
| สิทธิตามสัญญาที่ลูกหนี้จะพึงได้รับมีภาระเกินควรกว่าประโยชน์ที่จะพึงได้(ฎีกาที่ 5220/2566)
เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่สามารถปฏิเสธสิทธิตามคำพิพากษา โดยอ้างอำนาจตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย มาตรา 122 ซึ่งใช้กับสิทธิตามสัญญาที่ลูกหนี้จะได้รับเท่านั้น ในกรณีนี้ ผู้ร้องชำระเงินครบถ้วนแล้ว ลูกหนี้มีหน้าที่โอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่ผู้ร้องตามคำพิพากษา การติดจำนองเป็นความรับผิดชอบของลูกหนี้ ไม่เกี่ยวกับผู้ร้อง ผู้คัดค้านจึงต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาโดยไม่สามารถปฏิเสธได้ คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดและพิพากษาให้ล้มละลาย ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของลูกหนี้ยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งกลับคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ยกคำร้องของผู้ร้อง และมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดของลูกหนี้ให้แก่ผู้ร้องโดยปราศจากภาระติดพันด้วยค่าใช้จ่ายของลูกหนี้ เจ้าพนักงานบังคับคดียื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้ผู้คัดค้าน เจ้าพนักงานบังคับคดีอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ผู้คัดค้านโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่ผู้ร้องโดยปลอดจำนองด้วยค่าใช้จ่ายของลูกหนี้ ผู้คัดค้านฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ในกรณีที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะไม่ยอมรับสิทธิตามสัญญาที่มีต่อบุคคลอื่นตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 122 หมายถึงสิทธิตามสัญญาที่ลูกหนี้จะพึงได้รับ ไม่ใช่สิทธิตามสัญญาที่ผู้อื่นมีสิทธิที่จะได้รับ ผู้ร้องชำระราคาห้องชุดให้แก่ลูกหนี้ครบถ้วนแล้ว ลูกหนี้มีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามสัญญาคือโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่ผู้ร้อง แม้ว่าห้องชุดพิพาทจะติดจำนองอยู่ก็เป็นหน้าที่ของลูกหนี้ที่ต้องไถ่ถอนจำนอง เมื่อศาลได้มีคำพิพากษาให้ลูกหนี้โอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่ผู้ร้อง จึงไม่อยู่ในดุลพินิจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่จะพิจารณาว่าสิทธิตามคำพิพากษาที่ผู้ร้องจะพึงได้รับมีภาระเกินควรกว่าประโยชน์ที่จะพึงได้แก่กองทรัพย์สินของลูกหนี้หรือไม่ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงไม่อาจอ้างอำนาจตามมาตรา 122 มาปฏิเสธไม่ยอมปฏิบัติตามคำพิพากษาที่จะต้องดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่ผู้ร้องได้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในการปฏิเสธไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาที่สั่งให้โอนกรรมสิทธิ์ห้องชุด โดยอ้างอำนาจตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 122 ซึ่งศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มาตรา 122 ใช้บังคับเฉพาะ “สิทธิตามสัญญาที่ลูกหนี้จะพึงได้รับ” เท่านั้น ไม่อาจนำมาใช้ปฏิเสธ “สิทธิตามคำพิพากษา” ที่ผู้ร้องจะพึงได้รับได้ แม้ทรัพย์จะติดจำนองและกองทรัพย์สินของลูกหนี้จะมีภาระค่าใช้จ่ายก็ตาม เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยังคงมีหน้าที่ต้องดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ให้ผู้ร้องโดยปลอดจำนอง มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 122, มาตรา 96 (3), มาตรา 27, มาตรา 91 และมาตรา 146 สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. สิทธิตามสัญญา หมายถึงสิทธิที่ลูกหนี้จะพึงได้รับจากคู่สัญญา เช่น สิทธิเรียกรับเงิน แต่ในคดีนี้ผู้ร้องชำระเงินครบแล้ว ลูกหนี้จึงไม่มีสิทธิตามสัญญาหลงเหลืออยู่ 2. สิทธิตามคำพิพากษา เมื่อศาลมีคำพิพากษาให้โอนกรรมสิทธิ์ห้องชุด สิทธิของผู้ร้องจึงเปลี่ยนสถานะจากสิทธิตามสัญญาเป็นสิทธิตามคำพิพากษา ซึ่งไม่อยู่ในดุลพินิจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะปฏิเสธได้ 3. มาตรา 122 พ.ร.บ.ล้มละลาย บทบัญญัตินี้ใช้เฉพาะกรณีที่เป็นสิทธิตามสัญญาที่ลูกหนี้จะพึงได้รับเท่านั้น ไม่อาจนำมาใช้กับสิทธิที่เกิดจากคำพิพากษาของศาล 4. ทรัพย์สินติดจำนอง แม้ห้องชุดจะติดจำนอง แต่ถือเป็นภาระหน้าที่ของลูกหนี้ในการไถ่ถอนจำนอง ไม่ใช่ข้ออ้างที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะใช้ปฏิเสธการโอนกรรมสิทธิ์แก่ผู้ร้องได้ 5. หน้าที่ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เมื่ออำนาจจัดการทรัพย์สินตกอยู่กับเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แล้ว ย่อมมีหน้าที่ต้องนำเงินกองทรัพย์สินไปไถ่ถอนจำนองและดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ให้เป็นไปตามคำพิพากษา แม้กองทรัพย์สินจะมีภาระทางการเงินก็ตาม ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5220/2566 การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะไม่ยอมรับสิทธิตามสัญญาที่มีต่อบุคคลอื่นตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 122 หมายถึงสิทธิตามสัญญาที่ลูกหนี้จะพึงได้รับ หาใช่สิทธิตามสัญญาที่ผู้อื่นจะพึงได้รับไม่ ผู้ร้องชำระราคาห้องชุดให้แก่ลูกหนี้ครบถ้วนตามสัญญาแล้ว ลูกหนี้ย่อมไม่มีสิทธิใด ๆ ที่จะได้รับจากผู้ร้องอีก คงมีแต่หน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายคือโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่ผู้ร้องเท่านั้น การที่ห้องชุดติดจำนองบริษัท ฮ. ก็เป็นหน้าที่ของลูกหนี้ที่ต้องไถ่ถอนจำนองจากบริษัท ฮ. หาใช่หน้าที่ที่ลูกหนี้ต้องปฏิบัติต่อผู้ร้องไม่ ประกอบกับศาลได้มีคำพิพากษาให้ลูกหนี้โอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่ผู้ร้อง อันทำให้สิทธิของผู้ร้องมิใช่สิทธิตามสัญญาโดยแท้แต่เป็นสิทธิตามคำพิพากษา จึงไม่อยู่ในดุลพินิจของผู้คัดค้านที่จะพิจารณาว่าสิทธิตามคำพิพากษาที่ผู้ร้องจะพึงได้รับมีภาระเกินควรกว่าประโยชน์ที่จะพึงได้แก่กองทรัพย์สินของลูกหนี้หรือไม่ ผู้คัดค้านจึงไม่อาจอ้างอำนาจตามมาตรา 122 มาปฏิเสธไม่ยอมปฏิบัติตามคำพิพากษาที่จะต้องดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่ผู้ร้องได้ ฎีกาย่อ คดีนี้ผู้ร้องทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด 5 ห้องและชำระเงินครบถ้วน แต่ลูกหนี้ไม่โอนกรรมสิทธิ์และนำทรัพย์ไปจำนอง ต่อมาผู้ร้องฟ้องจนศาลมีคำพิพากษาให้โอนกรรมสิทธิ์หรือชำระเงิน แต่ลูกหนี้ไม่ปฏิบัติและถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ผู้ร้องจึงขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์แทน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ปฏิเสธโดยอ้างว่าทรัพย์ติดจำนองและภาระเกินประโยชน์ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สิทธิของผู้ร้องไม่ใช่เพียงสิทธิตามสัญญา แต่เป็นสิทธิตามคำพิพากษาแล้ว จึงไม่อยู่ในดุลพินิจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามมาตรา 122 ที่จะปฏิเสธได้ อีกทั้งภาระจำนองเป็นหน้าที่ของลูกหนี้ต้องไถ่ถอน ไม่ใช่ภาระของผู้ซื้อ แม้กองทรัพย์สินจะไม่พอไถ่ถอนจำนองก็ไม่ใช่เหตุปฏิเสธการปฏิบัติตามคำพิพากษา และผู้ร้องยังมีสิทธิเลือกบังคับตามคำพิพากษาให้โอนกรรมสิทธิ์ได้ แม้ไม่ได้ยื่นขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาแก้ไขว่า กรณีนี้เป็นหนี้กระทำการ จึงไม่อาจใช้คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาได้ สุดท้ายให้โอนกรรมสิทธิ์โดยปลอดจำนองด้วยค่าใช้จ่ายของลูกหนี้ ฎีกาฉบับเต็ม คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2559 และพิพากษาให้ล้มละลายเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2560 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งกลับคำสั่งของผู้คัดค้านที่ยกคำร้องของผู้ร้อง และมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 291/17, 291/18, 291/19, 291/20 และ 291/30 โครงการ ว. ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 25706 ของลูกหนี้ให้แก่ผู้ร้องโดยปราศจากภาระติดพันด้วยค่าใช้จ่ายของลูกหนี้ หากไม่ชำระให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 291/17, 291/18, 291/19, 291/20 และ 291/30 โครงการ ว. ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 25706 ให้แก่ผู้ร้อง ให้ผู้คัดค้านใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้องโดยกำหนดค่าทนายความแก่ผู้ร้อง 4,000 บาท โดยให้หักจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ ผู้คัดค้านอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ผู้คัดค้านโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 291/17, 291/18, 291/19, 291/20 และ 291/30 โครงการ ว. ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 25706 ให้แก่ผู้ร้องโดยปลอดจำนองด้วยค่าใช้จ่ายของลูกหนี้ หากไม่ดำเนินการให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลล้มละลายกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ผู้คัดค้านฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2555 ผู้ร้องทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดเลขที่ 291/17, 291/18, 291/19, 291/20 และ 291/30 โครงการ ว. ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 25706 กับลูกหนี้ โดยผู้ร้องชำระราคาค่าห้องชุดทั้งห้าห้องครบถ้วนแล้ว แต่ลูกหนี้ไม่โอนกรรมสิทธิ์ให้ผู้ร้องและลูกหนี้นำห้องชุดดังกล่าวไปจดทะเบียนจำนองไว้แก่บริษัท ฮ. วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2559 ผู้ร้องเป็นโจทก์ฟ้องลูกหนี้ต่อศาลจังหวัดพัทยาให้ปฏิบัติตามสัญญา วันที่ 25 เมษายน 2559 ศาลจังหวัดพัทยามีคำพิพากษาเป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ.632/2559 ให้ลูกหนี้ชำระเงินจำนวน 21,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง หรือให้ลูกหนี้ดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 291/17, 291/18, 291/19, 291/20 และ 291/30 แก่ผู้ร้อง แต่ลูกหนี้ไม่ชำระหนี้และไม่ดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดดังกล่าวแก่ผู้ร้อง ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลจังหวัดพัทยาออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่ผู้ร้อง แต่เนื่องจากผู้ร้องไม่มีหนังสือรับรองการปลอดหนี้จากนิติบุคคลอาคารชุด เจ้าพนักงานที่ดินจึงไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดทั้งห้าห้องแก่ผู้ร้องได้ ต่อมาศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ผู้คัดค้านปฏิบัติตามคำพิพากษาโดยโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดทั้งห้าห้องให้แก่ผู้ร้องด้วยค่าใช้จ่ายของลูกหนี้ แต่ผู้คัดค้านเห็นว่าห้องชุดทั้งห้าห้องติดจำนองบริษัท ฮ. ซึ่งยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้แล้ว สิทธิตามคำพิพากษาของผู้ร้องมีภาระเกินกว่าประโยชน์ที่จะพึงได้ ผู้คัดค้านจึงไม่ยอมรับสิทธิตามคำพิพากษา แล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้องของผู้ร้อง ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านมีว่า ผู้คัดค้านมีอำนาจปฏิเสธไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาที่ให้ลูกหนี้โอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดทั้งห้าห้องแก่ผู้ร้องหรือไม่ เห็นว่า การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะไม่ยอมรับสิทธิตามสัญญาที่มีต่อบุคคลอื่นตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 122 นั้น หมายถึงสิทธิตามสัญญาที่ลูกหนี้จะพึงได้รับ หาใช่สิทธิตามสัญญาที่ผู้อื่นจะพึงได้รับไม่ คดีนี้ผู้ร้องได้ชำระราคาห้องชุดให้แก่ลูกหนี้ครบถ้วนตามสัญญาแล้ว ลูกหนี้ย่อมไม่มีสิทธิใด ๆ ที่จะได้รับจากผู้ร้องอีก ลูกหนี้คงมีแต่เพียงหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายคือการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดทั้งห้าห้องให้แก่ผู้ร้องเท่านั้น ส่วนการที่ห้องชุดดังกล่าวติดจำนองบริษัท ฮ. ก็เป็นหน้าที่ของลูกหนี้ที่ต้องไถ่ถอนจำนองจากบริษัท ฮ. หาใช่หน้าที่ที่ลูกหนี้ต้องปฏิบัติต่อผู้ร้องไม่ ประกอบกับศาลจังหวัดพัทยามีคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ.632/2559 ให้ลูกหนี้โอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดทั้งห้าห้องให้แก่ผู้ร้องอันทำให้สิทธิของผู้ร้องมิใช่สิทธิตามสัญญาโดยแท้แต่เป็นสิทธิตามคำพิพากษา จึงไม่อยู่ในดุลพินิจของผู้คัดค้านที่จะพิจารณาว่าสิทธิตามคำพิพากษาที่ผู้ร้องจะพึงได้รับมีภาระเกินควรกว่าประโยชน์ที่จะพึงได้แก่กองทรัพย์สินของลูกหนี้หรือไม่ ผู้คัดค้านจึงไม่อาจอ้างอำนาจตามมาตรา 122 มาปฏิเสธไม่ยอมปฏิบัติตามคำพิพากษาที่จะต้องดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดทั้งห้าห้องให้แก่ผู้ร้องได้ และแม้ว่าห้องชุดทั้งห้าห้องติดจำนองบริษัท ฮ. ก็ตาม แต่การโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดทั้งห้าห้องให้แก่ผู้ร้องสามารถแยกส่วนกับภาระหนี้จำนองและการไถ่ถอนจำนองที่ลูกหนี้มีต่อบริษัท ฮ. ผู้รับจำนอง ทั้งบริษัท ฮ. ผู้รับจำนองเพียงแต่มีคำขอรับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 96 (3) ให้ผู้คัดค้านดำเนินการยึดห้องชุดทรัพย์จำนองแต่ละห้องออกขายทอดตลาดแล้วขอรับชำระหนี้สำหรับจำนวนที่ยังขาดอยู่ และผู้คัดค้านมีคำสั่งอนุญาตให้บริษัท ฮ. ได้รับชำระหนี้ตามคำขอ อำนาจในการจัดการห้องชุดทั้งห้าห้องดังกล่าวจึงตกเป็นของผู้คัดค้านและอยู่ในวิสัยที่ผู้คัดค้านจะดำเนินการในส่วนการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดทั้งห้าห้องให้แก่ผู้ร้องโดยปลอดภาระจำนองโดยนำเงินจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ไปไถ่ถอนจำนองจากบริษัท ฮ. ผู้รับจำนองได้ และการดำเนินการดังกล่าวหาได้กระทบสิทธิของบริษัท ฮ. ผู้รับจำนองดังที่ผู้คัดค้านฎีกาไม่ ส่วนที่ผู้คัดค้านฎีกาว่า กองทรัพย์สินของลูกหนี้ไม่มีเงินเพียงพอที่จะนำไปไถ่ถอนจำนองห้องชุดทั้งห้าห้องจากบริษัท ฮ. ผู้รับจำนองนั้น ก็หาใช่ข้ออ้างในการปฏิเสธที่จะไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ส่วนการที่ศาลจังหวัดพัทยามีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ชำระเงิน 21,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง แต่ผู้ร้องมิได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวต่อผู้คัดค้านภายในกำหนดเวลาตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 27 และมาตรา 91 ก็หาได้เป็นการตัดสิทธิผู้ร้องมิให้ร้องขอให้ผู้คัดค้านปฏิบัติตามคำพิพากษาดังกล่าวในส่วนที่ให้ลูกหนี้ดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดแก่ผู้ร้องไม่ เพราะคำพิพากษาของศาลจังหวัดพัทยาให้สิทธิผู้ร้องในการเลือกว่าจะบังคับให้ลูกหนี้ชำระหนี้เงินแก่ผู้ร้องหรือให้ลูกหนี้ดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดแก่ผู้ร้องอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้ ผู้ร้องจึงชอบที่จะขอให้ผู้คัดค้านปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดพัทยาในส่วนที่ให้ลูกหนี้ดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดแก่ผู้ร้องได้ ส่วนที่ผู้คัดค้านฎีกาว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องนี้เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลา 14 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งของผู้คัดค้านตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 146 นั้น ผู้คัดค้านมิได้อุทธรณ์ปัญหาดังกล่าวต่อศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ว่ากล่าวกันมาโดยชอบในศาลล่าง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำพิพากษาว่า หากไม่ดำเนินการให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนานั้น เนื่องจากผู้คัดค้านมีหน้าที่โอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดทั้งห้าห้องให้แก่ผู้ร้องโดยปลอดจำนองด้วยค่าใช้จ่ายของลูกหนี้ อันเป็นหนี้กระทำการอยู่ด้วย มิใช่การทำนิติกรรมอย่างหนึ่งอย่างใดเพียงอย่างเดียว กรณีจึงไม่อาจให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาได้ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำพิพากษาในส่วนนี้มานั้นจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ผู้คัดค้านโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 291/17, 291/18, 291/19, 291/20 และ 291/30 โครงการ ว. ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 25706 ให้แก่ผู้ร้องโดยปลอดจำนองด้วยค่าใช้จ่ายของลูกหนี้ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น (ศาลล้มละลายกลาง) มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์โอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดทั้ง 5 ห้องให้แก่ผู้ร้อง และให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้อง โดยหักจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ 2. ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้ ให้โอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดทั้ง 5 ห้องให้แก่ผู้ร้องโดยปลอดจำนองด้วยค่าใช้จ่ายของลูกหนี้ และหากไม่ดำเนินการให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา 3. ศาลฎีกาพิพากษาแก้เฉพาะส่วนที่ให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา โดยให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีหน้าที่ต้องโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดทั้ง 5 ห้องให้แก่ผู้ร้องโดยปลอดจำนองด้วยค่าใช้จ่ายของลูกหนี้เด็ดขาด สรุปความย่อ: ผู้ร้องทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด 5 ห้องกับลูกหนี้และชำระเงินครบถ้วน แต่ลูกหนี้ไม่โอนกรรมสิทธิ์และนำห้องชุดไปจดจำนอง ต่อมาศาลจังหวัดพัทยาพิพากษาให้ลูกหนี้โอนกรรมสิทธิ์หรือชำระเงิน แต่ลูกหนี้ไม่ปฏิบัติตาม ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องขอให้โอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดดังกล่าวหลังลูกหนี้ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด และศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์โดยใช้ค่าใช้จ่ายจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ ผู้คัดค้านฎีกา โดยอ้างว่าห้องชุดติดจำนองและกองทรัพย์สินไม่มีเงินเพียงพอไถ่ถอนจำนอง ศาลฎีกาเห็นว่า สิทธิของผู้ร้องตามคำพิพากษาเป็นสิทธิที่ต้องดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ ซึ่งเป็นหน้าที่ของลูกหนี้และผู้คัดค้าน ไม่เกี่ยวกับภาระจำนอง ศาลจึงพิพากษาให้ผู้คัดค้านโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้ผู้ร้องโดยปลอดจำนอง ใช้ค่าใช้จ่ายของลูกหนี้ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ การอธิบายหลักกฎหมายตาม พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 122 มาตรา 122 ระบุถึงอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในการจัดการสิทธิตามสัญญาที่ลูกหนี้มีต่อบุคคลอื่น หากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์พิจารณาแล้วเห็นว่าสิทธิดังกล่าวอาจเป็นภาระเกินกว่าประโยชน์ที่กองทรัพย์สินของลูกหนี้จะได้รับ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สามารถปฏิเสธที่จะยอมรับสิทธินั้นได้ ข้อพิจารณาสำคัญ 1.สิทธิตามสัญญาที่ลูกหนี้จะได้รับ oมาตรา 122 ใช้กับสิทธิตามสัญญาที่ลูกหนี้มีต่อบุคคลอื่น เช่น สิทธิตามสัญญาที่ลูกหนี้สามารถเรียกร้องให้ผู้อื่นปฏิบัติตามข้อผูกพันได้ oหากสิทธินั้นสร้างภาระที่ไม่สมควร เช่น ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงหรือไม่มีประโยชน์เพียงพอต่อกองทรัพย์สิน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สามารถปฏิเสธสิทธินั้นได้ 2.ไม่ใช้กับสิทธิตามคำพิพากษาของผู้อื่นที่มีต่อลูกหนี้ oมาตรา 122 ไม่ให้อำนาจเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในการปฏิเสธสิทธิตามคำพิพากษาที่ลูกหนี้มีหน้าที่ต้องปฏิบัติ เช่น การโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินแก่คู่สัญญา 3.หน้าที่ในการโอนกรรมสิทธิ์ของลูกหนี้ oเมื่อศาลพิพากษาให้ลูกหนี้โอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินแก่คู่สัญญา สิทธิดังกล่าวไม่ได้เป็นสิทธิตามสัญญาอีกต่อไป แต่กลายเป็น สิทธิตามคำพิพากษา oดังนั้น เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่สามารถใช้มาตรา 122 เพื่อปฏิเสธการดำเนินการตามคำพิพากษาได้ 4.การพิจารณาภาระและประโยชน์ oกรณีในบทความ ศาลวินิจฉัยว่า แม้ห้องชุดติดจำนอง แต่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สามารถดำเนินการแยกส่วนระหว่างภาระจำนองและการโอนกรรมสิทธิ์ได้ oการใช้เงินจากกองทรัพย์สินเพื่อไถ่ถอนจำนองก่อนการโอนกรรมสิทธิ์ถือว่าเป็นไปเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษาและไม่กระทบสิทธิของเจ้าหนี้จำนอง การประยุกต์ใช้ในคดี ในกรณีบทความนี้ ผู้ร้องได้สิทธิตามคำพิพากษาให้ลูกหนี้โอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดแก่ตน การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อ้างว่ามาตรา 122 เพื่อปฏิเสธการโอนกรรมสิทธิ์จึงไม่ชอบ เนื่องจาก: •สิทธิของผู้ร้องเป็นสิทธิตามคำพิพากษา ไม่ใช่สิทธิตามสัญญาของลูกหนี้ •เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำพิพากษา ไม่สามารถปฏิเสธได้ตามมาตรา 122 สรุปความสำคัญ พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 122 ให้อำนาจเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์พิจารณาและปฏิเสธสิทธิตามสัญญาของลูกหนี้ในกรณีที่สิทธินั้นเป็นภาระเกินสมควร แต่ไม่ให้อำนาจในการปฏิเสธสิทธิตามคำพิพากษา คดีนี้ศาลจึงชี้ขาดให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ปฏิบัติตามคำพิพากษาโดยโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดแก่ผู้ร้องตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ทรัพย์สินติดจำนองคืออะไร ทรัพย์สินติดจำนอง หมายถึง ทรัพย์สินที่เจ้าของนำไปเป็นหลักประกันในการกู้ยืมหรือค้ำประกันหนี้ โดยมอบสิทธิให้เจ้าหนี้ผู้รับจำนองสามารถยึดทรัพย์สินนั้นขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้ หากลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ตามที่ตกลงไว้ ทรัพย์สินที่สามารถนำมาจำนองได้ต้องเป็นทรัพย์สินที่มีทะเบียน เช่น ที่ดิน บ้าน หรือคอนโดมิเนียม ตามที่กำหนดใน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 702 ถึง 743 การขายทรัพย์สินโดยให้ติดจำนองไปด้วยคืออะไร การขายทรัพย์สินโดยให้ติดจำนองไปด้วย หมายถึง การที่เจ้าของทรัพย์สินซึ่งนำทรัพย์ไปจำนองไว้กับเจ้าหนี้ ขายทรัพย์นั้นให้บุคคลอื่น โดยที่ทรัพย์สินยังมีภาระจำนองอยู่ การขายลักษณะนี้ทำได้ภายใต้เงื่อนไขที่ผู้ซื้อยอมรับความเสี่ยงว่าทรัพย์ยังติดจำนอง และผู้รับจำนองยังคงมีสิทธิในการบังคับจำนองเพื่อชำระหนี้ หากหนี้ไม่ได้รับการชำระ การขายแบบนี้มักเกิดในกรณีที่ผู้ขายไม่สามารถปลดภาระจำนองได้ก่อนการโอนกรรมสิทธิ์ โดยผู้ซื้ออาจตกลงที่จะชำระหนี้จำนองแทนผู้ขายหรือรอให้ผู้ขายชำระหนี้จำนองในภายหลัง ตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้องกับการขายทรัพย์สินติดจำนอง 1. ผู้ขายขายที่ดินซึ่งติดจำนองแก่บุคคลอื่นโดยไม่ได้แจ้งให้ผู้ซื้อทราบว่าที่ดินติดจำนอง เมื่อผู้รับจำนองฟ้องบังคับจำนอง ศาลวินิจฉัยว่า ผู้ซื้อทรัพย์ต้องยอมรับภาระจำนอง เพราะการจำนองติดทรัพย์สิน ไม่ผูกพันกับตัวบุคคล แต่ผูกพันกับทรัพย์ 2. กรณีที่ผู้ขายโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินติดจำนองให้แก่ผู้ซื้อโดยไม่แจ้งเจ้าหนี้จำนอง ศาลชี้ว่าผู้ซื้อที่รับโอนที่ดินติดจำนอง ย่อมต้องรับภาระตามสิทธิจำนองของเจ้าหนี้ตามกฎหมาย 3. เมื่อผู้ขายขายทรัพย์สินติดจำนองโดยไม่ได้ไถ่ถอน และผู้ซื้อทราบถึงภาระจำนองก่อนซื้อขาย ผู้ซื้อไม่มีสิทธิฟ้องให้ผู้ขายรับผิดชอบภาระจำนองที่ติดอยู่ในทรัพย์ 4. ศาลระบุว่าการขายทรัพย์ติดจำนอง หากไม่ระบุในสัญญาขายว่าจะชำระหนี้จำนองอย่างไร ผู้ซื้อสามารถเรียกร้องให้ผู้ขายปลดจำนองก่อนโอนกรรมสิทธิ์ หรือบังคับให้ลดราคาทรัพย์ได้ตามความเสียหายที่เกิดขึ้น บทสรุป ทรัพย์สินติดจำนองคือทรัพย์ที่เป็นหลักประกันหนี้ โดยยังอยู่ในกรรมสิทธิ์ของลูกหนี้ การขายทรัพย์สินติดจำนองให้ผู้อื่นถือเป็นการขายที่ทรัพย์ยังมีภาระ ซึ่งผู้ซื้อควรตรวจสอบข้อมูลและข้อตกลงก่อนซื้อขายเพื่อป้องกันความเสี่ยง ตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกาช่วยให้เข้าใจการจัดการปัญหาเกี่ยวกับการขายทรัพย์ติดจำนองในบริบทของกฎหมาย แนวคำถาม - ธงคำตอบ ข้อ 1. ผู้ร้องทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดกับลูกหนี้และชำระราคาครบถ้วนแล้ว แต่ลูกหนี้ยังไม่โอนกรรมสิทธิ์และนำห้องชุดไปจำนองภายหลัง ต่อมาศาลจังหวัดพัทยามีคำพิพากษาให้ลูกหนี้โอนกรรมสิทธิ์หรือชำระเงิน แต่เมื่อเข้าสู่กระบวนการล้มละลาย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กลับอ้างอำนาจตามมาตรา 122 ไม่ยอมโอนกรรมสิทธิ์ให้ผู้ร้อง กรณีนี้สิทธิของผู้ร้องเป็นสิทธิตามสัญญาหรือสิทธิตามคำพิพากษา และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจปฏิเสธได้หรือไม่ ธงคำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สิทธิของผู้ร้องในคดีนี้ไม่ใช่สิทธิตามสัญญาอีกต่อไป แต่เป็น “สิทธิตามคำพิพากษา” ของศาลจังหวัดพัทยาที่ให้โอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดแก่ผู้ร้อง มาตรา 122 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 ใช้บังคับเฉพาะกรณีสิทธิตามสัญญาที่ลูกหนี้จะพึงได้รับเท่านั้น ไม่อาจนำมาใช้ปฏิเสธการปฏิบัติตามคำพิพากษาได้ ดังนั้น เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงไม่มีอำนาจปฏิเสธการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้ผู้ร้อง ข้อ 2. ในระหว่างที่ผู้ร้องชำระราคาห้องชุดครบถ้วนแล้ว ลูกหนี้ได้นำห้องชุดไปจดทะเบียนจำนองไว้กับบริษัทผู้รับจำนอง ต่อมาเมื่อศาลมีคำพิพากษาให้โอนกรรมสิทธิ์แก่ผู้ร้อง เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อ้างว่าทรัพย์ติดจำนองและกองทรัพย์สินของลูกหนี้มีภาระหนี้สิน จึงไม่อาจโอนกรรมสิทธิ์โดยปลอดจำนองได้ ข้ออ้างนี้ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ธงคำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่ห้องชุดติดจำนองเป็นภาระหน้าที่ของลูกหนี้ที่จะต้องไถ่ถอนจำนองจากบริษัทผู้รับจำนอง มิใช่หน้าที่ของผู้ร้อง และไม่ใช่เหตุที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะปฏิเสธการโอนกรรมสิทธิ์ได้ เมื่ออำนาจจัดการทรัพย์สินตกอยู่กับเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แล้ว ย่อมสามารถนำเงินจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ไปไถ่ถอนจำนองเพื่อโอนกรรมสิทธิ์โดยปลอดภาระให้ผู้ร้องได้ โดยไม่กระทบสิทธิของเจ้าหนี้จำนองซึ่งยังคงมีสถานะเป็นเจ้าหนี้มีประกันในการขอรับชำระหนี้ ข้อ 3. เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อ้างว่ากองทรัพย์สินของลูกหนี้ไม่มีเงินเพียงพอที่จะนำไปไถ่ถอนจำนองห้องชุดทั้งห้าห้อง การไม่มีเงินของกองทรัพย์สินถือเป็นเหตุทางกฎหมายที่สามารถปฏิเสธการปฏิบัติตามคำพิพากษาได้หรือไม่ ธงคำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้ออ้างว่ากองทรัพย์สินของลูกหนี้ไม่มีเงินเพียงพอ ไม่ใช่เหตุที่จะใช้ปฏิเสธการปฏิบัติตามคำพิพากษาได้ เพราะคำพิพากษาได้กำหนดหน้าที่ชัดเจนให้ต้องโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดโดยปลอดจำนองด้วยค่าใช้จ่ายของลูกหนี้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ซึ่งมีอำนาจจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ย่อมต้องดำเนินการให้เป็นไปตามคำพิพากษา ไม่อาจอ้างปัญหาสภาพคล่องของกองทรัพย์สินมาเป็นเหตุยกเว้นความรับผิดได้ ข้อ 4. แม้ศาลจังหวัดพัทยาจะมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ชำระเงินจำนวน 21,500,000 บาท หรือให้โอนกรรมสิทธิ์ห้องชุด แต่ผู้ร้องมิได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้เงินภายในกำหนดตามกฎหมายล้มละลาย การไม่ยื่นคำขอรับชำระหนี้ดังกล่าวทำให้ผู้ร้องหมดสิทธิที่จะขอให้โอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดหรือไม่ ธงคำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำพิพากษาของศาลจังหวัดพัทยาให้สิทธิผู้ร้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ บังคับให้ลูกหนี้ชำระเงิน หรือบังคับให้โอนกรรมสิทธิ์ห้องชุด เมื่อผู้ร้องเลือกใช้สิทธิในทางบังคับให้โอนกรรมสิทธิ์ ย่อมไม่จำเป็นต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ในส่วนเงิน การไม่ยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายในกำหนดตามมาตรา 27 และมาตรา 91 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 จึงไม่เป็นการตัดสิทธิของผู้ร้องในการขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ปฏิบัติตามคำพิพากษาในส่วนการโอนกรรมสิทธิ์ ข้อ 5. ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำพิพากษาว่า หากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่ดำเนินการให้โอนกรรมสิทธิ์ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาได้ ศาลฎีกาเห็นด้วยกับแนววินิจฉัยดังกล่าวหรือไม่ และเพราะเหตุใด ธงคำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า กรณีการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดโดยปลอดจำนองด้วยค่าใช้จ่ายของลูกหนี้ เป็น “หนี้กระทำการ” ที่ต้องมีการดำเนินการหลายขั้นตอน มิใช่เพียงการแสดงเจตนาทางนิติกรรมอย่างเดียว จึงไม่อาจใช้คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาได้ ศาลฎีกาจึงแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนนี้ และกำหนดให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีหน้าที่ต้องดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ให้ผู้ร้องโดยตรงโดยปลอดจำนองด้วยค่าใช้จ่ายของลูกหนี้ |




