ์แก้เป็น 5 แสนบาท •จำเลยฎีกา ศาลฎีกาพิพากษากลับยกฟ้อง โดยเห็นว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องและใช้สิทธิไม่สุจริต มาตรากฎหมายที่ศาลฎีกาใช้วินิจฉัยในคดีนี้ 1. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 ว่าด้วยหลัก “การใช้สิทธิและการชำระหนี้ต้องทำโดยสุจริต” — เป็นมาตราหลักที่ศาลใช้ชี้ว่าโจทก์ฟ้องโดยไม่สุจริต 2. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง–สาม ว่าด้วยสิทธิของคู่สมรสในการเรียกค่าทดแทนจากผู้ละเมิดสิทธิฝ่ายสมรส หากไม่มีการยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจ (ศาลชี้ว่าแม้บทบัญญัตินี้มีอยู่ แต่โจทก์ไม่ได้ใช้สิทธิตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย) 3. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5), 246, 252 ให้อำนาจศาลยกประเด็นอำนาจฟ้องขึ้นวินิจฉัยได้เองแม้คู่ความไม่ยกขึ้น 4. พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวฯ 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง ยืนยันหลักเรื่อง “ข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย” ศาลยกขึ้นเองได้ Key Words ที่เป็นแก่นของคดีนี้ 1. การใช้สิทธิไม่สุจริต ศาลชี้ว่าโจทก์ฟ้องคดีนี้เพราะไม่ได้รับเงินเลี้ยงดูและถูกยกเลิกบัตรเครดิต ไม่ใช่เพื่อคุ้มครองสิทธิฝ่ายสมรสตามมาตรา 1523 จึงเป็นการใช้สิทธิฟ้องโดยไม่สุจริต 2. อำนาจฟ้อง ศาลวินิจฉัยว่าโจทก์ “ไม่มีอำนาจฟ้อง” เพราะฟ้องในมูลเหตุที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย และมีแรงจูงใจอื่นที่ไม่ใช่การคุ้มครองสิทธิสมรส ทำให้ฟ้องไม่ได้ตั้งแต่ต้น 3. รู้เห็นถึงความสัมพันธ์ฉันชู้สาวมานาน โจทก์ทราบความสัมพันธ์ระหว่างสามีกับจำเลยมานานหลายปี แต่ไม่เคยฟ้อง เมื่อประกอบกับการรับเงินเลี้ยงดูอย่างต่อเนื่อง แสดงว่าไม่ได้ประสงค์จะใช้สิทธิตามกฎหมายในทันที 4. สัญญาแยกกันอยู่และการรับเงินเลี้ยงดู โจทก์ทำสัญญาแยกกันอยู่ รับเงินเลี้ยงดูจำนวนมาก และใช้บัตรเครดิตไม่จำกัดวงเงิน ซึ่งสะท้อนว่ามิได้ประสงค์จะใช้สิทธิเรียกค่าทดแทนตามมาตรา 1523 ในช่วงเวลาที่เกิดเหตุ 5. ฟ้องเพราะเหตุขัดแย้งเรื่องเงิน ไม่ใช่ละเมิดสิทธิสมรส ศาลเห็นว่าโจทก์ฟ้องหลังจากสามีระงับเงินเลี้ยงดูและบัตรเครดิต จึงเป็นแรงจูงใจที่ไม่เกี่ยวกับการละเมิดสิทธิฝ่ายสมรส ทำให้ฟ้องไม่ได้ตามกฎหมาน
คำวินิจฉัยของศาลฎีกา
1.ประเด็นอำนาจฟ้อง
oป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสาม ระบุว่าถ้าคู่สมรสยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจให้มีการกระทำผิด จะเรียกค่าทดแทนไม่ได้
oแม้จำเลยจะไม่ได้ยกข้อนี้เป็นข้อต่อสู้ แต่ศาลเห็นว่าโจทก์ทราบเรื่องมานานและยอมรับข้อตกลงแยกกันอยู่ จึงไม่มีสิทธิฟ้อง
2.หลักความสุจริต
oป.พ.พ. มาตรา 5 กำหนดว่าการใช้สิทธิต้องสุจริต
oศาลเห็นว่าการฟ้องครั้งนี้มีสาเหตุจากความโกรธแค้นและการถูกตัดสิทธิทางการเงิน ไม่ได้เกิดจากเจตนาปกป้องสิทธิสมรสอย่างแท้จริง
3.อำนาจศาลในการยกประเด็นเอง oตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5), 246, 252 และ พ.ร.บ. ศาลเยาวชนฯ มาตรา 182/1 วรรคสอง เรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลสามารถยกขึ้นวินิจฉัยเองได้แม้คู่ความไม่ยกขึ้น
วิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมาย •สิทธิฟ้องตามมาตรา 1523 ใช้ได้ต่อเมื่อคู่สมรสไม่ได้ยินยอมและไม่มีส่วนรู้เห็น หากทราบพฤติกรรมและยังคงอยู่ในสถานะสมรสโดยรับผลประโยชน์ ก็ถือว่าไม่เข้าเงื่อนไขฟ้อง •การใช้สิทธิไม่สุจริต (มาตรา 5) ฟ้องเพื่อกลั่นแกล้งหรือแก้แค้น ไม่ใช่เพื่อคุ้มครองสิทธิที่แท้จริง ศาลตีความเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต •ข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลสามารถยกขึ้นวินิจฉัยเองได้โดยไม่ต้องรอให้คู่ความยกขึ้น
ข้อคิดทางกฎหมาย •ผู้ใช้สิทธิฟ้องต้องมีเจตนาสุจริต มิใช่เพื่อล้างแค้นหรือหวังผลประโยชน์ส่วนตัว •การยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจในพฤติกรรมที่เป็นเหตุฟ้อง อาจทำให้สิทธิฟ้องสิ้นสุด •ศาลสามารถยกข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยได้เอง
สรุปเป็นภาษาอังกฤษ The Supreme Court Judgment No. 5579/2567 concerns a lawsuit for compensation against a third party alleged to have had an affair with the plaintiff’s spouse. The Court found that the plaintiff had long known about the spouse’s relationships, had agreed to live separately under a settlement with substantial financial benefits, and only filed the lawsuit after those benefits ceased. The Court ruled that the claim was made in bad faith under Section 5 of the Civil and Commercial Code and that the plaintiff had no standing to sue under Section 1523. The judgment reversed the lower courts and dismissed the case.
สรุปย่อฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า โจทก์เป็นภริยาถูกต้องตามกฎหมายของนาย ล. และทราบมานานว่าสามีมีความสัมพันธ์ชู้สาวกับจำเลยและหญิงอื่น อีกทั้งได้ทำสัญญาแยกกันอยู่ รับค่าเลี้ยงดูและสิทธิใช้บัตรเครดิตอย่างไม่จำกัด ต่อมาเมื่อถูกตัดค่าเลี้ยงดูและบัตรเครดิตจึงฟ้องจำเลยเรียกค่าทดแทน 300 ล้านบาท ศาลเห็นว่าการฟ้องเกิดจากความโกรธแค้นและผลประโยชน์ทางการเงิน ไม่ใช่เพื่อใช้สิทธิเรียกค่าทดแทนตามมาตรา 1523 อย่างแท้จริง ถือเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริตตามมาตรา 5 และไม่มีอำนาจฟ้อง ซึ่งเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยไม่ยกขึ้นศาลก็วินิจฉัยได้ พิพากษากลับยกฟ้อง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5579/2567 เมื่อพิจารณาจากคำฟ้องในคดีนี้ประกอบกับคดีที่โจทก์ฟ้อง ล. เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู จึงเห็นได้ว่าโจทก์ทราบมานานแล้วว่า ล. มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับหญิงอื่นหลายคนรวมทั้งจำเลยในคดีนี้ สอดคล้องกับที่โจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ในช่วงปี 2559 ล. เลี้ยงดูผู้หญิงหลายคน และ ร. พยานโจทก์ที่เบิกความว่าได้สมัครทำงานเป็นเชฟให้แก่ ล. เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2560 พยานเป็นผู้ส่งภาพถ่ายแสดงความสัมพันธ์ระหว่าง ล. กับจำเลย รวมทั้งคลิปวิดีโอต่าง ๆ ให้แก่โจทก์ พฤติการณ์ที่โจทก์ทราบดีว่า ล. มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับผู้หญิงหลายคน รวมทั้งจำเลยในคดีนี้ แต่โจทก์กลับมิได้ใช้สิทธิฟ้องเรียกค่าทดแทนในการกระทำดังกล่าวจากจำเลย แต่กลับทำสัญญาแยกกันอยู่กับ ล. สองฉบับดังกล่าวข้างต้นและให้ ล. จ่ายเงินค่าเลี้ยงดูให้แก่โจทก์ ตลอดจนให้ใช้บัตรเครดิตอย่างไม่จำกัดวงเงิน ต่อมาโจทก์กลับมาฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลยในคดีนี้เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2563 เป็นจำนวนเงินสูงถึง 300,000,000 บาท หรือการที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจาก ล. เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2563 จำนวน 78,600,000 บาท อันเป็นระยะเวลาภายหลังจากที่โจทก์ทราบถึงเหตุดังกล่าวและแยกกันอยู่กับ ล. เมื่อปี 2557 เป็นเวลาถึงเกือบ 6 ปี จึงเชื่อว่าเกิดจากโจทก์ที่โกรธแค้นจำเลยและ ล. ที่ ล. ไม่จ่ายเงินค่าเลี้ยงดูให้แก่โจทก์อีกต่อไป รวมทั้งยกเลิกการใช้บัตรเครดิตของโจทก์ หาใช่มาจากจำเลย แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับ ล. สามีโจทก์ในทำนองชู้สาวตามที่โจทก์ฟ้องในคดีนี้ไม่ ซึ่งสอดคล้องกับที่โจทก์เบิกความตอบทนายโจทก์ถามว่า ในช่วงที่บัตรเครดิตของโจทก์หมดอายุ ได้มีการส่งบัตรเครดิตใหม่ไปให้ที่ที่พักของ ล. สามี จำเลยเห็นจึงบอกให้ ล. ตัดบัตรทิ้ง ทั้ง ป.พ.พ. มาตรา 5 บัญญัติว่า "ในการใช้สิทธิแห่งตนก็ดี ในการชำระหนี้ก็ดี บุคคลทุกคนต้องกระทำโดยสุจริต" การที่โจทก์ใช้สิทธิฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลยในคดีนี้ จึงสืบเนื่องมาจากการที่ ล. ระงับการจ่ายเงินค่าเลี้ยงดูและการใช้บัตรเครดิตของโจทก์ตามข้อตกลงเป็นสำคัญ มิได้มีเจตนาที่จะใช้บทบัญญัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง มาเรียกค่าทดแทนจากจำเลยอย่างแท้จริง การฟ้องคดีของโจทก์ดังกล่าวไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใดให้กระทำได้ อีกทั้งยังเป็นการใช้สิทธิฟ้องจำเลยโดยไม่สุจริต ตาม ป.พ.พ. มาตรา 5 ด้วย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยมิได้ให้การต่อสู้ไว้ ศาลฎีกามีสิทธิยกขึ้นในชั้นฎีกาได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) มาตรา 246 และมาตรา 252 ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตา 182/1 วรรคสอง โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าทดแทน 300,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้มีคำสั่งห้ามจำเลยยุ่งเกี่ยวกับนาย ล. สามีโจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระค่าทดแทน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 26 มิถุนายน 2563) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมศาลที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ยกเว้นให้จำเลยนำมาชำระต่อศาลในนามโจทก์เท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก (ที่ถูก ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมศาลที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ยกเว้นให้จำเลยนำมาชำระต่อศาลในนามโจทก์เท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ) จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าทดแทน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 26 มิถุนายน 2563) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอท้ายคำฟ้องของโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความมิได้โต้แย้งว่า โจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนาย ล. จดทะเบียนสมรสกันที่สำนักงานเขตบางรัก กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2554 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลย หรือไม่ เห็นว่า แม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสาม บัญญัติว่า "ถ้าสามีหรือภริยายินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจให้อีกฝ่ายหนึ่งกระทำการตามมาตรา 1516 (1) หรือให้ผู้อื่นกระทำการตามวรรคสอง สามีหรือภริยานั้นจะเรียกค่าทดแทนไม่ได้" อันเป็นบทบัญญัติยกเว้นความรับผิด หากคู่สมรสอีกฝ่ายยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจให้ผู้อื่น หรือคู่สมรสอีกฝ่ายกระทำการเช่นว่านั้นก็ตาม แต่จำเลยมิได้ให้การต่อสู้เป็นประเด็นไว้ ศาลฎีกาไม่อาจวินิจฉัยให้ได้ อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาตามคำฟ้องของโจทก์ในคดีนี้ที่บรรยายฟ้องในข้อ 2 ว่า "เมื่อประมาณเดือนมีนาคม 2559 โจทก์ระแคะระคายว่านาย ล. เลี้ยงดูผู้หญิงหลายคน แต่ไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็นใครบ้าง และต่อมาสืบทราบว่าเป็นจำเลยด้วย ..." ทั้งทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่า โจทก์ทราบถึงความสัมพันธ์ระหว่างนาย ล. กับจำเลยจากนางสาว ร. ซึ่งทำหน้าที่เป็นเชฟปรุงอาหารให้นาย ล. โดยนางสาว ร. เล่าให้โจทก์ฟังเกี่ยวกับจำเลยไปเที่ยวกับนาย ล. และพักด้วยกันที่จังหวัดร้อยเอ็ดและจังหวัดภูเก็ต อันเป็นมูลเหตุให้โจทก์ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู จำนวน 78,600,000 บาท จากนาย ล. ต่อศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง เมื่อพิจารณาตามคำฟ้องแล้วปรากฏว่า โจทก์บรรยายฟ้องในข้อ 4 ของคดีดังกล่าวว่า "ต่อมากลางปี 2557 โจทก์ตรวจสอบข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตโดยบังเอิญและพบว่าจำเลยเป็นโรคติดต่อร้ายแรง ... เป็นเหตุให้โจทก์มีอาการเครียดและล้มป่วยเป็นเวลาต่อเนื่องร่วมสองปี เพราะวิตกว่าจะติดโรคร้ายแรงจากจำเลย ทั้งยังพบว่าจำเลยแอบเลี้ยงดูผู้หญิงอื่นและมีผู้หญิงมาติดพันหลายคน โจทก์ไม่อาจอยู่กินด้วยกันได้ จึงทำสัญญาแยกกันอยู่กับจำเลย 2 ฉบับ ฉบับที่ 1 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2557 ตกลงแยกกันอยู่เป็นเวลา 6 เดือน ครบกำหนดวันที่ 24 พฤษภาคม 2558 โดยจำเลยตกลงชำระค่าใช้จ่ายที่โจทก์ต้องเข้ารับการรักษาร่างกาย จำนวน 100,000 บาท ต่อเดือน นอกเหนือจากค่าครองชีพและค่ารักษาพยาบาลแล้ว จำเลยตกลงชำระเงินค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อีกเดือนละ 500,000 บาท และในกรณีที่ครบกำหนดแล้วไม่มีการหย่า จำเลยตกลงรักษาสถานะและเลี้ยงดูโจทก์ต่อไปตามกฎหมาย ฉบับที่ 2 ลงวันที่ 14 กันยายน 2560 ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2559 ครบกำหนดวันที่ 24 พฤษภาคม 2561 จำเลยตกลงชำระค่าเลี้ยงดูให้โจทก์ในอัตราเดือนละ 20,000 ดอลล่าร์สหรัฐ หรือประมาณเดือนละ 600,000 บาท ... และไม่จำกัดใช้บัตรเอเม็กซ์ เซ็นจูเรียน หรือบัตรแบล็กการ์ด (บัตรดำ) ค่าเช่าที่พัก ค่ารักษาพยาบาล และเงินสนับสนุนอื่น ๆ เป็นต้น ... เมื่อลงนามในสัญญาดังกล่าวแล้ว โจทก์ใช้บัตรเครดิตเสริมที่เป็นชื่อโจทก์เป็นปกติโดยตลอด ... ข้อ 5 ต่อมาเมื่อสัญญาแยกกันอยู่ฉบับที่ 2 ครบกำหนดเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2561 จำเลยถือโอกาสระงับการใช้บัตรเครดิตของโจทก์ทุกใบ ซึ่งรวมถึงบัตรเอเม็กซ์ เซ็นจูเรียน หรือบัตรแบล็กการ์ด (บัตรดำ) ซึ่งเป็นบัตรที่โจทก์เคยใช้โดยไม่จำกัดวงเงิน และระงับการให้เงินเลี้ยงดูโจทก์ ... ข้อ 6 ตามสัญญาแยกกันอยู่ จำเลยระบุไว้โดยชัดแจ้ง หากไม่มีการหย่ากันโดยสมบูรณ์ตามกฎหมาย จำเลยตกลงว่าจะรักษาสถานะและอุปการะโจทก์อย่างที่สามีพึงกระทำและอุปการะภริยาตามข้อ 6.1 ของสัญญาแยกกันอยู่ฉบับลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2557 ซึ่งการรักษาสถานะของโจทก์ในฐานะที่เป็นภริยาของจำเลย .... กล่าวคือ จำเลยต้องอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ให้สมกับฐานะที่เป็นภริยาของจำเลยซึ่งมีฐานะเป็นมหาเศรษฐีระดับโลก เคยให้โจทก์ใช้บัตรเครดิตโดยไม่จำกัด ... จำเลยจึงต้องมีหน้าที่ดูแลโจทก์จำนวนเดือนละไม่จำกัดดังที่จำเลยเคยให้โจทก์ใช้จ่าย แต่โจทก์คิดเพียงเดือนละ 3,000,000 บาท ... โดยเริ่มนับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2561 จนถึงวันฟ้อง เป็นเวลา 25 เดือน คิดเป็นเงินจำนวน 75,000,000 บาท หนี้ค่าเช่าบ้านค้างชำระ จำนวน 3,600,000 บาท รวมเป็นเงิน 78,600,000 บาท และจำเลยต้องชำระค่าเลี้ยงดูโจทก์เดือนละ 3,000,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าโจทก์จะเสียชีวิต" เมื่อพิจารณาจากคำฟ้องในคดีนี้ประกอบกับคดีที่โจทก์ฟ้องนาย ล. เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู จึงเห็นได้ว่าโจทก์ทราบมานานแล้วว่านาย ล. มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับหญิงอื่นหลายคน รวมทั้งจำเลยในคดีนี้ สอดคล้องกับที่โจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ในช่วงปี 2559 นาย ล. เลี้ยงดูผู้หญิงหลายคน และนางสาว ร. พยานโจทก์ที่เบิกความว่าได้สมัครทำงานเป็นเชฟให้แก่นาย ล. เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2560 พยานเป็นผู้ส่งภาพถ่ายแสดงความสัมพันธ์ระหว่างนาย ล. กับจำเลย รวมทั้งคลิปวิดีโอต่าง ๆ ให้แก่โจทก์ พฤติการณ์ที่โจทก์ทราบดีว่านาย ล. มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับผู้หญิงหลายคน รวมทั้งจำเลยในคดีนี้ แต่โจทก์กลับมิได้ใช้สิทธิฟ้องเรียกค่าทดแทนในการกระทำดังกล่าวจากจำเลย แต่กลับทำสัญญาแยกกันอยู่กับนาย ล. สองฉบับดังกล่าวข้างต้นและให้นาย ล. จ่ายเงินค่าเลี้ยงดูให้แก่โจทก์ ตลอดจนให้ใช้บัตรเครดิตอย่างไม่จำกัดวงเงินตามคำฟ้อง ข้อ 4 ข้อ 5 และข้อ 6 ต่อมาโจทก์กลับมาฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลยในคดีนี้เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2563 เป็นจำนวนเงินสูงถึง 300,000,000 บาท หรือการที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากนาย ล. เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2563 จำนวน 78,600,000 บาท อันเป็นระยะเวลาภายหลังจากที่โจทก์ทราบถึงเหตุดังกล่าวและแยกกันอยู่กับนาย ล. เมื่อปี 2557 เป็นเวลาถึงเกือบ 6 ปี จึงเชื่อว่าเกิดจากโจทก์ที่โกรธแค้นจำเลยและนาย ล. ที่นาย ล. ไม่จ่ายเงินค่าเลี้ยงดูให้แก่โจทก์อีกต่อไป รวมทั้งยกเลิกการใช้บัตรเครดิตของโจทก์ หาใช่มาจากจำเลยแสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับนาย ล. สามีโจทก์ในทำนองชู้สาวตามที่โจทก์ฟ้องในคดีนี้ไม่ ซึ่งสอดคล้องกับที่โจทก์เบิกความตอบทนายโจทก์ถามว่า ในช่วงที่บัตรเครดิตของโจทก์หมดอายุ ได้มีการส่งบัตรเครดิตใหม่ไปให้ที่ที่พักของนาย ล. จำเลยเห็นจึงบอกให้นาย ล. ตัดบัตรทิ้ง ทั้งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 บัญญัติว่า "ในการใช้สิทธิแห่งตนก็ดี ในการชำระหนี้ก็ดี บุคคลทุกคนต้องกระทำโดยสุจริต" การที่โจทก์ใช้สิทธิฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลยในคดีนี้ จึงสืบเนื่องมาจากการที่นาย ล. ระงับการจ่ายเงินค่าเลี้ยงดูและการใช้บัตรเครดิตของโจทก์ตามข้อตกลงเป็นสำคัญ มิได้มีเจตนาที่จะใช้บทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง มาเรียกค่าทดแทนจากจำเลยอย่างแท้จริง การฟ้องคดีของโจทก์ดังกล่าวไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใดให้กระทำได้ อีกทั้งยังเป็นการใช้สิทธิฟ้องจำเลยโดยไม่สุจริต ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 ด้วย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยมิได้ให้การต่อสู้ไว้ ศาลฎีกามีสิทธิยกขึ้นในชั้นฎีกาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) มาตรา 246 และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่น ๆ ของจำเลยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
IRAC Analysis Issue (ประเด็นปัญหา) โจทก์มีสิทธิฟ้องเรียกค่าทดแทนจากบุคคลที่สามในกรณีมีความสัมพันธ์ชู้สาวกับคู่สมรสหรือไม่ ในเมื่อทราบพฤติกรรมนั้นมานานและยอมรับผลประโยชน์จากข้อตกลงแยกกันอยู่ Rule (กฎเกณฑ์ทางกฎหมาย) •ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสาม: หากคู่สมรสยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจ จะเรียกค่าทดแทนไม่ได้ •ป.พ.พ. มาตรา 5: การใช้สิทธิต้องสุจริต •ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5), 246, 252: ศาลสามารถยกข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยเองได้ •พ.ร.บ. ศาลเยาวชนฯ มาตรา 182/1 วรรคสอง Application (การวิเคราะห์ข้อเท็จจริง) •โจทก์ทราบมานานว่าคู่สมรสมีความสัมพันธ์กับจำเลยและหญิงอื่น •ทำสัญญาแยกกันอยู่พร้อมรับค่าเลี้ยงดูและสิทธิใช้บัตรเครดิต •การฟ้องเกิดขึ้นหลังถูกตัดสิทธิทางการเงิน ศาลเห็นว่าจุดประสงค์ไม่ใช่เพื่อปกป้องสิทธิสมรส •เข้าข่ายใช้สิทธิไม่สุจริต และไม่มีสิทธิฟ้องตามมาตรา 1523 Conclusion (ข้อสรุป) โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เเละการฟ้องเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต ศาลฎีกาพิพากษากลับยกฟ้อง แนวคำถาม - ธงคำตอบ ข้อ 1 เมื่อคู่สมรสฝ่ายภริยาทราบมาเป็นเวลานานหลายปีว่าสามีมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับหญิงอื่น รวมทั้งจำเลยในคดีนี้ และยังมีพฤติการณ์ยอมรับสภาพดังกล่าวโดยทำสัญญาแยกกันอยู่กับสามีถึงสองฉบับ รับเงินเลี้ยงดูเป็นจำนวนมาก และยังคงใช้บัตรเครดิตที่สามีจัดให้โดยไม่จำกัดวงเงินมาโดยต่อเนื่อง ต่อมาเมื่อสามีหยุดจ่ายเงินเลี้ยงดูและตัดการใช้บัตรเครดิตทั้งหมด ภริยาจึงกลับมาฟ้องเรียกค่าทดแทนจากหญิงคนดังกล่าวเป็นเงินจำนวนสูงมาก การฟ้องในกรณีนี้ ฝ่ายภริยาจะมีสิทธิฟ้องเรียกค่าทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง หรือไม่ อย่างไร ธงคำตอบ แม้มาตรา 1523 วรรคสอง เปิดช่องให้คู่สมรสผู้เสียหายเรียกค่าทดแทนจากผู้กระทำละเมิดสิทธิฝ่ายสมรสได้ แต่กรณีนี้โจทก์ภริยา “ทราบถึงความสัมพันธ์ชู้สาวมานานหลายปี” และยังมีพฤติการณ์ “ยอมรับสภาพ” โดยทำสัญญาแยกกันอยู่กับสามี รับเงินเลี้ยงดู ใช้บัตรเครดิตไม่จำกัดวงเงิน โดยไม่เคยใช้สิทธิฟ้องในขณะนั้น พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าโจทก์ไม่ประสงค์ใช้สิทธิตามมาตรา 1523 จริง ต่อมาโจทก์กลับฟ้องเมื่อสามีหยุดจ่ายเงินและตัดบัตรเครดิต ศาลเห็นว่าการฟ้องเกิดขึ้นจากความโกรธแค้นเรื่องเงินเลี้ยงดู มิใช่ความตั้งใจใช้สิทธิเรียกค่าทดแทนตามกฎหมายดังกล่าว จึงเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริตตามมาตรา 5 และย่อมทำให้โจทก์ “ไม่มีอำนาจฟ้อง” แม้จำเลยไม่ยกข้อนี้ขึ้นสู้ ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยเองได้เพราะเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ข้อ 2 เมื่อคู่สมรสฝ่ายภริยาระบุในคำฟ้องคดีอุปการะเลี้ยงดูสามีว่าตนทราบเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสามีกับจำเลยตั้งแต่ปี 2557 และนำภาพถ่าย คลิปวิดีโอ รวมทั้งคำบอกเล่าจากพยานที่ทำงานให้สามีมายืนยันว่าทราบข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้ว แต่ก็ยังทำสัญญาแยกกันอยู่สองฉบับ รับเงินจำนวนมาก และดำรงชีวิตตามสัญญานั้นเป็นเวลาหลายปี ก่อนกลับมาฟ้องหญิงที่เป็นจำเลย การที่โจทก์ทราบเรื่องมานานแต่ไม่ฟ้อง มีผลต่อ “อำนาจฟ้อง” และ “เจตนาการใช้สิทธิ” อย่างไร ธงคำตอบ โจทก์ทราบความสัมพันธ์ฉันชู้สาวระหว่างสามีกับจำเลยมาตั้งแต่ปี 2557 และมีหลักฐานจากพยาน ร. รวมถึงเอกสารภาพถ่ายและคลิปวิดีโอ ยืนยันว่าโจทก์ทราบข้อเท็จจริงมาโดยตลอด การที่โจทก์ไม่ฟ้องในช่วงเวลานั้น แต่กลับทำสัญญาแยกกันอยู่ รับเงินเลี้ยงดู และใช้บัตรเครดิตอย่างต่อเนื่อง แสดงถึงการยอมรับสภาพความสัมพันธ์ดังกล่าวเป็นระยะเวลานาน ความประพฤติของโจทก์จึงขัดต่อข้ออ้างว่าต้องการใช้สิทธิปกป้องสิทธิสมรสตามกฎหมาย การกลับมาฟ้องภายหลังเกือบหกปี เมื่อสามีหยุดจ่ายเงินและยกเลิกบัตรเครดิต จึงเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริตตามมาตรา 5 อีกทั้งเมื่อพฤติการณ์บ่งชี้ว่าการฟ้องมิได้ตั้งอยู่บนฐานของกฎหมายที่ให้สิทธิฟ้องมาตรา 1523 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองแม้คู่ความไม่ต่อสู้เรื่องนี้ โดยอาศัยมาตรา 142(5) มาตรา 246 และมาตรา 252 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ข้อ 3 สัญญาแยกกันอยู่ระหว่างคู่สมรสที่กำหนดให้สามีต้องจ่ายเงินเลี้ยงดูจำนวนหลายแสนถึงหลายล้านบาทต่อเดือน รวมทั้งให้ภริยาใช้บัตรเครดิตไม่จำกัดวงเงิน ถือเป็นพฤติการณ์ที่สะท้อนการยินยอมร่วมกันของคู่สมรสเกี่ยวกับสถานะความสัมพันธ์หรือไม่ และพฤติการณ์ดังกล่าวมีผลต่อการใช้สิทธิฟ้องบุคคลภายนอกฐานละเมิดสิทธิสมรสตามมาตรา 1523 หรือไม่ ธงคำตอบ สัญญาแยกกันอยู่ทั้งสองฉบับที่โจทก์ทำกับสามีในปี 2557 และ 2560 มีเนื้อหาว่าสามีต้องจ่ายเงินเลี้ยงดูจำนวนมหาศาล และให้โจทก์ใช้บัตรเครดิตไม่จำกัดวงเงิน พฤติการณ์เหล่านี้แสดงว่าทั้งคู่ยอมรับสภาพการแยกกันอยู่โดยความสมัครใจ และเป็นการจัดการความสัมพันธ์ใหม่โดยมีเงื่อนไขทางการเงินเป็นสำคัญ เมื่อประกอบกับข้อเท็จจริงที่ว่าโจทก์ทราบเรื่องความสัมพันธ์ชู้สาวของสามีมาก่อนเป็นเวลานาน การยอมรับสภาพการแยกกันอยู่เช่นนี้ย่อมเป็นพฤติการณ์ที่ขัดต่อสิทธิฟ้องเรียกค่าทดแทนตามมาตรา 1523 เพราะมาตรานี้ตั้งอยู่บนหลักการ “ผู้เสียหายต้องไม่ยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจ” และต้องฟ้องโดยสุจริตเพื่อคุ้มครองสถาบันครอบครัว แต่เมื่อโจทก์มีพฤติการณ์ยอมรับสภาพ และฟ้องเพราะสามีหยุดจ่ายเงินเลี้ยงดู มิใช่เพราะต้องการใช้สิทธิตามกฎหมาย การฟ้องดังกล่าวจึงเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริตตามมาตรา 5 ส่งผลให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย ข้อ 4 เมื่อโจทก์ภริยายื่นฟ้องเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นเป็นเงินถึง 300,000,000 บาท ภายหลังจากที่สามีระงับการจ่ายเงินเลี้ยงดูและตัดบัตรเครดิตทั้งหมดในปี 2561 ทั้งที่ทราบความสัมพันธ์ดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 2557 การฟ้องที่มีแรงจูงใจจากความโกรธแค้นหรือความไม่พอใจในการถูกตัดสิทธิประโยชน์ทางการเงิน ย่อมมีผลทางกฎหมายอย่างไรต่อการใช้สิทธิตามกฎหมายเอกชน ธงคำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยชัดเจนว่า การฟ้องของโจทก์เกิดจากความโกรธแค้นที่สามีหยุดจ่ายเงินเลี้ยงดูและยกเลิกการใช้บัตรเครดิต มิใช่เกิดจากความประสงค์จะใช้สิทธิตามมาตรา 1523 ซึ่งเป็นกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองสิทธิสมรส หากการฟ้องคดีมิได้ตั้งอยู่บนเจตนาที่สุจริตและมีวัตถุประสงค์แสวงหาค่าทดแทนโดยไม่สอดคล้องกับฐานกฎหมาย ศาลย่อมถือว่าเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต ขัดต่อมาตรา 5 การใช้สิทธิไม่สุจริตในลักษณะนี้ย่อมทำให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดี และคดีต้องถูกยกฟ้องในที่สุด ทั้งยังตอกย้ำหลักกฎหมายสำคัญว่า สิทธิในทางแพ่งต้องใช้โดยสุจริตและต้องไม่ใช้เพื่อกลั่นแกล้งหรือแสวงหาผลประโยชน์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ข้อ 5 การที่ศาลฎีกายกฟ้องโดยอาศัยเหตุว่าโจทก์ “ไม่มีอำนาจฟ้อง” แม้จำเลยจะมิได้ยกข้อนี้ขึ้นต่อสู้ หรือมิได้อ้างข้อยกเว้นตามมาตรา 1523 วรรคสาม เกี่ยวกับการยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจของคู่สมรส เหตุใดศาลฎีกาจึงสามารถยกประเด็นนี้ขึ้นวินิจฉัยเองได้ และหลักการใดเป็นสาระสำคัญในการพิจารณาประเด็นอำนาจฟ้องในคดีครอบครัว ธงคำตอบ เรื่อง “อำนาจฟ้อง” เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลต้องตรวจสอบเองแม้ไม่มีใดยกขึ้นสู้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5) มาตรา 246 และมาตรา 252 ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัว มาตรา 182/1 วรรคสอง ศาลจึงสามารถยกประเด็นนี้ขึ้นวินิจฉัยเองได้โดยไม่ต้องรอจำเลยอ้าง เมื่อพิจารณาพฤติการณ์ทั้งหมด ศาลเห็นว่าโจทก์ทราบเรื่องความสัมพันธ์ชู้สาวของสามีตั้งแต่ปี 2557 แต่ไม่ฟ้อง กลับทำสัญญาแยกกันอยู่และรับผลประโยชน์ทางการเงินจำนวนมากหลายปี ก่อนจะฟ้องเพราะสามีตัดเงินและตัดบัตรเครดิต ดังนั้น ศาลย่อมสรุปได้ว่าโจทก์มิได้ใช้สิทธิตามมาตรา 1523 โดยสุจริต การฟ้องที่มีเจตนาไม่สุจริตจึงเป็นการฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง และคดีต้องถูกยกฟ้องทั้งหมด
|





