
| สิทธิค่าตอบแทนผู้ทำแผนในฟื้นฟูกิจการ(ฎีกา 5755/2567)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการขออนุญาตจากผู้ร้องในฐานะผู้ทำแผนของลูกหนี้ในกระบวนการฟื้นฟูกิจการ เพื่อทำธุรกรรมว่าจ้างที่ปรึกษากฎหมายในประเทศ ที่ปรึกษากฎหมายและที่ปรึกษาทางการเงินในต่างประเทศ และที่ปรึกษาด้านเหมืองแร่ พร้อมกับการเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระค่าใช้จ่ายและค่าตอบแทนในส่วนดังกล่าว หลังจากที่ศาลมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการแล้ว ซึ่งเป็นประเด็นว่ากระบวนการฟื้นฟูกิจการได้สิ้นสุดลงและอำนาจของผู้ทำแผนย่อมสิ้นสุดไปตามมาตรา 90/74 ของ พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 และต่อมาจึงเป็นประเด็นว่าผู้ร้องจะมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนจากการปฏิบัติหน้าที่ก่อนคำสั่งยกเลิกหรือไม่ตามมาตรา 90/76 และมาตรา 90/25 ประกอบมาตรา 90/12 (9) จึงเป็นการวินิจฉัยว่า ศาลยังมีอำนาจพิจารณาคำร้องในส่วนค่าตอบแทน และพิจารณาเงื่อนไขการเรียกร้องค่าตอบแทนดังกล่าวโดยไม่ต้องอ้างข้อตกลงระหว่างคู่สัญญาเพียงอย่างเดียว ข้อเท็จจริง • ลูกหนี้เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประกอบธุรกิจซื้อ-ขายถ่านหิน โดยมีบริษัทลูกในและต่างประเทศ เช่น บริษัท ย. (ในไทย) บริษัท ก. (จีน) บริษัท น. (ฮ่องกง) บริษัท พ. (อินโดนีเซีย) และมีการทำสัญญาแลกเปลี่ยนหุ้นเพื่อได้สิทธิสัมปทานเหมืองถ่านหินในต่างประเทศ • วันที่ 21 กันยายน 2560 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการลูกหนี้ และตั้งผู้ร้องเป็นผู้ทำแผน • วันที่ 15 พฤศจิกายน 2561 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ตามมาตรา 90/58 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 90/48 วรรคสี่ • ต่อมา วันที่ 20 เมษายน 2565 มีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด และวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2566 ศาลล้มละลายกลางมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 • ผู้ร้องยื่นคำร้องขออนุญาตให้ว่าจ้างที่ปรึกษากฎหมาย ภายในประเทศและต่างประเทศ และที่ปรึกษาด้านเหมืองแร่ พร้อมทั้งเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระค่าใช้จ่ายและค่าตอบแทนของผู้ร้องด้วย • ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ลูกหนี้รับผิดชำระค่าตอบแทนแก่ผู้ร้องในอัตราเดือนละ 2,500,000 บาท และให้ผู้บริหารแผนของลูกหนี้ได้รับค่าตอบแทนในอัตราเดียวกัน นับแต่วันที่ศาลตั้งผู้ทำแผนเป็นต้นไป และให้ลูกหนี้รับผิดชำระค่าใช้จ่ายอีก 150,000 ดอลลาร์สหรัฐ โดยผู้ร้องขอให้เรียกค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายดังกล่าวจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ • ผู้ร้อง ลูกหนี้ และผู้คัดค้านอีก 71 รายอุทธรณ์โดยได้รับอนุญาต • ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้ให้ยกคำสั่งที่กำหนดค่าตอบแทนสำหรับผู้บริหารแผนและค่าใช้จ่าย 150,000 ดอลลาร์สหรัฐ ส่วนอื่นให้เป็นไปตามคำสั่งศาลล้มละลายกลาง • ผู้ร้องฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้อยู่ที่การตีความและการบังคับใช้กฎหมายตาม พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 หมวด 3/1 ว่าด้วยการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ โดยเฉพาะมาตรา 90/74, 90/76, 90/25 และ 90/12 (9) ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ใช้ในการวินิจฉัยสิทธิ หน้าที่ และอำนาจของ “ผู้ทำแผน” ภายหลังศาลมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ รวมถึงหลักเกณฑ์ในการกำหนด “ค่าตอบแทนของผู้ทำแผน” ที่ชอบด้วยกฎหมาย ต่อไปนี้คือ คำสำคัญ (Keywords) ที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมคำอธิบายสั้น ๆ 1. มาตรา 90/74 – สิ้นสุดอำนาจผู้ทำแผนเมื่อยกเลิกการฟื้นฟู เมื่อศาลมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ อำนาจของผู้ทำแผนในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ย่อมสิ้นสุดลงโดยผลของกฎหมาย และอำนาจจะกลับคืนสู่ผู้บริหารของลูกหนี้ตามปกติ ศาลจึงไม่มีอำนาจอนุญาตให้ผู้ทำแผนทำธุรกรรมใหม่ใด ๆ หลังคำสั่งยกเลิกฟื้นฟู 2. มาตรา 90/76 – สิทธิของผู้ทำแผนที่กระทำไปก่อนยกเลิกการฟื้นฟู การยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการไม่กระทบถึงการกระทำใด ๆ ที่ผู้ทำแผนได้ดำเนินการไปแล้วก่อนคำสั่งดังกล่าว ผู้ทำแผนยังมีสิทธิเรียกค่าตอบแทนสำหรับงานที่ได้ปฏิบัติไว้ก่อนสิ้นอำนาจ ซึ่งเป็นหลักสำคัญในการคุ้มครองสิทธิของผู้ทำแผน 3. มาตรา 90/25 ประกอบมาตรา 90/12 (9) – หน้าที่และสิทธิของผู้ทำแผน บัญญัติให้ศาลมีอำนาจกำหนดค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นของผู้ทำแผนได้ โดยพิจารณาจากผลสำเร็จในการจัดทำแผนและการปฏิบัติหน้าที่จริง ไม่จำเป็นต้องยึดตามข้อตกลงในสัญญาระหว่างผู้ทำแผนกับลูกหนี้ 4. ค่าตอบแทนผู้ทำแผนต้องพิจารณาตามผลการปฏิบัติจริง ศาลวางหลักว่า การพิจารณาค่าตอบแทนต้องดูจากการทำงานจริง เช่น การตรวจสอบกิจการ การจัดทำแผนที่เป็นไปตามกฎหมาย และมีผลใช้ได้จริง ไม่ใช่พิจารณาตามจำนวนที่คู่สัญญาตกลงกันไว้โดยอิสระ 5. ห้ามเรียกค่าตอบแทนจากกองทรัพย์สินลูกหนี้เมื่อไม่มีการรวบรวมทรัพย์สิน หากในคดีฟื้นฟูไม่มี “กองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รวบรวมไว้” ผู้ทำแผนไม่อาจเรียกค่าตอบแทนจากกองทรัพย์สินดังกล่าวได้ เพราะถือว่าไม่มีฐานทางกฎหมายรองรับในการชำระจากทรัพย์สินของลูกหนี้โดยตรง สรุปโดยรวม คดีนี้เป็นแนวคำพิพากษาที่ตอกย้ำหลักสำคัญในกระบวนการฟื้นฟูกิจการ คือ “อำนาจของผู้ทำแผนสิ้นสุดลงเมื่อศาลยกเลิกการฟื้นฟู แต่สิทธิเรียกค่าตอบแทนสำหรับการปฏิบัติหน้าที่ก่อนสิ้นอำนาจยังคงอยู่” โดยการพิจารณาค่าตอบแทนต้องเป็นไปตามผลงานและความสำเร็จของแผน ไม่ใช่ตามข้อตกลงส่วนตัวของคู่สัญญา. คำวินิจฉัย • ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายพิจารณาว่า เมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการแล้ว กระบวนการฟื้นฟูกิจการภายใต้การกำกับของศาลและเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สิ้นสุดลง และอำนาจหน้าที่ของผู้ทำแผนในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ย่อมสิ้นสุดลงไปด้วย ตามมาตรา 90/74 แห่ง พ.ร.บ.ล้มละลายฯ • ดังนั้นในส่วนของคำร้องที่ผู้ร้องขออนุญาตทำธุรกรรมว่าจ้างที่ปรึกษาในประเทศและต่างประเทศ และที่ปรึกษาด้านเหมืองแร่ พร้อมเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระค่าใช้จ่ายในส่วนดังกล่าวนั้น ศาลฎีกาจึง ไม่มีอำนาจที่จะมีคำสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตผู้ร้องทำธุรกรรมนั้นอีกต่อไป • แต่ในส่วนของ “ค่าตอบแทนในการทำหน้าที่ผู้ทำแผน” ของผู้ร้อง เมื่อคำสั่งยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการไม่ส่งผลกระทบถึงการใด ๆ ที่ผู้ทำแแผนได้กระทำไปแล้ว ก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งยกเลิก ตามมาตรา 90/76 แห่ง พ.ร.บ.ล้มละลายฯ ศาลฎีกาจึงมีอำนาจพิจารณาคำร้องในส่วนนี้ต่อไปได้ โดยพิจารณาตามมาตรา 90/25 ประกอบมาตรา 90/12 (9) • ศาลวินิจฉัยว่า เมื่อผู้ร้องได้ปฏิบัติหน้าที่ผู้ทำแผนโดยตรวจสอบสถานะทางการเงินของลูกหนี้ ตรวจสอบกิจการของบริษัทลูก ทำแผนฟื้นฟูกิจการจนผ่านการลงมติของที่ประชุมเจ้าหนี้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าได้ปฏิบัติหน้าที่ตามสมควร การที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าตอบแทนเดือนละ 2,500,000 บาทนั้น เหมาะสมแล้ว และฎีกาของผู้ร้องในประเด็นนี้ฟังไม่ขึ้น • อย่างไรก็ดี เนื่องจากในคดีนี้มิได้มี กองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รวบรวมไว้ เหมือนในกระบวนการฟื้นฟูกิจการทั่วไป ผู้ร้องขอให้เรียกค่าตอบแทนจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขคำพิพากษาให้ยกคำสั่งและคำพิพากษาที่ให้ผู้ร้องเรียกค่าตอบแทนจากกองทรัพย์สินลูกหนี้ ยกเว้นในส่วนที่เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ☛ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำสั่งและคำพิพากษานั้นในส่วนดังกล่าว วิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมาย 1. สิ้นสุดอำนาจผู้ทำแผนเมื่อคำสั่งฟื้นฟูสิ้นสุด ตามมาตรา 90/74 พ.ร.บ.ล้มละลายฯ กำหนดว่าเมื่อมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้แล้ว อำนาจหน้าที่ของผู้ทำแผนย่อมสิ้นสุดลง และทรัพย์สินของลูกหนี้กลับเป็นของผู้บริหารลูกหนี้โดยปกติ ดังนั้น เมื่อผู้ร้องขออนุญาตทำธุรกรรมต่าง ๆ ภายใต้การฟื้นฟูหลังช่วงที่อำนาจสิ้นสุดแล้ว ศาลไม่มีอำนาจให้คำสั่งอีก 2. สิทธิค่าตอบแทนของผู้ทำแผนตามมาตรา 90/76 แม้การฟื้นฟูกิจการจะสิ้นสุดลง แต่ตามมาตรา 90/76 กำหนดว่า “ไม่กระทบถึงการใดที่ผู้ทำแผนได้กระทำไปแล้วก่อนคำสั่งยกเลิก” ซึ่งหมายความว่าผู้ทำแผนมีสิทธิเกี่ยวกับการกระทำที่ได้ทำไปแล้วก่อนสิ้นอำนาจนั้น เช่นการดำเนินการตรวจสอบกิจการ เสนอแผนฯ จนเป็นผล เป็นต้น ศาลจึงมีอำนาจวินิจฉัยสิทธิค่าตอบแทนนั้นต่อไป 3. หลักเกณฑ์การพิจารณาค่าตอบแทนผู้ทำแแผน ศาลวางเกณฑ์ว่า การพิจารณาให้ผู้ทำแผนมีสิทธิเรียกค่าตอบแทนได้ ขึ้นกับ – ผู้ทำแผนได้ปฏิบัติหน้าที่ตามแผนฟื้นฟูจริงหรือไม่ – แผนที่เสนอมีหลักการและวิธีการฟื้นฟูกิจการเป็นไปตามกฎหมาย และสามารถนำไปใช้ได้หรือไม่ – ผู้ทำแผนได้เข้าไปจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้หรือไม่พอสมควร – ไม่ใช่เพียงใช้อ้างข้อตกลงระหว่างผู้ร้องกับลูกหนี้ตามสัญญาเพียงอย่างเดียว ☛ เป็นแนวที่สำคัญในการประเมินค่าตอบแทนผู้ทำแผนของศาลฎีกา 4. การเรียกค่าตอบแทนจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ แม้ผู้ร้องจะได้รับค่าตอบแทนตามที่ศาลกำหนดแล้ว แต่หากในคดีไม่มี “กองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รวบรวมไว้” เพื่อใช้เป็นแหล่งชำระค่าตอบแทนดังกล่าวนั้น ศาลเห็นว่าไม่อาจให้ผู้ร้องเรียกค่าตอบแทนจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ได้ เพราะไม่มีแหล่งชำระตามกระบวนการฟื้นฟูโดยแท้จริง สรุปข้อคิดทางกฎหมาย • เมื่อมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ อำนาจของผู้ทำแผนย่อมสิ้นสุดตามมาตรา 90/74 ซึ่งมีผลให้ไม่สามารถขออนุญาตทำธุรกรรมภายใต้การฟื้นฟูได้อีก • อย่างไรก็ดี ผู้ทำแผนยังมีสิทธิเรียกค่าตอบแทนตามการกระทำก่อนสิ้นอำนาจ ตามมาตรา 90/76 แต่ไม่ใช่ทุกการเรียกค่าตอบแทนจะได้รับการอนุญาต — ต้องพิจารณาตามผลสัมฤทธิ์ของแผน การปฏิบัติหน้าที่จริง และแหล่งชำระค่าตอบแทน • ศาลใช้เกณฑ์ที่เน้นการปฏิบัติหน้าที่จริงของผู้ทำแผนและผลลัพธ์ของแผนฟื้นฟู มากกว่าการอ้างข้อตกลงระหว่างเด็กซ์ • กรณีที่ไม่มีการรวบรวมทรัพย์สินของลูกหนี้ตามกระบวนการฟื้นฟู ผู้ร้องไม่สามารถเรียกค่าตอบแทนจากกองทรัพย์สินนั้นได้ — เป็นการรักษาให้การเรียกค่าใช้จ่ายเป็นไปตามโครงสร้างกระบวนการฟื้นฟู IRAC Issue (ประเด็น): เมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้แล้ว อำนาจหน้าที่ของผู้ทำแผนสิ้นสุดหรือไม่ และผู้ทำแผนนั้นมีสิทธิเรียกค่าตอบแทนสำหรับการปฏิบัติหน้าที่ที่ได้ดำเนินการไปแล้วหรือไม่ โดยเฉพาะในกรณีที่ไม่มีการรวบรวมทรัพย์สินลูกหนี้เป็นกองทรัพย์สิน Rule (กฎหมาย): • มาตรา 90/74 พ.ร.บ.ล้มละลายฯ กำหนดว่า เมื่อยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการแล้ว อำนาจผู้ทำแผนสิ้นสุดลง • มาตรา 90/76 กำหนดว่า การยกเลิกคำสั่งฟื้นฟูไม่กระทบถึงการใดที่ผู้ทำแผนได้กระทำไปแล้ว • มาตรา 90/25 และมาตรา 90/12 (9) กำหนดหน้าที่และสิทธิของผู้ทำแผน • แนวคำพิพากษาของศาลฎีกาวางหลักว่า ผู้ทำแผนจะมีสิทธิเรียกค่าตอบแทนได้ก็ต่อเมื่อการปฏิบัติหน้าที่เป็นไปตามแผนฟื้นฟูและมีผลสัมฤทธิ์จริง Application (การประยุกต์ใช้): ในคดีนี้ ผู้ร้องได้ตั้งเป็นผู้ทำแผนในกระบวนการฟื้นฟูกิจการและได้ปฏิบัติหน้าที่ เช่น ตรวจสอบกิจการลูกหนี้และบริษัทลูก เสนอแผนจนที่ประชุมเจ้าหนี้ลงมติ ซึ่งแสดงว่าได้ปฏิบัติหน้าที่ตามสมควร การที่ศาลล่างกำหนดค่าตอบแทนเดือนละ 2,500,000 บาทจึงเหมาะสมแล้ว — ดังนั้นฎีกาของผู้ร้องในส่วนนี้ไม่ได้รับการสนับสนุน อย่างไรก็ดี เนื่องจากไม่มีการรวบรวมทรัพย์สินของลูกหนี้เป็นกองทรัพย์สินตามกระบวนการฟื้นฟูตามปกติ ผู้ร้องไม่อาจเรียกค่าตอบแทนจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ได้ ศาลจึงให้ยกคำสั่งและคำพิพากษาที่อนุญาตให้เรียกค่าตอบแทนจากกองทรัพย์สินนั้น Conclusion (บทสรุป): ผู้ร้องในฐานะผู้ทำแผนมีสิทธิเรียกค่าตอบแทนจากการปฏิบัติหน้าที่ก่อนคำสั่งยกเลิกฟื้นฟูได้ตามมาตรา 90/76 แต่ไม่อาจเรียกร้องอนุญาตให้ทำธุรกรรมว่าจ้างที่ปรึกษาหลังสิ้นอำนาจ และไม่สามารถเรียกค่าตอบแทนจากกองทรัพย์สินลูกหนี้เมื่อไม่มีการรวบรวมทรัพย์สินตามกระบวนการฟื้นฟู — ศาลฎีกาเมตตาแก้คำพิพากษาในส่วนดังกล่าว คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5755/2567 คำร้องในส่วนที่ผู้ร้องขออนุญาตทำธุรกรรมว่าจ้างที่ปรึกษากฎหมายในประเทศ ที่ปรึกษากฎหมายและที่ปรึกษาทางการเงินในต่างประเทศ และที่ปรึกษาด้านเหมืองแร่พร้อมกับเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระค่าใช้จ่ายในส่วนนี้นั้น เมื่อศาลมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้แล้ว กระบวนการฟื้นฟูกิจการภายใต้การกำกับของศาลและเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงสิ้นสุดลง อำนาจหน้าที่ของผู้ทำแผนในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ย่อมสิ้นสุดลงไปด้วย และกลับไปเป็นของผู้บริหารของลูกหนี้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ 2483 มาตรา 90/74 ศาลฎีกาจึงไม่อาจมีคำสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ผู้ร้องทำธุรกรรมตามคำร้องดังกล่าวได้ แต่สำหรับค่าตอบแทนในการทำหน้าที่ผู้ทำแผนของผู้ร้องนั้น เมื่อคำสั่งยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการไม่กระทบถึงการใดที่ผู้ทำแผนได้กระทำไปแล้วก่อนศาลมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการตามมาตรา 90/76 ประเด็นตามคำร้องในส่วนที่เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ร้องในฐานะผู้ทำแผนของลูกหนี้ตามมาตรา 90/25 ประกอบมาตรา 90/12 (9) จึงต้องพิจารณาว่าการกระทำที่ผู้ร้องได้ทำไปแล้วมีความสมบูรณ์และผู้ร้องมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนจากการกระทำดังกล่าวหรือไม่ เพียงใด ทั้งการพิจารณาคดีต่อไปจะทำให้ข้อโต้แย้งเกี่ยวกับค่าทำแผนระหว่างลูกหนี้กับผู้ร้องหมดไป ศาลฎีกาจึงมีอำนาจพิจารณาคำร้องในส่วนดังกล่าวต่อไปได้ พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 หมวด 3/1 ว่าด้วยกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้กำหนดให้ศาลเข้ามากำกับและตรวจสอบขั้นตอนและการกระทำต่าง ๆ เพื่อให้กระบวนการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ได้ดำเนินการสำเร็จลุล่วงไปด้วยความเรียบร้อย ซึ่งรวมทั้งเรื่องการตั้งและการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ทำแผน ศาลจึงมีอำนาจพิจารณาอนุญาตให้มีการจ่ายเงินเพื่อเป็นค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นของผู้ทำแผนได้ การที่จะพิจารณาให้ผู้ทำแผนมีสิทธิเรียกค่าตอบแทนได้เป็นจำนวนเท่าใด ศาลต้องพิจารณาถึงผลสำเร็จในการจัดทำแผนว่าแผนดังกล่าวมีหลักการและวิธีการฟื้นฟูกิจการเป็นไปตามกฎหมาย และสามารถนำไปใช้ในการฟื้นฟูกิจการได้หรือไม่ ทั้งต้องคำนึงถึงว่าผู้ทำแผนได้เข้าไปจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้หรือไม่ เพียงใด หาใช่ต้องกำหนดค่าตอบแทนให้ตามที่ผู้ร้องกับลูกหนี้ตกลงกัน คดีนี้เป็นเพียงชั้นกำหนดค่าตอบแทนให้แก่ผู้ร้องในฐานะผู้ทำแผนและอนุญาตให้ลูกหนี้ชำระหนี้ ประกอบกับในคดีฟื้นฟูกิจการไม่มีกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รวบรวมไว้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ลูกหนี้รับชำระค่าตอบแทนแก่ผู้ร้อง โดยให้ผู้ร้องเรียกค่าตอบแทนจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ จึงไม่ชอบ คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ และตั้งผู้ร้องเป็นผู้ทำแผน เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2560 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2561 ยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/58 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 90/48 วรรคสี่ ต่อมาศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2565 ให้พิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด และได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2566 ให้ลูกหนี้ล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องทำการว่าจ้างและชำระค่าบริการดังกล่าวกับจ่ายค่าตอบแทนแก่ผู้ร้องด้วย ลูกหนี้ และผู้คัดค้านทั้งเจ็ดสิบเอ็ดขอให้ยกคำร้อง ศาลล้มละลายกลาง มีคำสั่งให้ลูกหนี้รับผิดชำระค่าตอบแทนแก่ผู้ร้องในอัตราเดือนละ 2,500,000 บาท และให้ผู้บริหารแผนของลูกหนี้ได้รับค่าตอบแทนในอัตราเดียวกันนับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งตั้งเป็นผู้ทำแผนเป็นต้นไป แต่หากศาลมีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยแผน ให้ผู้ร้องได้รับค่าตอบแทนถึงเพียงวันที่ศาลมีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยแผน และให้ลูกหนี้รับผิดในค่าใช้จ่ายอันจำเป็นแก่ผู้ร้องอีก 150,000 เหรียญสหรัฐอเมริกา (ที่ถูก ดอลลาร์สหรัฐ) โดยให้ผู้ร้องเรียกเอาค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายดังกล่าวจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ผู้ร้อง ลูกหนี้ กับผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตจากศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้เป็นว่า ยกคำสั่งที่กำหนดค่าตอบแทนในส่วนผู้บริหารแผน กับค่าใช้จ่ายแก่ผู้ร้องเป็นเงิน 150,000 ดอลลาร์สหรัฐ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลล้มละลายกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ผู้ร้องฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า ลูกหนี้เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประกอบธุรกิจซื้อขายถ่านหิน โดยการสั่งซื้อถ่านหินจากต่างประเทศและส่งขายแก่ลูกค้าทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ลูกหนี้ยังถือหุ้นในบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับถ่านหินทั้งในและต่างประเทศ ได้แก่ บริษัท ย. เป็นนิติบุคคลจดทะเบียนตามกฎหมายไทย ประกอบธุรกิจซื้อและจำหน่ายถ่านหินให้แก่ลูกค้าในประเทศ รวมทั้งรับจ้างคัดแยกถ่านหินให้แก่ลูกหนี้ด้วย บริษัท ก. เป็นนิติบุคคลจดทะเบียนในสาธารณรัฐประชาชนจีน ประกอบธุรกิจซื้อและจำหน่ายถ่านหินให้แก่ลูกค้าภายในสาธารณรัฐประชาชนจีนและเป็นกิจการหลักที่สร้างรายได้ให้แก่ลูกหนี้ บริษัท น. เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายเขตบริหารพิเศษฮ่องกง เป็นบริษัทที่ถือหุ้นในกิจการอีก 2 บริษัท ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทเจ้าของสัมปทานเหมืองถ่านหินในสาธารณรัฐอินโดนีเซีย และบริษัท พ. เป็นนิติบุคคลจดทะเบียนในสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นเจ้าของสัมปทานเหมืองถ่านหินในสาธารณรัฐอินโดนีเซีย นอกจากนี้ลูกหนี้มีการนำสินทรัพย์หลักซึ่งประกอบด้วยเงินจ่ายล่วงหน้า ค่าสินค้าและเงินจองสิทธิในการซื้อสินค้าเข้าทำสัญญาแลกเปลี่ยนหุ้นในกลุ่มบริษัทต่างประเทศเพื่อให้ได้สิทธิในสัมปทานเหมืองถ่านหินในสาธารณรัฐอินโดนีเซียอีก 2 แห่ง โดย บริษัท ล. เป็นนิติบุคคลจดทะเบียนตามกฎหมายรัฐเอกราชซามัว ถือหุ้นโดย บริษัท น. เข้าถือหุ้นในบริษัท ท. (T) ซึ่งถือสิทธิในสัมปทานเหมืองถ่านหิน T บริษัท ซ. เป็นนิติบุคคลจดทะเบียนตามกฎหมายหมู่เกาะบริติชเวอร์จิน ถือหุ้นโดยบริษัท น. เข้าถือหุ้นในบริษัท จ. (J) ซึ่งถือสิทธิในสัมปทานเหมืองถ่านหิน J ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่าเมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้แล้ว ศาลฎีกายังคงมีอำนาจพิจารณาคำร้องของผู้ร้องในคดีนี้ต่อไปหรือไม่ เห็นว่า สำหรับคำร้องในส่วนที่ผู้ร้องขออนุญาตทำธุรกรรมว่าจ้างที่ปรึกษากฎหมายในประเทศ ที่ปรึกษากฎหมายและที่ปรึกษาทางการเงินในต่างประเทศ และที่ปรึกษาด้านเหมืองแร่พร้อมกับเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระค่าใช้จ่ายในส่วนนี้นั้น เมื่อศาล มีคำสั่งยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้แล้ว กระบวนการฟื้นฟูกิจการภายใต้การกำกับของศาลและเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงสิ้นสุดลง อำนาจหน้าที่ของผู้ทำแผนในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ย่อมสิ้นสุดลงไปด้วย โดยอำนาจหน้าที่ดังกล่าวกลับไปเป็นของผู้บริหารของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ 2483 มาตรา 90/74 ศาลฎีกาจึงไม่อาจมีคำสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ผู้ร้องทำธุรกรรมตามคำร้องดังกล่าวได้ แต่สำหรับคำร้องในส่วนที่เกี่ยวกับค่าตอบแทนในการทำหน้าที่ผู้ทำแผนของผู้ร้อง เมื่อคำสั่งยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการไม่กระทบถึงการใดที่ผู้ทำแผนได้กระทำไปแล้วก่อนศาลมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการตามมาตรา 90/76 ประเด็นตามคำร้องในส่วนที่เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ร้องในฐานะผู้ทำแผนของลูกหนี้ตามมาตรา 90/25 ประกอบมาตรา 90/12 (9) จึงต้องพิจารณาว่าการกระทำที่ผู้ร้องได้ทำไปแล้วมีความสมบูรณ์และผู้ร้องมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนจากการกระทำดังกล่าวหรือไม่ เพียงใด นอกจากนี้ การพิจารณาคดีนี้ต่อไปจะทำให้ข้อโต้แย้งเกี่ยวกับค่าทำแผนระหว่างลูกหนี้กับผู้ร้องหมดไป ศาลฎีกาจึงมีอำนาจพิจารณาคำร้องในส่วนดังกล่าวต่อไปได้ คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ลดค่าบริการทำแผนของผู้ร้องตามข้อตกลงลงเหลือ 2,500,000 บาท ขัดต่อความตกลงตามสัญญาที่คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายได้ตกลงกันไว้หรือไม่ เห็นว่า เมื่อพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 หมวด 3/1 ว่าด้วยกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้กำหนดให้ศาลเข้ามากำกับและตรวจสอบขั้นตอนและการกระทำต่าง ๆ เพื่อให้กระบวนการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ได้ดำเนินการสำเร็จลุล่วงไปด้วยความเรียบร้อย ซึ่งรวมทั้งเรื่องการตั้งและการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ทำแผน ศาลจึงมีอำนาจพิจารณาอนุญาตให้มีการจ่ายเงินจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้เพื่อเป็นค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นของผู้ทำแผนได้ การที่จะพิจารณาให้ผู้ทำแผนมีสิทธิเรียกค่าตอบแทนได้เป็นจำนวนเท่าใด ศาลต้องพิจารณาถึงผลสำเร็จในการจัดทำแผนว่าแผนดังกล่าวมีหลักการและวิธีการฟื้นฟูกิจการเป็นไปตามกฎหมาย และสามารถนำไปใช้ในการฟื้นฟูกิจการได้หรือไม่ ทั้งต้องคำนึงถึงว่าผู้ทำแผนได้เข้าไปจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้หรือไม่ เพียงใด หาใช่ต้องกำหนดค่าตอบแทนให้ตามที่ผู้ร้องกับลูกหนี้ตกลงกันดังที่ผู้ร้องอ้าง คดีนี้ตามทางนำสืบของผู้ร้องได้ความว่า ผู้ร้องทำแผนฟื้นฟูกิจการโดยได้ดำเนินการตรวจสอบสถานะทางการเงิน ตรวจสอบกิจการของลูกหนี้ รวมถึงบริษัทย่อยของลูกหนี้ที่เกี่ยวข้อง จนในที่สุดก็สามารถทำแผนฟื้นฟูกิจการเสนอให้ที่ประชุมเจ้าหนี้พิจารณาลงมติกันได้อันแสดงให้เห็นว่าผู้ร้องได้ปฏิบัติหน้าที่ผู้ทำแผนไปตามสมควร ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าตอบแทนให้ผู้ร้องเดือนละ 2,500,000 บาท นั้น เหมาะสมแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น อนึ่ง เนื่องจากคดีนี้เป็นเพียงชั้นกำหนดค่าตอบแทนให้แก่ผู้ร้องในฐานะผู้ทำแผนและอนุญาตให้ลูกหนี้ชำระหนี้ ประกอบกับในคดีฟื้นฟูกิจการไม่มีกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รวบรวมไว้ ที่ศาลล้มละลายกลางพิพากษาให้ลูกหนี้รับผิดชำระค่าตอบแทนแก่ผู้ร้อง โดยให้ผู้ร้องเรียกค่าตอบแทนจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้และศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืนในส่วนนี้มานั้น จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำสั่งศาลล้มละลายกลางและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษในส่วนที่ให้ผู้ร้องเรียกเอาค่าตอบแทนจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ แนวคำถาม - ธงคำตอบ ข้อ 1 เมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้แล้ว ผู้ทำแผนยังคงมีอำนาจในการจัดการกิจการของลูกหนี้และสามารถขออนุญาตศาลทำธุรกรรมใหม่ได้หรือไม่ โดยเฉพาะกรณีที่ผู้ทำแผนต้องการว่าจ้างที่ปรึกษากฎหมายและที่ปรึกษาทางการเงินในประเทศและต่างประเทศ ธงคำตอบ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/74 กำหนดชัดว่า เมื่อศาลมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการแล้ว อำนาจหน้าที่ของผู้ทำแผนในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ย่อมสิ้นสุดลงโดยผลของกฎหมาย อำนาจดังกล่าวกลับไปเป็นของผู้บริหารลูกหนี้ตามปกติ การขออนุญาตทำธุรกรรมใหม่ใด ๆ เช่นว่าจ้างที่ปรึกษากฎหมายหรือที่ปรึกษาทางการเงิน ย่อมอยู่นอกเหนืออำนาจของผู้ทำแผน ศาลจึงไม่มีอำนาจอนุญาตให้ทำธุรกรรมเช่นนั้นได้ ข้อ 2 ในกรณีที่ผู้ทำแผนได้ปฏิบัติหน้าที่บางส่วนก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ เช่น ตรวจสอบบัญชี ตรวจสอบกิจการของลูกหนี้ และจัดทำแผนเสนอเจ้าหนี้ การยกเลิกคำสั่งฟื้นฟูดังกล่าวจะมีผลทำให้สิทธิของผู้ทำแผนในการเรียกค่าตอบแทนสำหรับงานที่ทำไปแล้วสิ้นสุดลงด้วยหรือไม่ ธงคำตอบ มาตรา 90/76 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 บัญญัติไว้ว่า การยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการไม่กระทบถึงการใดที่ผู้ทำแผนได้กระทำไปก่อนแล้ว ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า ผู้ทำแผนยังคงมีสิทธิเรียกค่าตอบแทนสำหรับการปฏิบัติหน้าที่ก่อนคำสั่งยกเลิกได้ สิทธิของผู้ทำแผนในส่วนนี้เป็นสิทธิที่กฎหมายคุ้มครอง เพื่อให้ผู้ทำแผนได้รับผลตอบแทนจากการทำงานที่ได้ดำเนินการโดยสุจริตและตามกระบวนการก่อนสิ้นอำนาจ ข้อ 3 เมื่อผู้ทำแผนและลูกหนี้ได้ทำสัญญากำหนดค่าตอบแทนตามข้อตกลงกันไว้ เช่น เดือนละ 5,000,000 บาท ศาลจะต้องกำหนดค่าตอบแทนให้ตามข้อตกลงนั้นหรือไม่ หรือศาลมีอำนาจกำหนดจำนวนค่าตอบแทนตามความเหมาะสม ธงคำตอบ ศาลฎีกาวางหลักว่า การพิจารณาค่าตอบแทนของผู้ทำแผนอยู่ภายใต้ดุลพินิจของศาลตามมาตรา 90/25 ประกอบมาตรา 90/12 (9) ซึ่งบัญญัติให้ศาลมีอำนาจพิจารณาอนุญาตให้จ่ายค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นของผู้ทำแผนได้ โดยต้องคำนึงถึงผลสำเร็จของแผนฟื้นฟูกิจการ ความครบถ้วนของหลักการและวิธีการในแผน และการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ทำแผนจริง ไม่จำเป็นต้องกำหนดตามสัญญาที่คู่สัญญาตกลงกัน ศาลอาจกำหนดค่าตอบแทนที่เหมาะสมกว่าได้ ซึ่งในคดีนี้ศาลกำหนดเดือนละ 2,500,000 บาท ถือว่าเป็นจำนวนที่เหมาะสมตามผลการปฏิบัติหน้าที่จริงของผู้ร้อง ข้อ 4 การที่ศาลล้มละลายกลางและศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษกำหนดให้ผู้ทำแผนสามารถเรียกค่าตอบแทนจาก “กองทรัพย์สินของลูกหนี้” ทั้งที่ในคดีนี้ไม่มีการรวบรวมทรัพย์สินของลูกหนี้โดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ การกำหนดเช่นนี้ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ธงคำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การฟื้นฟูกิจการในคดีนี้ไม่มีการรวบรวมทรัพย์สินของลูกหนี้เป็นกองทรัพย์สินโดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ดังนั้น การที่ศาลล่างทั้งสองให้ผู้ร้องเรียกค่าตอบแทนจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะไม่มีฐานทางกฎหมายให้หักหรือใช้จ่ายจากทรัพย์สินของลูกหนี้ได้ ศาลฎีกาจึงแก้ไขให้ยกคำสั่งและคำพิพากษาในส่วนที่ให้ผู้ร้องเรียกเอาค่าตอบแทนจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ เพื่อให้เป็นไปตามหลักการที่ถูกต้องในกระบวนการฟื้นฟูกิจการ ข้อ 5 ในเมื่อผู้ทำแผนได้ทำหน้าที่ตรวจสอบกิจการ จัดทำแผน และเสนอให้ที่ประชุมเจ้าหนี้ลงมติ แต่แผนนั้นไม่ได้ถูกนำไปใช้เพราะศาลมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูภายหลัง ผู้ทำแผนยังสามารถถือว่าปฏิบัติหน้าที่สำเร็จสมบูรณ์และมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนเต็มจำนวนหรือไม่ ธงคำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การพิจารณาว่าผู้ทำแผนมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนเพียงใด ต้องดูที่ผลสำเร็จของการจัดทำแผนและการปฏิบัติหน้าที่โดยรวม แม้แผนจะไม่ได้ถูกนำไปใช้เนื่องจากศาลยกเลิกการฟื้นฟู แต่หากผู้ทำแผนได้ปฏิบัติหน้าที่ตามสมควร เช่น ตรวจสอบข้อมูลการเงิน วิเคราะห์กิจการ และจัดทำแผนเสนอที่ประชุมเจ้าหนี้จนลงมติได้ ก็ถือว่าได้ทำหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย ศาลสามารถกำหนดค่าตอบแทนตามความเหมาะสมของงานที่ได้ทำ ซึ่งในคดีนี้ศาลเห็นว่าผู้ร้องปฏิบัติหน้าที่ครบถ้วนพอสมควร จึงให้ได้รับค่าตอบแทนในอัตราเดือนละ 2,500,000 บาท ถือว่าเป็นการพิจารณาอย่างเป็นธรรมและอยู่ในขอบเขตของกฎหมาย. |




