
| สิทธิเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นตามมาตรา 1523 เมื่อหย่าโดยคำพิพากษาตามยอม
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการใช้สิทธิของภริยาในการเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นในคดีชู้สาวตามบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 โดยเฉพาะประเด็นสำคัญว่า การหย่าที่เกิดขึ้นโดยการทำสัญญาประนีประนอมและมีคำพิพากษาตามยอม จะถือเป็น “ศาลพิพากษาให้หย่ากันเพราะเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (1)” หรือไม่ อันเป็นเงื่อนไขสำคัญในการเรียกค่าทดแทน อีกทั้งยังพิจารณาว่าคำฟ้องได้อ้างถึงการแสดงตนโดยเปิดเผยในทำนองชู้สาวตามวรรคสองหรือไม่ คดีนี้จึงเป็นกรณีศึกษาสำคัญที่สะท้อนถึงขอบเขตการใช้สิทธิเรียกค่าทดแทนในคดีครอบครัวและหลักการตีความบทบัญญัติว่าด้วยเหตุหย่าและพฤติการณ์แห่งความรับผิดของหญิงอื่นโดยเคร่งครัดตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ข้อเท็จจริงโดยสรุป โจทก์จดทะเบียนสมรสกับนายนพดล อยู่กินกันมานานกว่า 16 ปี มีบุตรด้วยกัน 2 คน ต่อมาทราบว่าสามีมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับจำเลยและร่วมประเวณีกันเป็นอาจิณ โจทก์จึงฟ้องหย่าต่อศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเชียงใหม่ สามียอมรับว่ามีความสัมพันธ์ดังกล่าว ทั้งสองฝ่ายตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยยินยอมหย่ากัน ศาลมีคำพิพากษาตามยอม ภายหลังจดทะเบียนหย่าตามข้อตกลง โจทก์ฟ้องจำเลยเรียกค่าทดแทนรวม 500,000 บาท โดยอ้างความเสียหายต่อชื่อเสียง เกียรติยศ และจิตใจ จำเลยให้การปฏิเสธ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง โจทก์ฎีกา ประเด็นข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัย ประเด็นหลักคือ โจทก์มีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยตามมาตรา 1523 หรือไม่ โดยต้องวินิจฉัยว่า 1. การหย่าที่เกิดจากสัญญาประนีประนอมและคำพิพากษาตามยอม ถือเป็นการ “ศาลพิพากษาให้หย่ากันเพราะเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (1)” หรือไม่ 2. คำฟ้องของโจทก์ได้ยกพฤติการณ์ตามมาตรา 1523 วรรคสอง คือ การที่หญิงอื่น “แสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์ในทำนองชู้สาว” หรือไม่ คำวินิจฉัยของศาลฎีกา 1 มาตรา 1523 วรรคหนึ่ง – เงื่อนไข “ศาลพิพากษาให้หย่ากัน” ศาลฎีกาชี้ว่า แม้คู่สมรสจะมีข้อพิพาทว่ามีการชู้สาวจริง แต่เมื่อจบลงด้วยการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ และศาลมีคำพิพากษาตามยอม การยอมความไม่ใช่การที่ศาลวินิจฉัยตามเหตุหย่า แต่เป็นผลของความสมัครใจคู่ความ ดังนั้น การหย่าตามคำพิพากษาตามยอม ไม่ใช่การหย่าที่ศาลพิพากษาให้หย่ากันเพราะเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (1) โจทก์จึงไม่เข้าเงื่อนไขตามมาตรา 1523 วรรคหนึ่ง 2 มาตรา 1523 วรรคสอง – การแสดงตนโดยเปิดเผยในทำนองชู้สาว ศาลตรวจคำฟ้องแล้วเห็นว่า โจทก์ไม่ได้บรรยายว่า จำเลยแสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์กับสามีในทำนองชู้สาว ตามเงื่อนไขของมาตรา 1523 วรรคสอง เมื่อจำเลยไม่ถูกกล่าวหาว่าแสดงตนต่อสาธารณะในลักษณะดังกล่าว โจทก์ย่อมไม่อาจนำสืบประเด็นนี้ ศาลจึงไม่อาจให้ความคุ้มครองตามวรรคสองได้เช่นกัน วิเคราะห์หลักกฎหมายและเจตนารมณ์ บทบัญญัติมาตรา 1523 มีเจตนารมณ์สองประการสำคัญ 1. คุ้มครองความมั่นคงของครอบครัว โดยเปิดช่องให้คู่สมรสผู้เสียหายเรียกค่าทดแทนจากบุคคลภายนอกที่ก่อเหตุชู้สาว 2. ไม่ขยายความรับผิดเกินสมควร โดยกำหนดเงื่อนไขชัดเจนว่า จะรับผิดเฉพาะกรณี • มีคำพิพากษาหย่าเพราะเหตุชู้สาว (วรรคหนึ่ง) หรือ • หญิงอื่นแสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์ในทำนองชู้สาว (วรรคสอง) ศาลใช้การตีความโดยเคร่งครัด เนื่องจากเป็นเรื่องความรับผิดทางแพ่งที่มีลักษณะเป็นข้อจำกัดสิทธิของบุคคลภายนอก ศาลจึงไม่อาจขยายความเกินจากที่กฎหมายบัญญัติ การที่คู่สมรสยินยอมหย่าโดยสัญญาประนีประนอม มิใช่การที่ศาลวินิจฉัยและรับรองเหตุหย่าตามมาตรา 1516(1) เพราะศาลไม่ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงเรื่องชู้สาว ศาลเพียงรับข้อตกลงของคู่ความ ดังนั้น จึงไม่เข้าเงื่อนไขของมาตรา 1523 วรรคหนึ่ง วิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง แนวคำพิพากษาศาลฎีกาหลายคดีถือในทำนองเดียวกันว่า • การหย่าโดยสัญญาประนีประนอมไม่ใช่การหย่าที่ศาลพิพากษาให้หย่าเพราะเหตุชู้สาว • ค่าทดแทนตามมาตรา 1523 ต้องตีความอย่างเคร่งครัด • การบรรยายฟ้องต้องอ้างเหตุให้ครบองค์ประกอบตามบทบัญญัติ มิฉะนั้นไม่เกิดประเด็นให้ศาลวินิจฉัย แนววินิจฉัยนี้สะท้อนเจตนารมณ์ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่รักษาความสมดุลระหว่างสิทธิของภริยาและการจำกัดความรับผิดของบุคคลภายนอก สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น วินิจฉัยว่า การหย่าของคู่สมรสเกิดจากสัญญาประนีประนอมและคำพิพากษาตามยอม มิใช่เหตุหย่าตามมาตรา 1516(1) และคำฟ้องไม่อ้างพฤติการณ์ตามวรรคสอง พิพากษายกฟ้อง 2. ศาลอุทธรณ์ เห็นพ้องว่าการหย่าดังกล่าวไม่ถือว่าศาลพิพากษาให้หย่าตามเหตุชู้สาว และคำฟ้องไม่เข้าองค์ประกอบของวรรคสอง พิพากษายืน 3. ศาลฎีกา วินิจฉัยเหมือนศาลล่างว่าไม่มีองค์ประกอบตามมาตรา 1523 ทั้งสองวรรค โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลย พิพากษายืน สรุปข้อคิดทางกฎหมาย 1. การหย่าโดยการทำสัญญาประนีประนอมและคำพิพากษาตามยอม ไม่ถือเป็นการที่ศาลพิพากษาให้หย่ากันเพราะเหตุชู้สาว ตามมาตรา 1516(1) และไม่เปิดช่องให้เรียกค่าทดแทนตามมาตรา 1523 วรรคหนึ่ง 2. สิทธิเรียกค่าทดแทนตามมาตรา 1523 วรรคสองต้องมีการบรรยายฟ้องชัดแจ้งว่า “หญิงอื่นแสดงตนต่อสาธารณะว่ามีความสัมพันธ์ในทำนองชู้สาว” มิฉะนั้นย่อมไม่เกิดประเด็นข้อพิสูจน์ 3. การตีความมาตรา 1523 ต้องเป็นไปโดยเคร่งครัด เนื่องจากเป็นข้อจำกัดสิทธิเสรีภาพของบุคคลภายนอกซึ่งมิได้เป็นคู่สมรส 4. คู่สมรสที่ประสงค์เรียกค่าทดแทนควรวางถ้อยคำในฟ้องให้ครบองค์ประกอบบทบัญญัติ มิฉะนั้นจะทำให้ไม่อาจนำสืบหรือขยายเหตุแห่งความรับผิดได้ 5. แนวฎีกายืนยันว่าการอ้างเหตุชู้สาวเพื่อเรียกค่าทดแทนต้องมีคำพิพากษาหย่าโดยอาศัยเหตุหย่าตามมาตรา 1516(1) เท่านั้น การหย่าด้วยข้อตกลงไม่อาจแทนที่ได้ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. หย่าด้วยสัญญาประนีประนอมถือเป็นเหตุหย่าตามมาตรา 1516(1) หรือไม่? ไม่ถือเป็นเหตุหย่าตามมาตรา 1516(1) เนื่องจากศาลไม่ได้วินิจฉัยว่ามีการชู้สาว แต่เป็นเพียงการรับรองข้อตกลงของคู่สมรสตามสัญญาประนีประนอมยอมความเท่านั้น 2. ภริยามีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นได้เมื่อใดตามมาตรา 1523? ภริยามีสิทธิเรียกค่าทดแทนได้เมื่อศาลพิพากษาให้หย่ากันเพราะเหตุชู้สาวตามมาตรา 1516(1) หรือเมื่อหญิงอื่นแสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์ในทำนองชู้สาวตามมาตรา 1523 วรรคสอง 3. หากคำฟ้องไม่ได้กล่าวถึงการแสดงตนโดยเปิดเผยในทำนองชู้สาว ภริยายังเรียกค่าทดแทนได้หรือไม่? ไม่ได้ เพราะการเรียกค่าทดแทนตามมาตรา 1523 วรรคสองต้องมีการบรรยายฟ้องถึงพฤติการณ์ดังกล่าว มิฉะนั้นไม่เกิดประเด็นให้ศาลวินิจฉัย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8943/2557 ภริยามีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับสามีได้โดยอาศัยบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติไว้ว่า "เมื่อศาลพิพากษาให้หย่ากันเพราะเหตุตามมาตรา 1516 (1) ภริยาหรือสามีมีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากสามีหรือภริยาและจากผู้ซึ่งได้รับการอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องหรือผู้ซึ่งเป็นเหตุแห่งการหย่านั้น" ดังนั้น การที่โจทก์จะได้รับค่าทดแทนจากจำเลยได้จึงต้องเป็นกรณีที่ศาลพิพากษาให้โจทก์และ น. หย่ากันและเหตุที่ น. อุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องจำเลยฉันภริยา มีชู้ หรือร่วมประเวณีกับจำเลยเป็นอาจิณ เมื่อปรากฏว่าโจทก์กับ น. หย่ากันโดยทำสัญญาประนีประนอมต่อศาล แม้ศาลมีคำพิพากษาตามยอม การทำสัญญาประนีประนอมกันนั้นหาใช่การที่คู่ความยอมรับตามคำฟ้องและคำให้การกันไม่ จึงไม่ใช่กรณีที่ศาลพิพากษาให้หย่ากันเพราะมีเหตุหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (1) โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากจำเลยตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวได้และแม้บทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง จะให้สิทธิภริยาเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผยว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีในทำนองชู้สาว โดยไม่ต้องฟ้องหย่าสามีโดยอาศัยเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (1) ก็ตาม แต่ตามคำฟ้องของโจทก์หาได้บรรยายฟ้องโดยอ้างพฤติการณ์ว่าจำเลยแสดงตนโดยเปิดเผยว่าจำเลยมีความสัมพันธ์กับ น. สามีโจทก์ในทำนองชู้สาวไม่ จึงไม่ก่อให้เกิดประเด็นที่โจทก์จะนำสืบเกี่ยวกับข้อเท็จจริงดังกล่าว โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์จดทะเบียนสมรสกับนายนพดลโดยชอบด้วยกฎหมาย อยู่กินกันราว 16 ปี มีบุตร 2 คน เมื่อต้นเดือนเมษายน 2554 ทราบว่าจำเลยมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวและร่วมประเวณีกับนายนพดลเป็นอาจิณ จึงฟ้องหย่าต่อศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเชียงใหม่ นายนพดลรับว่ามีความสัมพันธ์กับจำเลยจริง คู่ความทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลมีคำพิพากษาตามยอมให้หย่าขาดจากกัน ต่อมาโจทก์ฟ้องจำเลยเรียกค่าทดแทนจากการเป็นชู้ อ้างว่าเสียชื่อเสียง อับอาย และเดือดร้อนทรมานจิตใจ เรียกค่าเสื่อมเสียชื่อเสียง 400,000 บาท ค่าเสื่อมเสียสุขภาพกายและใจ 100,000 บาท รวม 500,000 บาท จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง และให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 3,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงยุติว่าโจทก์เป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายของนายนพดล มีบุตร 2 คน และเคยฟ้องหย่าโดยอ้างเหตุชู้สาวกับจำเลย ก่อนทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 215/2554 แล้วจดทะเบียนหย่าตามนั้น มีปัญหาว่าโจทก์มีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยตามมาตรา 1523 หรือไม่ โจทก์ฎีกาอ้างว่าการหย่าตามสัญญาประนีประนอมให้ถือเป็นการที่ศาลพิพากษาให้หย่าเพราะเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (1) เมื่อจำเลยเป็นเหตุแห่งการหย่า โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าทดแทน ศาลฎีกาเห็นว่า มาตรา 1523 วรรคหนึ่ง ให้สิทธิภริยาหรือสามีเรียกค่าทดแทนจากคู่สมรสและจากบุคคลผู้เป็นเหตุหย่าได้ต่อเมื่อ “ศาลพิพากษาให้หย่ากันเพราะเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (1)” ซึ่งต้องเป็นกรณีที่ศาลวินิจฉัยยืนยันเหตุชู้สาว แต่กรณีนี้คู่ความเพียงทำสัญญาประนีประนอม ศาลมีคำพิพากษาตามยอม หาใช่การที่ศาลพิพากษาให้หย่ากันเพราะมีเหตุหย่าตามมาตราดังกล่าวไม่ จึงไม่เข้าเงื่อนไขวรรคหนึ่ง อีกทั้งมาตรา 1523 วรรคสอง แม้จะให้สิทธิภริยาเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์ในทำนองชู้สาว โดยไม่ต้องฟ้องหย่าก็ตาม แต่คำฟ้องของโจทก์มิได้บรรยายว่าจำเลยแสดงตนโดยเปิดเผยเช่นนั้น จึงไม่ก่อให้เกิดประเด็นให้โจทก์นำสืบ ข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ศาลฎีกาเห็นพ้อง ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ |




