
| ศาลฎีกาวินิจฉัยเงื่อนไขการฟื้นฟูกิจการ: ลูกหนี้ขาดทุนต่อเนื่อง หนี้สินเพิ่มขึ้น และแผนฟื้นฟูไม่มีความเป็นรูปธรรม ศาลอาจยกคำร้องได้
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้นิติบุคคลที่ประกอบธุรกิจศูนย์การค้าและบริการด้านอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งมีหนี้สินล้นพ้นตัวและขาดทุนจากการดำเนินกิจการต่อเนื่องหลายปี ทั้งที่ตั้งอยู่ในทำเลเชิงพาณิชย์สำคัญ ศาลฎีกาได้วินิจฉัยเกณฑ์เรื่องเหตุอันสมควรและช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พศ 2483 มาตรา 90/3 และมาตรา 90/6 โดยพิจารณาจากงบการเงิน ภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประสิทธิภาพการบริหารจัดการของลูกหนี้ การที่เจ้าหนี้รายใหญ่และเจ้าหนี้รวม 46 รายคัดค้านคำร้อง ตลอดจนการไม่มีการสนับสนุนทางการเงินจากสถาบันการเงิน ศาลจึงเห็นว่าไม่มีเหตุอันสมควรและไม่มีช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ได้ และพิพากษากลับให้ยกคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ในที่สุด คดีนี้มีคำถามที่น่าสนใจดังต่อไปนี้ 1 การประกอบกิจการที่ขาดทุนต่อเนื่องและมีหนี้สินล้นพ้นตัวเพียงใดจึงจะถือเป็นเหตุอันสมควรตามกฎหมายให้ศาลมีคำสั่งฟื้นฟูกิจการ 2 แผนฟื้นฟูกิจการที่ปราศจากรายละเอียดในทางปฏิบัติและไม่มีแหล่งเงินทุนรองรับจะเพียงพอต่อการพิสูจน์ว่ามีช่องทางฟื้นฟูตามมาตรา 90/3 และ 90/6 หรือไม่ 3 การคัดค้านของเจ้าหนี้ส่วนใหญ่ประกอบกับสถานะสภาพคล่องของลูกหนี้ที่ถดถอยต่อเนื่องย่อมมีผลกระทบเพียงใดต่อดุลพินิจศาลในการวินิจฉัยสิทธิขอฟื้นฟูกิจการ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า การยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้มี “เหตุอันสมควรและมีช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการ” ตามกฎหมายล้มละลายหรือไม่ ในเมื่อฐานะการเงินของลูกหนี้ขาดทุนต่อเนื่อง หนี้สินล้นพ้นตัว และเจ้าหนี้ส่วนใหญ่คัดค้านแผนฟื้นฟู ศาลฎีกาจึงพิเคราะห์อย่างเคร่งครัดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พศ 2483 มาตรา 90/3 มาตรา 90/6 และมาตรา 90/10 ว่ากรณีนี้ไม่เข้าเกณฑ์ให้มีคำสั่งฟื้นฟูกิจการ มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ ได้แก่ พระราชบัญญัติล้มละลาย พศ 2483 มาตรา 90/3 มาตรา 90/6 และมาตรา 90/10 key words ที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. เหตุอันสมควรและช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการ เป็นหัวใจสำคัญของคดี ศาลพิจารณาว่าแผนและช่องทางที่ลูกหนี้เสนอสามารถทำให้กิจการกลับมาดำเนินการตามปกติและชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ได้จริงหรือไม่ เมื่อแผนฟื้นฟูขาดรายละเอียดเชิงปฏิบัติและไม่มีน้ำหนักเพียงพอ ศาลจึงเห็นว่าไม่มีเหตุอันสมควรและไม่มีช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการตามที่กฎหมายต้องการ 2. หนี้สินล้นพ้นตัวและฐานะการเงินขาดทุนต่อเนื่อง ศาลใช้ตัวเลขในงบการเงินเป็นหลักในการประเมิน พบว่าลูกหนี้มีหนี้สินรวมสูงกว่าสินทรัพย์อย่างมาก และมีหนี้สินเพิ่มขึ้นทุกปีพร้อมทั้งขาดทุนเบ็ดเสร็จต่อเนื่อง แสดงให้เห็นว่าสภาพกิจการอยู่ในภาวะวิกฤต ไม่สอดคล้องกับการกล่าวอ้างว่าจะสามารถฟื้นฟูกิจการได้ในเชิงธุรกิจ 3. งบการเงินและพยานหลักฐานด้านการเงิน ศาลฎีกาย้ำว่าการไต่สวนคำร้องฟื้นฟูต้องอาศัยงบแสดงฐานะการเงิน งบกำไรขาดทุน และพยานหลักฐานด้านการเงินอื่นประกอบ ไม่อาจยึดถือแต่คำเบิกความของกรรมการลูกหนี้เพียงปากเดียว การวินิจฉัยจึงต้องตั้งอยู่บนข้อมูลทางบัญชีที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม 4. การคัดค้านของเจ้าหนี้รายใหญ่และเจ้าหนี้รวม 46 ราย ข้อเท็จจริงที่ผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่และเจ้าหนี้อื่นรวม 46 ราย คัดค้านคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ ประกอบกับไม่มีสถาบันการเงินใดให้การสนับสนุนทางการเงินเพิ่มเติม เป็นปัจจัยสำคัญที่ศาลนำมาวินิจฉัยว่าช่องทางในการฟื้นฟูกิจการไม่มีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ 5. การใช้ดุลพินิจตามมาตรา 90/3 มาตรา 90/6 และมาตรา 90/10 ศาลฎีกาแสดงแนวทางว่าการใช้ดุลพินิจในการมีหรือไม่มีคำสั่งฟื้นฟูกิจการ ต้องพิจารณาอย่างเคร่งครัดตามองค์ประกอบของมาตรา 90/3 และมาตรา 90/6 และต้องไต่สวนเอาความจริงตามมาตรา 90/10 โดยคำนึงถึงข้อเท็จจริงทางธุรกิจและฐานะการเงินที่แท้จริง หากปรากฏว่าขาดเหตุอันสมควรและช่องทางในการฟื้นฟู ศาลต้องมีคำสั่งยกคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ คดีนี้เป็นคดีฟื้นฟูกิจการลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พศ 2483 ที่มีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการใช้ดุลพินิจของศาลในการพิจารณาว่ามีเหตุอันสมควรและมีช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้หรือไม่ ภายใต้บริบทที่ลูกหนี้เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีทุนจดทะเบียนสูง ประกอบธุรกิจบริการด้านอสังหาริมทรัพย์โดยจัดตั้งศูนย์การค้าและพื้นที่ให้เช่าในทำเลสำคัญของกรุงเทพมหานคร แต่มีฐานะทางการเงินที่ขาดทุนต่อเนื่องและมีหนี้สินล้นพ้นตัว กรอบกฎหมายสำคัญที่ศาลฎีกานำมาวินิจฉัย ได้แก่ มาตรา 90/3 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พศ 2483 ว่าด้วยเงื่อนไขเบื้องต้นของการยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ ได้แก่ การมีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่สามารถชำระหนี้ตามกำหนด และต้องมีเหตุอันสมควรและช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการ มาตรา 90/6 กำหนดให้คำร้องต้องแสดงโดยชัดแจ้งถึงหนี้สินล้นพ้นตัว รายชื่อเจ้าหนี้ และเหตุอันสมควรและช่องทางในการฟื้นฟูกิจการ รวมทั้งหากลูกหนี้เป็นผู้ร้องต้องแนบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินทั้งหมดพร้อมคำร้อง มาตรา 90/10 กำหนดให้ศาลต้องไต่สวนเอาความจริงตามมาตรา 90/3 หากปรากฏว่ามีเหตุอันสมควรและมีช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการ และผู้ร้องยื่นคำร้องโดยสุจริต ศาลจึงมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ และหากไม่เข้าเงื่อนไขดังกล่าว ศาลต้องมีคำสั่งยกคำร้อง คดีนี้จึงมีความสำคัญในเชิงแนวทางว่า ศาลจะใช้ดุลพินิจเข้มงวดเพียงใดในการประเมินความเป็นไปได้ในทางธุรกิจของแผนฟื้นฟูภายใต้สถานการณ์ที่ลูกหนี้ขาดทุนต่อเนื่องและมีเจ้าหนี้จำนวนมากคัดค้าน ข้อเท็จจริงโดยสังเขปของคดี ลูกหนี้เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เดิมใช้ชื่อหลายชื่อ และภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท ด จำกัด มีทุนจดทะเบียน 620,000,000 บาท ประกอบธุรกิจบริการด้านอสังหาริมทรัพย์ โดยเช่าที่ดินจากการรถไฟแห่งประเทศไทยประมาณ 7.93 ไร่ บริเวณถนนกำแพงเพชร 2 เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร เพื่อพัฒนาเป็นอาคารศูนย์การค้าสูง 9 ชั้น ใช้ชื่อศูนย์การค้า บ และจัดแบ่งพื้นที่ให้เช่าทำการค้าตั้งแต่ชั้น 1 ถึงชั้น 7 ลูกหนี้ได้เปิดให้ผู้เช่าพื้นที่ทำสัญญาเช่าต่อเนื่องและมีการเปิดตัวโครงการศูนย์การค้าอย่างเป็นทางการ ต่อมาเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 รัฐบาลมีมาตรการตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พศ 2548 รวมทั้งคำสั่งปิดห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้าชั่วคราว ทำให้ผู้เช่าพื้นที่จำนวนมากร่วมกันฟ้องลูกหนี้ต่อศาลแพ่งขอบอกเลิกสัญญาและเรียกค่าเสียหาย โดยอ้างว่าลูกหนี้ไม่สามารถเปิดศูนย์การค้าได้ตามที่โฆษณา ในขณะเดียวกัน ลูกหนี้ได้ทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นสถาบันการเงิน โดยมีหนี้ตามสัญญาปรับโครงสร้างหนี้จำนวน 1,829,496,314.59 บาท และยังมีหนี้ต่อการรถไฟแห่งประเทศไทยในฐานะผู้ให้เช่าที่ดินและรับค่าเช่าพื้นที่ล่วงหน้า จากงบแสดงฐานะทางการเงิน ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 ลูกหนี้มีหนี้สินหมุนเวียนและไม่หมุนเวียนรวม 4,017,479,596.41 บาท มีสินทรัพย์รวม 1,929,034,422.27 บาท และ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2563 มีหนี้สินรวม 5,400,107,071.64 บาท มีสินทรัพย์รวม 1,865,911,104.80 บาท แสดงให้เห็นฐานะหนี้สินล้นพ้นตัวและมีหนี้สินเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในส่วนของรายได้จากค่าเช่าและค่าบริการ ลูกหนี้มีรายได้เพิ่มขึ้นในแต่ละปี ตั้งแต่ปี 2561 ถึง 2563 แต่ค่าใช้จ่ายต้นทุนของการให้เช่าและบริการกลับสูงกว่ารายได้ทุกปี ส่งผลให้มียอดขาดทุนเบ็ดเสร็จเพิ่มขึ้นและฐานะทางการเงินเลวร้ายลง ลูกหนี้ได้ยื่นคำร้องต่อศาลล้มละลายกลาง ขอให้มีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และแต่งตั้งนางโสภาเป็นผู้บริหารแผนชั่วคราว ขณะที่ผู้คัดค้านรวม 46 ราย ซึ่งรวมถึงผู้คัดค้านที่ 1 และเจ้าหนี้รายอื่น ยื่นคำคัดค้านและขอให้ศาลยกคำร้อง ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ลูกหนี้อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษากลับ ให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และแต่งตั้งนางโสภาเป็นผู้ทำแผน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ ผู้คัดค้านที่ 7 ได้รับอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายจึงวินิจฉัยในประเด็นดังต่อไปนี้ ประเด็นข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัย ประเด็นหลักที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 7 คือ ว่ามีเหตุอันสมควรและมีช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ได้หรือไม่ ภายใต้เงื่อนไขตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พศ 2483 มาตรา 90/3 และมาตรา 90/6 โดยแก่นของประเด็นดังกล่าวคือ การเสนอแผนฟื้นฟูกิจการและช่องทางในการปรับโครงสร้างหนี้และลดต้นทุนที่ลูกหนี้นำเสนอนั้น มีความเป็นไปได้จริงในเชิงธุรกิจเพียงใด สามารถทำให้กิจการกลับคืนสู่สภาพที่สามารถดำเนินกิจการตามปกติและชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ได้ครบถ้วนหรือไม่ ศาลต้องใช้ดุลพินิจอย่างไรในการประเมินงบการเงิน ผลประกอบการ การบริหารจัดการ การสนับสนุนจากสถาบันการเงิน และท่าทีของเจ้าหนี้รายใหญ่และเจ้าหนี้ส่วนใหญ่ต่อแผนฟื้นฟู หากเห็นว่าไม่มีเหตุอันสมควรและไม่มีช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการ ศาลจะต้องมีคำสั่งยกคำร้อง แม้ลูกหนี้จะอ้างปัจจัยภายนอก เช่น สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคหรือสภาวะเศรษฐกิจและการเมืองก็ตาม บทบัญญัติกฎหมายที่เกี่ยวข้อง มาตรา 90/3 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พศ 2483 กำหนดว่า เมื่อลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่สามารถที่จะชำระหนี้ตามกำหนดได้ และเป็นหนี้เจ้าหนี้คนเดียวหรือหลายคนรวมกันเป็นจำนวนแน่นอนไม่น้อยกว่าสิบล้านบาท ถ้ามีเหตุอันสมควรและมีช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการ บุคคลตามมาตรา 90/4 อาจยื่นคำร้องขอต่อศาลให้มีการฟื้นฟูกิจการได้ มาตรา 90/6 กำหนดรายละเอียดของคำร้องขอฟื้นฟูกิจการว่าต้องระบุอย่างชัดแจ้งถึง หนึ่ง ความมีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่สามารถชำระหนี้ตามกำหนด สอง รายชื่อและที่อยู่ของเจ้าหนี้ที่ลูกหนี้เป็นหนี้อยู่รวมไม่น้อยกว่าสิบล้านบาท สาม เหตุอันสมควรและช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการ และบัญญัติให้กรณีที่ลูกหนี้เป็นผู้ร้อง ต้องแนบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินทั้งหมด พร้อมรายชื่อและที่อยู่ของเจ้าหนี้ทุกคน เพื่อให้ศาลสามารถไต่สวนความจริงได้ครบถ้วนตามมาตรา 90/3 มาตรา 90/10 บัญญัติให้ศาลต้องไต่สวนเอาความจริงตามข้อกำหนดในมาตรา 90/3 หากมีเหตุอันสมควรและมีช่องทางจะฟื้นฟูกิจการ และผู้ร้องยื่นคำร้องโดยสุจริต ศาลจึงมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ มิฉะนั้นให้ยกคำร้อง แนวทางการตีความของศาลฎีกาในคดีนี้ จึงให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อคำว่า เหตุอันสมควร และ ช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการ ว่าต้องมีมูลฐานจากข้อเท็จจริงทางการเงินและทางธุรกิจที่ชัดเจน ไม่ใช่เพียงการคาดการณ์หรือสมมติฐานในอนาคต เหตุผลและการวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยพิจารณาจากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานด้านงบการเงินและการดำเนินกิจการของลูกหนี้ในช่วงเวลาที่เกี่ยวข้อง พบข้อเท็จจริงสำคัญดังนี้ หนึ่ง จากงบแสดงฐานะทางการเงินของลูกหนี้ในปี 2561 ถึง 2563 ลูกหนี้มีหนี้สินเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งจำนวนหนี้สินรวมและยอดขาดทุนเบ็ดเสร็จ โดยในแต่ละปีค่าใช้จ่ายในส่วนต้นทุนของการให้เช่าและบริการสูงกว่ารายได้ที่ได้รับทุกปี สะท้อนว่าการประกอบกิจการมีลักษณะขาดทุนต่อเนื่อง สอง แม้จะมีการอ้างว่าทำเลที่ตั้งของศูนย์การค้า บ เป็นศูนย์รวมการคมนาคมสำคัญของกรุงเทพมหานคร ใกล้แหล่งท่องเที่ยวและระบบขนส่งมวลชนหลากหลายรูปแบบ ซึ่งโดยสภาพน่าจะเป็นข้อได้เปรียบทางธุรกิจ แต่ลูกหนี้กลับไม่สามารถใช้ปัจจัยดังกล่าวในการบริหารกิจการให้มีกำไรได้ สาม ลูกหนี้เสนอช่องทางในการฟื้นฟูกิจการโดยการปรับโครงสร้างหนี้ เช่น การขยายระยะเวลาชำระหนี้ การลดอัตราดอกเบี้ย และการปรับปรุงรูปแบบธุรกิจด้วยการทำ E commerce ใช้ช่องทางออนไลน์เพิ่มขึ้น รวมถึงแนวทางลดต้นทุน อย่างไรก็ดี ศาลเห็นว่าแนวทางดังกล่าวไม่มีรายละเอียดเชิงปฏิบัติที่เพียงพอ ไม่อาจพิจารณาได้ว่ามีโอกาสในทางธุรกิจที่จะทำให้กิจการฟื้นตัวและมีรายได้เพียงพอในการชำระหนี้ทั้งหมด สี่ รูปแบบธุรกิจ E commerce ที่ลูกหนี้อ้างยังมีลักษณะสวนทางกับโมเดลรายได้หลักของลูกหนี้เอง เพราะเป็นธุรกิจที่ไม่จำเป็นต้องเช่าอาคารเพื่อทำเป็นร้านค้า จึงอาจทำให้จำนวนผู้เช่าพื้นที่และรายได้ค่าเช่าในอาคารลดลง ส่งผลให้ความสามารถในการชำระหนี้ยิ่งลดลงไปอีก ห้า ก่อนการยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ ลูกหนี้ได้ทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับผู้คัดค้านที่ 1 แต่ก็ยังไม่สามารถนำรายได้มาชำระหนี้ได้ครบถ้วน สามารถผ่อนชำระได้เพียงบางส่วนเท่านั้น แสดงว่าการปรับโครงสร้างหนี้ที่เคยดำเนินการมาแล้วไม่สามารถแก้ไขปัญหาทางการเงินได้จริง หก ในชั้นพิจารณา ผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ และเจ้าหนี้อื่นรวม 46 ราย ต่างคัดค้านการร้องขอฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ อีกทั้งไม่ปรากฏว่ามีสถาบันการเงินใดให้การสนับสนุนทางด้านเงินทุนหรือแหล่งเงินกู้ใหม่เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนในการประกอบธุรกิจ ศาลฎีกาจึงเห็นว่า เมื่อพิจารณารวมกันทั้งฐานะทางการเงิน ผลประกอบการ การบริหารจัดการ การถูกเจ้าหนี้ฟ้องคดีหลายราย รายได้ที่มีจำกัด และการขาดการสนับสนุนทางการเงิน ตลอดจนการคัดค้านของเจ้าหนี้ส่วนใหญ่แล้ว ย่อมฟังได้ว่า ไม่มีเหตุอันสมควรและไม่มีช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ได้ตามความหมายของมาตรา 90/3 และมาตรา 90/6 ในส่วนที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษอาศัยเพียงคำเบิกความของนางโสภา กรรมการของลูกหนี้ โดยเห็นว่าไม่มีการถามค้านให้เปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงในสาระสำคัญนั้น ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นการไต่สวนที่ไม่ครบถ้วน เนื่องจากไม่ได้คำนึงถึงงบการเงินและพยานหลักฐานอื่นที่สะท้อนฐานะทางการเงินที่แท้จริงของลูกหนี้ จึงไม่เป็นการไต่สวนเอาความจริงครบถ้วนตามที่มาตรา 90/3 และมาตรา 90/10 กำหนด ศาลฎีกาจึงพิพากษากลับ ให้ยกคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ เมื่อได้วินิจฉัยว่าไม่มีเหตุอันสมควรและไม่มีช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการแล้ว ศาลเห็นว่าไม่จำต้องวินิจฉัยเพิ่มเติมในประเด็นว่าลูกหนี้ยื่นคำร้องโดยสุจริตหรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป วิเคราะห์หลักกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 304/2568 แสดงหลักสำคัญดังต่อไปนี้ หนึ่ง การฟื้นฟูกิจการเป็นมาตรการพิเศษซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ลูกหนี้ที่ประสบปัญหาสภาพคล่องทางการเงินชั่วคราว แต่ยังมีศักยภาพทางธุรกิจ สามารถปรับโครงสร้างหนี้และปรับโครงสร้างกิจการเพื่อกลับมาดำเนินกิจการตามปกติได้ ดังนั้น ศาลจะใช้ดุลพินิจอย่างระมัดระวัง โดยไม่อนุญาตให้ใช้กระบวนการฟื้นฟูเป็นเพียงเครื่องมือถ่วงเวลาในการชำระหนี้ สอง การมีหนี้สินล้นพ้นตัวเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะให้ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ ต้องปรากฏด้วยว่ามีเหตุอันสมควรและมีช่องทางที่แท้จริงในการทำให้กิจการกลับมามีกำไรและมีความสามารถในการชำระหนี้ ตามที่มาตรา 90/3 และมาตรา 90/6 บัญญัติ สาม งบการเงินและฐานะทางการเงินของลูกหนี้ในช่วงเวลาก่อนการยื่นคำร้องเป็นพยานหลักฐานสำคัญที่ศาลต้องพิจารณาอย่างละเอียด หากพบว่าขาดทุนต่อเนื่อง หนี้สินเพิ่มขึ้นอย่างมาก และรายได้หลักไม่เพียงพอเทียบกับต้นทุน การอ้างปัจจัยภายนอกหรือการคาดการณ์สถานการณ์ในอนาคตก็ไม่เพียงพอที่จะถือเป็นเหตุอันสมควรในการฟื้นฟูกิจการ สี่ แนวทางหรือแผนการฟื้นฟูต้องมีรายละเอียดที่ชัดเจน สามารถประเมินได้ในเชิงธุรกิจว่ามีโอกาสสำเร็จ ไม่ใช่เพียงถ้อยคำทั่วไป เช่น การขยายเวลาชำระหนี้ การลดอัตราดอกเบี้ย หรือการหันไปทำธุรกิจออนไลน์ หากไม่แสดงให้เห็นว่ามีรายได้และกำไรเพิ่มขึ้นในระดับที่จะชำระหนี้ทั้งหมดได้จริง ห้า ความเห็นของเจ้าหนี้รายใหญ่และเจ้าหนี้ส่วนใหญ่ โดยเฉพาะการคัดค้านแผนฟื้นฟูและการขาดการสนับสนุนด้านเงินทุนจากสถาบันการเงิน เป็นปัจจัยสำคัญที่ศาลนำมาประกอบการพิจารณาว่ามีช่องทางในการฟื้นฟูกิจการหรือไม่ หก คดีนี้สะท้อนให้เห็นว่า ศาลฎีกาเน้นย้ำการปฏิบัติตามบทบัญญัติมาตรา 90/3 90/6 และ 90/10 อย่างเคร่งครัด โดยเน้นการไต่สวนข้อเท็จจริงจากงบการเงินและพยานหลักฐานปรากฏเป็นสำคัญ มากกว่าการยึดถือแต่เพียงคำเบิกความของกรรมการลูกหนี้ฝ่ายเดียว ข้อคิดทางกฎหมาย จากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 304/2568 อาจสรุปข้อคิดทางกฎหมายและแนวปฏิบัติสำหรับผู้เกี่ยวข้องได้ดังนี้ หนึ่ง ลูกหนี้ที่ประสงค์จะยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต้องเตรียมงบการเงินและเอกสารทางบัญชีที่สะท้อนสถานะทางการเงินอย่างครบถ้วน และต้องสามารถอธิบายได้ว่าภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว เหตุใดจึงยังมีเหตุอันสมควรและมีช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการได้ สอง การจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการหรือการเสนอช่องทางที่จะฟื้นฟู ต้องมีรายละเอียดเป็นรูปธรรม แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงกลยุทธ์ทางธุรกิจ การปรับโครงสร้างหนี้ การเพิ่มรายได้ การลดต้นทุน และผลคาดหมายต่อกระแสเงินสดและความสามารถในการชำระหนี้ สาม การเจรจากับเจ้าหนี้และการได้รับการสนับสนุนจากเจ้าหนี้รายใหญ่และสถาบันการเงินเป็นปัจจัยสำคัญ หากเจ้าหนี้ส่วนใหญ่คัดค้านและไม่มีแหล่งเงินทุนรองรับ การอ้างช่องทางฟื้นฟูกิจการก็ยากจะได้รับความเชื่อถือจากศาล สี่ ทนายความและที่ปรึกษากฎหมายควรให้ความสำคัญกับการจัดทำคำร้องขอฟื้นฟูกิจการให้สอดคล้องกับมาตรา 90/3 และมาตรา 90/6 ทั้งในส่วนข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย เพื่อให้ศาลสามารถไต่สวนเอาความจริงได้ครบถ้วนและชัดเจน ห้า คำพิพากษาฎีกานี้เป็นตัวอย่างสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่า ศาลจะไม่ยอมให้ใช้กระบวนการฟื้นฟูกิจการเป็นเพียงเครื่องมือในการหลีกเลี่ยงการบังคับคดีหรือยืดระยะเวลาการชำระหนี้ หากปราศจากศักยภาพทางธุรกิจและแผนฟื้นฟูที่เป็นจริงและมีน้ำหนักเพียงพอ IRAC Issue ประเด็นปัญหา ว่ามีเหตุอันสมควรและมีช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พศ 2483 มาตรา 90/3 และมาตรา 90/6 หรือไม่ ภายใต้ข้อเท็จจริงที่ลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว ขาดทุนต่อเนื่องจากการดำเนินกิจการ และเจ้าหนี้รวม 46 รายซึ่งรวมถึงเจ้าหนี้รายใหญ่คัดค้านคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ Rule บทกฎหมายที่ใช้บังคับ มาตรา 90/3 กำหนดว่า เมื่อลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่สามารถชำระหนี้ตามกำหนด และเป็นหนี้รวมไม่น้อยกว่าสิบล้านบาท ถ้ามีเหตุอันสมควรและมีช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการ บุคคลตามมาตรา 90/4 จึงจะยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการได้ มาตรา 90/6 กำหนดให้คำร้องต้องระบุโดยชัดแจ้งถึงหนี้สินล้นพ้นตัว รายชื่อเจ้าหนี้ และเหตุอันสมควรและช่องทางฟื้นฟูกิจการ และหากลูกหนี้เป็นผู้ร้องต้องแนบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินทั้งหมดพร้อมคำร้อง มาตรา 90/10 กำหนดให้ศาลต้องไต่สวนเอาความจริงตามเกณฑ์ในมาตรา 90/3 หากปรากฏว่ามีเหตุอันสมควรและมีช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการ และผู้ร้องยื่นคำร้องโดยสุจริต ศาลจึงมีคำสั่งให้ฟื้นฟู หากไม่เข้าเงื่อนไขดังกล่าว ศาลต้องยกคำร้อง Application การประยุกต์ใช้บทกฎหมายกับข้อเท็จจริง จากข้อเท็จจริงที่ศาลฎีกาวินิจฉัย ลูกหนี้มีหนี้สินรวมสูงกว่าสินทรัพย์อย่างมากทั้งในปี 2562 และ 2563 และมีหนี้สินเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ผลการดำเนินงานเป็นการขาดทุน เบ็ดเสร็จในแต่ละปี แม้รายได้จากค่าเช่าและค่าบริการจะเพิ่มขึ้น แต่ค่าใช้จ่ายต้นทุนสูงกว่ารายได้ทุกปี เมื่อพิจารณาช่องทางฟื้นฟูที่ลูกหนี้เสนอ ได้แก่ การปรับโครงสร้างหนี้ การขยายเวลาชำระหนี้ การลดดอกเบี้ย และการทำธุรกิจ E commerce ศาลเห็นว่าแนวทางดังกล่าวไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจน ไม่ปรากฏตัวเลขหรือแผนการดำเนินงานที่สามารถทำให้เชื่อได้ว่ารายได้และกำไรจะเพิ่มขึ้นในระดับที่สามารถชำระหนี้ทั้งหมดได้จริง อีกทั้งโมเดลธุรกิจ E commerce ยังมีแนวโน้มลดความจำเป็นในการเช่าพื้นที่ในอาคาร ทำให้รายได้หลักของลูกหนี้ซึ่งมาจากค่าเช่าพื้นที่และค่าบริการอาจกลับยิ่งลดลง นอกจากนี้ การที่ลูกหนี้เคยทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับผู้คัดค้านที่ 1 แล้วไม่สามารถชำระหนี้ตามโครงสร้างหนี้ใหม่ได้เต็มจำนวน รวมทั้งการที่ไม่มีสถาบันการเงินใดพร้อมสนับสนุนเงินทุนเพิ่ม และเจ้าหนี้รวม 46 รายคัดค้านคำร้อง ยิ่งแสดงให้เห็นว่าช่องทางในการฟื้นฟูกิจการไม่มั่นคงและไม่มีน้ำหนักเพียงพอ ศาลฎีกาจึงประยุกต์ใช้มาตรา 90/3 90/6 และ 90/10 โดยตีความคำว่า เหตุอันสมควร และ ช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการ อย่างเคร่งครัด โดยกำหนดให้ต้องมีข้อเท็จจริงด้านการเงินและแผนธุรกิจที่เป็นรูปธรรมรองรับ มิใช่เพียงการคาดหวังหรือการประเมินเชิงอนาคตโดยปราศจากหลักฐานทางบัญชีและตัวเลขที่ชัดเจน Conclusion ข้อสรุป ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในคดีนี้แม้ลูกหนี้จะมีหนี้สินล้นพ้นตัวและเข้าเงื่อนไขเบื้องต้นเรื่องวงเงินหนี้ตามมาตรา 90/3 แต่เมื่อพิจารณางบการเงิน ผลการดำเนินงานที่ขาดทุนต่อเนื่อง การเพิ่มขึ้นของหนี้สิน การขาดประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ การที่เจ้าหนี้ส่วนใหญ่คัดค้านคำร้อง และการขาดการสนับสนุนทางการเงินจากสถาบันการเงินแล้ว เห็นได้ชัดว่าไม่มีเหตุอันสมควรและไม่มีช่องทางที่แท้จริงที่จะฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ได้ ศาลฎีกาจึงพิพากษากลับให้ยกคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ คำพิพากษานี้จึงเป็นแนวทางสำคัญที่ยืนยันว่าการฟื้นฟูกิจการเป็นมาตรการพิเศษที่ใช้ได้เฉพาะกรณีที่มีศักยภาพทางธุรกิจและแผนฟื้นฟูที่มีน้ำหนักทางข้อเท็จจริงและกฎหมายเท่านั้น ไม่อาจใช้เพื่อยืดเวลาหรือหลีกเลี่ยงภาระหนี้โดยปราศจากโอกาสฟื้นตัวที่แท้จริงได้ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 304/2568 การพิจารณาว่ามีเหตุอันสมควรและช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ได้หรือไม่ ต้องพิจารณาว่าช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการที่มีการเสนอแผนฟื้นฟูกิจการนั้นจะทำให้กิจการของลูกหนี้กลับคืนสู่สภาพที่สามารถดำเนินกิจการตามปกติที่ไม่มีหนี้สินต่อไปได้หรือไม่ โดยต้องคำนึงถึงงบการเงินในการดำเนินกิจการของลูกหนี้ในปีที่ผ่านมาประกอบพยานหลักฐานอื่นด้วย เมื่อพิจารณางบแสดงฐานะทางการเงินของลูกหนี้แล้วพบว่าลูกหนี้ประกอบกิจการขาดทุนและมีหนี้สินเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ช่องทางในการฟื้นฟูกิจการและแนวทางในการลดต้นทุนที่ลูกหนี้เสนอไม่ปรากฏรายละเอียดในการดำเนินการเพียงพอให้พิจารณาว่าจะมีโอกาสในทางธุรกิจอันเป็นช่องทางในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ได้หรือไม่ อย่างไร และจะมีรายได้จากการประกอบกิจการอย่างไรพอที่จะนำมาชำระหนี้ให้แก่บรรดาเจ้าหนี้ได้ ทั้งยังได้ความว่าก่อนที่จะขอฟื้นฟูกิจการลูกหนี้ทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับผู้คัดค้านที่ 1 แต่ไม่สามารถนำรายได้มาชำระหนี้ตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ได้ทั้งหมด อีกทั้งในชั้นพิจารณาผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่และเจ้าหนี้อื่นรวม 46 ราย คัดค้านการร้องขอฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ประกอบกับไม่ปรากฏว่ามีสถาบันการเงินใดให้การสนับสนุนทางด้านเงินทุนหรือมีแหล่งเงินกู้เพิ่มเติมแก่ลูกหนี้เพื่อใช้จ่ายเป็นทุนหมุนเวียนในการประกอบธุรกิจอันจะก่อให้เกิดรายได้ที่จะนำมาชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ได้ทั้งหมด เมื่อพิจารณาถึงปัจจัยหลักในการดำเนินกิจการของลูกหนี้ที่ประสบปัญหาไม่ว่าจะเป็นการขาดสภาพคล่องทางการเงิน การบริหารจัดการของลูกหนี้ การถูกเจ้าหนี้ฟ้องคดีหลายราย หรือรายได้ที่ไม่เพียงพอต่อการชำระหนี้ที่มีจำนวนมากได้ทั้งหมด ย่อมประกอบกันให้วินิจฉัยว่าไม่มีเหตุอันสมควรและไม่มีช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ได้ ฎีกาย่อ ลูกหนี้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการและขอแต่งตั้งนางโสภาเป็นผู้บริหารแผนชั่วคราว แต่มีเจ้าหนี้คัดค้านรวม 46 ราย ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้อง ลูกหนี้อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษากลับให้ฟื้นฟูกิจการและแต่งตั้งนางโสภาเป็นผู้ทำแผน ผู้คัดค้านที่ 7 ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ลูกหนี้เป็นบริษัทจำกัดประกอบธุรกิจศูนย์การค้า เช่าที่ดินจากการรถไฟแห่งประเทศไทยและก่อสร้างอาคารเพื่อให้เช่าพื้นที่ทำการค้า ต่อมาได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การเมืองและการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้ผู้เช่าบางรายฟ้องเรียกค่าเสียหายและลูกหนี้ต้องชำระหนี้จำนวนมาก รวมทั้งมีการปรับโครงสร้างหนี้กับเจ้าหนี้รายใหญ่ จากงบการเงินพบว่าลูกหนี้มีหนี้สินเพิ่มขึ้นต่อเนื่องและขาดทุนหลายปี แม้รายได้จากค่าเช่าเพิ่มขึ้นแต่ค่าใช้จ่ายสูงกว่ารายได้ ทำให้สถานะการเงินย่ำแย่และมีหนี้สินล้นพ้นตัว แนวทางฟื้นฟูที่เสนอ เช่น การปรับโครงสร้างหนี้และการทำธุรกิจออนไลน์ ยังไม่มีรายละเอียดชัดเจนหรือแสดงแหล่งเงินทุนสนับสนุน อีกทั้งเจ้าหนี้จำนวนมากคัดค้านและไม่มีสถาบันการเงินให้การสนับสนุน ศาลฎีกาเห็นว่า รายได้จากค่าเช่าเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอชำระหนี้จำนวนหลายพันล้านบาท ประกอบกับแผนฟื้นฟูขาดความเป็นรูปธรรม จึงถือว่า ไม่มีเหตุอันสมควรและไม่มีช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย มาตรา 90/3 และ 90/6 คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงไม่ถูกต้อง พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ และให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลเป็นพับ ฎีกาฉบับเต็ม ลูกหนี้ยื่นคำร้องขอและแก้ไขคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ และแต่งตั้งนางโสภา ให้เป็นผู้บริหารแผนชั่วคราว ผู้คัดค้านรวม 46 ราย ยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านในทำนองเดียวกัน ขอให้ยกคำร้องขอ ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้องขอ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ลูกหนี้อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษากลับ ให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ และตั้งนางโสภาเป็นผู้ทำแผน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ ผู้คัดค้านที่ 7 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ลูกหนี้เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เดิมชื่อบริษัท จ. จำกัด ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท อ. จำกัด บริษัท น. จำกัด และเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2557 เปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท ด. จำกัด ตามลำดับ มีนางโสภาเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัททำการแทนได้ มีทุนจดทะเบียน 620,000,000 บาท และเป็นผู้ประกอบธุรกิจบริการด้านอสังหาริมทรัพย์ เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2552 ลูกหนี้ทำสัญญาเช่าที่ดินจากการรถไฟแห่งประเทศไทย 2 ฉบับ ตั้งอยู่ถนนกำแพงเพชร 2 แขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 7.93 ไร่ เพื่อดำเนินการจัดหาประโยชน์มีกำหนดระยะเวลา 30 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2556 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2586 เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2552 ลูกหนี้ได้รับอนุญาตให้ปลูกสร้างอาคารตึกสูง 8 ชั้น ลงบนที่ดินที่เช่าและได้รับอนุญาตให้ดัดแปลงเป็น 9 ชั้น และวันที่ 15 กันยายน 2559 ลูกหนี้ได้รับใบรับรองก่อสร้างอาคาร 9 ชั้น เพื่อใช้ทำเป็นศูนย์การค้าและที่จอดรถยนต์ ใช้ชื่อว่าศูนย์การค้า บ. แบ่งพื้นที่ให้เช่าทำการค้าตั้งแต่ชั้น 1 ถึงชั้น 7 โดยเปิดให้ทำสัญญาเช่าต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2554 ถึงปัจจุบัน วันที่ 26 กันยายน 2560 ลูกหนี้ได้เปิดตัวโครงการศูนย์การค้า บ. อย่างเป็นทางการ ต่อมาปลายปี 2562 ได้เกิดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ไปทั่วโลกรวมทั้งในประเทศไทย จึงนำไปสู่การประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 เพื่อควบคุมการแพร่ระบาด นอกจากนี้รัฐบาลยังออกมาตรการป้องกันด้วยการมีคำสั่งให้ห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า ฯลฯ หยุดประกอบกิจการ มีผู้เช่าพื้นที่รวมตัวกันฟ้องคดีลูกหนี้ต่อศาลแพ่งขอบอกเลิกสัญญาเช่าและเรียกค่าเสียหายหลายราย โดยอ้างเหตุว่าลูกหนี้ไม่สามารถเปิดศูนย์การค้าได้ตามโฆษณา กระทั่งศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลูกหนี้ชำระหนี้และมีการเจรจากันสำเร็จ ลูกหนี้ได้ชำระหนี้ให้แก่ผู้เช่าพื้นที่หลายราย ต่อมาวันที่ 15 มิถุนายน 2558 ลูกหนี้ได้ทำสัญญาการปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับผู้คัดค้านที่ 1 จำนวน 1,829,496,314.59 บาท และยังมีเจ้าหนี้ค่าเช่าพื้นที่และค่าบริการรับล่วงหน้า คือ การรถไฟแห่งประเทศไทย เจ้าหนี้ในฐานะผู้จดทะเบียนการเช่าพื้นที่กับลูกหนี้ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 ลูกหนี้มีหนี้สินหมุนเวียนและหนี้สินไม่หมุนเวียน 4,017,479,596.41 บาท ในขณะที่มีสินทรัพย์รวมทั้งสิ้น 1,929,034,422.27 บาท และ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2563 มีหนี้สินรวม 5,400,107,071.64 บาท มีสินทรัพย์รวม 1,865,911,104.80 บาท ลูกหนี้เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวโดยมีหนี้กำหนดจำนวนได้แน่นอนไม่น้อยกว่า 10 ล้านบาท มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 7 ว่า มีเหตุอันสมควรและมีช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ได้หรือไม่ เห็นว่า การฟื้นฟูกิจการนั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อให้กิจการของลูกหนี้ซึ่งประสบปัญหาสภาพคล่องทางการเงินชั่วคราวได้มีโอกาสฟื้นฟูกิจการ ปรับโครงสร้างกิจการของลูกหนี้หรือปรับโครงสร้างหนี้เพื่อให้กิจการของลูกหนี้กลับคืนสู่สภาพที่สามารถดำเนินกิจการตามปกติต่อไปได้ พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/3 บัญญัติว่า "เมื่อลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่สามารถที่จะชำระหนี้ตามกำหนดได้ และเป็นหนี้เจ้าหนี้คนเดียวหรือหลายคนรวมกันเป็นจำนวนแน่นอนไม่น้อยกว่าสิบล้านบาท ไม่ว่าหนี้นั้นจะถึงกำหนดชำระโดยพลันหรือในอนาคตก็ตาม ถ้ามีเหตุอันสมควรและมีช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ บุคคลตามมาตรา 90/4 อาจยื่นคำร้องขอต่อศาลให้มีการฟื้นฟูกิจการได้" และมาตรา 90/6 บัญญัติว่า "คำร้องขอของบุคคลตามมาตรา 90/4 เพื่อให้ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจะต้องแสดงโดยชัดแจ้งถึง (1) ความมีหนี้สินล้นพ้นตัวของลูกหนี้ หรือไม่สามารถที่จะชำระหนี้ตามกำหนดได้ (2) รายชื่อและที่อยู่ของเจ้าหนี้คนเดียวหรือหลายคนที่ลูกหนี้เป็นหนี้อยู่รวมกันเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าสิบล้านบาท (3) เหตุอันสมควรและช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการ" การพิจารณาว่ามีเหตุอันสมควรและช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ได้หรือไม่ ย่อมหมายความว่า ช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการที่มีการเสนอแผนดังกล่าวนั้น จะทำให้กิจการของลูกหนี้กลับคืนสู่สภาพที่สามารถดำเนินกิจการตามปกติที่ไม่มีหนี้สินต่อไปได้หรือไม่ โดยเฉพาะมาตรา 90/6 วรรคสาม บัญญัติว่า "ถ้าลูกหนี้เป็นผู้ร้องขอจะต้องแนบบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินทั้งหมดที่มีอยู่ รายชื่อและที่อยู่โดยชัดแจ้งของเจ้าหนี้ทั้งหลายมาพร้อมคำร้องขอ" เพราะลูกหนี้ย่อมรู้ถึงสถานะความเป็นหนี้และผู้ใดคือเจ้าหนี้ของตน เพื่อให้การฟื้นฟูกิจการได้ดำเนินไปตามความเป็นจริง ซึ่งในการไต่สวนคำร้องขอ ศาลต้องไต่สวนเอาความจริงตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 90/3 ถ้าได้ความจริงและมีเหตุอันสมควรที่จะฟื้นฟูกิจการ ทั้งผู้ร้องขอยื่นคำร้องขอโดยสุจริต ให้ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ มิฉะนั้นให้มีคำสั่งให้ยกคำร้องขอตามบทบัญญัติมาตรา 90/10 ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษรับฟังข้อเท็จจริงจากคำเบิกความของลูกหนี้ที่มีเพียงนางโสภา กรรมการของลูกหนี้เบิกความเพียงปากเดียว โดยให้เหตุผลว่าไม่ปรากฏว่ามีผู้คัดค้านรายใดถามค้านให้รับฟังเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญอย่างชัดแจ้ง โดยไม่ได้คำนึงถึงงบการเงินในการดำเนินกิจการของลูกหนี้ในปีที่ผ่านมาประกอบพยานหลักฐานอื่น จึงไม่ใช่เป็นการไต่สวนเอาความจริงตามบทบัญญัติดังกล่าว และเมื่อพิจารณางบแสดงฐานะทางการเงินของบริษัทลูกหนี้ พบว่าสถานะทางการเงินของลูกหนี้ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 ลูกหนี้มีหนี้สินรวม 4,017,479,596.41 บาท เทียบกับปี 2561 ที่หนี้สินรวม 3,981,444,122.50 บาท ลูกหนี้มีหนี้สินเพิ่มขึ้น 36,035,473.91 บาท ในขณะที่มียอดขาดทุนในปี 2562 เบ็ดเสร็จรวม 83,804,107.18 บาท ส่วนในปี 2563 ลูกหนี้มีหนี้สินรวม 5,400,107,071.64 บาท เพิ่มขึ้นจากปี 2562 รวม 1,382,627,475.23 บาท ในขณะที่มียอดขาดทุนในปี 2563 เบ็ดเสร็จรวม 400,631,262.65 บาท จึงเห็นได้ว่า การประกอบกิจการของลูกหนี้เป็นแนวโน้มที่มีหนี้สินเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้รายได้หลักของลูกหนี้มาจากค่าเช่าและบริการในอาคารที่แบ่งพื้นที่ให้เช่าทำการค้าทั้ง 7 ชั้นเท่านั้น โดยในปี 2561 มีรายได้จากค่าเช่าและบริการ 63,858,735.30 บาท ปี 2562 มีรายได้จากค่าเช่าและบริการ 81,876,925.11 บาท และปี 2563 มีรายได้จากค่าเช่าและบริการ 93,092,093.52 บาท ถึงแม้รายได้ดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นในแต่ละปี แต่เมื่อพิจารณาจากงบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จในแต่ละปีดังที่กล่าวมาแล้วจะเห็นได้ว่า ค่าใช้จ่ายในส่วนต้นทุนของการให้เช่าและบริการดังกล่าวมีจำนวนมากกว่ารายได้ค่าเช่าและบริการของทุกปี โดยในปี 2561 ค่าใช้จ่ายในส่วนต้นทุนของการให้เช่าและบริการ 146,323,389.06 บาท ปี 2562 ค่าใช้จ่ายในส่วนต้นทุนของการให้เช่าและบริการ 130,353,793.68 บาท และปี 2563 ค่าใช้จ่ายในส่วนต้นทุนของการให้เช่าและบริการ 141,952,486.93 บาท จากงบการเงินดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าลูกหนี้ประกอบกิจการขาดทุนและมีหนี้สินเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงปี 2561 ถึงปี 2563 ซึ่งอยู่ในช่วงการบริหารงานของนางโสภา กรรมการผู้มีอำนาจของลูกหนี้ แม้ปัญหาที่เกิดขึ้นดังกล่าวส่วนหนึ่งเกิดจากสถานการณ์ทางการเมือง และการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ก็ตาม แต่ลูกหนี้ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัญหาส่วนหนึ่งเกิดจากการบริหารจัดการของลูกหนี้เอง ดังจะเห็นได้จากทางนำสืบของลูกหนี้ที่ว่า ทำเลที่ตั้งของศูนย์การค้า บ. เป็นศูนย์รวมของการคมนาคมทุกรูปแบบแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร ใกล้กับสถานีรถไฟกลางบางซื่อ ตลาดนัดจตุจักร สวนจตุจักรสวนรถไฟ สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส (หมอชิต) สถานีรถไฟฟ้า MRT (กำแพงเพชร 2) สถานีขนส่งหมอชิต รถโดยสารประจำทางซึ่งมีจุดเชื่อมต่อมายังอาคารศูนย์การค้า บ. ได้อย่างสะดวกและรวดเร็วสามารถรองรับนักท่องเที่ยวนักลงทุนได้ทั่วทุกมุมเมืองและต่างจังหวัด กรุงเทพมหานครและชานเมืองโดยรอบ ทำให้ศูนย์การค้า บ. สามารถตอบสนองความต้องการทุกการใช้ชีวิตจากคนในและนอกพื้นที่รวมถึงนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติได้เป็นอย่างดี ซึ่งสถานการณ์ทางการเมืองและการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ดังที่กล่าวมา ผู้ประกอบการรายอื่นก็ประสบปัญหาเช่นเดียวกันกับลูกหนี้ แต่ลูกหนี้ก็ไม่สามารถใช้ข้อได้เปรียบดังกล่าวมาเป็นปัจจัยในการบริหารกิจการของตนให้มีกำไรได้ ที่ลูกหนี้เสนอช่องทางในการฟื้นฟูกิจการด้วยการปรับโครงสร้างหนี้โดยการขยายระยะเวลาในการชำระหนี้ ลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม และให้ความสำคัญกับความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้อย่างเป็นรูปธรรมกับปรับปรุงองค์กรธุรกิจทำ E-commerce โดยลูกหนี้เป็นสื่อกลางให้กับพ่อค้าและลูกค้าในการซื้อขายและใช้ช่องทางออนไลน์เพิ่มขึ้น ซึ่งรูปแบบการทำธุรกิจ E-commerce ดังกล่าว เป็นธุรกิจที่ไม่ต้องเช่าอาคารเพื่อทำเป็นร้านค้าอีกต่อไปจึงน่าจะส่งผลให้มีผู้เช่าอาคารและบริการอันเป็นแหล่งที่มาของรายได้ของลูกหนี้ลดน้อยลง ส่วนแนวทางในการลดต้นทุนของกิจการนั้น ก็ไม่ปรากฏรายละเอียดในการดำเนินการเพียงพอให้พิจารณาว่าแนวทางที่ลูกหนี้เสนอมานั้นจะมีโอกาสในทางธุรกิจอันเป็นช่องทางในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ได้หรือไม่ อย่างไร และจะมีรายได้จากการประกอบกิจการอย่างไรในจำนวนเพียงพอที่จะนำมาชำระหนี้ให้แก่บรรดาเจ้าหนี้ได้ ทั้งแนวทางดังกล่าวเป็นแนวทางปกติในการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการทั่วไปอยู่แล้ว โดยเฉพาะช่องทางในการปรับโครงสร้างหนี้ซึ่งจะต้องได้รับความเห็นชอบจากฝ่ายเจ้าหนี้ในการจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการ นอกจากนี้ยังได้ความอีกว่าก่อนที่จะขอฟื้นฟูกิจการลูกหนี้ได้ทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับผู้คัดค้านที่ 1 มีจำนวนหนี้ตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตามข้อเท็จจริงที่ลูกหนี้ระบุมาถึง 1,829,496,314.59 บาท แต่ลูกหนี้ไม่สามารถนำรายได้มาชำระหนี้ตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ได้คงผ่อนชำระหนี้ได้เพียงบางส่วน ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิจารณาว่าลูกหนี้น่าจะใช้ความรู้ความสามารถตลอดจนประสบการณ์ในการประกอบธุรกิจบริหารกิจการค้าให้ลุล่วงไปในทางที่ดีขึ้นจนเกิดสภาพคล่องในการใช้เงินทุนหมุนเวียนได้อย่างต่อเนื่องจนกระทั่งสามารถชำระหนี้ให้แก่บรรดาเจ้าหนี้ที่เหลือได้เพราะเชื่อว่าสถานการณ์ในอนาคตมีแนวโน้มที่จะมีลูกค้าขอเช่าพื้นที่เพื่อประกอบการค้าและลูกหนี้อื่นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และต้องชำระค่าทรัพย์สินส่วนกลางเพิ่มสูงขึ้นด้วยนั้น ก็เป็นการคาดการณ์ไปโดยมิได้พิจารณาถึงสถานการณ์จริงว่าจะเป็นไปตามที่คาดการณ์หรือไม่ และลูกหนี้สามารถบริหารกิจการจนก่อให้เกิดรายได้เพียงพอที่จะนำมาชำระหนี้ได้ เมื่อการประกอบธุรกิจทั่วไปย่อมมีทั้งกำไรขาดทุน ทั้งในชั้นพิจารณาผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่และบรรดาเจ้าหนี้อื่นรวม 46 ราย คัดค้านการร้องขอฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ประกอบกับไม่ปรากฏว่ามีสถาบันการเงินใดให้การสนับสนุนทางด้านเงินทุนหรือมีแหล่งเงินกู้เพิ่มเติมแก่ลูกหนี้เพื่อใช้จ่ายเป็นทุนหมุนเวียนในการประกอบธุรกิจอันจะก่อให้เกิดรายได้ที่จะนำมาชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ได้ทั้งหมด ทั้งรายได้หลักของลูกหนี้ก็มีแต่เฉพาะจากค่าเช่าและบริการดังที่ได้วินิจฉัยมาข้างต้น ซึ่งไม่เพียงพอที่จะชำระหนี้ที่มีทั้งหมดกว่า 4,000 ล้านบาทได้ เมื่อพิจารณาถึงปัจจัยหลักในการดำเนินกิจการของลูกหนี้ที่ประสบปัญหา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการขาดสภาพคล่องทางการเงิน การบริหารจัดการของลูกหนี้ การถูกเจ้าหนี้ฟ้องคดีหลายราย หรือรายได้ที่ไม่เพียงพอต่อการชำระหนี้ที่มีจำนวนมากได้ทั้งหมด ย่อมประกอบกันให้วินิจฉัยว่าไม่มีเหตุอันสมควรและไม่มีช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำพิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาข้อนี้ของผู้คัดค้านที่ 7 ฟังขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของผู้คัดค้านที่ 7 ที่ว่าลูกหนี้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการโดยสุจริตหรือไม่อีก เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องขอ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ เห็นว่าฐานะการเงินของลูกหนี้อยู่ในภาวะขาดทุนต่อเนื่อง หนี้สินล้นพ้นตัว และไม่ปรากฏเหตุอันสมควรหรือช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการได้ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ 2 ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษากลับ เห็นว่าลูกหนี้ยังมีศักยภาพในการบริหารจัดการกิจการในอนาคต และอาจมีโอกาสปรับโครงสร้างหนี้และดำเนินธุรกิจให้ดีขึ้น จึงให้ฟื้นฟูกิจการและแต่งตั้งผู้ทำแผน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ 3 ศาลฎีกาพิพากษากลับตามศาลชั้นต้น เห็นว่าแผนฟื้นฟูของลูกหนี้ไม่มีรายละเอียดเพียงพอ งบการเงินแสดงผลขาดทุนและหนี้สินเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เจ้าหนี้ส่วนใหญ่คัดค้าน และไม่มีสถาบันการเงินสนับสนุน จึงวินิจฉัยว่าไม่มีเหตุอันสมควรและไม่มีช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการ ให้ยกคำร้องฟื้นฟู ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ แนวคำถาม - ธงคำตอบ คำถามที่ 1 เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่าลูกหนี้เป็นบริษัทที่ประกอบกิจการศูนย์การค้า มีการเช่าที่ดินจากการรถไฟแห่งประเทศไทยและลงทุนก่อสร้างอาคารเพื่อการค้า แต่ในระหว่างปี 2561 ถึงปี 2563 กลับมีหนี้สินเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขาดทุนจากการดำเนินงานทุกปี และไม่สามารถชำระหนี้ตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ที่ทำกับผู้คัดค้านที่ 1 ได้ ประกอบกับเจ้าหนี้รวม 46 รายคัดค้านคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ คำถามคือ ภายใต้บทบัญญัติมาตรา 90/3 มาตรา 90/6 และมาตรา 90/10 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พศ 2483 ข้อเท็จจริงเช่นนี้จะถือได้ว่ามี “เหตุอันสมควรและช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการ” เพียงพอให้ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการตามกฎหมายหรือไม่ คำตอบ จากข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคดี ศาลฎีกาพิจารณาว่าการมีหนี้สินล้นพ้นตัวเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ เพราะกฎหมายกำหนดเพิ่มเติมว่าต้องมีเหตุอันสมควรและมีช่องทางที่จะฟื้นฟูจนกิจการกลับสู่สภาพที่สามารถประกอบการได้ตามปกติโดยไม่มีหนี้สินต่อไป การพิจารณาช่องทางตามมาตรา 90/3 และมาตรา 90/6 ต้องอาศัยงบการเงิน ผลประกอบการ และความเป็นจริงทางธุรกิจเป็นสำคัญ เมื่องบการเงินแสดงให้เห็นว่าลูกหนี้มีหนี้สินเพิ่มขึ้นตลอดเวลา รายได้จากค่าเช่าไม่เพียงพอเทียบกับต้นทุน การบริหารจัดการไม่มีประสิทธิภาพ และไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ที่มีอยู่เดิมได้ อีกทั้งเจ้าหนี้ส่วนใหญ่คัดค้านและไม่มีสถาบันการเงินสนับสนุนทุนหมุนเวียน ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าไม่ปรากฏเหตุอันสมควรและไม่มีช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการตามที่กฎหมายกำหนด คำถามที่ 2 เมื่อลูกหนี้เสนอทางเลือกในการฟื้นฟูกิจการ เช่น การขยายระยะเวลาชำระหนี้ การลดอัตราดอกเบี้ย และการพัฒนาธุรกิจ E commerce เพื่อเพิ่มรายได้ถามว่า การเสนอแนวทางในลักษณะทั่วไปโดยปราศจากรายละเอียดเชิงปฏิบัติหรือข้อมูลประกอบตามมาตรา 90/6 วรรคสาม จะเพียงพอให้ศาลเห็นว่าลูกหนี้มีช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการหรือไม่ คำตอบ ศาลฎีกาให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการแสดงรายละเอียดในคำร้องฟื้นฟูกิจการตามมาตรา 90/6 วรรคสาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อลูกหนี้เป็นผู้ยื่นคำร้องเอง มาตรา 90/6 บัญญัติให้ลูกหนี้ต้องแนบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินทั้งหมด พร้อมแสดงเหตุอันสมควรและช่องทางฟื้นฟูอย่างชัดแจ้ง การเสนอแผนขยายเวลาชำระหนี้ ลดดอกเบี้ย หรือหันสู่การทำ E commerce แม้เป็นแนวคิดที่อาจนำไปปฏิบัติได้ตามทฤษฎี แต่หากไม่มีตัวเลขรองรับ ไม่มีประมาณการรายได้ ไม่มีหลักฐานว่าสามารถลดต้นทุนหรือเพิ่มกำไรได้จริง ก็ไม่ถือว่ามีช่องทางฟื้นฟูกิจการ ศาลฎีกาชี้ว่าแผนที่ลูกหนี้เสนอเป็นเพียงข้อเสนอทั่วไป ไม่มีรายละเอียดเพียงพอให้พิจารณาว่าจะเกิดผลในเชิงธุรกิจได้อย่างไร จึงไม่อาจถือเป็นช่องทางฟื้นฟูตามที่กฎหมายกำหนด คำถามที่ 3 ในเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า นางโสภา กรรมการของลูกหนี้ เป็นพยานเพียงคนเดียว และศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษรับฟังคำเบิกความดังกล่าวโดยเห็นว่าไม่มีเจ้าหนี้รายใดถามค้านให้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ คำถามคือ ศาลอุทธรณ์สามารถยึดถือถ้อยคำดังกล่าวเพียงปากเดียวโดยไม่พิจารณางบการเงินและพยานหลักฐานอื่นตามมาตรา 90/10 ได้หรือไม่ คำตอบ ศาลฎีกาเห็นว่าศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมิได้ปฏิบัติตามมาตรา 90/10 อย่างครบถ้วน เพราะการไต่สวนคำร้องฟื้นฟูต้องพิจารณาข้อเท็จจริงตามบัญชีทรัพย์สิน งบการเงิน และพยานหลักฐานที่เกี่ยวกับสถานะทางธุรกิจของลูกหนี้ ไม่อาจยึดถือแต่คำเบิกความของกรรมการลูกหนี้เท่านั้น แม้ไม่มีการถามค้าน แต่ก็ไม่สามารถแทนที่การวิเคราะห์หลักฐานทางบัญชีและข้อเท็จจริงเชิงตัวเลขที่สะท้อนสถานะการเงินของลูกหนี้อย่างแท้จริง การละเลยพยานหลักฐานสำคัญดังกล่าวทำให้การวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ไม่ครบถ้วนตามเจตนารมณ์ของมาตรา 90/10 ศาลฎีกาจึงไม่รับฟังเหตุผลของศาลอุทธรณ์และพิพากษากลับตามศาลชั้นต้น คำถามที่ 4 เมื่อข้อเท็จจริงแสดงว่าลูกหนี้ตั้งอยู่ในทำเลที่ดีเยี่ยม ใกล้ระบบขนส่งมวลชน ตลาดนัด และสถานที่สำคัญหลายแห่ง แต่กลับไม่สามารถใช้ข้อได้เปรียบดังกล่าวในการสร้างกำไร คำถามคือ ประเด็นเรื่องทำเลซึ่งเป็น “ศักยภาพทางธุรกิจ” จะมีนํ้าหนักเพียงใดในกระบวนการพิจารณาว่ามีเหตุอันสมควรและช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการตามมาตรา 90/3 คำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าทำเลที่ตั้งเป็นเพียงหนึ่งในปัจจัยทางธุรกิจซึ่งอาจส่งผลต่อรายได้และผลประกอบการ แต่ไม่ใช่ปัจจัยที่เพียงพอต่อการฟื้นฟูกิจการ หากไม่พบข้อมูลอื่นที่สนับสนุนว่าลูกหนี้สามารถเปลี่ยนศักยภาพดังกล่าวให้เกิดผลกำไรจริง ข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่า แม้ลูกหนี้อยู่ในทำเลที่มีความได้เปรียบสูง แต่กิจการกลับขาดทุน ค่าใช้จ่ายสูงกว่ารายได้ และจำนวนลูกค้าเช่าพื้นที่ไม่เพียงพอที่จะสร้างกำไร ดังนั้น “ศักยภาพเชิงทำเล” ที่ไม่มีการนำไปใช้ให้เกิดประสิทธิผลจริง ไม่อาจถือเป็นเหตุอันสมควรหรือช่องทางฟื้นฟูกิจการได้ ศาลเห็นว่าปัญหาเกิดจากการบริหารจัดการภายในเป็นสำคัญ มิใช่ข้อจำกัดด้านทำเลหรือสถานการณ์ทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว คำถามที่ 5 ในเมื่อผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ และเจ้าหนี้อื่นรวม 46 ราย ต่างคัดค้านการฟื้นฟูกิจการ และไม่มีสถาบันการเงินใดสนับสนุนแหล่งเงินทุนใหม่ คำถามคือ การคัดค้านของเจ้าหนี้และการไม่มีเงินทุนหมุนเวียนจากสถาบันการเงินมีผลต่อการวินิจฉัยว่ามี “ช่องทางฟื้นฟูกิจการ” ตามมาตรา 90/3 และมาตรา 90/6 อย่างไร คำตอบ ศาลฎีกาเห็นว่าในกระบวนการฟื้นฟูกิจการ เจ้าหนี้เป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง และการจัดทำแผนต้องได้รับการสนับสนุนบางส่วนจากเจ้าหนี้ตามกฎหมาย การที่เจ้าหนี้รายใหญ่และเจ้าหนี้รวม 46 รายคัดค้านคำร้องทั้งหมดสะท้อนว่าลูกหนี้ไม่อาจสร้างความเชื่อมั่นว่าการฟื้นฟูจะมีความเป็นไปได้จริง อีกทั้งเมื่อไม่มีสถาบันการเงินใดพร้อมสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียน ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของการปรับโครงสร้างหนี้และการดำเนินธุรกิจต่อเนื่อง ย่อมแสดงว่าช่องทางฟื้นฟูกิจการไม่มีความเป็นไปได้ทั้งในเชิงพาณิชย์และเชิงกฎหมาย การขาดการสนับสนุนจากเจ้าหนี้และตลาดการเงินจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าไม่ปรากฏช่องทางฟื้นฟูกิจการและต้องมีคำสั่งยกคำร้อง |




