
| นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรหักเงินประกันซ่อมบ้านได้หรือไม่, เจ้าของบ้านมีสิทธิเรียกคืนเงินประกันซ่อมแซมบ้าน, การหักเงินประกันเป็นค่าบำรุงรักษาส่วนกลาง
สาระสำคัญที่สุดของคดี เจ้าของบ้านวางเงินค้ำประกันความเสียหายจากการซ่อมแซมและปรับปรุงบ้านสองครั้ง รวม 20,000 บาท เมื่อการซ่อมแซมเสร็จเรียบร้อยและไม่มีความเสียหายต่อสาธารณูปโภคส่วนกลาง นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรหักเงินไว้รวม 3,000 บาท จำเลยอ้างมติการประชุมที่กำหนดให้หักเงินค้ำประกันจากผู้รับเหมาร้อยละ 15 เพื่อเป็นค่าบำรุงรักษาส่วนกลาง โจทก์ชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางรายเดือนมาโดยตลอด การหักเงินดังกล่าวจึงเป็นการเรียกเก็บค่าบำรุงรักษาส่วนกลางซ้ำซ้อน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการหักเงินขัดต่อพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 49 และระเบียบที่เกี่ยวข้อง จำเลยต้องคืนเงินค้ำประกันส่วนที่หักไว้พร้อมดอกเบี้ยตามคำพิพากษา ศาลฎีกาแก้ไขจำนวนเงินที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาเกินคำขอ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) คำถามที่น่าสนใจ 1. นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรมีสิทธิหักเงินค้ำประกันซ่อมแซมบ้านเป็นค่าบำรุงรักษาส่วนกลางได้หรือไม่ เมื่อไม่มีความเสียหายเกิดขึ้น 2. มติคณะกรรมการที่กำหนดให้หักเงินค้ำประกันจากผู้รับเหมาร้อยละ 15 สามารถนำมาใช้กับเจ้าของบ้านที่ชำระค่าส่วนกลางรายเดือนอยู่แล้วได้หรือไม่ 3. ศาลฎีกาสามารถแก้ไขคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่พิพากษาเกินคำขอของโจทก์ได้หรือไม่ แม้คู่ความไม่ได้ฎีกาประเด็นดังกล่าว หมายเหตุวิเคราะห์หลักกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาคดีนี้มีสาระสำคัญเกี่ยวกับขอบเขตอำนาจของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรในการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากสมาชิก โดยเฉพาะความแตกต่างระหว่างเงินค้ำประกันความเสียหายจากการก่อสร้างหรือซ่อมแซมบ้าน กับค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคส่วนกลาง ประการแรก เงินค้ำประกันความเสียหายที่เจ้าของบ้านวางไว้ก่อนดำเนินการซ่อมแซมมีวัตถุประสงค์เพื่อประกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินงาน ส่วนค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคเป็นค่าใช้จ่ายที่นิติบุคคลเรียกเก็บจากสมาชิกเพื่อใช้ในการดูแลรักษาสาธารณูปโภคและทรัพย์ส่วนกลางตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด เงินทั้งสองประเภทจึงมีวัตถุประสงค์แตกต่างกัน เมื่อเจ้าของบ้านชำระค่าส่วนกลางรายเดือนอยู่แล้ว และการซ่อมแซมเสร็จเรียบร้อยโดยไม่มีความเสียหายเกิดขึ้น การหักเงินค้ำประกันเป็นค่าบำรุงรักษาส่วนกลางเพิ่มเติมย่อมมีลักษณะเป็นการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายซ้ำซ้อนดังที่ศาลฎีกาวินิจฉัย ประการที่สอง พระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 49 และระเบียบคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลาง พ.ศ. 2545 เป็นกฎหมายที่กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการจัดเก็บค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภค การดำเนินการของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรจึงต้องอยู่ภายใต้บทบัญญัติดังกล่าว แม้ข้อบังคับของนิติบุคคลจะกำหนดให้คณะกรรมการหรือที่ประชุมใหญ่มีอำนาจกำหนดค่าใช้จ่ายบางประเภทได้ แต่อำนาจดังกล่าวมิใช่อำนาจที่จะใช้เรียกเก็บเงินจากสมาชิกโดยขัดต่อกฎหมาย ประการที่สาม มติคณะกรรมการเกี่ยวกับการหักเงินค้ำประกันจากผู้รับเหมาต้องพิจารณาตามวัตถุประสงค์และความสัมพันธ์ระหว่างนิติบุคคลกับผู้รับเหมา ไม่อาจนำมติที่เกี่ยวข้องกับผู้รับเหมามาใช้เป็นเหตุให้สมาชิกหรือเจ้าของบ้านต้องรับภาระค่าใช้จ่ายส่วนกลางซ้ำซ้อนโดยขัดต่อกฎหมายได้ การที่เจ้าของบ้านเป็นผู้วางเงินค้ำประกันเอง ไม่ทำให้นิติบุคคลมีสิทธิหักเงินดังกล่าวเป็นค่าบำรุงรักษาส่วนกลางแล้วผลักภาระให้เจ้าของบ้านไปเรียกเงินคืนจากผู้รับเหมา ประการที่สี่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดินและระเบียบที่เกี่ยวข้องเป็นกฎหมายที่มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองผู้ซื้อที่ดินจัดสรร อันเป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ข้อวินิจฉัยดังกล่าวมีความสำคัญต่อการพิจารณาความชอบด้วยกฎหมายของข้อบังคับหรือมติที่ใช้เรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากสมาชิก เพราะการมีข้อบังคับหรือมติรองรับมิได้ทำให้การเรียกเก็บเงินที่ขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมายกลายเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย ประการที่ห้า คดีนี้ยังแสดงให้เห็นถึงหลักกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเกี่ยวกับการพิพากษาเกินคำขอของโจทก์ แม้ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระเงินเกินคำขอเพียง 0.10 บาท ศาลฎีกาก็แก้ไขให้ถูกต้อง เพราะเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) หลักการดังกล่าวสะท้อนว่า การกำหนดจำนวนเงินตามคำพิพากษาต้องเป็นไปตามขอบเขตคำขอของคู่ความ และศาลต้องคำนึงถึงข้อจำกัดในการพิพากษาตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แม้จำนวนเงินที่เกินคำขอจะมีมูลค่าเพียงเล็กน้อยก็ตาม สาระสำคัญของคำพิพากษานี้จึงอยู่ที่การคุ้มครองสิทธิของสมาชิกนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรจากการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายส่วนกลางซ้ำซ้อน และการยืนยันว่าการใช้อำนาจตามข้อบังคับหรือมติคณะกรรมการต้องไม่ขัดต่อกฎหมายที่มีวัตถุประสงค์คุ้มครองผู้ซื้อที่ดินจัดสรร คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7631/2568 โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านอยู่ในหมู่บ้าน ล. และเป็นสมาชิกของจำเลยซึ่งเป็นนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรดังกล่าว โจทก์วางเงินค้ำประกันความเสียหายในการขอปรับปรุงห้องน้ำ และรื้อกรงสุนัขครั้งแรก 10,000 บาท และวางเงินค้ำประกันความเสียหายในการขอก่อสร้างลิฟท์ ครั้งที่สอง 10,000 บาท ให้แก่จำเลยรวมเป็นเงิน 20,000 บาท เมื่อโจทก์ดำเนินการซ่อมแซมเสร็จสิ้น โดยไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสาธารณูปโภคส่วนกลางของหมู่บ้าน จำเลยหักเงินประกันความเสียหายในการขออนุญาตซ่อมแซมบ้านครั้งละ1,500 บาท เป็นค่าบำรุงรักษาส่วนกลางหมู่บ้าน ซึ่งตามข้อบังคับของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ล. ข้อ 5 (14) ค่าใช้จ่ายส่วนกลาง หมายถึง ค่าใช้จ่ายที่นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรเก็บจากสมาชิก เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและจัดการสาธารณูปโภคและทรัพย์ส่วนกลางรวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่ คณะกรรมการหรือที่ประชุมใหญ่เสียงข้างมากมีมติให้เรียกเก็บ และตาม ข้อ 31 กำหนดให้เจ้าของบ้านมีหน้าที่ชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ตามที่ระเบียบที่คณะกรรมการกำหนดหรือมีมติที่ประชุมใหญ่เป็นผู้กำหนดเป็นประจำทุกเดือน โดยข้อบังคับการจัดเก็บค่าสาธารธูปโภคต้องอยู่ภายใต้บังคับ พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 ตาม มาตรา 49 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ว่า "ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภค ให้จัดเก็บเป็นรายเดือน..." และวรรคท้าย บัญญัติว่า "หลักเกณฑ์และวิธีการจัดเก็บค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคและการจัดทำบัญชีให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางกำหนด และตามระเบียบคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่าย หลักเกณฑ์และวิธีการจัดเก็บค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคและการจัดทำบัญชี พ.ศ. 2545 หมวด 1 ข้อ 5 และหมวด 2 ข้อ 6 ถึงข้อ 10 โดยให้กำหนดอัตราค่าใช้จ่าย การกำหนดวันเก็บค่าใช้จ่าย การกำหนดวันจัดเก็บ การกำหนดค่าปรับกรณีที่ค้างชำระ การจัดทำบัญชี และการออกใบเสร็จรับเงินที่จำเลย เมื่อจำเลยอ้างวาระการประชุมวิสามัญประจำปี 2560 ข้อ 9.3 ที่กำหนดให้จำเลยเก็บเงินค้ำประกันจากผู้รับเหมาโดยจำเลยมีสิทธิหักเงินค้ำประกันไว้ 15 เปอร์เซ็นต์ เพื่อเป็นค่าบำรุงรักษาส่วนกลางหมู่บ้านและคืนส่วนที่เหลือให้เมื่องานเสร็จเรียบร้อย และไม่ปรากฏความเสียหายต่อสาธารณูปโภคส่วนกลางก็เป็นเรื่องระหว่างจำเลยกับผู้รับเหมา ไม่เกี่ยวข้องกับสมาชิกหรือเจ้าของบ้าน การที่จำเลยหักเงินค้ำประกันของโจทก์เป็นค่าบำรุงรักษาส่วนกลางอีก จึงเป็นการเรียกค่าบำรุงรักษาส่วนกลางซ้ำซ้อนกับที่จำเลยเรียกเก็บจากโจทก์เป็นรายเดือน อันเป็นการขัดหรือฝ่าฝืนต่อ พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 49 และระเบียบคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่าย หลักเกณฑ์และวิธีการจัดเก็บค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคและการจัดทำบัญชี พ.ศ. 2545 ซึ่งเป็นกฎหมายคุ้มครองผู้ซื้อที่ดินจัดสรร อันเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน จำเลยจะถือว่าโจทก์วางเงินค้ำประกันแทนผู้รับเหมา และหักเงินของโจทก์เป็นค่าบำรุงรักษาส่วนกลางแล้วให้โจทก์ไปเรียกเก็บจากผู้รับเหมาเอง เป็นการผลักภาระความรับผิดค่าในค่าบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคส่วนนี้ไปให้โจทก์หาได้ไม่ จำเลยต้องคืนเงินค้ำประกันเต็มจำนวนให้โจทก์ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 3,112.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี จากต้นเงิน 3,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 3,112.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นบวกด้วยอัตราร้อยละ 2 ต่อปี ตามที่กระทรวงการคลังตราเป็นพระราชกฤษฎีกา แต่รวมกันแล้วต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติในเบื้องต้นได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 191114 ตั้งอยู่ในหมู่บ้าน ล. พร้อมบ้านเลขที่ 210 บนที่ดิน และเป็นสมาชิกของจำเลยซึ่งเป็นนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร จำเลยมอบอำนาจให้นายวัฒนิตย์ ดำเนินคดีนี้แทน เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2564 โจทก์แสดงความจำนงต่อจำเลยว่า โจทก์มีความประสงค์จะซ่อมแซมบ้านเลขที่ 210 โดยปรับปรุงห้องน้ำและรื้อกรงสุนัขในบริเวณบ้าน จำเลยให้โจทก์วางเงินค้ำประกันความเสียหาย 10,000 บาท โจทก์โอนเงินดังกล่าวให้จำเลย และเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2564 โจทก์แสดงความจำนงต่อจำเลยว่า โจทก์มีความประสงค์จะซ่อมแซมบ้านเลขที่ 210 โดยดำเนินการก่อสร้างลิฟต์ จำเลยให้โจทก์วางเงินค้ำประกันความเสียหาย 10,000 บาท โจทก์โอนเงินดังกล่าวให้จำเลย โจทก์ดำเนินการซ่อมแซมเสร็จสิ้นแล้ว โดยไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสาธารณูปโภคส่วนกลางของหมู่บ้าน เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2564 จำเลยคืนเงินประกันความเสียหายในการขออนุญาตซ่อมแซมบ้านครั้งแรกเป็นเงิน 8,500 บาท ให้แก่โจทก์ และเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2565 จำเลยคืนเงินประกันความเสียหายในการขออนุญาตซ่อมแซมบ้านครั้งที่สองเป็นเงิน 8,500 บาทให้แก่โจทก์ โดยจำเลยหักเงินไว้ครั้งละ 1,500 บาท เป็นค่าบำรุงรักษาส่วนกลางหมู่บ้าน มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องคืนเงินประกันความเสียหายในการก่อสร้างพร้อมดอกเบี้ยตามฟ้องให้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า สมาชิกหรือเจ้าของบ้านมีหน้าที่ชำระค่าบริการสาธารณูปโภคตามที่คณะกรรมการหมู่บ้านกำหนดอัตราค่าใช้จ่ายเสนอให้ที่ประชุมใหญ่ของสมาชิกมีมติเห็นชอบด้วยเสียงข้างมากให้จัดเก็บ ซึ่งจำเลยก็มีข้อบังคับของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ล. ข้อ 5 (14) ค่าใช้จ่ายส่วนกลาง หมายถึง ค่าใช้จ่ายที่นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรเก็บจากสมาชิก เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและจัดการสาธารณูปโภคและทรัพย์ส่วนกลาง รวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่คณะกรรมการหรือที่ประชุมใหญ่เสียงข้างมากมีมติให้เรียกเก็บ และตามข้อ 31 กำหนดให้เจ้าของบ้านมีหน้าที่ชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ตามที่ระเบียบที่คณะกรรมการกำหนดหรือมติที่ประชุมใหญ่เป็นผู้กำหนดเป็นประจำทุกเดือน การจัดเก็บค่าสาธารณูปโภคของจำเลยจึงต้องอยู่ภายใต้บังคับ พระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 เมื่อพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 49 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการการสาธารณูปโภค ให้จัดเก็บเป็นรายเดือน..." และวรรคท้ายบัญญัติว่า "หลักเกณฑ์และวิธีการจัดเก็บค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคและการจัดทำบัญชีให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางกำหนด และตามระเบียบคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่าย หลักเกณฑ์และวิธีการจัดเก็บค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคและการจัดทำบัญชี พ.ศ. 2545 หมวด 1 ข้อ 5 และหมวด 2 ข้อ 6 ถึงข้อ 10 ล้วนแต่กำหนดให้การกำหนดอัตราค่าใช้จ่าย การกำหนดวันเก็บค่าใช้จ่าย การกำหนดวันจัดเก็บ การกำหนดค่าปรับในกรณีที่ค้างชำระ การจัดทำบัญชี และการออกใบเสร็จรับเงินซึ่งจำเลยก็มีข้อบังคับเกี่ยวกับการจัดเก็บค่าใช้จ่ายส่วนกลาง ดังนั้น ย่อมเป็นที่เข้าใจว่าการจัดเก็บค่าบริการสาธารณูปโภคตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 ให้อำนาจจำเลยในฐานะนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรเรียกเก็บค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคในส่วนที่จำเลยมีหน้าที่บำรุงรักษาจากสมาชิกหรือเจ้าของบ้านเป็นรายเดือน โดยต้องอยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 ที่จำเลยต่อสู้ว่าตามวาระการประชุมวิสามัญ ประจำปี 2560 เป็นการประชุมคณะกรรมการดำเนินการของจำเลย ข้อ 9.3 กำหนดให้จำเลยเก็บเงินค้ำประกันจากผู้รับเหมา โดยจำเลยมีสิทธิหักเงินค้ำประกันไว้ 15 เปอร์เซ็นต์ เพื่อเป็นค่าบำรุงรักษาส่วนกลางหมู่บ้านและคืนส่วนที่เหลือให้เมื่องานเสร็จเรียบร้อย และไม่ปรากฏความเสียหายต่อสาธารณูปโภคส่วนกลาง ซึ่งวัตถุประสงค์เป็นเรื่องระหว่างจำเลยกับผู้รับเหมาว่ามีภาระหน้าที่ ความรับผิดและบังคับกันได้หรือไม่อย่างไร ไม่เกี่ยวข้องกับสมาชิกหรือเจ้าของบ้าน เมื่อคดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่าในทางปฏิบัติมีบางกรณีที่สมาชิกหรือเจ้าของบ้านเป็นผู้วางเงินค้ำประกันดังกล่าว เช่นเดียวกับโจทก์ และโจทก์ก็ได้ชำระค่าบริการส่วนกลางรายเดือนมาโดยตลอด ดังนั้น ในกรณีนี้เมื่องานเสร็จเรียบร้อยและไม่ปรากฏความเสียหาย หากจำเลยหักเงินค้ำประกันของโจทก์เป็นค่าบำรุงรักษาส่วนกลางอีก ก็เป็นการเรียกเก็บค่าบำรุงรักษาส่วนกลางซ้ำซ้อนกับที่จำเลยเรียกเก็บเป็นรายเดือนจากโจทก์อยู่แล้ว อันเป็นการขัดหรือฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 49 และระเบียบคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่าย หลักเกณฑ์และวิธีการจัดเก็บค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคและการจัดทำบัญชี พ.ศ. 2545 ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองผู้ซื้อที่ดินจัดสรร อันเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน จำเลยจะถือว่าโจทก์วางเงินค้ำประกันแทนผู้รับเหมา และหักเงินของโจทก์เป็นค่าบำรุงรักษาส่วนกลางแล้วให้โจทก์ไปเรียกเก็บจากผู้รับเหมาเอง เป็นการผลักภาระความรับผิดในค่าบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคส่วนนี้ไปให้โจทก์หาได้ไม่ ดังนั้น เมื่องานซ่อมแซมปรับปรุงบ้านของโจทก์เสร็จเรียบร้อย และไม่ปรากฏความเสียหายต่อสาธารณูปโภคส่วนกลาง จำเลยต้องคืนเงินค้ำประกันเต็มจำนวนให้โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้จำเลยคืนเงินค้ำประกันส่วนที่จำเลยหักไว้พร้อมดอกเบี้ยตามฟ้องให้แก่โจทก์ ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น อนึ่ง คดีนี้โจทก์ขอให้จำเลยชำระเงิน 3,112.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี จากต้นเงิน 3,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 3,112.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จึงเกินคำขอของโจทก์ ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 3,112.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
|


