ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




สิทธิตามสัญญาที่ลูกหนี้จะพึงได้รับมีภาระเกินควรกว่าประโยชน์ที่จะพึงได้(ฎีกาที่ 5220/2566)

ซื้อคอนโดจ่ายครบแต่ไม่โอนต้องทำอย่างไร, ลูกหนี้ล้มละลายแล้วผู้ซื้อยังได้กรรมสิทธิ์ไหม, เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ปฏิเสธคำพิพากษาได้หรือไม่, ห้องชุดติดจำนองโอนให้ผู้ซื้อได้หรือไม่, ไม่ยื่นขอรับชำระหนี้ยังบังคับโอนทรัพย์ได้ไหม, สิทธิผู้ซื้อกับกฎหมายล้มละลายมาตรา 122, คำพิพากษาให้โอนกรรมสิทธิ์บังคับได้อย่างไร, คดีซื้อขายทรัพย์กับการล้มละลาย, สิทธิตามคำพิพากษาเหนือสิทธิตามสัญญา, การไถ่ถอนจำนองเพื่อโอนกรรมสิทธิ์ให้ผู้ซื้อ, ซื้อคอนโดจ่ายครบแต่ไม่โอนฟ้องบังคับได้ไหม?แม้ล้มละลายต้องโอน

 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่สามารถปฏิเสธสิทธิตามคำพิพากษา โดยอ้างอำนาจตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย มาตรา 122 ซึ่งใช้กับสิทธิตามสัญญาที่ลูกหนี้จะได้รับเท่านั้น ในกรณีนี้ ผู้ร้องชำระเงินครบถ้วนแล้ว ลูกหนี้มีหน้าที่โอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่ผู้ร้องตามคำพิพากษา การติดจำนองเป็นความรับผิดชอบของลูกหนี้ ไม่เกี่ยวกับผู้ร้อง ผู้คัดค้านจึงต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาโดยไม่สามารถปฏิเสธได้

 คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดและพิพากษาให้ล้มละลาย ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของลูกหนี้ยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งกลับคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ยกคำร้องของผู้ร้อง และมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดของลูกหนี้ให้แก่ผู้ร้องโดยปราศจากภาระติดพันด้วยค่าใช้จ่ายของลูกหนี้ เจ้าพนักงานบังคับคดียื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้ผู้คัดค้าน เจ้าพนักงานบังคับคดีอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ผู้คัดค้านโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่ผู้ร้องโดยปลอดจำนองด้วยค่าใช้จ่ายของลูกหนี้ 

ผู้คัดค้านฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ในกรณีที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะไม่ยอมรับสิทธิตามสัญญาที่มีต่อบุคคลอื่นตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 122 หมายถึงสิทธิตามสัญญาที่ลูกหนี้จะพึงได้รับ ไม่ใช่สิทธิตามสัญญาที่ผู้อื่นมีสิทธิที่จะได้รับ ผู้ร้องชำระราคาห้องชุดให้แก่ลูกหนี้ครบถ้วนแล้ว ลูกหนี้มีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามสัญญาคือโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่ผู้ร้อง แม้ว่าห้องชุดพิพาทจะติดจำนองอยู่ก็เป็นหน้าที่ของลูกหนี้ที่ต้องไถ่ถอนจำนอง เมื่อศาลได้มีคำพิพากษาให้ลูกหนี้โอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่ผู้ร้อง จึงไม่อยู่ในดุลพินิจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่จะพิจารณาว่าสิทธิตามคำพิพากษาที่ผู้ร้องจะพึงได้รับมีภาระเกินควรกว่าประโยชน์ที่จะพึงได้แก่กองทรัพย์สินของลูกหนี้หรือไม่ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงไม่อาจอ้างอำนาจตามมาตรา 122 มาปฏิเสธไม่ยอมปฏิบัติตามคำพิพากษาที่จะต้องดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่ผู้ร้องได้

ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในการปฏิเสธไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาที่สั่งให้โอนกรรมสิทธิ์ห้องชุด โดยอ้างอำนาจตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 122 ซึ่งศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มาตรา 122 ใช้บังคับเฉพาะ “สิทธิตามสัญญาที่ลูกหนี้จะพึงได้รับ” เท่านั้น ไม่อาจนำมาใช้ปฏิเสธ “สิทธิตามคำพิพากษา” ที่ผู้ร้องจะพึงได้รับได้ แม้ทรัพย์จะติดจำนองและกองทรัพย์สินของลูกหนี้จะมีภาระค่าใช้จ่ายก็ตาม เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยังคงมีหน้าที่ต้องดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ให้ผู้ร้องโดยปลอดจำนอง

มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้

พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 122, มาตรา 96 (3), มาตรา 27, มาตรา 91 และมาตรา 146

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1. สิทธิตามสัญญา

หมายถึงสิทธิที่ลูกหนี้จะพึงได้รับจากคู่สัญญา เช่น สิทธิเรียกรับเงิน แต่ในคดีนี้ผู้ร้องชำระเงินครบแล้ว ลูกหนี้จึงไม่มีสิทธิตามสัญญาหลงเหลืออยู่

2. สิทธิตามคำพิพากษา

เมื่อศาลมีคำพิพากษาให้โอนกรรมสิทธิ์ห้องชุด สิทธิของผู้ร้องจึงเปลี่ยนสถานะจากสิทธิตามสัญญาเป็นสิทธิตามคำพิพากษา ซึ่งไม่อยู่ในดุลพินิจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะปฏิเสธได้

3. มาตรา 122 พ.ร.บ.ล้มละลาย

บทบัญญัตินี้ใช้เฉพาะกรณีที่เป็นสิทธิตามสัญญาที่ลูกหนี้จะพึงได้รับเท่านั้น ไม่อาจนำมาใช้กับสิทธิที่เกิดจากคำพิพากษาของศาล

4. ทรัพย์สินติดจำนอง

แม้ห้องชุดจะติดจำนอง แต่ถือเป็นภาระหน้าที่ของลูกหนี้ในการไถ่ถอนจำนอง ไม่ใช่ข้ออ้างที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะใช้ปฏิเสธการโอนกรรมสิทธิ์แก่ผู้ร้องได้

5. หน้าที่ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

เมื่ออำนาจจัดการทรัพย์สินตกอยู่กับเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แล้ว ย่อมมีหน้าที่ต้องนำเงินกองทรัพย์สินไปไถ่ถอนจำนองและดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ให้เป็นไปตามคำพิพากษา แม้กองทรัพย์สินจะมีภาระทางการเงินก็ตาม

  ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

         เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5220/2566

การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะไม่ยอมรับสิทธิตามสัญญาที่มีต่อบุคคลอื่นตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 122 หมายถึงสิทธิตามสัญญาที่ลูกหนี้จะพึงได้รับ หาใช่สิทธิตามสัญญาที่ผู้อื่นจะพึงได้รับไม่ ผู้ร้องชำระราคาห้องชุดให้แก่ลูกหนี้ครบถ้วนตามสัญญาแล้ว ลูกหนี้ย่อมไม่มีสิทธิใด ๆ ที่จะได้รับจากผู้ร้องอีก คงมีแต่หน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายคือโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่ผู้ร้องเท่านั้น การที่ห้องชุดติดจำนองบริษัท ฮ. ก็เป็นหน้าที่ของลูกหนี้ที่ต้องไถ่ถอนจำนองจากบริษัท ฮ. หาใช่หน้าที่ที่ลูกหนี้ต้องปฏิบัติต่อผู้ร้องไม่ ประกอบกับศาลได้มีคำพิพากษาให้ลูกหนี้โอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่ผู้ร้อง อันทำให้สิทธิของผู้ร้องมิใช่สิทธิตามสัญญาโดยแท้แต่เป็นสิทธิตามคำพิพากษา จึงไม่อยู่ในดุลพินิจของผู้คัดค้านที่จะพิจารณาว่าสิทธิตามคำพิพากษาที่ผู้ร้องจะพึงได้รับมีภาระเกินควรกว่าประโยชน์ที่จะพึงได้แก่กองทรัพย์สินของลูกหนี้หรือไม่ ผู้คัดค้านจึงไม่อาจอ้างอำนาจตามมาตรา 122 มาปฏิเสธไม่ยอมปฏิบัติตามคำพิพากษาที่จะต้องดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่ผู้ร้องได้

ฎีกาย่อ

คดีนี้ผู้ร้องทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด 5 ห้องและชำระเงินครบถ้วน แต่ลูกหนี้ไม่โอนกรรมสิทธิ์และนำทรัพย์ไปจำนอง ต่อมาผู้ร้องฟ้องจนศาลมีคำพิพากษาให้โอนกรรมสิทธิ์หรือชำระเงิน แต่ลูกหนี้ไม่ปฏิบัติและถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ผู้ร้องจึงขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์แทน

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ปฏิเสธโดยอ้างว่าทรัพย์ติดจำนองและภาระเกินประโยชน์ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สิทธิของผู้ร้องไม่ใช่เพียงสิทธิตามสัญญา แต่เป็นสิทธิตามคำพิพากษาแล้ว จึงไม่อยู่ในดุลพินิจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามมาตรา 122 ที่จะปฏิเสธได้ อีกทั้งภาระจำนองเป็นหน้าที่ของลูกหนี้ต้องไถ่ถอน ไม่ใช่ภาระของผู้ซื้อ

แม้กองทรัพย์สินจะไม่พอไถ่ถอนจำนองก็ไม่ใช่เหตุปฏิเสธการปฏิบัติตามคำพิพากษา และผู้ร้องยังมีสิทธิเลือกบังคับตามคำพิพากษาให้โอนกรรมสิทธิ์ได้ แม้ไม่ได้ยื่นขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย

อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาแก้ไขว่า กรณีนี้เป็นหนี้กระทำการ จึงไม่อาจใช้คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาได้ สุดท้ายให้โอนกรรมสิทธิ์โดยปลอดจำนองด้วยค่าใช้จ่ายของลูกหนี้

ฎีกาฉบับเต็ม

คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2559 และพิพากษาให้ล้มละลายเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2560

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งกลับคำสั่งของผู้คัดค้านที่ยกคำร้องของผู้ร้อง และมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 291/17, 291/18, 291/19, 291/20 และ 291/30 โครงการ ว. ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 25706 ของลูกหนี้ให้แก่ผู้ร้องโดยปราศจากภาระติดพันด้วยค่าใช้จ่ายของลูกหนี้ หากไม่ชำระให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 291/17, 291/18, 291/19, 291/20 และ 291/30 โครงการ ว. ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 25706 ให้แก่ผู้ร้อง ให้ผู้คัดค้านใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้องโดยกำหนดค่าทนายความแก่ผู้ร้อง 4,000 บาท โดยให้หักจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ผู้คัดค้านโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 291/17, 291/18, 291/19, 291/20 และ 291/30 โครงการ ว. ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 25706 ให้แก่ผู้ร้องโดยปลอดจำนองด้วยค่าใช้จ่ายของลูกหนี้ หากไม่ดำเนินการให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลล้มละลายกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2555 ผู้ร้องทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดเลขที่ 291/17, 291/18, 291/19, 291/20 และ 291/30 โครงการ ว. ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 25706 กับลูกหนี้ โดยผู้ร้องชำระราคาค่าห้องชุดทั้งห้าห้องครบถ้วนแล้ว แต่ลูกหนี้ไม่โอนกรรมสิทธิ์ให้ผู้ร้องและลูกหนี้นำห้องชุดดังกล่าวไปจดทะเบียนจำนองไว้แก่บริษัท ฮ. วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2559 ผู้ร้องเป็นโจทก์ฟ้องลูกหนี้ต่อศาลจังหวัดพัทยาให้ปฏิบัติตามสัญญา วันที่ 25 เมษายน 2559 ศาลจังหวัดพัทยามีคำพิพากษาเป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ.632/2559 ให้ลูกหนี้ชำระเงินจำนวน 21,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง หรือให้ลูกหนี้ดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 291/17, 291/18, 291/19, 291/20 และ 291/30 แก่ผู้ร้อง แต่ลูกหนี้ไม่ชำระหนี้และไม่ดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดดังกล่าวแก่ผู้ร้อง ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลจังหวัดพัทยาออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่ผู้ร้อง แต่เนื่องจากผู้ร้องไม่มีหนังสือรับรองการปลอดหนี้จากนิติบุคคลอาคารชุด เจ้าพนักงานที่ดินจึงไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดทั้งห้าห้องแก่ผู้ร้องได้ ต่อมาศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ผู้คัดค้านปฏิบัติตามคำพิพากษาโดยโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดทั้งห้าห้องให้แก่ผู้ร้องด้วยค่าใช้จ่ายของลูกหนี้ แต่ผู้คัดค้านเห็นว่าห้องชุดทั้งห้าห้องติดจำนองบริษัท ฮ. ซึ่งยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้แล้ว สิทธิตามคำพิพากษาของผู้ร้องมีภาระเกินกว่าประโยชน์ที่จะพึงได้ ผู้คัดค้านจึงไม่ยอมรับสิทธิตามคำพิพากษา แล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้องของผู้ร้อง

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านมีว่า ผู้คัดค้านมีอำนาจปฏิเสธไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาที่ให้ลูกหนี้โอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดทั้งห้าห้องแก่ผู้ร้องหรือไม่ เห็นว่า การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะไม่ยอมรับสิทธิตามสัญญาที่มีต่อบุคคลอื่นตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 122 นั้น หมายถึงสิทธิตามสัญญาที่ลูกหนี้จะพึงได้รับ หาใช่สิทธิตามสัญญาที่ผู้อื่นจะพึงได้รับไม่ คดีนี้ผู้ร้องได้ชำระราคาห้องชุดให้แก่ลูกหนี้ครบถ้วนตามสัญญาแล้ว ลูกหนี้ย่อมไม่มีสิทธิใด ๆ ที่จะได้รับจากผู้ร้องอีก ลูกหนี้คงมีแต่เพียงหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายคือการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดทั้งห้าห้องให้แก่ผู้ร้องเท่านั้น ส่วนการที่ห้องชุดดังกล่าวติดจำนองบริษัท ฮ. ก็เป็นหน้าที่ของลูกหนี้ที่ต้องไถ่ถอนจำนองจากบริษัท ฮ. หาใช่หน้าที่ที่ลูกหนี้ต้องปฏิบัติต่อผู้ร้องไม่ ประกอบกับศาลจังหวัดพัทยามีคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ.632/2559 ให้ลูกหนี้โอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดทั้งห้าห้องให้แก่ผู้ร้องอันทำให้สิทธิของผู้ร้องมิใช่สิทธิตามสัญญาโดยแท้แต่เป็นสิทธิตามคำพิพากษา จึงไม่อยู่ในดุลพินิจของผู้คัดค้านที่จะพิจารณาว่าสิทธิตามคำพิพากษาที่ผู้ร้องจะพึงได้รับมีภาระเกินควรกว่าประโยชน์ที่จะพึงได้แก่กองทรัพย์สินของลูกหนี้หรือไม่ ผู้คัดค้านจึงไม่อาจอ้างอำนาจตามมาตรา 122 มาปฏิเสธไม่ยอมปฏิบัติตามคำพิพากษาที่จะต้องดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดทั้งห้าห้องให้แก่ผู้ร้องได้ และแม้ว่าห้องชุดทั้งห้าห้องติดจำนองบริษัท ฮ. ก็ตาม แต่การโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดทั้งห้าห้องให้แก่ผู้ร้องสามารถแยกส่วนกับภาระหนี้จำนองและการไถ่ถอนจำนองที่ลูกหนี้มีต่อบริษัท ฮ. ผู้รับจำนอง ทั้งบริษัท ฮ. ผู้รับจำนองเพียงแต่มีคำขอรับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 96 (3) ให้ผู้คัดค้านดำเนินการยึดห้องชุดทรัพย์จำนองแต่ละห้องออกขายทอดตลาดแล้วขอรับชำระหนี้สำหรับจำนวนที่ยังขาดอยู่ และผู้คัดค้านมีคำสั่งอนุญาตให้บริษัท ฮ. ได้รับชำระหนี้ตามคำขอ อำนาจในการจัดการห้องชุดทั้งห้าห้องดังกล่าวจึงตกเป็นของผู้คัดค้านและอยู่ในวิสัยที่ผู้คัดค้านจะดำเนินการในส่วนการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดทั้งห้าห้องให้แก่ผู้ร้องโดยปลอดภาระจำนองโดยนำเงินจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ไปไถ่ถอนจำนองจากบริษัท ฮ. ผู้รับจำนองได้ และการดำเนินการดังกล่าวหาได้กระทบสิทธิของบริษัท ฮ. ผู้รับจำนองดังที่ผู้คัดค้านฎีกาไม่ ส่วนที่ผู้คัดค้านฎีกาว่า กองทรัพย์สินของลูกหนี้ไม่มีเงินเพียงพอที่จะนำไปไถ่ถอนจำนองห้องชุดทั้งห้าห้องจากบริษัท ฮ. ผู้รับจำนองนั้น ก็หาใช่ข้ออ้างในการปฏิเสธที่จะไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ส่วนการที่ศาลจังหวัดพัทยามีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ชำระเงิน 21,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง แต่ผู้ร้องมิได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวต่อผู้คัดค้านภายในกำหนดเวลาตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 27 และมาตรา 91 ก็หาได้เป็นการตัดสิทธิผู้ร้องมิให้ร้องขอให้ผู้คัดค้านปฏิบัติตามคำพิพากษาดังกล่าวในส่วนที่ให้ลูกหนี้ดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดแก่ผู้ร้องไม่ เพราะคำพิพากษาของศาลจังหวัดพัทยาให้สิทธิผู้ร้องในการเลือกว่าจะบังคับให้ลูกหนี้ชำระหนี้เงินแก่ผู้ร้องหรือให้ลูกหนี้ดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดแก่ผู้ร้องอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้ ผู้ร้องจึงชอบที่จะขอให้ผู้คัดค้านปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดพัทยาในส่วนที่ให้ลูกหนี้ดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดแก่ผู้ร้องได้ ส่วนที่ผู้คัดค้านฎีกาว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องนี้เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลา 14 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งของผู้คัดค้านตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 146 นั้น ผู้คัดค้านมิได้อุทธรณ์ปัญหาดังกล่าวต่อศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ว่ากล่าวกันมาโดยชอบในศาลล่าง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำพิพากษาว่า หากไม่ดำเนินการให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนานั้น เนื่องจากผู้คัดค้านมีหน้าที่โอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดทั้งห้าห้องให้แก่ผู้ร้องโดยปลอดจำนองด้วยค่าใช้จ่ายของลูกหนี้ อันเป็นหนี้กระทำการอยู่ด้วย มิใช่การทำนิติกรรมอย่างหนึ่งอย่างใดเพียงอย่างเดียว กรณีจึงไม่อาจให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาได้ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำพิพากษาในส่วนนี้มานั้นจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ผู้คัดค้านโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 291/17, 291/18, 291/19, 291/20 และ 291/30 โครงการ ว. ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 25706 ให้แก่ผู้ร้องโดยปลอดจำนองด้วยค่าใช้จ่ายของลูกหนี้ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น (ศาลล้มละลายกลาง) มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์โอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดทั้ง 5 ห้องให้แก่ผู้ร้อง และให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้อง โดยหักจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้

2. ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้ ให้โอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดทั้ง 5 ห้องให้แก่ผู้ร้องโดยปลอดจำนองด้วยค่าใช้จ่ายของลูกหนี้ และหากไม่ดำเนินการให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

3. ศาลฎีกาพิพากษาแก้เฉพาะส่วนที่ให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา โดยให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีหน้าที่ต้องโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดทั้ง 5 ห้องให้แก่ผู้ร้องโดยปลอดจำนองด้วยค่าใช้จ่ายของลูกหนี้เด็ดขาด

สรุปความย่อ:

ผู้ร้องทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด 5 ห้องกับลูกหนี้และชำระเงินครบถ้วน แต่ลูกหนี้ไม่โอนกรรมสิทธิ์และนำห้องชุดไปจดจำนอง ต่อมาศาลจังหวัดพัทยาพิพากษาให้ลูกหนี้โอนกรรมสิทธิ์หรือชำระเงิน แต่ลูกหนี้ไม่ปฏิบัติตาม ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องขอให้โอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดดังกล่าวหลังลูกหนี้ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด และศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์โดยใช้ค่าใช้จ่ายจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้

ผู้คัดค้านฎีกา โดยอ้างว่าห้องชุดติดจำนองและกองทรัพย์สินไม่มีเงินเพียงพอไถ่ถอนจำนอง ศาลฎีกาเห็นว่า สิทธิของผู้ร้องตามคำพิพากษาเป็นสิทธิที่ต้องดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ ซึ่งเป็นหน้าที่ของลูกหนี้และผู้คัดค้าน ไม่เกี่ยวกับภาระจำนอง ศาลจึงพิพากษาให้ผู้คัดค้านโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้ผู้ร้องโดยปลอดจำนอง ใช้ค่าใช้จ่ายของลูกหนี้ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

การอธิบายหลักกฎหมายตาม พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 122

มาตรา 122 ระบุถึงอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในการจัดการสิทธิตามสัญญาที่ลูกหนี้มีต่อบุคคลอื่น หากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์พิจารณาแล้วเห็นว่าสิทธิดังกล่าวอาจเป็นภาระเกินกว่าประโยชน์ที่กองทรัพย์สินของลูกหนี้จะได้รับ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สามารถปฏิเสธที่จะยอมรับสิทธินั้นได้

ข้อพิจารณาสำคัญ

1.สิทธิตามสัญญาที่ลูกหนี้จะได้รับ

oมาตรา 122 ใช้กับสิทธิตามสัญญาที่ลูกหนี้มีต่อบุคคลอื่น เช่น สิทธิตามสัญญาที่ลูกหนี้สามารถเรียกร้องให้ผู้อื่นปฏิบัติตามข้อผูกพันได้

oหากสิทธินั้นสร้างภาระที่ไม่สมควร เช่น ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงหรือไม่มีประโยชน์เพียงพอต่อกองทรัพย์สิน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สามารถปฏิเสธสิทธินั้นได้

2.ไม่ใช้กับสิทธิตามคำพิพากษาของผู้อื่นที่มีต่อลูกหนี้

oมาตรา 122 ไม่ให้อำนาจเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในการปฏิเสธสิทธิตามคำพิพากษาที่ลูกหนี้มีหน้าที่ต้องปฏิบัติ เช่น การโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินแก่คู่สัญญา

3.หน้าที่ในการโอนกรรมสิทธิ์ของลูกหนี้

oเมื่อศาลพิพากษาให้ลูกหนี้โอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินแก่คู่สัญญา สิทธิดังกล่าวไม่ได้เป็นสิทธิตามสัญญาอีกต่อไป แต่กลายเป็น สิทธิตามคำพิพากษา

oดังนั้น เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่สามารถใช้มาตรา 122 เพื่อปฏิเสธการดำเนินการตามคำพิพากษาได้

4.การพิจารณาภาระและประโยชน์

oกรณีในบทความ ศาลวินิจฉัยว่า แม้ห้องชุดติดจำนอง แต่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สามารถดำเนินการแยกส่วนระหว่างภาระจำนองและการโอนกรรมสิทธิ์ได้

oการใช้เงินจากกองทรัพย์สินเพื่อไถ่ถอนจำนองก่อนการโอนกรรมสิทธิ์ถือว่าเป็นไปเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษาและไม่กระทบสิทธิของเจ้าหนี้จำนอง

การประยุกต์ใช้ในคดี

ในกรณีบทความนี้ ผู้ร้องได้สิทธิตามคำพิพากษาให้ลูกหนี้โอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดแก่ตน การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อ้างว่ามาตรา 122 เพื่อปฏิเสธการโอนกรรมสิทธิ์จึงไม่ชอบ เนื่องจาก:

•สิทธิของผู้ร้องเป็นสิทธิตามคำพิพากษา ไม่ใช่สิทธิตามสัญญาของลูกหนี้

•เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำพิพากษา ไม่สามารถปฏิเสธได้ตามมาตรา 122

สรุปความสำคัญ

พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 122 ให้อำนาจเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์พิจารณาและปฏิเสธสิทธิตามสัญญาของลูกหนี้ในกรณีที่สิทธินั้นเป็นภาระเกินสมควร แต่ไม่ให้อำนาจในการปฏิเสธสิทธิตามคำพิพากษา คดีนี้ศาลจึงชี้ขาดให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ปฏิบัติตามคำพิพากษาโดยโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดแก่ผู้ร้องตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

ทรัพย์สินติดจำนองคืออะไร

ทรัพย์สินติดจำนอง หมายถึง ทรัพย์สินที่เจ้าของนำไปเป็นหลักประกันในการกู้ยืมหรือค้ำประกันหนี้ โดยมอบสิทธิให้เจ้าหนี้ผู้รับจำนองสามารถยึดทรัพย์สินนั้นขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้ หากลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ตามที่ตกลงไว้ ทรัพย์สินที่สามารถนำมาจำนองได้ต้องเป็นทรัพย์สินที่มีทะเบียน เช่น ที่ดิน บ้าน หรือคอนโดมิเนียม ตามที่กำหนดใน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 702 ถึง 743

การขายทรัพย์สินโดยให้ติดจำนองไปด้วยคืออะไร

การขายทรัพย์สินโดยให้ติดจำนองไปด้วย หมายถึง การที่เจ้าของทรัพย์สินซึ่งนำทรัพย์ไปจำนองไว้กับเจ้าหนี้ ขายทรัพย์นั้นให้บุคคลอื่น โดยที่ทรัพย์สินยังมีภาระจำนองอยู่ การขายลักษณะนี้ทำได้ภายใต้เงื่อนไขที่ผู้ซื้อยอมรับความเสี่ยงว่าทรัพย์ยังติดจำนอง และผู้รับจำนองยังคงมีสิทธิในการบังคับจำนองเพื่อชำระหนี้ หากหนี้ไม่ได้รับการชำระ

การขายแบบนี้มักเกิดในกรณีที่ผู้ขายไม่สามารถปลดภาระจำนองได้ก่อนการโอนกรรมสิทธิ์ โดยผู้ซื้ออาจตกลงที่จะชำระหนี้จำนองแทนผู้ขายหรือรอให้ผู้ขายชำระหนี้จำนองในภายหลัง

ตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้องกับการขายทรัพย์สินติดจำนอง

1.

ผู้ขายขายที่ดินซึ่งติดจำนองแก่บุคคลอื่นโดยไม่ได้แจ้งให้ผู้ซื้อทราบว่าที่ดินติดจำนอง เมื่อผู้รับจำนองฟ้องบังคับจำนอง ศาลวินิจฉัยว่า ผู้ซื้อทรัพย์ต้องยอมรับภาระจำนอง เพราะการจำนองติดทรัพย์สิน ไม่ผูกพันกับตัวบุคคล แต่ผูกพันกับทรัพย์

2.

กรณีที่ผู้ขายโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินติดจำนองให้แก่ผู้ซื้อโดยไม่แจ้งเจ้าหนี้จำนอง ศาลชี้ว่าผู้ซื้อที่รับโอนที่ดินติดจำนอง ย่อมต้องรับภาระตามสิทธิจำนองของเจ้าหนี้ตามกฎหมาย

3.

เมื่อผู้ขายขายทรัพย์สินติดจำนองโดยไม่ได้ไถ่ถอน และผู้ซื้อทราบถึงภาระจำนองก่อนซื้อขาย ผู้ซื้อไม่มีสิทธิฟ้องให้ผู้ขายรับผิดชอบภาระจำนองที่ติดอยู่ในทรัพย์

4.

ศาลระบุว่าการขายทรัพย์ติดจำนอง หากไม่ระบุในสัญญาขายว่าจะชำระหนี้จำนองอย่างไร ผู้ซื้อสามารถเรียกร้องให้ผู้ขายปลดจำนองก่อนโอนกรรมสิทธิ์ หรือบังคับให้ลดราคาทรัพย์ได้ตามความเสียหายที่เกิดขึ้น

บทสรุป

ทรัพย์สินติดจำนองคือทรัพย์ที่เป็นหลักประกันหนี้ โดยยังอยู่ในกรรมสิทธิ์ของลูกหนี้ การขายทรัพย์สินติดจำนองให้ผู้อื่นถือเป็นการขายที่ทรัพย์ยังมีภาระ ซึ่งผู้ซื้อควรตรวจสอบข้อมูลและข้อตกลงก่อนซื้อขายเพื่อป้องกันความเสี่ยง ตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกาช่วยให้เข้าใจการจัดการปัญหาเกี่ยวกับการขายทรัพย์ติดจำนองในบริบทของกฎหมาย

แนวคำถาม - ธงคำตอบ

ข้อ 1.

ผู้ร้องทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดกับลูกหนี้และชำระราคาครบถ้วนแล้ว แต่ลูกหนี้ยังไม่โอนกรรมสิทธิ์และนำห้องชุดไปจำนองภายหลัง ต่อมาศาลจังหวัดพัทยามีคำพิพากษาให้ลูกหนี้โอนกรรมสิทธิ์หรือชำระเงิน แต่เมื่อเข้าสู่กระบวนการล้มละลาย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กลับอ้างอำนาจตามมาตรา 122 ไม่ยอมโอนกรรมสิทธิ์ให้ผู้ร้อง กรณีนี้สิทธิของผู้ร้องเป็นสิทธิตามสัญญาหรือสิทธิตามคำพิพากษา และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจปฏิเสธได้หรือไม่

ธงคำตอบ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สิทธิของผู้ร้องในคดีนี้ไม่ใช่สิทธิตามสัญญาอีกต่อไป แต่เป็น “สิทธิตามคำพิพากษา” ของศาลจังหวัดพัทยาที่ให้โอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดแก่ผู้ร้อง มาตรา 122 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 ใช้บังคับเฉพาะกรณีสิทธิตามสัญญาที่ลูกหนี้จะพึงได้รับเท่านั้น ไม่อาจนำมาใช้ปฏิเสธการปฏิบัติตามคำพิพากษาได้ ดังนั้น เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงไม่มีอำนาจปฏิเสธการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้ผู้ร้อง

ข้อ 2.

ในระหว่างที่ผู้ร้องชำระราคาห้องชุดครบถ้วนแล้ว ลูกหนี้ได้นำห้องชุดไปจดทะเบียนจำนองไว้กับบริษัทผู้รับจำนอง ต่อมาเมื่อศาลมีคำพิพากษาให้โอนกรรมสิทธิ์แก่ผู้ร้อง เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อ้างว่าทรัพย์ติดจำนองและกองทรัพย์สินของลูกหนี้มีภาระหนี้สิน จึงไม่อาจโอนกรรมสิทธิ์โดยปลอดจำนองได้ ข้ออ้างนี้ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ธงคำตอบ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่ห้องชุดติดจำนองเป็นภาระหน้าที่ของลูกหนี้ที่จะต้องไถ่ถอนจำนองจากบริษัทผู้รับจำนอง มิใช่หน้าที่ของผู้ร้อง และไม่ใช่เหตุที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะปฏิเสธการโอนกรรมสิทธิ์ได้ เมื่ออำนาจจัดการทรัพย์สินตกอยู่กับเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แล้ว ย่อมสามารถนำเงินจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ไปไถ่ถอนจำนองเพื่อโอนกรรมสิทธิ์โดยปลอดภาระให้ผู้ร้องได้ โดยไม่กระทบสิทธิของเจ้าหนี้จำนองซึ่งยังคงมีสถานะเป็นเจ้าหนี้มีประกันในการขอรับชำระหนี้

ข้อ 3.

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อ้างว่ากองทรัพย์สินของลูกหนี้ไม่มีเงินเพียงพอที่จะนำไปไถ่ถอนจำนองห้องชุดทั้งห้าห้อง การไม่มีเงินของกองทรัพย์สินถือเป็นเหตุทางกฎหมายที่สามารถปฏิเสธการปฏิบัติตามคำพิพากษาได้หรือไม่

ธงคำตอบ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้ออ้างว่ากองทรัพย์สินของลูกหนี้ไม่มีเงินเพียงพอ ไม่ใช่เหตุที่จะใช้ปฏิเสธการปฏิบัติตามคำพิพากษาได้ เพราะคำพิพากษาได้กำหนดหน้าที่ชัดเจนให้ต้องโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดโดยปลอดจำนองด้วยค่าใช้จ่ายของลูกหนี้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ซึ่งมีอำนาจจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ย่อมต้องดำเนินการให้เป็นไปตามคำพิพากษา ไม่อาจอ้างปัญหาสภาพคล่องของกองทรัพย์สินมาเป็นเหตุยกเว้นความรับผิดได้

ข้อ 4.

แม้ศาลจังหวัดพัทยาจะมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ชำระเงินจำนวน 21,500,000 บาท หรือให้โอนกรรมสิทธิ์ห้องชุด แต่ผู้ร้องมิได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้เงินภายในกำหนดตามกฎหมายล้มละลาย การไม่ยื่นคำขอรับชำระหนี้ดังกล่าวทำให้ผู้ร้องหมดสิทธิที่จะขอให้โอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดหรือไม่

ธงคำตอบ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำพิพากษาของศาลจังหวัดพัทยาให้สิทธิผู้ร้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ บังคับให้ลูกหนี้ชำระเงิน หรือบังคับให้โอนกรรมสิทธิ์ห้องชุด เมื่อผู้ร้องเลือกใช้สิทธิในทางบังคับให้โอนกรรมสิทธิ์ ย่อมไม่จำเป็นต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ในส่วนเงิน การไม่ยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายในกำหนดตามมาตรา 27 และมาตรา 91 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 จึงไม่เป็นการตัดสิทธิของผู้ร้องในการขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ปฏิบัติตามคำพิพากษาในส่วนการโอนกรรมสิทธิ์

ข้อ 5.

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำพิพากษาว่า หากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่ดำเนินการให้โอนกรรมสิทธิ์ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาได้ ศาลฎีกาเห็นด้วยกับแนววินิจฉัยดังกล่าวหรือไม่ และเพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า กรณีการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดโดยปลอดจำนองด้วยค่าใช้จ่ายของลูกหนี้ เป็น “หนี้กระทำการ” ที่ต้องมีการดำเนินการหลายขั้นตอน มิใช่เพียงการแสดงเจตนาทางนิติกรรมอย่างเดียว จึงไม่อาจใช้คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาได้ ศาลฎีกาจึงแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนนี้ และกำหนดให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีหน้าที่ต้องดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ให้ผู้ร้องโดยตรงโดยปลอดจำนองด้วยค่าใช้จ่ายของลูกหนี้




เกี่ยวกับคดีล้มละลาย

กฎหมายล้มละลายยื่นคำขอรับชำระหนี้พ้นกำหนดเวลาอุทธรณ์ได้หรือไม่ ศาลตีความสิทธิและข้อจำกัดอย่างไรตามหลักกฎหมาย
กระบวนการฟ้องล้มละลายจากคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการต่างประเทศและอำนาจเจ้าหนี้
การเพิกถอนการขายทอดตลาดเมื่อมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์และสิทธิของเจ้าหนี้มีประกัน
การบังคับคดีหลังพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด กฎหมายล้มละลายกับสิทธิของเจ้าหนี้มีประกัน(ฎีกา 593/2538)
กองทรัพย์สินของลูกหนี้ในคดีล้มละลาย (ฎีกาที่ 627/2542)
ศาลฎีกาวินิจฉัยเงื่อนไขการฟื้นฟูกิจการ: ลูกหนี้ขาดทุนต่อเนื่อง หนี้สินเพิ่มขึ้น และแผนฟื้นฟูไม่มีความเป็นรูปธรรม ศาลอาจยกคำร้องได้
ลูกหนี้พ้นล้มละลายแล้ว บังคับคดีได้หรือไม่? อำนาจเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และมติเจ้าหนี้มีผลอย่างไรตามกฎหมาย
ผู้ทำแผนฟื้นฟูกิจการยังมีสิทธิค่าตอบแทนหรือไม่หลังศาลยกเลิกฟื้นฟู วิเคราะห์อำนาจศาลและหลักเกณฑ์กำหนดค่าตอบแทนตามกฎหมายล้มละลาย
เจ้าหนี้มีประกัน “พลั้งเผลอ” ตาม มาตรา 97 พ.ร.บ.ล้มละลาย(ฎีกา 6390/2567)
การประนอมหนี้ภายหลังล้มละลายตาม พ.ร.บ. ล้มละลายฯ มาตรา 63(ฎีกา 3486/2568)
(ฎีกา 368/2568)สิทธิบริหารหนี้ & การสวมสิทธิ (มาตรา 7 พ.ร.ก.บริหารสินทรัพย์)
(ฎีกาที่ 3440/2567) การเพิกถอนรายงานความเห็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กับอำนาจร้องต่อศาล
การถอนการยึดทรัพย์ในคดีล้มละลายโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและการคิดค่าธรรมเนียม(ฎีกาที่ 6391/2567)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6722/2544 : สิทธิของเจ้าหนี้มีประกันตามมาตรา 95 และมาตรา 96 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย
หนี้ขาดอายุความหรือไม่? วิเคราะห์ข้อกฎหมายค้ำประกัน สัญญาสินเชื่อ และผลกระทบในคดีล้มละลาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 319/2568: การหักกลบลบหนี้ของลูกหนี้ในคดีฟื้นฟูกิจการ
หนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางอาคารชุด, สิทธิบุริมสิทธิของนิติบุคคลอาคารชุด, การจัดลำดับเจ้าหนี้ในคดีล้มละลาย
ขาดนัดพิจารณาแล้วศาลพิจารณาฝ่ายเดียวได้หรือไม่? การสืบพยานผ่านระบบออนไลน์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และสิทธิจำเลยในคดีล้มละลายเป็นอย่างไร
หนี้สินล้นพ้นตัว, ฟ้องล้มละลายบุคคลธรรมดาหนี้สองล้านบาท, คำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด, (ฎีกาที่ 212/2567)
การขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย, ขั้นตอนการพิสูจน์หนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์(ฎีกาที่ 213/2567)
คดีล้มละลายยื่นคำขอรับชำระหนี้ล่าช้า, เหตุสุดวิสัยในการยื่นคำร้อง, การขยายเวลายื่นคำขอของเจ้าหนี้
การฟื้นฟูกิจการ, แผนฟื้นฟูกิจการล้มละลาย, การยกเลิกฟื้นฟูกิจการ,
เจ้าหนี้ฟ้องลูกหนี้ให้ล้มละลายได้โดยไม่ต้องฟ้องเป็นคดีแพ่งก่อน, การพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้เด็กขาด
การแก้ไขคำขอรับชำระหนี้, เจ้าหนี้มีประกันและไม่มีประกัน
ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดที่ดินในคดีล้มละลาย, ข้อกำหนดการตรวจสอบทรัพย์สินก่อนประมูล
ความผิดทางกฎหมายในการปกปิดสถานะล้มละลายห,ข้อกำหนดการแจ้งสถานะล้มละลายก่อนขอสินเชื่อ
อายุความสะดุดหยุดลงเมื่อเจ้าหนี้ได้ฟ้องคดีเพื่อตั้งหลักฐานสิทธิเรียกร้อง
มิได้มุ่งหมายให้เจ้าหนี้คนหนึ่งได้เปรียบเจ้าหนี้อื่น
สิทธิเหนือทรัพย์สินอันเป็นหลักประกัน
ลูกหนี้ซึ่งถูกพิทักษ์ทรัพย์ถูกฟ้องให้ส่งมอบรถยนต์
เจ้าหนี้ยึดทรัพย์ลูกหนี้ก่อนเจ้าหนี้ถูกพิทักษ์ทรัพย์
การขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย
ผลของการปลดจากล้มล้มละลาย | หนี้สินก่อนล้มละลาย
ผลของการประนอมหนี้ในคดีล้มละลาย
ลูกหนี้โอนทรัพย์สิน | ได้เปรียบแก่เจ้าหนี้อื่น
การปฏิบัติงานบังคับคดีล้มละลายของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
สั่งจ่ายเช็คหลังคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์มีผลอย่างไร?
การฟ้องคดีล้มละลาย จำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว
นำมูลหนี้เดิมมาฟ้องล้มละลายใหม่ไม่เป็นฟ้องซ้ำ
จำเลยได้รับการปลดจากล้มละลายแล้วหลุดพ้นจากหนี้ทั้งปวง
ลูกหนี้ไม่หลุดพ้นจากหนี้สินทั้งปวง
หน้าที่เสียภาษีเงินได้จากการขายทอดตลาด
คำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้
หลุดพ้นจากหนี้ทั้งปวงอันพึงขอรับชำระได้
คำฟ้องโจทก์ในคดีล้มละลายไม่ชอบ
เจ้าหนี้มีประกันในคดีล้มละลาย