
| กระบวนการฟ้องล้มละลายจากคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการต่างประเทศและอำนาจเจ้าหนี้
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการใช้คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศเป็นฐานทางกฎหมายในการฟ้องล้มละลาย โดยมุ่งวินิจฉัยถึงความหมายของ “หนี้ที่กำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน” ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 9 (3) รวมถึงการพิจารณาว่าลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่ตามมาตรา 8 (9) คดีนี้เกิดจากสัญญาร่วมลงทุนด้านธุรกิจร้านอาหารระหว่างบริษัทต่างประเทศและบริษัทไทย ซึ่งกำหนดให้ข้อพิพาทต้องระงับด้วยอนุญาโตตุลาการ ณ ประเทศสิงคโปร์ แม้อนุญาโตตุลาการจะชี้ขาดให้คู่ความต่างฝ่ายไม่ผิดสัญญา แต่มีคำสั่งให้จำเลยต้องรับผิดชำระค่าใช้จ่ายจำนวนมากแก่โจทก์ ข้อพิพาทในศาลไทยจึงมุ่งเน้นว่าคำชี้ขาดดังกล่าวสามารถนำมาเป็นฐานฟ้องล้มละลายได้หรือไม่ ต้องรอการขอรับรองโดยศาลไทยก่อนหรือไม่ และลูกหนี้มีสถานะทางการเงินล้นพ้นตัวหรือไม่ ซึ่งศาลฎีกาได้ตีความกฎหมายล้มละลายอย่างเคร่งครัดและยืนยันอำนาจเจ้าหนี้ในการดำเนินคดีล้มละลายโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการบังคับคำชี้ขาดในศาลก่อน ข้อเท็จจริงโดยสรุป คู่ความประกอบด้วยบริษัทญี่ปุ่นในฐานะโจทก์และบริษัทไทยในฐานะจำเลย ทั้งสองฝ่ายทำสัญญา KNOW–HOW LICENSING AGREEMENT และ TRADEMARK LICENSING AGREEMENT เพื่อจัดตั้งธุรกิจร้านอาหารในประเทศไทย โดยกำหนดให้ข้อพิพาทต้องระงับด้วยอนุญาโตตุลาการ ณ สิงคโปร์ ต่อมาเกิดความขัดแย้งในการดำเนินกิจการจนร้านอาหารต้องปิดตัวลงในปี 2560 ทำให้จำเลยเป็นฝ่ายเริ่มต้นกระบวนการอนุญาโตตุลาการ ต่อจากนั้นอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้จำเลยชำระค่าใช้จ่ายจำนวนมากแก่โจทก์ รวมคิดเป็นมูลค่า 11,708,608.14 บาท พร้อมดอกเบี้ย หลังจากโจทก์มีหนังสือทวงถามหลายครั้งจำเลยไม่ชำระ โจทก์จึงนำหนี้จากคำชี้ขาดดังกล่าวมาฟ้องล้มละลาย จำเลยต่อสู้ว่า หนี้ไม่ใช่หนี้กำหนดจำนวนแน่นอน และมีทรัพย์มากกว่าหนี้สิน ศาลล้มละลายกลางยกฟ้อง แต่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษากลับ ศาลฎีกายืนตามศาลอุทธรณ์ คำวินิจฉัยแยกประเด็น 1 ประเด็นว่าหนี้ตามคำชี้ขาดต่างประเทศ “กำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนหรือไม่” ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า • มาตรา 9 (3) ไม่กำหนดว่าหนี้ต้องผ่านกระบวนการบังคับคดีก่อน • คำชี้ขาดมีจำนวนหนี้ระบุชัดเจน คิดเป็นเงินบาทมากกว่า 2 ล้านบาท จึงเข้าหลักหนี้กำหนดจำนวนแน่นอน • จำเลยมิได้คัดค้านคำชี้ขาดภายใน 90 วันตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ มาตรา 40 • คำชี้ขาดจึงถึงที่สุดและมีผลผูกพันตามมาตรา 41 วรรคหนึ่ง • โจทก์สามารถนำคำชี้ขาดมาเป็นฐานฟ้องล้มละลายโดยไม่ต้องร้องขอบังคับต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก่อน 2 ประเด็นว่า “จำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่” ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ได้ส่งหนังสือทวงถามจำเลยรวม 3 ครั้ง มีช่วงเวลาห่างกันไม่น้อยกว่า 30 วัน และจำเลยมิได้ชำระหนี้ การกระทำดังกล่าวทำให้โจทก์มีสิทธินำข้อสันนิษฐานตามมาตรา 8 (9) แห่ง พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาใช้โดยไม่จำต้องสืบหาทรัพย์สินของจำเลยก่อน เมื่อเกิดข้อสันนิษฐานว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่จำเลยว่าต้องนำพยานหลักฐานมาหักล้าง แม้จำเลยอ้างว่าตนมีหนี้สินจริงเพียงประมาณ 16.5 ล้านบาท และมีทรัพย์สินกว่า 66 ล้านบาท แต่ข้ออ้างดังกล่าวเป็นเพียงการกล่าวลอย ๆ ไม่สามารถหักล้างงบการเงินรอบปีบัญชีที่ระบุหนี้สินรวมกว่า 232 ล้านบาท ซึ่งจัดทำโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาตและจำเลยยื่นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเอง อีกทั้งจำเลยมิได้แสดงแหล่งที่มาว่าเหตุใดรายการหนี้สินที่แสดงไว้จึงผิดพลาดหรือไม่ถูกต้องอย่างไร ศาลจึงรับฟังว่าเอกสารดังกล่าวมีน้ำหนักและเชื่อถือได้ ทำให้ข้อเท็จจริงต้องถือว่าจำเลยมีหนี้สินมากกว่าทรัพย์สิน และไม่ปรากกว่ามีทรัพย์อื่นที่สามารถนำมาชำระหนี้ได้ครบถ้วน นอกจากนี้ หลังคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ จำเลยมิได้แสดงพฤติการณ์ใดที่บ่งชี้ว่ามีความพยายามชำระหนี้หรือแก้ไขฐานะทางการเงิน ศาลจึงเห็นว่าไม่มีเหตุอื่นใดอันเป็นข้อยกเว้นที่จะไม่ให้จำเลยตกอยู่ในสภาพล้มละลาย 3 ประเด็นเกี่ยวกับผลของคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการต่างประเทศต่อการฟ้องล้มละลาย ศาลฎีกาเน้นว่า การฟ้องล้มละลายเป็นกระบวนการพิเศษที่แยกต่างหากจากการฟ้องบังคับตามคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการ กล่าวคือ การฟ้องล้มละลายมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้โดยรวมเพื่อเจ้าหนี้ทุกฝ่าย ไม่ใช่เป็นเพียงการบังคับให้ลูกหนี้ชำระหนี้ตามคำชี้ขาดโดยตรง ดังนั้น แม้คำชี้ขาดจะเกิดขึ้นต่างประเทศ แต่เมื่อคู่พิพาทมิได้คัดค้านตามมาตรา 40 ภายในกำหนดเวลา คำชี้ขาดย่อมมีผลผูกพันตามมาตรา 41 และถือเป็น “หนี้ที่กำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน” เพียงพอให้โจทก์นำมาฟ้องล้มละลายได้ทันที โดยไม่จำต้องผ่านขั้นตอนการขอให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศรับรองก่อน แนววินิจฉัยดังกล่าวสอดคล้องกับเจตนารมณ์กฎหมายล้มละลาย ซึ่งมุ่งป้องกันการล่าช้าและเปิดช่องให้เจ้าหนี้สามารถใช้คำชี้ขาดต่างประเทศเป็นฐานในการจัดการทรัพย์ของลูกหนี้ได้โดยตรง เพื่อประโยชน์แห่งเจ้าหนี้ทุกฝ่าย 4 การประเมินสถานะทางการเงินของจำเลยตามกฎหมาย ศาลฎีกาตรวจสอบงบการเงินซึ่งจำเลยส่งต่อหน่วยงานของรัฐและจัดทำโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาต พบว่า จำเลยมีสินทรัพย์ 66,665,064.04 บาท แต่มีหนี้สินรวม 232,285,381.87 บาท ส่งผลให้มีส่วนต่างหนี้สินเกินทรัพย์สินอย่างมีนัยสำคัญ การอ้างว่ามีหนี้จริงเพียงบางส่วนโดยไม่ยืนยันด้วยหลักฐานที่เชื่อถือได้ ไม่อาจหักล้างงบการเงินที่มีผลผูกพันทางบัญชีและกฎหมาย การไม่มีพยานหลักฐานแสดงว่ามีทรัพย์สินอื่นเพียงพอสำหรับชำระหนี้ตามคำชี้ขาด ทำให้จำเลยไม่อาจพ้นจากสภาพล้มละลายตามกฎหมายได้ วิเคราะห์หลักกฎหมาย (1) มาตรา 9 (3) วางหลักเพียงว่า หนี้ที่อ้างฟ้องล้มละลายต้อง “กำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน” โดยไม่กำหนดว่าต้องผ่านกระบวนการพิพากษาศาลไทยก่อน เป็นการเปิดช่องให้คำชี้ขาดต่างประเทศซึ่งมีตัวเลขหนี้ชัดเจน เข้าลักษณะเป็นฐานฟ้องได้โดยแท้ (2) มาตรา 8 (9) วางกลไกข้อสันนิษฐานว่าลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัวเมื่อมีการทวงถามตามรูปแบบที่กำหนด การรอให้ศาลหรือเจ้าหนี้สืบหาทรัพย์สินก่อนย่อมขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองเจ้าหนี้ (3) พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ มาตรา 40–41 สร้างระบบที่ให้ผลผูกพันของคำชี้ขาดเป็นที่สุดหากไม่มีการคัดค้านภายในกำหนด และไม่จำเป็นต้องได้รับคำสั่งบังคับก่อนนำไปใช้ในคดีล้มละลาย (4) เจตนารมณ์กฎหมายล้มละลายมุ่งจัดการทรัพย์ให้เกิดประโยชน์รวมสูงสุดแก่เจ้าหนี้ทุกฝ่าย ไม่จำกัดเพียงการบังคับหนี้ตามคำพิพากษาเฉพาะราย วิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง แนวศาลฎีกากรณีนี้สอดคล้องกับแนวก่อนหน้าเกี่ยวกับ • ผลผูกพันของคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการเมื่อคู่พิพาทไม่คัดค้าน • หนี้จากคำชี้ขาดต่างประเทศจัดว่าเป็นหนี้ “กำหนดจำนวนแน่นอน” • การพิจารณาหนี้สินล้นพ้นตัวต้องอาศัยงบการเงินซึ่งมีผลทางกฎหมายสูงสุด เว้นแต่ลูกหนี้พิสูจน์ว่ามีข้อผิดพลาดจริง • ศาลยืนยันหลักการว่า การฟ้องล้มละลายเป็นกระบวนการเพื่อจัดการทรัพย์ของลูกหนี้โดยรวม ไม่ใช่การบังคับตามคำพิพากษา แนวคำพิพากษานี้ตอกย้ำการคุ้มครองเจ้าหนี้ในคดีระหว่างประเทศและความเชื่อมั่นในระบบอนุญาโตตุลาการสากล สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้องโดยเห็นว่าโจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องล้มละลาย ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษากลับ เห็นว่าหนี้ตามคำชี้ขาดต่างประเทศเป็นหนี้กำหนดจำนวนแน่นอนและจำเลยเข้าเงื่อนไขหนี้สินล้นพ้นตัว จึงมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ศาลฎีกาวินิจฉัยยืนตามศาลอุทธรณ์ โดยถือว่าคำชี้ขาด SIAC ถึงที่สุดและจำเลยมิได้พิสูจน์หนี้สินล้นพ้นตัวให้พ้นข้อสันนิษฐานตามกฎหมาย จึงให้พิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาด สรุปข้อคิดทางกฎหมาย 1. คำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการต่างประเทศที่คู่พิพาทไม่คัดค้านภายในกำหนดเวลา ย่อมมีผลผูกพันสมบูรณ์และสามารถนำมาใช้เป็นฐานฟ้องล้มละลายได้โดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนการขอรับรองต่อศาลไทย 2. การฟ้องล้มละลายไม่ใช่การบังคับตามคำชี้ขาด แต่เป็นกระบวนการจัดการทรัพย์สินเพื่อประโยชน์เจ้าหนี้ทุกฝ่าย ทำให้ข้อจำกัดด้านเขตอำนาจเกี่ยวกับคำชี้ขาดไม่เป็นอุปสรรค 3. ข้อสันนิษฐานว่าลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัวตามมาตรา 8 (9) มีน้ำหนักสำคัญ ลูกหนี้จึงต้องนำสืบหักล้างด้วยหลักฐานที่ชัดเจน มิใช่อ้างตัวเลขงบการเงินโดยปราศจากคำชี้แจงที่มีน้ำหนัก 4. งบการเงินที่ลูกหนี้ยื่นต่อหน่วยงานของรัฐมีผลนิติฐานะสูง หากลูกหนี้ไม่สามารถชี้แจงข้อผิดพลาดได้ ศาลย่อมถือเป็นพยานหลักฐานที่แท้จริงในการวินิจฉัยฐานะทางการเงิน คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม หนี้จากคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการต่างประเทศต้องผ่านการรับรองโดยศาลไทยก่อนหรือไม่ คำตอบ ไม่จำเป็น หากคู่พิพาทไม่คัดค้านภายใน 90 วัน คำชี้ขาดมีผลผูกพันตามมาตรา 41 และถือเป็นหนี้กำหนดจำนวนแน่นอนที่สามารถใช้เป็นฐานฟ้องล้มละลายได้ทันที 2. คำถาม ข้อสันนิษฐานหนี้สินล้นพ้นตัวตามมาตรา 8 (9) ใช้เมื่อใด คำตอบ ใช้เมื่อเจ้าหนี้ทวงถามลูกหนี้อย่างน้อยสามครั้ง ห่างกันไม่น้อยกว่า 30 วัน และลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ ทำให้เจ้าหนี้อาศัยข้อสันนิษฐานว่าลูกหนี้ล้นพ้นตัวได้ทันที 3. คำถาม ลูกหนี้สามารถอ้างงบการเงินจริงบางส่วนเพื่อหักล้างข้อสันนิษฐานได้หรือไม่ คำตอบ ไม่ได้ หากงบการเงินที่ยื่นต่อหน่วยงานรัฐระบุยอดหนี้สูงกว่า ลูกหนี้ต้องพิสูจน์ว่ารายการดังกล่าวผิดพลาดอย่างไร มิฉะนั้นศาลจะถือว่างบการเงินเป็นหลักฐานแท้จริง 4. คำถาม การฟ้องล้มละลายถือเป็นการบังคับตามคำชี้ขาดหรือไม่ คำตอบ ไม่ใช่ การฟ้องล้มละลายเป็นกระบวนการจัดการทรัพย์เพื่อประโยชน์รวมของเจ้าหนี้ จึงแตกต่างจากการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำชี้ขาดโดยตรง ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4296/2568 พ.ร.บ.ล้มละลาย ฯ มาตรา 9 (3) บัญญัติเพียงว่า เจ้าหนี้จะฟ้องลูกหนี้ให้ล้มละลายได้ก็ต่อเมื่อหนี้นั้นอาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนไม่ว่าหนี้นั้นจะถึงกำหนดชำระโดยพลันหรือในอนาคตก็ตามเท่านั้น หาได้บัญญัติว่าหนี้นั้นศาลต้องพิพากษากำหนดจำนวนแน่นอนเสียก่อน โจทก์จึงสามารถนำหนี้ตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการที่กระทำขึ้นในต่างประเทศมาฟ้องขอให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลายได้โดยไม่จำต้องนำหนี้ดังกล่าวไปร้องขอต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเพื่อบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการก่อน จำเลยเป็นหนี้โจทก์ซึ่งมีจำนวนไม่น้อยกว่าสองล้านบาทสำหรับลูกหนี้ซึ่งเป็นนิติบุคคล หนี้ตามฟ้องจึงเป็นหนี้ที่กำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนไม่น้อยกว่าสองล้านบาท โจทก์ย่อมมีอำนาจนำหนี้ดังกล่าวมาฟ้องขอให้จำเลยล้มละลายได้ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษากลับ ให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14 ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลย เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนด จำเลยฎีกาโดยได้รับอนุญาต ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นบริษัทจำกัดจดทะเบียนตามกฎหมายญี่ปุ่น จำเลยเป็นบริษัทจำกัดจดทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ทั้งสองฝ่ายทำสัญญา KNOW–HOW LICENSING และ TRADEMARK LICENSING เพื่อทำธุรกิจร้านอาหารในไทย เปิดกิจการปี 2558 ต่อมามีข้อพิพาทจนปิดกิจการในปี 2560 จำเลยยื่น NOTICE OF ARBITRATION ให้ระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการที่ SIAC ประเทศสิงคโปร์ ประเด็นแรกคือ หนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นหนี้กำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนหรือไม่ ศาลเห็นว่า คู่สัญญากำหนดให้ใช้อนุญาโตตุลาการที่ SIAC ตามสัญญาข้อ 19 จำเลยเป็นฝ่ายริเริ่มกระบวนการอนุญาโตตุลาการเอง จึงเท่ากับยอมรับข้อสัญญาและวิธีระงับข้อพิพาท ต่อมา SIAC มีคำชี้ขาดยกข้อเรียกร้องของคู่พิพาท แต่ให้จำเลยชดใช้ค่าใช้จ่ายในกระบวนการอนุญาโตตุลาการแก่โจทก์เป็นเงิน 730 ดอลลาร์สหรัฐ 440,000 เยน 406,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ และ 14,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5.33 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 มกราคม 2564 รวมคิดเป็น 11,708,608.14 บาท อีกทั้งสั่งให้จำเลยคืนส่วนที่โจทก์ชำระค่าใช้จ่ายเกินร้อยละ 25 ด้วย จำเลยไม่ได้นำสืบว่าคำชี้ขาดไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อย และไม่ได้ใช้สิทธิยื่นคำร้องเพิกถอนภายใน 90 วัน ตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 40 คำชี้ขาดจึงถึงที่สุดและมีผลผูกพันตามมาตรา 41 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การฟ้องล้มละลายตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 9 (3) เพียงกำหนดให้หนี้ต้อง “กำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน” ไม่ได้กำหนดว่าต้องมีคำพิพากษาศาลกำหนดจำนวนหนี้มาก่อน หนี้ตามคำชี้ขาดซึ่งระบุยอดหนี้ชัดเจนและมีมูลค่าเกิน 2 ล้านบาทสำหรับลูกหนี้ที่เป็นนิติบุคคล จึงเป็นหนี้กำหนดจำนวนแน่นอน โจทก์จึงมีอำนาจนำหนี้ดังกล่าวมาฟ้องขอล้มละลายได้โดยไม่ต้องไปร้องขอบังคับคำชี้ขาดต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก่อน การฟ้องล้มละลายเป็นการขอจัดการทรัพย์สินเพื่อประโยชน์เจ้าหนี้ทั้งหลาย มิใช่การฟ้องบังคับตามคำชี้ขาดโดยตรง ฎีกาข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ประเด็นต่อไปคือ จำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัวและมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ล้มละลายหรือไม่ ศาลเห็นว่า โจทก์ได้มีหนังสือทวงถามจำเลย 3 ครั้ง ห่างกันไม่น้อยกว่า 30 วัน แต่จำเลยไม่ชำระ ถือว่าโจทก์ปฏิบัติตามเงื่อนไขเพื่ออาศัยข้อสันนิษฐานว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัวตามมาตรา 8 (9) แล้ว ไม่จำต้องสืบหาทรัพย์สินลูกหนี้ก่อน จำเลยจึงมีหน้าที่นำสืบหักล้าง แต่จำเลยเพียงอ้างว่าแท้จริงมีหนี้สินประมาณ 16.5 ล้านบาท และมีทรัพย์สินกว่า 66 ล้านบาท โดยอ้างว่าในงบการเงินที่แสดงหนี้สิน 232,285,381.87 บาทเป็นตัวเลขที่ไม่ถูกต้อง ทั้งที่งบดังกล่าวจัดทำโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาตและจำเลยเป็นผู้นำส่งต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเอง แต่จำเลยไม่ได้นำสืบอธิบายว่ารายการหนี้สินไม่ถูกต้องอย่างไร ศาลจึงเชื่อว่างบการเงินดังกล่าวถูกต้อง จำเลยมีสินทรัพย์ 66,665,064.04 บาท แต่มีหนี้สิน 232,285,381.87 บาท จึงมีหนี้สินมากกว่าทรัพย์สิน และไม่มีพยานหลักฐานแสดงว่ามีทรัพย์อื่นเพียงพอชำระหนี้แก่โจทก์ นับแต่มีคำชี้ขาดจำเลยก็ไม่พยายามชำระหนี้ให้โจทก์ กรณีจึงไม่มีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ล้มละลาย ศาลฎีกาเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ พิพากษายืน ให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ |




