
| การเพิกถอนการขายทอดตลาดเมื่อมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์และสิทธิของเจ้าหนี้มีประกัน
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับความซับซ้อนของอำนาจเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หลังศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้ และประเด็นการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองที่ยังคงดำเนินไปโดยเจ้าพนักงานบังคับคดี แม้ยังไม่มีคำสั่งหรือมอบหมายจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามที่กฎหมายล้มละลายกำหนด ศาลฎีกาวินิจฉัยถึงหลักกฎหมายตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย ที่มุ่งรวบรวมทรัพย์สินทั้งหมดของลูกหนี้เพื่อแบ่งชำระหนี้แก่เจ้าหนี้โดยเสมอภาค แต่ย้ำว่าการพิทักษ์ทรัพย์ไม่กระทบสิทธิของเจ้าหนี้มีประกันในทรัพย์จำนอง ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้มีประกันยังคงมีอำนาจยื่นคำร้องเพิกถอนการขายทอดตลาดได้ โดยไม่จำเป็นต้องไปดำเนินการในคดีล้มละลาย เป็นประเด็นสำคัญในการเชื่อมโยงกระบวนพิจารณาคดีแพ่งและคดีล้มละลายเข้าด้วยกันอย่างเคร่งครัด ข้อเท็จจริงของคดี คดีเริ่มจากที่จำเลยผิดนัดชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอม ซึ่งกำหนดให้จำเลยต้องชำระเงินกว่าแปดล้านบาท หากไม่ชำระให้บังคับยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด โจทก์เดิมจึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินจำนองออกขายทอดตลาด แต่ยังขายไม่ได้ในหลายครั้ง ต่อมาศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยและพิพากษาให้ล้มละลาย ระหว่างนั้นมีการโอนสิทธิเรียกร้องจากสถาบันการเงินไปยังบริษัทบริหารสินทรัพย์หลายทอดจนสุดท้ายโจทก์ใหม่ยื่นคำขอสวมสิทธิแทนโจทก์เดิม เจ้าพนักงานบังคับคดีสั่งงดการขายชั่วคราว ก่อนจะประกาศขายใหม่อีกครั้งและขายทรัพย์ได้เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2548 ผู้ซื้อทรัพย์ชำระราคาเสร็จสมบูรณ์ ต่อมาหลายปีให้หลัง โจทก์ยื่นคำร้องเพิกถอนการขายทอดตลาด โดยอ้างว่าเป็นการขายที่ผิดกฎหมายล้มละลาย เพราะคดีอยู่ในระหว่างการพิทักษ์ทรัพย์และเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่มีอำนาจขายโดยลำพัง เนื่องจากการดำเนินการควรอยู่ภายใต้อำนาจเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เท่านั้น ประเด็นข้อกฎหมายสำคัญ มีประเด็นหลัก 2 ส่วน 1 อำนาจเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย มาตรา 22 (2) กฎหมายกำหนดให้ • เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจ “แต่เพียงผู้เดียว” ในการเก็บรวบรวมทรัพย์สินหรือเงินของลูกหนี้ • แม้ทรัพย์จะอยู่ในระหว่างการบังคับคดี ก็ต้องรอคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ • เว้นแต่ว่าการบังคับคดีเสร็จบริบูรณ์ ก่อน วันที่มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ วัตถุประสงค์คือ รวบรวมทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อแบ่งชำระอย่างเสมอภาคแก่เจ้าหนี้ทุกคน 2 สิทธิของเจ้าหนี้มีประกันตามมาตรา 110 วรรคท้าย มาตรา 110 วรรคท้ายระบุว่า • คำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ ไม่ตัดสิทธิของเจ้าหนี้มีประกัน บนหลักประกันของตน • เจ้าหนี้มีประกันยังมีสิทธิเดินหน้าบังคับคดีได้ตามกฎหมาย ปรากฏว่าในคดีนี้ • ไม่มีคำสั่งหรือคำร้องจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ • ไม่มีการมอบหมายให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการแทน • การสอบถามเกิดขึ้น “หลังจากขายทอดตลาดไปแล้ว” ดังนั้น การขายทอดตลาดถือเป็น “การบังคับคดีแพ่ง” ไม่ใช่ “การขายในคดีล้มละลาย” 3 สิทธิยื่นคำร้องเพิกถอนการขายทอดตลาด แม้ผู้ซื้อทรัพย์จะอ้างว่า • ควรยื่นเรื่องต่อศาลล้มละลาย แต่ศาลฎีกาย้ำว่า • การพิจารณาอำนาจยื่นคำร้องเป็นเรื่อง “ความสงบเรียบร้อย” • โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้มีประกัน “ยังคงมีสิทธิ” ยื่นคำร้องเพิกถอนได้ในคดีบังคับคดีแพ่ง เหตุผลคำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาได้วินิจฉัยตามลำดับดังนี้ 1. หลังมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ ไม่พบหลักฐานว่ามีคำสั่งใด ๆ จากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้ขายทรัพย์ 2. การขายทอดตลาดวันที่ 8 มิถุนายน 2548 จึงเป็นการขายที่เจ้าพนักงานบังคับคดีทำภายใต้อำนาจตนเอง ไม่ใช่อำนาจแทนเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ 3. คำสั่งสอบถามเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในปี 2551 เกิด “หลัง” การขายทอดตลาดไปแล้ว ไม่ทำให้การขายย้อนหลังไปอยู่ภายใต้อำนาจล้มละลาย 4. สิทธิของเจ้าหนี้มีประกันตามมาตรา 110 วรรคท้ายยังคงอยู่ แม้ลูกหนี้ล้มละลาย 5. การขายโดยฝ่าฝืนกฎหมายล้มละลายทำให้โจทก์มีอำนาจยื่นคำร้องเพิกถอนได้ ศาลจึงพิพากษายืนคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาด หลักกฎหมายสำคัญที่ศาลฎีกาวางไว้ • อำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นอำนาจเฉพาะตัว ไม่อาจถือว่ามีการมอบหมายโดยปริยายได้ • การบังคับคดีแพ่งยังเดินหน้าต่อได้ หากเจ้าหนี้มีประกัน และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่ออกคำสั่งใด ๆ • เมื่อการขายทอดตลาดไม่ได้อยู่ภายใต้อำนาจพิทักษ์ทรัพย์ ผู้เสียหายยังสามารถใช้ช่องทางศาลแพ่งยื่นคำร้องเพิกถอนได้ • ปัญหาเกี่ยวกับอำนาจยื่นคำร้องเป็นเรื่องความสงบเรียบร้อย แม้ไม่ได้ยกในศาลอุทธรณ์ ก็ยกขึ้นในฎีกาได้ ข้อคิดทางกฎหมายท้ายบทความ คดีนี้ตอกย้ำความสำคัญของการแยกแยะแนวเขตอำนาจระหว่าง • กระบวนการบังคับคดีแพ่ง • กระบวนคดีล้มละลาย โดยเฉพาะบทบาทของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ซึ่งมีอำนาจเฉพาะตัว แต่ไม่ใช่อำนาจที่ลบล้างสิทธิของเจ้าหนี้มีประกัน การปฏิบัติงานของเจ้าพนักงานบังคับคดีต้องสอดคล้องกับคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เพื่อไม่ให้เกิดความบกพร่องในกระบวนกฎหมาย ขณะเดียวกัน เจ้าหนี้มีประกันต้องรักษาสิทธิของตนให้ครบถ้วนตามกฎหมาย ทั้งในคดีล้มละลายและคดีแพ่ง สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น มีคำสั่งให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินจำนอง เนื่องจากการขายเกิดขึ้นขณะที่มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์และไม่อยู่ภายใต้อำนาจเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เห็นว่าการขายทอดตลาดดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายล้มละลาย 3. ศาลฎีกา พิพากษายืนเช่นเดียวกัน โดยวางหลักว่าคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ไม่ตัดสิทธิของเจ้าหนี้มีประกัน แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องมีคำสั่งหรือมอบหมายจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ก่อนดำเนินการขายทอดตลาด โจทก์จึงมีสิทธิเพิกถอนการขายได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12758/2555 เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้แล้ว พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 (2) บัญญัติให้อำนาจเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่เพียงผู้เดียวในการเก็บรวบรวมและรับเงินหรือทรัพย์สินซึ่งจะตกได้แก่ลูกหนี้หรือซึ่งลูกหนี้มีสิทธิจะได้รับจากผู้อื่น แม้ทรัพย์สินนั้นจะอยู่ในระหว่างการบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีก็ยังต้องปฏิบัติตามคำขอของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เกี่ยวกับทรัพย์สินนั้น เว้นแต่การบังคับคดีได้สำเร็จบริบูรณ์แล้วก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ตามมาตรา 110 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 112 ทั้งนี้ด้วยวัตถุประสงค์ที่จะรวบรวมทรัพย์สินของลูกหนี้มาแบ่งเฉลี่ยให้แก่เจ้าหนี้ทั้งหลายโดยเสมอภาคตามส่วน แต่อำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่กระทบถึงสิทธิของเจ้าหนี้มีประกันในการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันตามมาตรา 110 วรรคท้าย คดีนี้หลังจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2546 และมีคำพิพากษาให้จำเลยล้มละลายเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2547 แล้ว ไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้มีคำขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งเกี่ยวกับทรัพย์จำนอง หรือมอบหมายให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองในคดีนี้แทน หรือเจ้าพนักงานบังคับคดีได้มีหนังสือสอบถามไปยังเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เพื่อดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองที่ยึดไว้อันถือได้ว่าเป็นการกระทำแทนเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในคดีล้มละลาย แต่กลับปรากฏว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองในคดีนี้ต่อไปในวันที่ 8 มิถุนายน 2548 และเพิ่งมามีคำสั่งในคำร้องของโจทก์ที่ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2551 ว่าให้สอบถามเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่าจะให้ดำเนินการอย่างไรเกี่ยวกับทรัพย์ของจำเลยในคดีนี้ ซึ่งเป็นการสอบถามภายหลังจากที่ดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองไปแล้ว จึงมีผลเท่ากับว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ขายทอดตลาดทรัพย์จำนองไปตามอำนาจหน้าที่ของตนในการบังคับคดีแพ่ง ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค 4 ลักษณะ 2 การบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง หาใช่เป็นการขายทอดตลาดในคดีล้มละลายอันเป็นอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หรือถือได้ว่าได้รับมอบหมายจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่ ประกอบกับทรัพย์จำนองเป็นหลักประกันการชำระหนี้แก่โจทก์เดิม แม้ศาลล้มละลายกลางจะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดแล้ว แต่คำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ย่อมไม่กระทบถึงสิทธิของโจทก์เดิมในฐานะเจ้าหนี้มีประกันในการที่จะบังคับคดีแก่ทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันนั้นต่อไปตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์จำนองฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายดังที่ศาลล่างวินิจฉัย โจทก์ย่อมมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดในคดีนี้ได้ โดยหาจำต้องไปยื่นคำร้องในคดีล้มละลายดังที่ผู้ซื้อทรัพย์ฎีกาไม่ คดีนี้เริ่มจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้จำเลยชำระเงิน 8,668,978.57 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงิน 7,492,480.07 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ รวมทั้งค่าฤชาธรรมเนียม ค่าใช้จ่าย และค่าทนายความ โดยให้ชำระภายใน 6 เดือน หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองคือที่ดินโฉนดเลขที่ 20208 เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร ออกขายทอดตลาด และหากเงินไม่พอให้ยึดทรัพย์อื่นต่อไป แต่จำเลยไม่ชำระ โจทก์จึงนำยึดและขายทอดตลาดที่ดินดังกล่าว ระหว่างการบังคับคดี บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด ขอเข้าสวมสิทธิแทนธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ศาลอนุญาต ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องเพิกถอนการขายทอดตลาด ผู้ซื้อทรัพย์คัดค้าน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนการขาย ผู้ซื้อทรัพย์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ผู้ซื้อทรัพย์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ธนาคารทหารไทยในฐานะโจทก์เดิมนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาทและประกาศขายหลายครั้ง ต่อมาศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์และพิพากษาให้จำเลยล้มละลาย มีการโอนสิทธิเรียกร้องไปยังบริษัทบริหารสินทรัพย์พญาไท และต่อให้บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ เจ้าพนักงานบังคับคดีสั่งงดการขายชั่วคราว จากนั้นประกาศขายทอดตลาดใหม่หลายครั้ง และขายได้ในวันที่ 8 มิถุนายน 2548 โจทก์ยื่นคำร้องเพิกถอนเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2551 ประเด็นในฎีกาคือ โจทก์มีสิทธิยื่นคำร้องเพิกถอนหรือไม่ แม้ผู้ซื้อจะยกขึ้นสู้ครั้งแรกในชั้นฎีกา แต่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยจึงยกขึ้นอ้างได้ ศาลวินิจฉัยว่า หลังมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์แล้ว ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย มาตรา 22 (2) อำนาจเก็บรวบรวมทรัพย์เป็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียว แม้ทรัพย์อยู่ในระหว่างการบังคับคดี เว้นแต่บังคับคดีเสร็จก่อนมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ อย่างไรก็ดี อำนาจดังกล่าวไม่ตัดสิทธิของเจ้าหนี้มีประกันตามมาตรา 110 วรรคท้าย ในคดีนี้ไม่มีหลักฐานว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เคยสั่งหรือมอบหมายให้ขายทอดตลาด หรือว่ามีหนังสือสอบถามก่อนการขาย การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทรัพย์ในวันที่ 8 มิถุนายน 2548 จึงเป็นการขายในฐานะการบังคับคดีแพ่งตาม ป.วิ.พ. ภาค 4 ลักษณะ 2 ไม่ใช่การขายในคดีล้มละลาย แต่เมื่อการขายฝ่าฝืนบทกฎหมายล้มละลาย โจทก์จึงมีสิทธิยื่นคำร้องเพิกถอนได้โดยไม่ต้องไปใช้สิทธิในคดีล้มละลาย ฎีกาของผู้ซื้อฟังไม่ขึ้น ศาลฎีกาพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์แล้ว ใครมีอำนาจจัดการและรวบรวมทรัพย์สินของลูกหนี้ รวมถึงทรัพย์ที่อยู่ระหว่างการบังคับคดี? คำตอบ : เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้แล้ว พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22 (2) กำหนดให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นผู้มีอำนาจแต่เพียงผู้เดียวในการเก็บรวบรวมและรับเงินหรือทรัพย์สินที่ตกแก่ลูกหนี้ หรือที่ลูกหนี้มีสิทธิจะได้รับจากผู้อื่น แม้ทรัพย์นั้นจะอยู่ระหว่างการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดีก็ตาม เว้นแต่กรณีที่การบังคับคดีได้สำเร็จบริบูรณ์ก่อนวันที่มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ ดังนั้น ภายหลังคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ การจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ต้องเป็นไปตามอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นหลัก 2. คำสั่งพิทักษ์ทรัพย์และคำพิพากษาให้ล้มละลายมีผลตัดสิทธิของเจ้าหนี้มีประกันในทรัพย์จำนองหรือไม่? คำตอบ : คำสั่งพิทักษ์ทรัพย์และคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายไม่มีผลตัดสิทธิของเจ้าหนี้มีประกันในทรัพย์จำนอง ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 110 วรรคท้าย ศาลฎีกาวินิจฉัยชัดเจนว่าทรัพย์จำนองในคดีนี้เป็นหลักประกันหนี้ของเจ้าหนี้เดิม สิทธิของเจ้าหนี้มีประกันในการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันยังคงอยู่ แม้จะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์แล้วก็ตาม เพียงแต่การดำเนินการต้องไม่ฝ่าฝืนโครงสร้างและขั้นตอนที่กฎหมายล้มละลายกำหนด 3. การขายทอดตลาดทรัพย์จำนองภายหลังมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ในคดีนี้ชอบด้วยกฎหมายล้มละลายหรือไม่ และเพราะเหตุใด? คำตอบ : ในคดีนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองไม่ชอบด้วยกฎหมายล้มละลาย เนื่องจากหลังศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์และพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายแล้ว ไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำขอหรือมอบหมายให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์พิพาท และเจ้าพนักงานบังคับคดีเพิ่งมีคำสั่งสอบถามเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายหลังจากที่ขายทอดตลาดไปแล้ว การขายดังกล่าวจึงถือเป็นการกระทำในฐานะการบังคับคดีแพ่งของเจ้าพนักงานบังคับคดี โดยไม่อาศัยอำนาจหรือการมอบหมายตามกฎหมายล้มละลาย ถือเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 4. เจ้าหนี้มีประกันต้องยื่นคำร้องเพิกถอนการขายทอดตลาดต่อศาลล้มละลายกลางเท่านั้นหรือสามารถยื่นต่อศาลแพ่งในคดีบังคับคดีได้? คำตอบ : ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้มีประกันมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดต่อศาลที่ทำการบังคับคดีแพ่งได้ โดยไม่จำเป็นต้องไปยื่นคำร้องต่อศาลล้มละลายกลางในคดีล้มละลาย ทั้งนี้ เพราะการขายทอดตลาดดังกล่าวเป็นการกระทำของเจ้าพนักงานบังคับคดีในกระบวนการบังคับคดีแพ่ง ไม่ใช่การขายในคดีล้มละลายหรือการขายแทนเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เมื่อการดำเนินการฝ่าฝืนบทกฎหมายล้มละลาย โจทก์ย่อมมีอำนาจขอให้ศาลเพิกถอนการขายได้ในคดีนี้ 5. เหตุใดผู้ซื้อทรัพย์จึงสามารถยกปัญหาเรื่องอำนาจในการยื่นคำร้องของโจทก์ขึ้นต่อสู้ในชั้นฎีกาได้ แม้จะไม่ยกขึ้นในชั้นอุทธรณ์มาก่อน? คำตอบ : ศาลฎีกาถือว่า ปัญหาเกี่ยวกับอำนาจในการยื่นคำร้องเพิกถอนการขายทอดตลาดของโจทก์เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแห่งกระบวนพิจารณา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง คู่ความจึงสามารถยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอ้างเป็นข้อฎีกาได้ แม้จะไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ในชั้นอุทธรณ์ก็ตาม ศาลฎีกาจึงรับวินิจฉัยประเด็นนี้เพื่อให้กระบวนพิจารณาเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายและไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย 6. สาระสำคัญเชิงหลักการที่ได้จากคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวกับการบังคับคดีทรัพย์จำนองในระหว่างคดีล้มละลายคืออะไร? คำตอบ : คำพิพากษาศาลฎีกานี้วางหลักสำคัญว่า เมื่อมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์แล้ว การจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้จะอยู่ภายใต้อำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ แต่สิทธิของเจ้าหนี้มีประกันในทรัพย์จำนองยังคงอยู่ตามกฎหมายล้มละลาย การบังคับคดีโดยเจ้าพนักงานบังคับคดีต้องไม่ฝ่าฝืนโครงสร้างของกฎหมายล้มละลาย และหากมีการขายทอดตลาดที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เจ้าหนี้มีประกันยังคงมีสิทธิยื่นคำร้องเพิกถอนได้ในคดีบังคับคดีแพ่ง อีกทั้งศาลยืนยันหลักว่าปัญหาที่กระทบต่อความสงบเรียบร้อยสามารถยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ เพื่อให้กระบวนยุติธรรมมีความเคร่งครัดและสอดคล้องกับกฎหมายทั้งระบบ |




