ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ผลของการปลดจากล้มล้มละลาย | หนี้สินก่อนล้มละลาย

    ผลของการปลดจากล้มล้มละลายกับหนี้สินที่ได้เกิดขึ้นก่อนในคดีล้มละลาย

    โจทก์ต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้สำหรับจำนวนที่โจทก์อาจใช้สิทธิไล่เบี้ยภายในกำหนดเวลา 2 เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด แต่ปรากฏว่าเจ้าหนี้อื่นได้ใช้สิทธิยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีที่จำเลยถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว โจทก์จึงยื่นคำขอรับชำระหนี้ไม่ได้ แต่การที่โจทก์ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้อื่นไปย่อมมีผลให้โจทก์เข้ารับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้รายดังกล่าวไปใช้สิทธิเรียกร้องบังคับเอาแก่กองทรัพย์สินของจำเลย โจทก์จะนำหนี้ที่มูลแห่งหนี้ได้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดมาฟ้องให้จำเลยล้มละลายซ้ำอีกคดีหนึ่งหาได้ไม่

     คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5369/2549

     จำเลยที่ 1 ขอสินเชื่อจาก บ. โดยมีโจทก์ จำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นผู้ค้ำประกัน จำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้ทำสัญญาไว้แก่โจทก์อีกว่า หากโจทก์ต้องชำระหนี้แก่ บ. แทนจำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 3 และที่ 4 จะชำระหนี้แก่โจทก์โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมในวันที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ทำสัญญาไว้แก่โจทก์นั้นมูลหนี้ตามสัญญาค้ำประกันที่โจทก์อาจถูก บ. เรียกร้องให้ชำระหนี้ได้เกิดขึ้นแล้ว โจทก์จึงเป็นผู้ที่อาจใช้สิทธิไล่เบี้ยจากจำเลยที่ 3 และที่ 4 ตามสัญญารับจะชำระหนี้ในเวลาภายหน้าได้ เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 3 และที่ 4 เด็ดขาดโจทก์ต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้สำหรับจำนวนที่โจทก์อาจใช้สิทธิไล่เบี้ยในเวลาภายหน้าจากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ตามพ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 27, 91, 94 และ 101 ปรากฏว่า บ. ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 3 และที่ 4 เด็ดขาดแล้ว โจทก์จึงยื่นคำขอรับชำระหนี้ไม่ได้ เพราะต้องห้ามตามมาตรา 101 วรรคหนึ่งตอนท้าย แต่การที่โจทก์ชำระหนี้ให้แก่ บ. ภายหลังวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 3 และที่ 4 เด็ดขาดและปลดจากล้มละลายแล้วมีผลให้โจทก์เข้ารับช่วงสิทธิของ บ. ไปใช้สิทธิเรียกร้องบังคับเอาแก่กองทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้ตามป.พ.พ. มาตรา 229 โจทก์จึงไม่อาจนำหนี้ที่มูลแห่งหนี้ได้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 3 และที่ 4 เด็ดขาดมาฟ้องให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ล้มละลายซ้ำอีก

     โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม พ.ศ.2534 มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือภารธุระอุตสาหกรรมขนาดย่อม พ.ศ.2534 เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2539 จำเลยที่ 1 มีหนังสือขอให้โจทก์ค้ำประกันสินเชื่อโครงการของจำเลยที่ 1 ที่ได้สินเชื่อจากบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย โดยตกลงผูกพันตนตามหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติในการค้ำประกันสินเชื่อของโจทก์และจัดให้มีบุคคลมาค้ำประกันการชำระหนี้ที่โจทก์ต้องชำระให้แก่บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยแทนจำเลยที่ 1 ไป ไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมด ต่อมาวันที่ 1 ตุลาคม 2539 โจทก์ออกหนังสือค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยไม่เกิน 1,807,000 บาท รวมทั้งดอกเบี้ยวันที่คดีถึงที่สุดหลังจากนั้นโจทก์ได้ออกหนังสือค้ำประกันฉบับใหม่แทนฉบับเดิมอีก 2 ครั้ง เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2541 และวันที่ 1 ตุลาคม 2543 หนังสือค้ำประกันฉบับใหม่มีเงื่อนไขว่าโจทก์จะจ่ายค่าประกันชดเชยต่อเมื่อบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้ฟ้องจำเลยที่1 จนคดีถึงที่สุด มีการบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์ที่เป็นหลักประกันและทรัพย์สินที่เป็นของผู้ค้ำประกันเสร็จสิ้นแล้ว การที่โจทก์ออกหนังสือค้ำประกันดังกล่าวจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ได้ทำสัญญาค้ำประกันไว้แก่โจทก์ว่า ถ้าจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ให้แก่บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยไม่ว่าด้วยเหตุใดจนเป็นเหตุให้โจทก์ต้องชำระแทนจำเลยที่ 1 ไป จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ยอมชำระหนี้ให้แก่โจทก์ทันทีตามจำนวนที่จ่ายไปพร้อมดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ต่อมาจำเลยที่ 1 เบิกใช้สินเชื่อแล้วไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องตามสัญญา บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้ฟ้องจำเลยทั้งสี่ต่อศาลแพ่ง และศาลมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2545 เป็นคดีหมายเลขแดงที่ ง. 295/2545 ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 25,236,446.88 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราตามประกาศธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ที่เรียกเก็บจากลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีประเภทเงินให้กู้แบบไม่มีระยะเวลา (เอ็มโออาร์) บวกร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 17 ต่อปี ของต้นเงิน 15,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 50237, 50238 และ 11160 ตำบลบางโคล่ (บางขวาง) อำเภอยานนาวา (บางรัก) กรุงเทพมหานครและทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้จนครบ กับให้จำเลยทั้งสี่ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย โดยกำหนดค่าทนายความ 80,000 บาท เมื่อคดีถึงที่สุดบรรษัทเงินอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์จ่ายค่าประกันชดเชยแทนจำเลยที่ 1 และบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้รับเงินจากโจทก์แล้วเป็นต้นเงินตามวงเงินที่ค้ำประกัน 1,807,000 บาท ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันที่ยื่นคำขอรับเงิน 1,275,578.01 บาท รวมเป็นเงิน 3,082,578.01 บาท โจทก์เข้ารับช่วงสิทธิในการใช้สิทธิไล่เบี้ยจากจำเลยทั้งสี่ให้ชำระหนี้ และมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ในฐานะผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่โจทก์ จำนวน 3,082,578.01 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 ตุลาคม 2546 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์จ่ายเงินจนถึงวันฟ้อง 172,579.02 บาท รวมเป็นเงิน 3,255,057.03 บาท โจทก์มีหนังสือทวงถามจำเลยทั้งสี่ให้ชำระหนี้ 3 ครั้ง ซึ่งมีระยะเวลาห่างกันไม่น้อยกว่า 30 วัน จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ได้รับหนังสือไว้แล้วแต่เพิกเฉย ส่วนจำเลยที่ 1 ส่งหนังสือให้ไม่ได้ โดยเจ้าพนักงานไปรษณีย์แจ้งว่าไม่มารับภายในกำหนด จำเลยทั้งสี่ไม่สามารถชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่าเป็นบุคคลที่มีหนี้สินล้นพ้นตัว ขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 เด็ดขาด และพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย ส่วนจำเลยที่ 2 ซึ่งถึงแก่ความตาย ขอให้มีคำสั่งให้จัดการทรัพย์มรดกของจำเลยที่ 2 ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483

     ระหว่างพิจารณาได้ความว่า จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตายก่อนวันที่โจทก์ยื่นคำฟ้อง ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งเรียกทายาทจำเลยที่ 2 เข้ามาเป็นผู้แทนจำเลยที่ 2 คำสั่งอนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้อง และคำสั่งรับคำฟ้องในส่วนของจำเลยที่ 2 แล้วมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

     จำเลยที่ 1 ไม่ยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

     จำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้การทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ไว้แก่โจทก์ตามฟ้อง แต่โจทก์ไม่มีอำนาจนำหนี้ตามสัญญาดังกล่าวมาฟ้องจำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้เป็นบุคคลล้มละลายเพราะจำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้ทำสัญญาค้ำประกันตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2541 มูลหนี้ที่โจทก์อาจใช้สิทธิเรียกร้องเอาจากจำเลยที่ 3 และที่ 4 เกิดขึ้นตั้งแต่วันดังกล่าว ต่อมาศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 3 และที่ 4 เด็ดขาดเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2545 ในคดีหมายเลขแดงที่ 880/2545 และวันที่ 25 กันยายน 2545 ในคดีหมายเลขแดงที่ 1613/2545 ตามลำดับ โจทก์ต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในคดีดังกล่าวภายในกำหนดเวลา 2 เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด แม้ว่าหนี้นั้นยังไม่ถึงกำหนดชำระหรือมีเงื่อนไขก็ตาม ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 91, 94 และ 101 แต่โจทก์ละเลยไม่ยื่นคำขอรับชำระหนี้จนกระทั่งศาลล้มละลายกลางมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นบุคคลล้มละลาย นอกจากนี้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้ไปให้การเกี่ยวกับทรัพย์สินและกิจการทั้งหมดต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ทรัพย์สินที่มีอยู่ทั้งหมดถูกยึดและอายัดนำออกขายทอดตลาดจนหมดสิ้นแล้ว ต่อมาจำเลยที่ 3 และที่ 4 ยื่นคำร้องขอปลดจากล้มละลาย ศาลล้มละลายกลางไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ปลดจากล้มละลายโดยมีเงื่อนไขเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2546 มีผลให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 หลุดพ้นจากหนี้ทั้งปวงอันพึงขอรับชำระหนี้ได้ แม้โจทก์ได้ชำระหนี้ให้แก่บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยหลังจากศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดหรือคำสั่งปลดจากล้มละลายก็ไม่ทำให้โจทก์มีสิทธินำมูลหนี้มาฟ้องคดีนี้ ขอให้ยกฟ้อง

     ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 เด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 ให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร

    จำเลยที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

  ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2539 โจทก์ทำหนังสือค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ตามสัญญาเบิกเงินทุนหมุนเวียนลงวันที่ 13 กันยายน 2539 ไว้แก่บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยวงเงิน 1,807,000 บาท รวมทั้งดอกเบี้ยถึงวันที่คดีถึงที่สุด หลังจากนั้น โจทก์ออกหนังสือค้ำประกันฉบับใหม่แทนหนังสือค้ำประกันฉบับเดิมอีก 2 ครั้ง เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2541 และวันที่ 1 ตุลาคม 2543 ตามเอกสารหมาย จ.8 จ.9 และ จ.10 จำเลยที่ 3 และที่ 4 ทำสัญญารับจะชำระหนี้เกิดจากการที่โจทก์ทำหนังสือค้ำประกันจำเลยที่ 1 ดังกล่าวไว้แก่โจทก์โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2541 ตามเอกสารหมาย จ.12 และ จ.13 วันที่ 27 สิงหาคม 2545 ศาลแพ่งมีคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ ง.295/2545 ให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ชั้นต้นตามสัญญาเบิกเงินทุนหมุนเวียนดังกล่าวและจำเลยที่ 3 ที่ 4 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันร่วมกันชำระเงิน 25,236,446.88 บาท พร้อมดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียมให้แก่บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยโจทก์ในคดีดังกล่าว คดีถึงที่สุด ตามเอกสารหมาย จ.15 และ จ.16 บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยขอรับเงินตามหนังสือค้ำประกันจำเลยที่ 1 จากโจทก์และได้รับเงินจากโจทก์เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2546 เป็นต้นเงิน 1,807,000 บาท ดอกเบี้ย 1,275,578.01 บาท รวมเป็นเงิน 3,082,578.01 บาท ตามเอกสารหมาย จ.18 ถึง จ.21 จำเลยที่ 3 และที่ 4 ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2545 และวันที่ 25 กันยายน 2545 ตามเอกสารหมาย ล.1 และ ล.6 โจทก์ไม่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด มีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ว่า โจทก์นำหนี้ที่ชำระให้แก่บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยตามหนังสือค้ำประกันดังกล่าวมาฟ้องขอให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ล้มละลายคดีนี้ได้หรือไม่ จำเลยที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 ทำสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.12 และ จ.13 ไว้แก่โจทก์สืบเนื่องมาจากการที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเบิกเงินทุนหมุนเวียนกับบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จำนวน 15,000,000 บาท เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2539 จำเลยที่ 1 ได้รับเงินไปแล้ว โดยมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 และโจทก์ ทำสัญญาค้ำประกันไว้แก่บรรษัทดังกล่าว ในส่วนของโจทก์ได้ให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ทำสัญญาค้ำประกันไว้เพื่อใช้สิทธิไล่เบี้ยในกรณีที่โจทก์ถูกเรียกร้องให้ชำระหนี้ตามสัญญาค้ำประกันข้างต้น ที่มาแห่งมูลหนี้ตามสัญญาค้ำประกันเกิดจากการกู้ยืมเงินของจำเลยที่ 1 ซึงมีการรับเงินไปแล้ว หากจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้โจทก์ต้องถูกเรียกร้องจากบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่จะไล่เบี้ยจำเลยที่ 3 และที่ 4 เกิดขึ้นแล้วตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2541 ซึ่งเป็นวันทำสัญญาค้ำประกันมิได้เกิดขึ้นเมื่อโจทก์จ่ายเงินให้แก่บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยในวันที่ 17 ตุลาคม 2546 เมื่อจำเลยที่ 3 และที่ 4 ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดโจทก์ต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้สำหรับจำนวนหนี้ที่โจทก์อาจใช้สิทธิไล่เบี้ยจากจำเลยที่ 3 และที่ 4 ในเวลาภายหน้าตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 91, 94 และ 101 การที่โจทก์ไม่ยื่นคำขอรับชำระหนี้มีผลให้โจทก์เสียสิทธิได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 และที่ 4 และไม่อาจนำหนี้ที่ถูกเรียกร้องตามสัญญาค้ำประกันมาฟ้องจำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้ล้มละลายนั้น เห็นว่า ได้ความจากสำเนาคำพิพากษาศาลแพ่งในคดีหมายเลขแดงที่ ง.295/2545 เอกสารหมาย จ.15 ว่า หลังจากทำสัญญาเบิกเงินทุนหมุนเวียนกับบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยแล้วจำเลยที่ 1 เบิกเงินตามสัญญาไปเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2540 เป็นเงิน 15,000,000 บาท แล้วออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เมื่อถึงกำหนดใช้เงินในวันที่ 30 ธันวาคม 2540 จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้ ดังนี้ ในวันที่ 1 ตุลาคม 2541 อันเป็นวันที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ทำสัญญารับจะชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ไว้แก่โจทก์ตามเอกสารหมาย จ.12 และ จ.13 มูลหนี้ตามสัญญาค้ำประกันที่โจทก์อาจถูกเรียกร้องจากบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยให้ชำระหนี้ได้เกิดขึ้นแล้ว เพียงแต่บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขในสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.8 จ.9 และ จ.10 ข้อ 3 ที่มีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขตามเอกสารหมาย จ.17 เป็นว่า โจทก์จะจ่ายค่าประกันชดเชยต่อเมื่อสถาบันการเงินได้ฟ้องร้องผู้กู้จนคดีถึงที่สุดแล้ว โจทก์อาจใช้สิทธิไล่เบี้ยจากจำเลยที่ 3 และที่ 4 ตามสัญญารับจะชำระหนี้ในเวลาภายหน้าได้ เมื่อจำเลยที่ 3 และที่ 4 ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด โจทก์ต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้สำหรับจำนวนที่โจทก์อาจใช้สิทธิไล่เบี้ยในเวลาภายหน้าจากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ภายในกำหนดเวลา 2 เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 27, 91, 94 และ 101 แต่ปรากฏว่าบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเจ้าหนี้ได้ใช้สิทธิยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้วตามเอกสารหมาย ล.8 และ ล.9 โจทก์จึงยื่นคำขอรับชำระหนี้ไม่ได้เพราะต้องห้ามตามมาตรา 101 วรรคหนึ่ง ตอนท้าย แต่การที่โจทก์ชำระหนี้ให้แก่บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยไปย่อมมีผลให้โจทก์เข้ารับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้รายดังกล่าวไปใช้สิทธิเรียกร้องบังคับเอาแก่กองทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 229 โจทก์จะนำหนี้ที่มูลแห่งหนี้ได้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 3 และที่ 4 เด็ดขาดมาฟ้องให้จำเลยดังกล่าวล้มละลายซ้ำอีกคดีหนึ่งหาได้ไม่ ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 3 และที่ 4 เด็ดขาดมานั้น ศาลฎีกาเห็นไม่พ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลล้มละลายกลางค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองชั้นศาลในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้เป็นพับ.

พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483

 มาตรา 27 เมื่อศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดแล้ว เจ้าหนี้จะขอรับชำระหนี้ได้ก็แต่โดยปฏิบัติตามวิธีการที่กล่าวไว้ในพระราชบัญญัตินี้ แม้จะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา หรือเป็นเจ้าหนี้ที่ได้ฟ้องคดีแพ่งไว้แล้ว แต่คดียังอยู่ระหว่างพิจารณาก็ตาม

       มาตรา 91 เจ้าหนี้ซึ่งจะขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายจะเป็นเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์หรือไม่ก็ตาม ต้องยื่นคำขอต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในกำหนดเวลาสองเดือนนับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด แต่ถ้าเจ้าหนี้อยู่นอกราชอาณาจักร เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะขยายกำหนดเวลาให้อีกได้ไม่เกินสองเดือน
       คำขอรับชำระหนี้นั้นต้องทำตามแบบพิมพ์ โดยมีบัญชีแสดงรายละเอียดแห่งหนี้สิน และข้อความระบุถึงหลักฐานประกอบหนี้และทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดของลูกหนี้ที่ยึดไว้เป็นหลักประกันหรือตกอยู่ในความครอบครองของเจ้าหนี้

       มาตรา 94 เจ้าหนี้ไม่มีประกันอาจขอรับชำระหนี้ได้ ถ้ามูลแห่งหนี้ได้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ แม้ว่าหนี้นั้นยังไม่ถึงกำหนดชำระหรือมีเงื่อนไขก็ตาม เว้นแต่
(1) หนี้ที่เกิดขึ้นโดยฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมาย หรือศีลธรรมอันดี หรือหนี้ที่จะฟ้องร้องให้บังคับคดีไม่ได้
(2) หนี้ที่เจ้าหนี้ยอมให้ลูกหนี้กระทำขึ้นเมื่อเจ้าหนี้ได้รู้ถึงการที่ลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว แต่ไม่รวมถึงหนี้ที่เจ้าหนี้ยอมให้กระทำขึ้นเพื่อให้กิจการของลูกหนี้ดำเนินต่อไปได้

  มาตรา 101 ถ้าลูกหนี้ร่วมบางคนถูกพิทักษ์ทรัพย์ ลูกหนี้ร่วมคนอื่นอาจยื่นคำขอรับชำระหนี้สำหรับจำนวนที่ตนอาจใช้สิทธิไล่เบี้ยในเวลาภายหน้าได้ เว้นแต่เจ้าหนี้ได้ใช้สิทธิขอรับชำระหนี้ไว้เต็มจำนวนแล้ว

  บทบัญญัติในวรรคก่อนให้ใช้บังคับแก่ผู้ค้ำประกัน ผู้ค้ำประกันร่วม หรือบุคคลที่อยู่ในลักษณะเดียวกันนี้โดยอนุโลม

 




เกี่ยวกับคดีล้มละลาย

กระบวนการฟ้องล้มละลายจากคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการต่างประเทศและอำนาจเจ้าหนี้
การเพิกถอนการขายทอดตลาดเมื่อมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์และสิทธิของเจ้าหนี้มีประกัน
การบังคับคดีหลังพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด กฎหมายล้มละลายกับสิทธิของเจ้าหนี้มีประกัน(ฎีกา 593/2538)
กองทรัพย์สินของลูกหนี้ในคดีล้มละลาย (ฎีกาที่ 627/2542)
ศาลฎีกาวินิจฉัยเงื่อนไขการฟื้นฟูกิจการ: ลูกหนี้ขาดทุนต่อเนื่อง หนี้สินเพิ่มขึ้น และแผนฟื้นฟูไม่มีความเป็นรูปธรรม ศาลอาจยกคำร้องได้
คดีล้มละลายและการบังคับคดีหลังปลดล้มละลาย(ฎีกาที่ 788/2567)
ผู้ทำแผนฟื้นฟูกิจการยังมีสิทธิค่าตอบแทนหรือไม่หลังศาลยกเลิกฟื้นฟู วิเคราะห์อำนาจศาลและหลักเกณฑ์กำหนดค่าตอบแทนตามกฎหมายล้มละลาย
เจ้าหนี้มีประกัน “พลั้งเผลอ” ตาม มาตรา 97 พ.ร.บ.ล้มละลาย(ฎีกา 6390/2567)
การประนอมหนี้ภายหลังล้มละลายตาม พ.ร.บ. ล้มละลายฯ มาตรา 63(ฎีกา 3486/2568)
(ฎีกา 368/2568)สิทธิบริหารหนี้ & การสวมสิทธิ (มาตรา 7 พ.ร.ก.บริหารสินทรัพย์)
(ฎีกาที่ 3440/2567) การเพิกถอนรายงานความเห็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กับอำนาจร้องต่อศาล
การถอนการยึดทรัพย์ในคดีล้มละลายโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและการคิดค่าธรรมเนียม(ฎีกาที่ 6391/2567)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6722/2544 : สิทธิของเจ้าหนี้มีประกันตามมาตรา 95 และมาตรา 96 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8084/2567: หนี้ขาดอายุความหรือไม่? วิเคราะห์ข้อกฎหมายค้ำประกัน สัญญาสินเชื่อ และผลกระทบในคดีล้มละลาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 319/2568: การหักกลบลบหนี้ของลูกหนี้ในคดีฟื้นฟูกิจการ
หนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางอาคารชุด, สิทธิบุริมสิทธิของนิติบุคคลอาคารชุด, การจัดลำดับเจ้าหนี้ในคดีล้มละลาย
ขาดนัดพิจารณา ผลทางกฎหมาย, ศาลล้มละลาย พิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด, การพิจารณาคดีล้มละลายผ่านอิเล็กทรอนิกส์(ฎีกา5217/2568)
สิทธิตามสัญญาที่ลูกหนี้จะพึงได้รับมีภาระเกินควรกว่าประโยชน์ที่จะพึงได้(ฎีกาที่ 5220/2566)
หนี้สินล้นพ้นตัว, ฟ้องล้มละลายบุคคลธรรมดาหนี้สองล้านบาท, คำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด, (ฎีกาที่ 212/2567)
การขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย, ขั้นตอนการพิสูจน์หนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์(ฎีกาที่ 213/2567)
คดีล้มละลายยื่นคำขอรับชำระหนี้ล่าช้า, เหตุสุดวิสัยในการยื่นคำร้อง, การขยายเวลายื่นคำขอของเจ้าหนี้
การฟื้นฟูกิจการ, แผนฟื้นฟูกิจการล้มละลาย, การยกเลิกฟื้นฟูกิจการ,
เจ้าหนี้ฟ้องลูกหนี้ให้ล้มละลายได้โดยไม่ต้องฟ้องเป็นคดีแพ่งก่อน, การพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้เด็กขาด
การแก้ไขคำขอรับชำระหนี้, เจ้าหนี้มีประกันและไม่มีประกัน
ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดที่ดินในคดีล้มละลาย, ข้อกำหนดการตรวจสอบทรัพย์สินก่อนประมูล
ความผิดทางกฎหมายในการปกปิดสถานะล้มละลายห,ข้อกำหนดการแจ้งสถานะล้มละลายก่อนขอสินเชื่อ
อายุความสะดุดหยุดลงเมื่อเจ้าหนี้ได้ฟ้องคดีเพื่อตั้งหลักฐานสิทธิเรียกร้อง
มิได้มุ่งหมายให้เจ้าหนี้คนหนึ่งได้เปรียบเจ้าหนี้อื่น
สิทธิเหนือทรัพย์สินอันเป็นหลักประกัน
ลูกหนี้ซึ่งถูกพิทักษ์ทรัพย์ถูกฟ้องให้ส่งมอบรถยนต์
เจ้าหนี้ยึดทรัพย์ลูกหนี้ก่อนเจ้าหนี้ถูกพิทักษ์ทรัพย์
การขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย
ผลของการประนอมหนี้ในคดีล้มละลาย
ลูกหนี้โอนทรัพย์สิน | ได้เปรียบแก่เจ้าหนี้อื่น
การปฏิบัติงานบังคับคดีล้มละลายของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
สั่งจ่ายเช็คหลังคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์มีผลอย่างไร?
การฟ้องคดีล้มละลาย จำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว
นำมูลหนี้เดิมมาฟ้องล้มละลายใหม่ไม่เป็นฟ้องซ้ำ
จำเลยได้รับการปลดจากล้มละลายแล้วหลุดพ้นจากหนี้ทั้งปวง
ลูกหนี้ไม่หลุดพ้นจากหนี้สินทั้งปวง
หน้าที่เสียภาษีเงินได้จากการขายทอดตลาด
คำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้
หลุดพ้นจากหนี้ทั้งปวงอันพึงขอรับชำระได้
คำฟ้องโจทก์ในคดีล้มละลายไม่ชอบ
เจ้าหนี้มีประกันในคดีล้มละลาย