ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




พระธรรมนูญศาลยุติธรรม}โครงสร้างศาลยุติธรรม อำนาจศาลทั้งสามชั้น และบทบาทผู้พิพากษาตามกฎหมาย

โครงสร้างศาลยุติธรรมตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม, อำนาจศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์, อำนาจศาลฎีกาในการพิจารณาคดี, หน้าที่และความรับผิดชอบของผู้พิพากษา, ระบบองค์คณะผู้พิพากษาในคดีแพ่งและคดีอาญา, หลักเกณฑ์การโอนสำนวนคดี, วิธีการจ่ายและเรียกคืนสำนวนคดี, การแบ่งแผนกคดีและหน่วยงานในศาล, เขตอำนาจศาลแพ่งและศาลอาญา, การบริหารงานตุลาการของศาลยุติธรรม, โครงสร้างราชการฝ่ายตุลาการ, อำนาจประธานศาลฎีกาในการกำกับดูแลคดี, ระบบผู้พิพากษาหัวหน้าศาล

 

โครงสร้างศาลยุติธรรม องค์คณะผู้พิพากษา และการบริหารสำนวนคดีตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

พระธรรมนูญศาลยุติธรรมเป็นกฎหมายที่กำหนดโครงสร้าง อำนาจหน้าที่ และการบริหารงานของศาลยุติธรรมในประเทศไทยโดยตรง เริ่มจากการกำหนดให้ศาลยุติธรรมมีสามชั้น คือ ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา เว้นแต่จะมีกฎหมายเฉพาะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ศาลชั้นต้นประกอบด้วยศาลแพ่ง ศาลอาญา ศาลจังหวัด ศาลแขวง และศาลยุติธรรมอื่นที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลกำหนดให้เป็นศาลชั้นต้น ส่วนศาลอุทธรณ์หมายถึงศาลอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาค ส่วนศาลฎีกาเป็นศาลสูงสุดในระบบศาลยุติธรรม

พระธรรมนูญยังเปิดทางให้ศาลแต่ละศาลแบ่งส่วนราชการออกเป็นแผนกคดีหรือหน่วยงานอื่น ๆ ตามที่คณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมกำหนด โดยสามารถกำหนดให้แผนกใดมีอำนาจในคดีประเภทใด หรือในเขตท้องที่ใดแยกต่างหากได้ เมื่อมีการออกประกาศดังกล่าวและประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บังคับได้ ถือเป็นกลไกให้ศาลสามารถจัดโครงสร้างการทำงานให้เหมาะสมกับปริมาณคดีและความชำนาญเฉพาะด้าน

ในด้านการบริหารราชการฝ่ายตุลาการ พระธรรมนูญกำหนดให้ประธานศาลฎีกาเป็นผู้มีหน้าที่วางระเบียบราชการฝ่ายตุลาการของศาลยุติธรรม และกำกับดูแลให้ผู้พิพากษาปฏิบัติตามระเบียบและวิธีการที่กฎหมายกำหนดอย่างถูกต้อง เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาเป็นไปโดยรวดเร็วและเป็นระบบ ขณะเดียวกัน เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมมีอำนาจเสนอเรื่องการจัดตั้ง ยุบเลิก หรือเปลี่ยนแปลงเขตอำนาจศาลต่อคณะรัฐมนตรี โดยต้องคำนึงถึงจำนวนคดี สภาพพื้นที่ สถานที่ตั้ง และความจำเป็นในการอำนวยความยุติธรรมทั่วราชอาณาจักร นอกจากนี้ คณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมยังมีหน้าที่กำหนดจำนวนผู้พิพากษาให้เหมาะสมกับภาระงานในแต่ละศาลด้วย

ในระดับตำแหน่งสำคัญ พระธรรมนูญกำหนดให้มีประธานศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค รวมทั้งอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นในศาลสำคัญต่าง ๆ เช่น ศาลแพ่ง ศาลอาญา และศาลยุติธรรมอื่นที่เป็นศาลชั้นต้น พร้อมทั้งมีรองประธานศาลและรองอธิบดีผู้พิพากษาเพื่อช่วยปฏิบัติหน้าที่ และในกรณีจำเป็นอาจกำหนดให้มีรองประธานศาลหรือรองอธิบดีผู้พิพากษามากกว่าหนึ่งคนแต่ไม่เกินสามคน เมื่อมีตำแหน่งระดับสูงว่างลงหรือไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้รองประธานที่อาวุโสสูงสุดทำการแทน และหากไม่มีผู้ทำการแทนตามลำดับดังกล่าว ประธานศาลฎีกามีอำนาจสั่งให้ผู้พิพากษาคนหนึ่งทำการแทน ทั้งนี้ ผู้พิพากษาอาวุโสหรือผู้พิพากษาประจำศาลไม่อาจเป็นผู้ทำการแทนในตำแหน่งระดับสูงเหล่านี้ได้

ในระดับศาลจังหวัดและศาลแขวง ให้มีผู้พิพากษาหัวหน้าศาลประจำแต่ละศาล เมื่อหัวหน้าศาลไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้ผู้พิพากษาที่มีอาวุโสสูงสุดในศาลนั้นทำการแทน หากไม่มีผู้ทำการแทนได้ ประธานศาลฎีกาอาจสั่งให้ผู้พิพากษาคนหนึ่งทำหน้าที่แทนเช่นเดียวกัน และยังมีบทบัญญัติเกี่ยวกับผู้พิพากษาหัวหน้าแผนกหรือหัวหน้าหน่วยงานในกรณีที่ศาลแบ่งส่วนราชการเป็นแผนกคดี โดยผู้พิพากษาหัวหน้าแผนกต้องรับผิดชอบงานของแผนกตามประกาศจัดตั้ง และอยู่ภายใต้คำสั่งของประธานศาลและหัวหน้าศาลที่เกี่ยวข้อง

พระธรรมนูญกำหนดให้ประธานศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น และผู้พิพากษาหัวหน้าศาล รับผิดชอบราชการของศาลให้เป็นไปโดยเรียบร้อย และมีอำนาจสำคัญหลายประการ เช่น นั่งพิจารณาคดีที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ คดีอาญาร้ายแรง คดีที่มีทุนทรัพย์สูง หรือคดีละเมิดอำนาจศาล สั่งคำร้องคำขอตามกฎหมายวิธีพิจารณาความ ดูแลการใช้ระเบียบวิธีให้ถูกต้อง ให้คำแนะนำผู้พิพากษาในศาล ร่วมมือกับฝ่ายปกครองในการจัดระบบธุรการศาล และจัดทำรายงานคดีและกิจการของศาล รวมถึงมีอำนาจอื่นที่กฎหมายกำหนด รองประธานศาลและรองอธิบดีผู้พิพากษายังได้รับมอบอำนาจบางส่วนโดยเฉพาะการสั่งคำร้องและช่วยปฏิบัติราชการตามที่ประธานแต่ละศาลมอบหมาย

ในระดับภาค ให้มีอธิบดีผู้พิพากษาภาคจำนวนเก้าภาค กำหนดที่ตั้งและเขตอำนาจโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา อธิบดีผู้พิพากษาภาคเป็นผู้พิพากษาในศาลหนึ่งในเขตอำนาจของตน และมีหน้าที่ตามมาตรา 11 เช่นเดียวกับหัวหน้าศาล พร้อมทั้งมีอำนาจสั่งให้หัวหน้าสำนักงานประจำศาลรายงานคดีหรือกิจการของศาล และกรณีจำเป็นสามารถสั่งให้ผู้พิพากษาในเขตอำนาจไปช่วยทำงานชั่วคราวในอีกศาลหนึ่งได้ไม่เกินสามเดือนโดยความยินยอมของผู้พิพากษา แล้วรายงานให้ประธานศาลฎีกาทราบ

หมวดว่าด้วยเขตอำนาจศาล กำหนดหลักสำคัญว่าศาลยุติธรรมศาลหนึ่งจะรับคดีที่ศาลอื่นได้ประทับฟ้องไว้แล้วไม่ได้ เว้นแต่มีการโอนคดีตามกฎหมายวิธีพิจารณาความหรือพระธรรมนูญนี้ ศาลชั้นต้นมีเขตอำนาจตามที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลกำหนด ศาลแพ่งและศาลอาญามีเขตตลอดท้องที่กรุงเทพมหานคร ยกเว้นพื้นที่ในเขตศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศาลแพ่งธนบุรี ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลอาญาธนบุรี ศาลจังหวัดมีนบุรี และศาลยุติธรรมอื่นตามกฎหมาย ในบางกรณีศาลแพ่งหรือศาลอาญาอาจใช้ดุลพินิจรับคดีที่เกิดนอกเขตไว้พิจารณาหรือโอนคดีไปยังศาลที่มีเขตอำนาจ ส่วนศาลจังหวัดที่รับฟ้องคดีซึ่งควรอยู่ในอำนาจศาลแขวงต้องมีคำสั่งโอนคดีไปยังศาลแขวง

ด้านอำนาจพิจารณาคดี ศาลแขวงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาและไต่สวนหรือมีคำสั่งตามที่ผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจตามมาตรา 24 และมาตรา 25 ศาลจังหวัดมีอำนาจพิจารณาคดีแพ่งและคดีอาญาที่ไม่อยู่ในอำนาจศาลอื่น ศาลแพ่งและศาลแพ่งกรุงเทพใต้และศาลแพ่งธนบุรีมีอำนาจในคดีแพ่งทุกประเภทที่ไม่อยู่ในอำนาจศาลอื่น ขณะที่ศาลอาญา ศาลอาญากรุงเทพใต้ และศาลอาญาธนบุรีมีอำนาจในคดีอาญาทั้งปวงและคดีอื่นที่กฎหมายบัญญัติให้ศาลอาญามีอำนาจ ส่วนศาลยุติธรรมอื่น ๆ มีอำนาจตามที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลนั้นหรือกฎหมายเฉพาะกำหนด

ในระดับอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์มีเขตท้องที่ที่ไม่อยู่ในเขตศาลอุทธรณ์ภาค และอาจรับคดีที่อยู่นอกเขต หรือโอนคดีไปยังศาลอุทธรณ์ภาคได้เมื่อเห็นสมควร ศาลอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาคมีอำนาจพิจารณาคดีที่อุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้น รวมถึงคดีที่มีโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิตที่ส่งขึ้นมาตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และยังมีอำนาจวินิจฉัยคำร้องหรือคดีอื่นที่กฎหมายกำหนด

ในระดับสูงสุด ศาลฎีกามีอำนาจพิจารณาคดีที่ฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาค รวมทั้งคดีที่ฎีกาต่อศาลฎีกาจากศาลชั้นต้นโดยตรงตามกฎหมาย ตลอดจนคดีที่กฎหมายให้ศาลฎีกาพิจารณา และมีอำนาจวินิจฉัยคำร้องต่าง ๆ ที่ยื่นต่อศาลฎีกาตามกฎหมาย เมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษาหรือคำสั่งแล้ว คู่ความไม่มีสิทธิทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาคัดค้านคดีนั้นอีก

หมวดว่าด้วยองค์คณะผู้พิพากษา กำหนดอำนาจของผู้พิพากษาคนเดียวให้สามารถออกหมายเรียก หมายอาญา และคำสั่งที่ไม่ใช่การวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาท ในศาลชั้นต้น ผู้พิพากษาคนเดียวสามารถพิจารณาคำร้องทุกประเภท ไต่สวนมูลฟ้องคดีอาญา และพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งและคดีอาญาบางประเภทภายในวงเงินและอัตราโทษที่กำหนด ส่วนการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นโดยทั่วไปต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสองคนเป็นองค์คณะ และของศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค และศาลฎีกาต้องมีอย่างน้อยสามคน

นอกจากนี้ยังมีหลักเกี่ยวกับการเปลี่ยนองค์คณะเมื่อเกิดเหตุสุดวิสัยหรือเหตุจำเป็นอื่น เช่น ผู้พิพากษาพ้นจากตำแหน่ง ถูกคัดค้าน หรือไม่อาจปฏิบัติราชการได้ โดยเปิดทางให้ประธานศาลหรือผู้มีตำแหน่งตามที่กำหนดเข้ามานั่งพิจารณาหรือทำคำพิพากษาแทน เพื่อไม่ให้คดีล่าช้า และยังรองรับกรณีเฉพาะ เช่น คดีอาญาที่ผู้พิพากษาคนเดียวเห็นควรยกฟ้องแต่มีอัตราโทษสูง หรือกรณีที่มูลค่าทรัพย์พิพาทเกินอำนาจของผู้พิพากษาคนเดียว ซึ่งล้วนเป็นเหตุให้ต้องนำคดีเข้าสู่องค์คณะ

ท้ายที่สุด หมวดว่าด้วยการจ่าย โอน และเรียกคืนสำนวนคดี กำหนดให้ประธานศาลและหัวหน้าศาลแต่ละระดับรับผิดชอบการจ่ายสำนวนคดีให้แก่องค์คณะผู้พิพากษาตามระเบียบราชการฝ่ายตุลาการ โดยต้องคำนึงถึงความเชี่ยวชาญ ความเหมาะสม และปริมาณงานขององค์คณะนั้น สำหรับการเรียกคืนหรือโอนสำนวนคดีจากองค์คณะหนึ่งไปยังอีกองค์คณะหนึ่ง จะกระทำได้เฉพาะเมื่อมีเหตุที่อาจกระทบต่อความยุติธรรมในการพิจารณาคดี และต้องมีผู้พิพากษาระดับรองประธานหรือผู้พิพากษาอาวุโสที่ไม่ได้อยู่ในองค์คณะเสนอความเห็นก่อน รวมทั้งรองรับกรณีที่ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนมีคดีค้างจำนวนมากจนทำให้การพิจารณาล่าช้า ก็ให้หัวหน้าศาลมีอำนาจรับคืนและโอนสำนวนไปให้ผู้พิพากษาอื่นรับผิดชอบแทนได้

 

ภาพรวมของบทบัญญัติเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า พระธรรมนูญศาลยุติธรรมมิได้เป็นเพียงกฎหมายจัดองค์กรศาล แต่ยังวางกลไกเชิงโครงสร้างและเชิงกระบวนการเพื่อให้การอำนวยความยุติธรรมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสอดคล้องกับหลักนิติรัฐในทางปฏิบัติด้วย

พระธรรมนูญศาลยุติธรรม

หมวด 1 บททั่วไป

มาตรา 1 ศาลยุติธรรมตามพระธรรมนูญนี้มีสามชั้น คือ ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น

มาตรา 2 ศาลชั้นต้น ได้แก่ ศาลแพ่ง ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศาลแพ่งธนบุรี ศาลอาญา ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลอาญาธนบุรี ศาลจังหวัด ศาลแขวง และศาลยุติธรรมอื่นที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลนั้นกำหนดให้เป็นศาลชั้นต้น

มาตรา 3 ศาลอุทธรณ์ ได้แก่ ศาลอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาค

มาตรา 4 ศาลฎีกา ศาลอุทธรณ์ และศาลชั้นต้น อาจแบ่งส่วนราชการเป็นแผนกหรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่น และจะให้มีอำนาจในคดีประเภทใดหรือคดีในท้องที่ใด ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของแต่ละศาลนั้นแยกต่างหากโดยเฉพาะก็ได้ โดยออกเป็นประกาศคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม

ประกาศคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมตามวรรคหนึ่ง เมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บังคับได้

มาตรา 5 ให้ประธานศาลฎีกามีหน้าที่วางระเบียบราชการฝ่ายตุลาการของศาลยุติธรรม เพื่อให้กิจการของศาลยุติธรรมดำเนินไปโดยเรียบร้อยและเป็นระเบียบเดียวกัน และให้ประธานศาลฎีกามีอำนาจดูแลให้ผู้พิพากษาปฏิบัติตามระเบียบวิธีการต่าง ๆ ที่กำหนดขึ้นโดยกฎหมายหรือโดยประการอื่นให้เป็นไปโดยถูกต้อง

มาตรา 6 ให้เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมมีอำนาจเสนอความเห็นเกี่ยวกับการจัดตั้ง การยุบเลิก หรือการเปลี่ยนแปลงเขตอำนาจศาลของศาลยุติธรรมต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดำเนินการ ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงจำนวน สภาพ สถานที่ตั้ง และเขตอำนาจศาลตามที่จำเป็นเพื่อให้การอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนเป็นไปโดยเรียบร้อยตลอดราชอาณาจักร

มาตรา 7 ให้คณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมกำหนดจำนวนผู้พิพากษาในศาลยุติธรรมให้เหมาะสมตามความจำเป็นแห่งราชการ

มาตรา 8 ให้มีประธานศาลฎีกาประจำศาลฎีกาหนึ่งคน ประธานศาลอุทธรณ์ประจำศาลอุทธรณ์หนึ่งคน ประธานศาลอุทธรณ์ภาคประจำศาลอุทธรณ์ภาค ศาลละหนึ่งคน และให้มีอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นประจำศาลแพ่ง ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศาลแพ่งธนบุรี ศาลอาญา ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลอาญาธนบุรี และศาลยุติธรรมอื่นที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลนั้นกำหนดให้เป็นศาลชั้นต้น ศาลละหนึ่งคน กับให้มีรองประธานศาลฎีกาประจำศาลฎีกา รองประธานศาลอุทธรณ์ประจำศาลอุทธรณ์ รองประธานศาลอุทธรณ์ภาคประจำศาลอุทธรณ์ภาค และรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นประจำศาลแพ่ง ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศาลแพ่งธนบุรี ศาลอาญา ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลอาญาธนบุรี และศาลยุติธรรมอื่นที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลนั้นกำหนดให้เป็นศาลชั้นต้น ศาลละหนึ่งคน และในกรณีที่มีความจำเป็นเพื่อประโยชน์ในทางราชการ คณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม โดยความเห็นชอบของประธานศาลฎีกา จะกำหนดให้มีรองประธานศาลฎีกา หรือรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นมากกว่าหนึ่งคนแต่ไม่เกินสามคนก็ได้

เมื่อตำแหน่งประธานศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค หรืออธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นว่างลง หรือเมื่อผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้รองประธานศาลฎีกา รองประธานศาลอุทธรณ์ รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค หรือรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น แล้วแต่กรณี เป็นผู้ทำการแทน ถ้ามีรองประธานศาลฎีกา หรือรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นหลายคน ให้รองประธานศาลฎีกา หรือรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นที่มีอาวุโสสูงสุดเป็นผู้ทำการแทน ถ้าผู้ที่มีอาวุโสสูงสุดไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้ผู้ที่มีอาวุโสถัดลงมาตามลำดับเป็นผู้ทำการแทน

ในกรณีที่ไม่มีผู้ทำการแทนประธานศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค หรืออธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นตามวรรคสอง หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้ผู้พิพากษาที่มีอาวุโสสูงสุดในศาลนั้นเป็นผู้ทำการแทน ถ้าผู้ที่มีอาวุโสสูงสุดไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้ผู้พิพากษาที่มีอาวุโสถัดลงมาตามลำดับเป็นผู้ทำการแทน

ในกรณีที่ไม่มีผู้ทำการแทนตามวรรคสาม ประธานศาลฎีกาจะสั่งให้ผู้พิพากษาคนหนึ่งเป็นผู้ทำการแทนก็ได้

ผู้พิพากษาอาวุโสหรือผู้พิพากษาประจำศาลจะเป็นผู้ทำการแทนในตำแหน่งตามวรรคหนึ่งไม่ได้

มาตรา 9 ในศาลจังหวัดหรือศาลแขวง ให้มีผู้พิพากษาหัวหน้าศาล ศาลละหนึ่งคน

เมื่อตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดหรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแขวงว่างลงหรือเมื่อผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้ผู้พิพากษาที่มีอาวุโสสูงสุดในศาลนั้นเป็นผู้ทำการแทน ถ้าผู้ที่มีอาวุโสสูงสุดในศาลนั้นไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้ผู้พิพากษาที่มีอาวุโสถัดลงมาตามลำดับในศาลนั้นเป็นผู้ทำการแทน

ในกรณีที่ไม่มีผู้ทำการแทนตามวรรคสอง ประธานศาลฎีกาจะสั่งให้ผู้พิพากษาคนหนึ่งเป็นผู้ทำการแทนก็ได้

ผู้พิพากษาอาวุโสหรือผู้พิพากษาประจำศาลจะเป็นผู้ทำการแทนในตำแหน่งตามวรรคหนึ่งไม่ได้

มาตรา 10 ในกรณีที่มีการแบ่งส่วนราชการในศาลฎีกา ศาลอุทธรณ์ หรือศาลชั้นต้นออกเป็นแผนกหรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่น ให้มีผู้พิพากษาหัวหน้าแผนกหรือผู้พิพากษาหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่น แผนกหรือหน่วยงานละหนึ่งคน

เมื่อตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าแผนกหรือผู้พิพากษาหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นตามวรรคหนึ่งว่างลง หรือเมื่อผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้ผู้พิพากษาที่มีอาวุโสสูงสุดในแผนกหรือในหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นนั้นเป็นผู้ทำการแทน ถ้าผู้ที่มีอาวุโสสูงสุดในแผนกหรือในหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นนั้นไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้ผู้พิพากษาที่มีอาวุโสถัดลงมาตามลำดับในแผนกหรือในหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นนั้นเป็นผู้ทำการแทน

ในกรณีที่ไม่มีผู้ทำการแทนตามวรรคสอง ประธานศาลฎีกาจะสั่งให้ผู้พิพากษาคนหนึ่งเป็นผู้ทำการแทนก็ได้

ผู้พิพากษาอาวุโสหรือผู้พิพากษาประจำศาลจะทำการแทนในตำแหน่งตามวรรคหนึ่งไม่ได้

มาตรา 11 ประธานศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น และผู้พิพากษาหัวหน้าศาล ต้องรับผิดชอบในราชการของศาลให้เป็นไปโดยเรียบร้อย และให้มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ด้วย

(1) นั่งพิจารณาและพิพากษาคดีที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือเป็นที่สนใจของประชาชน คดีที่เป็นความผิดอาญาร้ายแรง คดีที่มีทุนทรัพย์สูง และคดีละเมิดอำนาจศาล ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในระเบียบราชการฝ่ายตุลาการของศาลยุติธรรม

(2) สั่งคำร้องคำขอต่าง ๆ ที่ยื่นต่อตนตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความ

(3) ระมัดระวังการใช้ระเบียบวิธีการต่าง ๆ ที่กำหนดขึ้นโดยกฎหมายหรือโดยประการอื่นให้เป็นไปโดยถูกต้อง เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีเสร็จเด็ดขาดไปโดยเร็ว

(4) ให้คำแนะนำแก่ผู้พิพากษาในศาลนั้นในข้อขัดข้องเนื่องในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษา

(5) ร่วมมือกับเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองในบรรดากิจการอันเกี่ยวกับการจัดวางระเบียบและการดำเนินการงานส่วนธุรการของศาล

(6) ทำรายงานการคดีและกิจการของศาลส่งตามระเบียบ

(7) มีอำนาจหน้าที่อื่นตามที่กฎหมายกำหนด

ให้รองประธานศาลฎีกา รองประธานศาลอุทธรณ์ รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค หรือรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น มีอำนาจตาม (2) ด้วย และให้มีหน้าที่ช่วยประธานศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค หรืออธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น แล้วแต่กรณี ตามที่ประธานศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค หรืออธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นมอบหมาย

มาตรา 12 ผู้พิพากษาหัวหน้าแผนกหรือผู้พิพากษาหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นตามมาตรา 10 วรรคหนึ่ง ต้องรับผิดชอบงานของแผนกหรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นให้เป็นไปโดยเรียบร้อยตามที่กำหนดไว้ในประกาศคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมที่ได้จัดตั้งแผนกหรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นนั้น และต้องปฏิบัติตามคำสั่งของประธานศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลนั้น

มาตรา 13 ให้มีอธิบดีผู้พิพากษาภาค ภาคละหนึ่งคน จำนวนเก้าภาค มีสถานที่ตั้ง และเขตอำนาจตามที่คณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมกำหนด โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา

เมื่อตำแหน่งอธิบดีผู้พิพากษาภาคว่างลงหรือเมื่ออธิบดีผู้พิพากษาภาคไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้ประธานศาลฎีกาสั่งให้ผู้พิพากษาคนหนึ่งเป็นผู้ทำการแทน

ผู้พิพากษาอาวุโสหรือผู้พิพากษาประจำศาลจะเป็นผู้ทำการแทนในตำแหน่งตามวรรคหนึ่งไม่ได้

มาตรา 14 ให้อธิบดีผู้พิพากษาภาคเป็นผู้พิพากษาในศาลที่อยู่ในเขตอำนาจด้วยผู้หนึ่ง โดยให้มีอำนาจและหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 11 วรรคหนึ่ง และให้มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ด้วย

(1) สั่งให้หัวหน้าสำนักงานประจำศาลยุติธรรมรายงานเกี่ยวด้วยคดี หรือรายงานกิจการอื่นของศาลที่อยู่ในเขตอำนาจของตน

(2) ในกรณีจำเป็นจะสั่งให้ผู้พิพากษาคนใดคนหนึ่งในศาลที่อยู่ในเขตอำนาจของตนไปช่วยทำงานชั่วคราวมีกำหนดไม่เกินสามเดือนในอีกศาลหนึ่งโดยความยินยอมของผู้พิพากษานั้นก็ได้ แล้วรายงานไปยังประธานศาลฎีกาทันที

หมวด 2

เขตอำนาจศาล

มาตรา 15 ห้ามมิให้ศาลยุติธรรมศาลใดศาลหนึ่งรับคดีซึ่งศาลยุติธรรมอื่นได้สั่งรับประทับฟ้องโดยชอบแล้วไว้พิจารณาพิพากษา เว้นแต่คดีนั้นจะได้โอนมาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความหรือตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

มาตรา 16 ศาลชั้นต้นมีเขตตามที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลนั้นกำหนดไว้

ศาลแพ่งและศาลอาญา มีเขตตลอดท้องที่กรุงเทพมหานครนอกจากท้องที่ที่อยู่ในเขตของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศาลแพ่งธนบุรี ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลอาญาธนบุรี ศาลจังหวัดมีนบุรี และศาลยุติธรรมอื่นตามที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลนั้นกำหนดไว้

ในกรณีที่มีการยื่นฟ้องคดีต่อศาลแพ่งหรือศาลอาญา และคดีนั้นเกิดขึ้นนอกเขตของศาลแพ่งหรือศาลอาญา ศาลแพ่งหรือศาลอาญา แล้วแต่กรณี อาจใช้ดุลพินิจยอมรับไว้พิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งโอนคดีไปยังศาลยุติธรรมอื่นที่มีเขตอำนาจ

ในกรณีที่มีการยื่นฟ้องคดีต่อศาลจังหวัด และคดีนั้นเกิดขึ้นในเขตของศาลแขวงและอยู่ในอำนาจของศาลแขวง ให้ศาลจังหวัดนั้นมีคำสั่งโอนคดีไปยังศาลแขวงที่มีเขตอำนาจ

มาตรา 17 ศาลแขวงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี และมีอำนาจทำการไต่สวน หรือมีคำสั่งใด ๆ ซึ่งผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 24 และมาตรา 25 วรรคหนึ่ง

มาตรา 18 ศาลจังหวัดมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งและคดีอาญาทั้งปวงที่มิได้อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมอื่น

มาตรา 19 ศาลแพ่ง ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ และศาลแพ่งธนบุรีมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งทั้งปวงและคดีอื่นใดที่มิได้อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมอื่น

ศาลอาญา ศาลอาญากรุงเทพใต้ และศาลอาญาธนบุรีมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาทั้งปวงที่มิได้อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมอื่น รวมทั้งคดีอื่นใดที่มีกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีอาญา แล้วแต่กรณี

มาตรา 20 ศาลยุติธรรมอื่นมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีตามที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลนั้นหรือกฎหมายอื่นกำหนดไว้

มาตรา 21 ศาลอุทธรณ์มีเขตตลอดท้องที่ที่มิได้อยู่ในเขตศาลอุทธรณ์ภาค

ในกรณีที่มีการยื่นอุทธรณ์คดีต่อศาลอุทธรณ์ และคดีนั้นอยู่นอกเขตของศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์อาจใช้ดุลพินิจยอมรับไว้พิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งโอนคดีนั้นไปยังศาลอุทธรณ์ภาคที่มีเขตอำนาจ

มาตรา 22 ศาลอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาคมีอำนาจพิจารณาพิพากษาบรรดาคดีที่อุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้น ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการอุทธรณ์ และว่าด้วยเขตอำนาจศาล และมีอำนาจดังต่อไปนี้

(1) พิพากษายืนตาม แก้ไข กลับ หรือยกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่พิพากษาลงโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต ในเมื่อคดีนั้นได้ส่งขึ้นมายังศาลอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาคตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

(2) วินิจฉัยชี้ขาดคำร้องคำขอที่ยื่นต่อศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาคตามกฎหมาย

(3) วินิจฉัยชี้ขาดคดีที่ศาลอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาคมีอำนาจวินิจฉัยได้ตามกฎหมายอื่น

มาตรา 23 ศาลฎีกามีอำนาจพิจารณาพิพากษาบรรดาคดีที่อุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาค และคดีที่อุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นโดยตรงต่อศาลฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการอุทธรณ์หรือฎีกาและคดีที่กฎหมายอื่นบัญญัติให้ศาลฎีกามีอำนาจพิจารณาพิพากษา รวมทั้งมีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดหรือสั่งคำร้องคำขอที่ยื่นต่อศาลฎีกาตามกฎหมาย

คดีที่ศาลฎีกาได้พิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งแล้ว คู่ความไม่มีสิทธิที่จะทูลเกล้า ฯ ถวายฎีกาคัดค้านคดีนั้นต่อไป

หมวด 3

องค์คณะผู้พิพากษา

มาตรา 24 ให้ผู้พิพากษาคนหนึ่งมีอำนาจดังต่อไปนี้

(1) ออกหมายเรียก หมายอาญา หรือหมายสั่งให้ส่งคนมาจากหรือไปยังจังหวัดอื่น

(2) ออกคำสั่งใด ๆ ซึ่งมิใช่เป็นไปในทางวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดี

มาตรา 25 ในศาลชั้นต้น ผู้พิพากษาคนเดียวเป็นองค์คณะมีอำนาจเกี่ยวแก่คดีซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลนั้น ดังต่อไปนี้

(1) ไต่สวนและวินิจฉัยชี้ขาดคำร้องหรือคำขอที่ยื่นต่อศาลในคดีทั้งปวง

(2) ไต่สวนและมีคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการเพื่อความปลอดภัย

(3) ไต่สวนมูลฟ้องและมีคำสั่งในคดีอาญา

(4) พิจารณาพิพากษาคดีแพ่ง ซึ่งราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินที่ฟ้องไม่เกินสามแสนบาท ราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินดังกล่าวอาจขยายได้โดยการตราเป็นพระราชกฤษฎีกา

(5) พิจารณาพิพากษาคดีอาญา ซึ่งกฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างสูงไว้ให้จำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่จะลงโทษจำคุกเกินหกเดือน หรือปรับเกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งโทษจำคุกหรือปรับอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างเกินอัตราที่กล่าวแล้วไม่ได้

ผู้พิพากษาประจำศาลไม่มีอำนาจตาม (3) (4) หรือ (5)

มาตรา 26 ภายใต้บังคับมาตรา 25 ในการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลชั้นต้น นอกจากศาลแขวงและศาลยุติธรรมอื่นซึ่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลนั้นกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสองคนและต้องไม่เป็นผู้พิพากษาประจำศาลเกินหนึ่งคน จึงเป็นองค์คณะที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งหรือคดีอาญาทั้งปวง

มาตรา 27 ในการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาคหรือศาลฎีกา ต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสามคน จึงเป็นองค์คณะที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้

ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค และผู้พิพากษาศาลฎีกา ที่เข้าประชุมใหญ่ในศาลนั้นหรือในแผนกคดีของศาลดังกล่าว เมื่อได้ตรวจสำนวนคดีที่ประชุมใหญ่หรือที่ประชุมแผนกคดีแล้ว มีอำนาจพิพากษาหรือทำคำสั่งคดีนั้นได้ และเฉพาะในศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาคมีอำนาจทำความเห็นแย้งได้ด้วย

มาตรา 28 ในระหว่างการพิจารณาคดีใด หากมีเหตุสุดวิสัยหรือมีเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ ทำให้ผู้พิพากษาซึ่งเป็นองค์คณะในการพิจารณาคดีนั้น ไม่อาจจะนั่งพิจารณาคดีต่อไป ให้ผู้พิพากษาดังต่อไปนี้นั่งพิจารณาคดีนั้นแทนต่อไปได้

(1) ในศาลฎีกา ได้แก่ ประธานศาลฎีกา หรือรองประธานศาลฎีกา หรือผู้พิพากษาในศาลฎีกาซึ่งประธานศาลฎีกามอบหมาย

(2) ในศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาค ได้แก่ ประธานศาลอุทธรณ์ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค หรือรองประธานศาลอุทธรณ์ รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค หรือผู้พิพากษาในศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาคซึ่งประธานศาลอุทธรณ์หรือประธานศาลอุทธรณ์ภาค แล้วแต่กรณี มอบหมาย

(3) ในศาลชั้นต้น ได้แก่ อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น อธิบดีผู้พิพากษาภาค ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล หรือรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น หรือผู้พิพากษาในศาลชั้นต้นของศาลนั้น ซึ่งอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น อธิบดีผู้พิพากษาภาค หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาล แล้วแต่กรณี มอบหมาย

ให้ผู้ทำการแทนในตำแหน่งต่าง ๆ ตามมาตรา 8 มาตรา 9 และมาตรา 13 มีอำนาจตาม (1) (2) และ (3) ด้วย

มาตรา 29 ในระหว่างการทำคำพิพากษาคดีใด หากมีเหตุสุดวิสัยหรือเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ ทำให้ผู้พิพากษาซึ่งเป็นองค์คณะในการพิจารณาคดีนั้นไม่อาจจะทำคำพิพากษาในคดีนั้นต่อไปได้ ให้ผู้พิพากษาดังต่อไปนี้มีอำนาจลงลายมือชื่อทำคำพิพากษา และเฉพาะในศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค และศาลชั้นต้น มีอำนาจทำความเห็นแย้งได้ด้วย ทั้งนี้ หลังจากได้ตรวจสำนวนคดีนั้นแล้ว

(1) ในศาลฎีกา ได้แก่ ประธานศาลฎีกาหรือรองประธานศาลฎีกา

(2) ในศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาค ได้แก่ ประธานศาลอุทธรณ์ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค รองประธานศาลอุทธรณ์ หรือรองประธานศาลอุทธรณ์ภาค แล้วแต่กรณี

(3) ในศาลชั้นต้น ได้แก่ อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น อธิบดีผู้พิพากษาภาครองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาล แล้วแต่กรณี

ให้ผู้ทำการแทนในตำแหน่งต่าง ๆ ตามมาตรา 8 มาตรา 9 และมาตรา 13 มีอำนาจตาม (1) (2) และ (3) ด้วย

มาตรา 30 เหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ตามมาตรา 28 และมาตรา 29 หมายถึงกรณีที่ผู้พิพากษาซึ่งเป็นองค์คณะนั่งพิจารณาคดีนั้นพ้นจากตำแหน่งที่ดำรงอยู่หรือถูกคัดค้านและถอนตัวไป หรือไม่อาจปฏิบัติราชการจนไม่สามารถนั่งพิจารณาหรือทำคำพิพากษาในคดีนั้นได้

มาตรา 31 เหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ตามมาตรา 28 และมาตรา 29 นอกจากที่กำหนดไว้ในมาตรา 30 แล้ว ให้หมายความรวมถึงกรณีดังต่อไปนี้ด้วย

(1) กรณีที่ผู้พิพากษาคนเดียวไต่สวนมูลฟ้องคดีอาญาแล้วเห็นว่าควรพิพากษายกฟ้อง แต่คดีนั้นมีอัตราโทษตามที่กฎหมายกำหนดเกินกว่าอัตราโทษตามมาตรา 25 (5)

(2) กรณีที่ผู้พิพากษาคนเดียวพิจารณาคดีอาญาตามมาตรา 25 (5) แล้วเห็นว่าควรพิพากษาลงโทษจำคุกเกินกว่าหกเดือน หรือปรับเกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งโทษจำคุกหรือปรับนั้นอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้งสองอย่างเกินอัตราดังกล่าว

(3) กรณีที่คำพิพากษาหรือคำสั่งคดีแพ่งเรื่องใดของศาลนั้นจะต้องกระทำโดยองค์คณะ ซึ่งประกอบด้วยผู้พิพากษาหลายคน และผู้พิพากษาในองค์คณะนั้นมีความเห็นแย้งกันจนหาเสียงข้างมากมิได้

(4) กรณีที่ผู้พิพากษาคนเดียวพิจารณาคดีแพ่งตามมาตรา 25 (4) ไปแล้ว ต่อมาปรากฏว่าราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินที่ฟ้องเกินกว่าอำนาจพิจารณาพิพากษาของผู้พิพากษาคนเดียว

หมวด 4

การจ่าย การโอน และการเรียกคืนสำนวนคดี

มาตรา 32 ให้ประธานศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์ ประธานศาลอุทธรณ์ภาคอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล หรือผู้พิพากษาหัวหน้าแผนกคดีในแต่ละศาลแล้วแต่กรณี รับผิดชอบในการจ่ายสำนวนคดีให้แก่องค์คณะผู้พิพากษาในศาลหรือในแผนกคดีนั้น โดยให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดโดยระเบียบราชการฝ่ายตุลาการของศาลยุติธรรม

การออกระเบียบราชการฝ่ายตุลาการของศาลยุติธรรมตามวรรคหนึ่ง ให้คำนึงถึงความเชี่ยวชาญและความเหมาะสมขององค์คณะผู้พิพากษาที่จะรับผิดชอบสำนวนคดีนั้น รวมทั้งปริมาณคดีที่องค์คณะผู้พิพากษาแต่ละองค์คณะรับผิดชอบ

มาตรา 33 การเรียกคืนสำนวนคดีหรือการโอนสำนวนคดีซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบขององค์คณะผู้พิพากษาใด ประธานศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาล จะกระทำได้ต่อเมื่อเป็นกรณีที่จะกระทบกระเทือนต่อความยุติธรรมในการพิจารณาหรือพิพากษาอรรถคดีของศาลนั้น และรองประธานศาลฎีกา รองประธานศาลอุทธรณ์ รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น หรือผู้พิพากษาที่มีอาวุโสสูงสุดในศาลจังหวัด หรือผู้พิพากษาที่มีอาวุโสสูงสุดในศาลแขวง แล้วแต่กรณี ที่มิได้เป็นองค์คณะในสำนวนคดีดังกล่าวได้เสนอความเห็นให้กระทำได้

ในกรณีที่รองประธานศาลฎีกา รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น หรือผู้พิพากษาที่มีอาวุโสสูงสุดในศาลจังหวัด หรือผู้พิพากษาที่มีอาวุโสสูงสุดในศาลแขวง แล้วแต่กรณี ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ หรือได้เข้าเป็นองค์คณะในสำนวนคดีที่เรียกคืนหรือโอนนั้น ให้รองประธานศาลฎีกา รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น หรือผู้พิพากษาที่มีอาวุโสถัดลงมาตามลำดับในศาลนั้น เป็นผู้มีอำนาจในการเสนอความเห็นแทน ในกรณีที่รองประธานศาลฎีกา รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น มีหนึ่งคนและในกรณีที่รองประธานศาลอุทธรณ์ รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค ไม่อาจปฏิบัติราชการได้หรือได้เข้าเป็นองค์คณะในสำนวนคดีที่เรียกคืนหรือโอนนั้น ให้ผู้พิพากษาที่มีอาวุโสสูงสุดของศาลนั้นเป็นผู้มีอำนาจในการเสนอความเห็น

ผู้พิพากษาอาวุโสหรือผู้พิพากษาประจำศาลไม่มีอำนาจในการเสนอความเห็นตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง

ในกรณีที่ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนหรือองค์คณะผู้พิพากษามีคดีค้างการพิจารณาอยู่เป็นจำนวนมากซึ่งจะทำให้การพิจารณาพิพากษาคดีของศาลนั้นล่าช้า และผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนหรือองค์คณะผู้พิพากษานั้นขอคืนสำนวนคดีที่ตนรับผิดชอบอยู่ ให้ประธานศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาล แล้วแต่กรณี มีอำนาจรับคืนสำนวนคดีดังกล่าว และโอนให้ผู้พิพากษาหรือองค์คณะผู้พิพากษาอื่นในศาลนั้นรับผิดชอบแทนได้

 

FAQ : พระธรรมนูญศาลยุติธรรม (โครงสร้างศาล – องค์คณะ – การจ่ายสำนวนคดี)

1. พระธรรมนูญศาลยุติธรรมกำหนดโครงสร้างศาลยุติธรรมไว้อย่างไร

คำตอบ:

พระธรรมนูญศาลยุติธรรมกำหนดให้ศาลยุติธรรมมี 3 ชั้น คือ ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น โดยศาลชั้นต้นประกอบด้วยศาลแพ่ง ศาลอาญา ศาลจังหวัด ศาลแขวง และศาลยุติธรรมอื่นที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลกำหนด ส่วนศาลอุทธรณ์รวมถึงศาลอุทธรณ์ภาค และศาลฎีกาเป็นศาลสูงสุดในระบบศาลยุติธรรม

2. พระธรรมนูญศาลยุติธรรมกล่าวถึงบทบาทของประธานศาลฎีกาไว้อย่างไร

คำตอบ:

ประธานศาลฎีกามีหน้าที่วางระเบียบราชการฝ่ายตุลาการของศาลยุติธรรม เพื่อให้กิจการของศาลดำเนินไปโดยเรียบร้อยและเป็นระเบียบเดียวกันทั่วประเทศ และมีอำนาจกำกับดูแลให้ผู้พิพากษาปฏิบัติตามระเบียบวิธีการตามกฎหมายอย่างถูกต้อง นอกจากนี้ ยังมีอำนาจเกี่ยวกับการมอบหมายผู้ทำการแทน การจ่ายสำนวนคดี และการแต่งตั้งผู้พิพากษานั่งพิจารณาแทนในกรณีมีเหตุสุดวิสัยหรือเหตุจำเป็นอื่นด้วย

3. อำนาจหน้าที่ของประธานศาล อธิบดีผู้พิพากษา และผู้พิพากษาหัวหน้าศาลตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมีอะไรบ้าง

คำตอบ:

ประธานศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น และผู้พิพากษาหัวหน้าศาล ต้องรับผิดชอบราชการของศาลให้เรียบร้อย และมีอำนาจหน้าที่สำคัญ เช่น

นั่งพิจารณาคดีที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ คดีอาญาร้ายแรง หรือคดีที่มีทุนทรัพย์สูง

สั่งคำร้องคำขอตามกฎหมายวิธีพิจารณาความ

ดูแลให้การใช้ระเบียบวิธีพิจารณาคดีเป็นไปโดยถูกต้องและรวดเร็ว

ให้คำแนะนำแก่ผู้พิพากษาในศาลนั้น

ประสานกับฝ่ายปกครองเกี่ยวกับงานธุรการของศาล

จัดทำรายงานคดีและกิจการของศาลตามระเบียบ

รวมถึงมีอำนาจหน้าที่อื่นตามที่กฎหมายกำหนด

4. พระธรรมนูญศาลยุติธรรมกำหนดเขตอำนาจของศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกาไว้อย่างไร

คำตอบ:

ศาลชั้นต้นมีเขตอำนาจตามที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลกำหนด โดยศาลแพ่งและศาลอาญามีเขตท้องที่ทั่วกรุงเทพมหานคร ยกเว้นพื้นที่ที่อยู่ในเขตศาลที่กำหนดแยกเฉพาะ และหากศาลจังหวัดรับฟ้องคดีที่อยู่ในอำนาจศาลแขวง จะต้องมีคำสั่งโอนคดีไปยังศาลแขวงที่มีเขตอำนาจ ศาลอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาคมีอำนาจพิจารณาคดีที่อุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้น รวมทั้งคดีอาญาที่มีโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิตตามที่กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนด ส่วนศาลฎีกามีอำนาจพิจารณาคดีที่ฎีกาจากศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค และคดีที่ฎีกาจากศาลชั้นต้นโดยตรง รวมทั้งคดีอื่นที่กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจของศาลฎีกา

5. องค์คณะผู้พิพากษาในแต่ละศาลต้องประกอบด้วยผู้พิพากษากี่คนตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

คำตอบ:

ในการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น โดยหลักต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสองคนเป็นองค์คณะ และต้องไม่เป็นผู้พิพากษาประจำศาลเกินหนึ่งคน เว้นแต่กรณีที่กฎหมายอนุญาตให้ผู้พิพากษาคนเดียวพิจารณาได้ เช่น คดีแพ่งที่ทุนทรัพย์ไม่เกินเกณฑ์ที่กำหนด หรือคดีอาญาที่มีอัตราโทษไม่สูง ส่วนการพิจารณาคดีของศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค และศาลฎีกา ต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสามคนจึงเป็นองค์คณะที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้

6. กรณีใดบ้างที่สามารถเปลี่ยนองค์คณะผู้พิพากษาหรือให้ผู้พิพากษาผู้อื่นทำคำพิพากษาแทนได้

คำตอบ:

สามารถเปลี่ยนองค์คณะหรือให้ผู้พิพากษาผู้อื่นทำคำพิพากษาแทนได้เมื่อมีเหตุสุดวิสัยหรือเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ เช่น ผู้พิพากษาพ้นจากตำแหน่ง ถูกคัดค้านและถอนตัว หรือไม่อาจปฏิบัติราชการจนไม่สามารถนั่งพิจารณาหรือทำคำพิพากษาในคดีนั้นได้ รวมทั้งกรณีพิเศษ เช่น

ผู้พิพากษาคนเดียวไต่สวนมูลฟ้องคดีอาญาแล้วเห็นควรยกฟ้อง แต่คดีนั้นมีอัตราโทษสูงเกินกว่าที่กฎหมายให้ผู้พิพากษาคนเดียวพิจารณาได้

ผู้พิพากษาคนเดียวพิจารณาคดีแพ่งแล้วภายหลังปรากฏว่าทุนทรัพย์ที่พิพาทเกินอำนาจของผู้พิพากษาคนเดียว

ในกรณีดังกล่าวต้องนำคดีเข้าสู่องค์คณะตามที่พระธรรมนูญกำหนด

7. การจ่าย การโอน และการเรียกคืนสำนวนคดีตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมีหลักเกณฑ์อย่างไร

คำตอบ:

ประธานศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล หรือผู้พิพากษาหัวหน้าแผนกคดี มีหน้าที่จ่ายสำนวนคดีให้แก่องค์คณะผู้พิพากษาตามระเบียบราชการฝ่ายตุลาการ โดยต้องคำนึงถึงความเชี่ยวชาญ ความเหมาะสม และปริมาณคดีของแต่ละองค์คณะ การเรียกคืนหรือโอนสำนวนคดีจากองค์คณะหนึ่งไปยังอีกองค์คณะทำได้ต่อเมื่อเป็นกรณีที่อาจกระทบต่อความยุติธรรมในการพิจารณาหรือพิพากษาคดี และต้องมีรองประธานศาลหรือผู้พิพากษาที่มีอาวุโสสูงสุด (ซึ่งมิได้อยู่ในองค์คณะนั้น) เป็นผู้เสนอความเห็นก่อน นอกจากนี้ หากผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนหรือองค์คณะมีคดีค้างจำนวนมากจนทำให้การพิจารณาล่าช้า หัวหน้าศาลสามารถรับคืนสำนวนและโอนให้ผู้พิพากษาหรือองค์คณะอื่นในศาลเดียวกันรับผิดชอบแทนได้




พระราชบัญญัติ ต่าง ๆ

โทษการเล่นพนันไพ่บาการา, โทษจัดให้มีการเล่นพนันสล๊อทแมชีน
คดีชักชวนเล่นพนันออนไลน์ กรรมเดียวหลายบท ไม่รอการลงโทษ(ฎีกา 910/2567)
พระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534
พระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534
พระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524
พระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. ๒๕๕๘
พระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518
พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541
พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534
พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539
พรบ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550
พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522
พระราชบัญญัติจดทะเบียนครอบครัว พุทธศักราช 2478
พระราชบัญญัติ จราจรทางบก พ.ศ. 2522
พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553
พระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2528
พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551
พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินพ.ศ. 2542
พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533
พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522
พระราชบัญญัติรถยนต์พ.ศ. 2522
พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518
พระราชบัญญัติโรงรับจำนำพ.ศ. 2505
พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537
พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540
พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550
พระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522
พระราชบัญญัติสหกรณ์พ.ศ. 2542
พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560