
| การบังคับคดีหลังพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด กฎหมายล้มละลายกับสิทธิของเจ้าหนี้มีประกัน(ฎีกา 593/2538)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับบทบาทและอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายหลังศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด รวมถึงขอบเขตสิทธิของเจ้าหนี้มีประกันซึ่งได้ดำเนินคดีบังคับจำนองไว้ก่อนแล้ว คดีนี้พิจารณาว่าเมื่อมีการสั่งพิทักษ์ทรัพย์ ลูกหนี้ยังมีทรัพย์ที่ถูกยึดและอยู่ระหว่างการดำเนินการขายทอดตลาด เจ้าพนักงานบังคับคดียังคงมีอำนาจขายทอดตลาดต่อไปหรือจำต้องโอนการดำเนินคดีให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์โดยทันที ศาลฎีกาได้วินิจฉัยถึงขอบเขตผลทางกฎหมายของมาตรา 22(2), มาตรา 110 และมาตรา 112 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย รวมถึงหลักการคุ้มครองสิทธิของเจ้าหนี้มีประกัน ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญในการตีความและบังคับใช้กฎหมายล้มละลายในกรณีที่คดีแพ่งและคดีล้มละลายดำเนินควบคู่กัน ข้อเท็จจริงโดยสรุป คดีเริ่มจากการที่ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นเจ้าหนี้จำนองของลูกหนี้ (จำเลยที่ 2) ในคดีแพ่งหมายเลขแดง 11826/2523 ได้ดำเนินการบังคับคดีต่อทรัพย์พิพาทซึ่งเป็นที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามสิทธิของเจ้าหนี้มีประกัน และเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดทรัพย์เพื่อขายทอดตลาด ต่อมา ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด แก่ลูกหนี้ที่ 2 ภายใต้พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 ก่อนที่การบังคับคดีแพ่งจะเสร็จบริบูรณ์ โจทก์เห็นว่าทรัพย์ที่ถูกยึดจำต้องโอนเข้าสู่คดีล้มละลายเพื่อให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จัดการตามกฎหมาย แต่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ (ผู้คัดค้านที่ 2) มีคำสั่งให้ขายทอดตลาดต่อไปในคดีแพ่ง และเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ขายทอดตลาดซึ่งผู้คัดค้านที่ 1 ได้ซื้อไปในราคา 14,000,000 บาท โจทก์โต้แย้งว่าการขายทอดตลาดนั้นไม่ชอบ เพราะ – ศาลได้พิทักษ์ทรัพย์ก่อนการขายทอดตลาด – เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ต้องเป็นผู้จัดการทรัพย์ทั้งหมด – ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย ย่อมเสมือนสละสิทธิของเจ้าหนี้มีประกัน – ราคาที่ขายต่ำกว่าความเป็นจริง – ไม่ได้แจ้งวันขายทอดตลาดให้โจทก์ทราบ ฝ่ายผู้คัดค้านทั้งสองยืนยันว่า – ผู้คัดค้านที่ 1 มีสิทธิในฐานะเจ้าหนี้มีประกัน – การขายทอดตลาดเป็นการบังคับคดีแพ่งซึ่งกฎหมายล้มละลายไม่กระทบสิทธินี้ – การขายไม่จำเป็นต้องแจ้งโจทก์ เพราะไม่มีสถานะเป็นผู้มีส่วนได้เสียตามมาตรา 306 ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์สั่งยกคำร้องก่อนคดีขึ้นสู่ศาลฎีกา คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ประเด็นสำคัญคือ เมื่อมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์แล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจเหนือทรัพย์ของลูกหนี้เพียงใด และ สิทธิของเจ้าหนี้มีประกันยังคงได้รับความคุ้มครองหรือไม่ ข้อวินิจฉัยหลัก 1. มาตรา 22(2) ให้อำนาจเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รวบรวมทรัพย์สินของลูกหนี้เฉพาะทรัพย์ที่มิได้บังคับคดีเสร็จบริบูรณ์ 2. แต่ มาตรา 110 วรรคท้าย คุ้มครองสิทธิของเจ้าหนี้มีประกันให้บังคับคดีต่อทรัพย์หลักประกันได้ตามสิทธิ 3. เมื่อตรวจพบว่า – เจ้าหนี้มีประกันได้ยึดทรัพย์ไว้ก่อนแล้ว – การบังคับคดียังไม่เสร็จ แต่เป็นการกระทำตามสิทธิของเจ้าหนี้มีประกัน – คำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ไม่เพิกถอนหรือกระทบสิทธิดังกล่าว – การขายทอดตลาดจึงยังเป็น “การขายทอดตลาดในคดีแพ่ง” ไม่ใช่ “คดีล้มละลาย” ดังนั้น การขายทอดตลาดยังถือว่า "ชอบด้วยกฎหมายและอยู่ภายใต้อำนาจของเจ้าพนักงานบังคับคดี" ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลล่าง วิเคราะห์ประเด็นกฎหมายสำคัญ (1) อำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามมาตรา 22(2) มาตรา 22(2) ให้อำนาจเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รับทรัพย์ที่ลูกหนี้จะได้รับจากผู้อื่น แม้อยู่ระหว่างการบังคับคดีก็ตาม แต่มีข้อยกเว้นตามมาตรา 110 วรรคท้าย (2) สิทธิของเจ้าหนี้มีประกันตามมาตรา 110 วรรคท้าย บทบัญญัตินี้ย้ำว่า – การสั่งพิทักษ์ทรัพย์ ไม่กระทบสิทธิของเจ้าหนี้จำนอง – เจ้าหนี้มีประกันยังคงบังคับคดีต่อทรัพย์หลักประกันได้ – แม้ลูกหนี้เข้าสู่กระบวนการล้มละลายแล้วก็ตาม (3) การขายทอดตลาดก่อนหรือหลังพิทักษ์ทรัพย์ ศาลวางหลักว่า – หากเป็นทรัพย์ที่ยึดไว้ก่อน และเป็นการบังคับสิทธิของเจ้าหนี้มีประกัน – แม้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์แล้ว การขายทอดตลาดยังทำได้ – และยังถือว่าเป็นคดีแพ่ง ไม่ใช่คดีล้มละลาย (4) สิทธิของเจ้าหนี้รายอื่น – โจทก์ไม่อยู่ในสถานะ “ผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง” ในการขายทอดตลาด – จึงไม่จำเป็นต้องได้รับแจ้งวันขายตามมาตรา 306 (5) หลักความเสมอภาคแห่งเจ้าหนี้ไม่ได้ถูกละเมิด แม้มีการขายทอดตลาดก่อนแบ่งทรัพย์ แต่ – เงินส่วนเกินหลังหักหนี้จำนองยังต้องตกเป็นทรัพย์ของกองล้มละลายเพื่อแบ่งเจ้าหนี้รายอื่น – ทำให้ระบบการกระจายทรัพย์ยังยุติธรรมตามกฎหมายล้มละลาย สรุปข้อคิดทางกฎหมาย – คำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด “ไม่ลบล้างสิทธิของเจ้าหนี้มีประกัน” – การยึดทรัพย์และขายทอดตลาดที่ทำโดยชอบก่อนพิทักษ์ทรัพย์ยังคงดำเนินต่อได้ – การขายทอดตลาดในคดีแพ่งไม่จำเป็นต้องโอนเข้าสู่คดีล้มละลายในกรณีที่เกี่ยวข้องกับสิทธิของเจ้าหนี้จำนอง – เจ้าหนี้รายอื่นไม่ถือเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงในการขายทอดตลาด จึงไม่จำเป็นต้องได้รับแจ้งวันขาย – หลักการนี้เป็นแนวสำคัญในการพิจารณาคดีที่คดีแพ่งและคดีล้มละลายดำเนินคู่ขนาน สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์ เห็นว่าการขายทอดตลาดทรัพย์พิพาทโดยเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นการบังคับคดีตามสิทธิของเจ้าหนี้มีประกัน และคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ไม่กระทบสิทธิดังกล่าว 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เห็นว่าผู้คัดค้านที่ 1 เป็นเจ้าหนี้จำนองโดยชอบ การขายทอดตลาดชอบด้วยกฎหมาย 3. ศาลฎีกา พิพากษายืนตามทั้งสองศาล วินิจฉัยว่าการสั่งพิทักษ์ทรัพย์ไม่เพิกถอนสิทธิของเจ้าหนี้มีประกัน การขายทอดตลาดจึงเป็นการบังคับคดีแพ่งที่ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ต้องโอนทรัพย์เข้าสู่คดีล้มละลาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 593/2538 เมื่อศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้แล้วพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ.2483มาตรา22(2)บัญญัติให้อำนาจเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวในการเก็บรวบรวมและรับเงินหรือทรัพย์สินซึ่งจะตกได้แก่ลูกหนี้หรือซึ่งลูกหนี้มีสิทธิจะได้รับจากผู้อื่นแม้ทรัพย์สินนั้นจะอยู่ในระหว่างการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดีก็ตามเจ้าพนักงานบังคับคดีก็ยังต้องปฏิบัติตามคำขอของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เกี่ยวกับทรัพย์สินนั้นเว้นแต่การบังคับคดีนั้นได้สำเร็จบริบูรณ์แล้วก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ตามมาตรา110วรรคแรกประกอบด้วยมาตรา112ทั้งนี้ด้วยวัตถุประสงค์ที่จะรวบรวมทรัพย์สินของลูกหนี้มาแบ่งเฉลี่ยให้แก่เจ้าหนี้ทั้งหลายโดยเสมอภาคตามส่วนแต่อำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดังกล่าวไม่กระทบถึงสิทธิของเจ้าหนี้มีประกันในการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันตามมาตรา110วรรคท้าย ผู้คัดค้านที่1เป็นเจ้าหนี้จำนองทรัพย์พิพาทของลูกหนี้ได้ฟ้องบังคับจำนองและทำการบังคับคดีโดยนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์พิพาทเพื่อขายทอดตลาดแล้วศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้เด็ดขาดในคดีนี้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้คัดค้านที่2ย่อมไม่มีอำนาจที่จะขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีโอนการยึดทรัพย์พิพาทมาไว้ในคดีล้มละลายเพราะเป็นการกระทบต่อสิทธิของผู้คัดค้านที่1ซึ่งเป็นเจ้าหนี้มีประกันในการบังคับแก่ทรัพย์อันเป็นหลักประกันโดยตรง การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ขายทอดตลาดทรัพย์พิพาทซึ่งจำนองเป็นหลักประกันต่อไปในการบังคับคดีแพ่งแม้เป็นการปฏิบัติตามคำขอของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้คัดค้านที่2เมื่อคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ไม่กระทบถึงสิทธิดังกล่าวของผู้คัดค้านที่1จึงมีผลเท่ากับเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ขายทอดตลาดทรัพย์พิพาทไปตามอำนาจหน้าที่ของตนในการบังคับคดีแพ่งตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งภาค4ลักษณะ2การบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งหาใช่เป็นการขายทอดตลาดในคดีล้มละลายอันเป็นอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้คัดค้านที่2แต่ผู้เดียวตามพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ.2483แต่ประการใดไม่โจทก์หรือเจ้าหนี้อื่นจึงมิใช่ผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินที่จะขายซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีจะต้องแจ้งให้ทราบซึ่งวันขายทอดตลาดตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา306 คดีนี้สืบเนื่องจากการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีในคดีแพ่งหมายเลขแดง 11826/2523 ของศาลแพ่ง ขายทอดตลาดทรัพย์พิพาทคือที่ดินโฉนดเลขที่ 1532 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นลูกหนี้ (จำเลยที่ 2) ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นโจทก์ในคดีแพ่งดังกล่าวในราคา 14,000,000 บาท เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2531 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ผู้คัดค้านที่ 2 เพิกถอนการขายทอดตลาดและโอนทรัพย์พิพาทเข้าในคดีล้มละลาย แต่ผู้คัดค้านที่ 2 มีคำสั่งยกคำร้อง โจทก์อ้างว่าลูกหนี้ที่ 2 ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2530 ก่อนการบังคับคดีแพ่งจะเสร็จบริบูรณ์ เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงต้องโอนอำนาจการบังคับคดีให้ผู้คัดค้านที่ 2 และการขายทอดตลาดภายหลังย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งราคาขายต่ำกว่าความเป็นจริง ไม่เป็นประโยชน์แก่เจ้าหนี้รายอื่น และไม่ได้แจ้งกำหนดวันขายให้โจทก์ไปควบคุมดูแล อีกทั้งการที่ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินลูกหนี้ที่ 2 เท่ากับสละสิทธิฐานะเจ้าหนี้มีประกัน จึงควรเพิกถอนคำสั่งผู้คัดค้านที่ 2 และเพิกถอนการขายทอดตลาด พร้อมโอนทรัพย์พิพาทเข้าไว้ในคดีล้มละลาย ผู้คัดค้านที่ 1 คัดค้านว่า คดีแพ่งหมายเลขแดง 11826/2523 ถึงที่สุดแล้ว ตนเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาและเจ้าหนี้จำนอง มีสิทธิยึดทรัพย์พิพาทขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ ตนซื้อทรัพย์โดยสุจริตในราคา 14,000,000 บาท ซึ่งสูงกว่าราคาประเมิน หลังหักค่าใช้จ่ายและชำระหนี้มีประกันแล้ว หากมีเงินเหลือก็ส่งเป็นทรัพย์ในคดีล้มละลายแบ่งแก่เจ้าหนี้รายอื่นได้โดยไม่ต้องเพิกถอนการขายทอดตลาด การบังคับคดีจึงเสร็จบริบูรณ์ ขอให้ยกคำร้อง ผู้คัดค้านที่ 2 คัดค้านว่า ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้รับจำนองและได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายในฐานะเจ้าหนี้มีประกัน โดยขอให้ขายทอดตลาดทรัพย์หลักประกันและขอรับชำระเฉพาะส่วนที่ยังขาด ผู้คัดค้านที่ 1 จึงมีอำนาจให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์พิพาทต่อไปได้ โดยไม่ต้องโอนทรัพย์เข้าในคดีล้มละลาย การขายดังกล่าวเป็นการขายทอดตลาดในคดีแพ่ง มิใช่การขายในคดีล้มละลาย ไม่ต้องรอให้ศาลพิพากษาให้ลูกหนี้ที่ 2 เป็นบุคคลล้มละลายก่อน และไม่ต้องแจ้งวันขายทอดตลาดให้โจทก์ทราบ โจทก์ก็ไม่มีหลักฐานว่าราคาขายต่ำกว่าปกติ จึงขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าผู้คัดค้านที่ 1 เป็นเจ้าหนี้มีประกันของลูกหนี้ที่ 2 ตามคำพิพากษาศาลแพ่งและได้ดำเนินการบังคับคดีต่อทรัพย์พิพาทซึ่งจำนองเป็นหลักประกัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้ที่ 2 เด็ดขาดภายหลังการยึดทรัพย์ ผู้คัดค้านที่ 2 ขอให้ขายทอดตลาดต่อไปและหากมีเงินสุทธิหลังชำระหนี้จำนองแล้วจึงโอนเข้าในคดีล้มละลาย เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาด 7 ครั้ง ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้ซื้อในราคา 14,000,000 บาท ศาลฎีกาเห็นว่ามาตรา 22(2) ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รวบรวมทรัพย์ของลูกหนี้ แต่ไม่กระทบสิทธิของเจ้าหนี้มีประกันตามมาตรา 110 วรรคท้าย เมื่อผู้คัดค้านที่ 1 ฟ้องบังคับจำนองและยึดทรัพย์ไว้ก่อนแล้ว ผู้คัดค้านที่ 2 ไม่มีอำนาจให้โอนการยึดทรัพย์ไปคดีล้มละลาย การขายทอดตลาดจึงเป็นการบังคับคดีแพ่งตาม ป.วิ.พ. ภาค 4 ลักษณะ 2 หาใช่การขายในคดีล้มละลายไม่ โจทก์และเจ้าหนี้อื่นจึงไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียที่ต้องได้รับแจ้งวันขายตามมาตรา 306 พิพากษายืน คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้อย่างไร และอำนาจดังกล่าวมีข้อจำกัดอย่างไรตามกฎหมายล้มละลาย คำตอบ: ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22(2) เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจแต่ผู้เดียวในการเก็บ รวบรวม และรับเงินหรือทรัพย์สินที่ตกเป็นของลูกหนี้ หรือที่ลูกหนี้มีสิทธิจะได้รับจากบุคคลอื่น แม้ทรัพย์นั้นจะอยู่ระหว่างการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดีก็ตาม ทั้งนี้เพื่อรวบรวมทรัพย์เข้าสู่กองทรัพย์สินล้มละลายและจัดแบ่งให้เจ้าหนี้โดยเสมอภาคตามส่วน แต่ในขณะเดียวกันอำนาจดังกล่าวมีข้อจำกัดสำคัญ คือไม่อาจกระทบสิทธิของเจ้าหนี้มีประกันในการบังคับคดีแก่ทรัพย์ที่เป็นหลักประกันตามมาตรา 110 วรรคท้าย กล่าวคือ หากเจ้าหนี้มีประกันได้ใช้สิทธิฟ้องบังคับจำนองและยึดทรัพย์หลักประกันไว้แล้ว การสั่งพิทักษ์ทรัพย์จะไม่ล้มล้างหรือระงับสิทธิในการบังคับคดีของเจ้าหนี้มีประกันต่อทรัพย์สินนั้น การตีความเช่นนี้เป็นแนวทางที่ศาลฎีกายืนยันในคำพิพากษานี้ว่า แม้อำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะมีลักษณะรวมศูนย์ แต่ก็ต้องเคารพสิทธิพิเศษของเจ้าหนี้ที่ถือหลักประกันโดยชอบด้วยกฎหมาย 2. ในกรณีที่ทรัพย์ที่จำนองถูกยึดและอยู่ระหว่างการขายทอดตลาดในคดีแพ่ง ก่อนมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ การขายทอดตลาดภายหลังคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ยังถือว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ คำตอบ: คำพิพากษาศาลฎีกานี้วางหลักชัดเจนว่า หากเจ้าหนี้มีประกันได้ฟ้องบังคับจำนองและเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดทรัพย์ที่จำนองเป็นหลักประกันไว้เพื่อขายทอดตลาดแล้ว ต่อมาศาลจึงมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแก่ลูกหนี้ การขายทอดตลาดที่เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการต่อไปยังถือว่าเป็นการขายทอดตลาดในคดีแพ่งภายใต้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค 4 ลักษณะ 2 หาใช่การขายทรัพย์ในคดีล้มละลายไม่ ทั้งนี้เพราะคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ไม่ตัดสิทธิของเจ้าหนี้มีประกันในการบังคับคดีแก่ทรัพย์หลักประกันโดยตรงตามมาตรา 110 วรรคท้าย การขายทอดตลาดดังกล่าวจึงเป็นการบังคับคดีตามคำพิพากษาของเจ้าหนี้มีประกันอย่างชอบด้วยกฎหมาย และไม่ต้องโอนการยึดหรือการขายทรัพย์เข้าสู่การจัดการของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในคดีล้มละลายแต่อย่างใด 3. เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สามารถขอให้โอนการยึดทรัพย์ที่จำนองเป็นหลักประกันจากคดีแพ่งมาอยู่ในคดีล้มละลายได้หรือไม่ คำตอบ: ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่มีอำนาจขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีโอนการยึดทรัพย์ที่จำนองเป็นหลักประกันซึ่งถูกยึดเพื่อบังคับจำนองในคดีแพ่ง มาไว้ในคดีล้มละลาย หากการยึดทรัพย์ดังกล่าวเป็นการบังคับสิทธิของเจ้าหนี้มีประกันที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว การโอนการยึดไปให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จัดการในคดีล้มละลายจะเป็นการกระทบสิทธิของเจ้าหนี้มีประกันโดยตรง ซึ่งขัดต่อหลักการตามมาตรา 110 วรรคท้ายที่คุ้มครองสิทธิของเจ้าหนี้มีประกันอย่างเคร่งครัด ในคดีนี้ศาลเห็นว่าผู้คัดค้านที่ 1 ในฐานะเจ้าหนี้จำนองได้ฟ้องบังคับจำนองและยึดทรัพย์พิพาทไว้แล้วก่อนมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ จึงเป็นการใช้สิทธิในฐานะเจ้าหนี้มีประกันโดยชอบ และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่อาจแทรกแซงให้โอนทรัพย์ดังกล่าวเข้ากองล้มละลายก่อนการขายทอดตลาดได้ 4. การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์ที่จำนองต่อไปหลังคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ ถือว่าเป็นการขายทอดตลาดในคดีล้มละลายหรือคดีแพ่ง และมีผลอย่างไรต่อเจ้าหนี้รายอื่น คำตอบ: ศาลฎีกาได้วางหลักว่า การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์พิพาทซึ่งจำนองเป็นหลักประกันแก่เจ้าหนี้มีประกัน ภายหลังจากที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้วนั้น ยังคงถือว่าเป็นการขายทอดตลาดในคดีแพ่งเพื่อบังคับตามคำพิพากษาของเจ้าหนี้จำนอง มิใช่การขายทรัพย์ในคดีล้มละลายซึ่งเป็นอำนาจเฉพาะของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ผลคือ สิทธิของเจ้าหนี้มีประกันในการได้รับชำระหนี้จากราคาทรัพย์ที่ขายยังคงได้รับความคุ้มครองเต็มที่ ส่วนเงินสุทธิที่เหลือหลังจากหักค่าธรรมเนียม ค่าใช้จ่าย และชำระหนี้ให้เจ้าหนี้มีประกันแล้ว ยังคงต้องโอนเข้าสู่กองทรัพย์สินล้มละลายเพื่อจัดแบ่งให้เจ้าหนี้รายอื่นตามสัดส่วน สิ่งนี้ทำให้กระบวนการบังคับคดีแพ่งไม่เป็นโมฆะหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย และยังคงรักษาหลักความเสมอภาคแห่งเจ้าหนี้ในส่วนที่เป็นทรัพย์ส่วนเกินหลังการบังคับสิทธิของเจ้าหนี้มีประกัน 5. เจ้าหนี้รายอื่นและโจทก์ในคดีล้มละลายมีสถานะเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่ต้องได้รับแจ้งกำหนดวันขายทอดตลาดทรัพย์ซึ่งจำนองหรือไม่ คำตอบ: ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์หรือเจ้าหนี้รายอื่นในคดีล้มละลายไม่ถือเป็น “ผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินที่จะขาย” ตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 306 ในส่วนของทรัพย์ที่จำนองเป็นหลักประกันซึ่งอยู่ในระหว่างการบังคับคดีของเจ้าหนี้มีประกัน เนื่องจากทรัพย์ดังกล่าวเป็นวัตถุแห่งการบังคับสิทธิของเจ้าหนี้จำนองโดยตรง เจ้าหนี้รายอื่นมีสิทธิในราคาส่วนเกินที่จะเหลือจากการขายมากกว่าจะมีสิทธิในกรรมสิทธิ์ของทรัพย์ที่ถูกจำนองโดยตรง ดังนั้น เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงไม่มีกฎหมายบังคับให้ต้องแจ้งกำหนดวันขายทอดตลาดทรัพย์ดังกล่าวแก่เจ้าหนี้รายอื่นหรือโจทก์ในคดีล้มละลาย และการไม่แจ้งดังกล่าวมิได้ทำให้การขายทอดตลาดเสียไปหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด 6. การที่เจ้าหนี้มีประกันยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายถือว่าเป็นการสละสิทธิความเป็นเจ้าหนี้มีประกันหรือไม่ และมีผลอย่างไรต่อการบังคับคดีแก่ทรัพย์ที่จำนอง คำตอบ: ในคดีนี้โจทก์อ้างว่า เมื่อเจ้าหนี้มีประกันยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย เท่ากับสละสิทธิในฐานะเจ้าหนี้มีประกันและต้องโอนทรัพย์พิพาทเข้าในคดีล้มละลาย แต่ศาลฎีกาไม่รับฟังข้ออ้างดังกล่าว โดยเห็นว่าการที่เจ้าหนี้มีประกันยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายโดยระบุให้ขายทอดตลาดทรัพย์ที่จำนองเป็นหลักประกันเพื่อชำระหนี้ และหากมีส่วนที่ยังขาดอยู่จึงขอรับชำระจากกองทรัพย์สินในส่วนที่เหลือนั้น มิได้เป็นการแสดงเจตนาสละสิทธิความเป็นเจ้าหนี้มีประกัน กลับเป็นการยืนยันสิทธิในการบังคับคดีแก่ทรัพย์หลักประกันก่อน แล้วจึงขอรับส่วนที่ยังขาดจากกองทรัพย์สินล้มละลาย การตีความว่าการยื่นคำขอรับชำระหนี้ดังกล่าวเป็นการสละสิทธิในฐานะเจ้าหนี้มีประกัน จึงขัดต่อหลักกฎหมายและแนวคำพิพากษาของศาลฎีกา 7. ข้อสรุปทางกฎหมายที่สำคัญจากคำพิพากษาศาลฎีกานี้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างคดีบังคับจำนองและคดีล้มละลายคืออะไร คำตอบ: คำพิพากษาศาลฎีกานี้สรุปหลักกฎหมายสำคัญว่า คดีบังคับจำนองซึ่งเจ้าหนี้มีประกันได้ดำเนินการยึดทรัพย์หลักประกันไว้ก่อนคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ สามารถดำเนินการขายทอดตลาดต่อไปโดยเจ้าพนักงานบังคับคดีในคดีแพ่งได้อย่างชอบด้วยกฎหมาย คำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ไม่ทำให้การบังคับคดีแพ่งดังกล่าวกลายเป็นการขายทรัพย์ในคดีล้มละลาย และไม่ทำให้สิทธิของเจ้าหนี้มีประกันลดน้อยลง เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงไม่อาจสั่งให้โอนการยึดทรัพย์หรือการขายทอดตลาดดังกล่าวเข้าในคดีล้มละลายได้ อีกทั้งเจ้าหนี้รายอื่นมิใช่ผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงในทรัพย์ที่จำนองถึงขั้นต้องได้รับแจ้งวันขายทอดตลาดด้วย หลักเกณฑ์เหล่านี้เป็นแนวทางสำคัญสำหรับการจัดการทรัพย์สินเมื่อคดีบังคับจำนองและคดีล้มละลายดำเนินควบคู่กัน เพื่อให้เกิดความมั่นคงแน่นอนในสิทธิของเจ้าหนี้มีประกันและความเป็นธรรมในการจัดแบ่งทรัพย์สินในกองล้มละลาย |




