
| คดีล้มละลายและการบังคับคดีหลังปลดล้มละลาย(ฎีกาที่ 788/2567)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับสถานะของลูกหนี้หลังได้รับการปลดจากการล้มละลาย และการใช้อำนาจบังคับคดีต่อทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับคดีล้มละลายซึ่งยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า แม้ลูกหนี้จะได้รับการปลดล้มละลายแล้ว แต่ทรัพย์สินที่อาจแบ่งได้ในคดีล้มละลายยังอยู่ภายใต้อำนาจจัดการของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ โดยลูกหนี้ยังมีหน้าที่ต้องช่วยเหลือในการจัดการตามมาตรา 79 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 การยื่นขอออกหมายบังคับคดีและการนำยึดทรัพย์จึงเป็นการกระทำที่มีผลชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากสอดคล้องกับมติของที่ประชุมเจ้าหนี้และความยินยอมของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ศาลฎีกาจึงเห็นว่าไม่มีเหตุให้เพิกถอนหมายบังคับคดีหรือเพิกถอนการยึดทรัพย์ตามที่จำเลยร้องขอ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นยกคำร้องของจำเลยที่ขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดีและการยึดที่ดินของจำเลย เห็นว่าการบังคับคดีดังกล่าวเป็นการดำเนินการโดยชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากอยู่ภายใต้มติที่ประชุมเจ้าหนี้และสอดคล้องกับอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ 2. ศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น โดยเห็นว่าการบังคับคดีเป็นไปตามกฎหมายล้มละลาย ลูกหนี้แม้ปลดล้มละลายแล้วยังต้องช่วยเหลือในการจัดการทรัพย์สินที่ยังค้างในคดีล้มละลาย 3. ศาลฎีกา ศาลฎีกายืนยันคำวินิจฉัยของศาลล่างทั้งสองชั้น ว่าการที่โจทก์ขอออกหมายบังคับคดีและนำยึดทรัพย์เป็นการกระทำที่สอดคล้องกับมติที่ประชุมเจ้าหนี้และได้รับการยินยอมจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ จึงไม่เป็นเหตุเพิกถอนหมายบังคับคดีหรือการยึดทรัพย์ และพิพากษายืนคำสั่งเดิมทุกประการ สรุปข้อเท็จจริงของคดี โจทก์เคยฟ้องจำเลยเรียกค่าสินจ้างและชนะคดี มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยชำระเงินกว่า 4.4 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ต่อมาโจทก์ดำเนินการขอออกหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินแปลงหนึ่งของจำเลย ระหว่างนั้นโจทก์ถูกสั่งพิทักษ์ทรัพย์และถูกพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย ต่อมาถูกปลดจากการล้มละลายเมื่อปี 2558 แต่คดีล้มละลายของโจทก์ยังไม่สิ้นสุดในส่วนการจัดการทรัพย์สินอันอาจแบ่งได้ ที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติให้ดำเนินการบังคับคดีแพ่งในคดีนี้ต่อไป โดยมอบหมายให้บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด เป็นเจ้าหนี้ผู้รับมอบอำนาจ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รับทราบผลการยึดที่ดินของจำเลยและมีคำคัดค้านในคดีนี้ แสดงถึงการยินยอมต่อการดำเนินการบังคับคดี จำเลยยื่นคำร้องขอเพิกถอนหมายบังคับคดี อ้างว่าโจทก์ไม่มีอำนาจดำเนินการบังคับคดีเนื่องจากเป็นบุคคลล้มละลาย และอ้างคำพิพากษาคดีอาญาที่โจทก์ถูกลงโทษฐานเบิกความเท็จ แต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ยกคำร้อง จำเลยฎีกา ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับอำนาจจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ในคดีล้มละลาย หลังจากได้รับการปลดล้มละลายแล้ว ว่าการกระทำของลูกหนี้ในการขอออกหมายบังคับคดีและนำยึดทรัพย์นั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ลูกหนี้จะปลดล้มละลายแล้ว แต่ทรัพย์สินอันอาจแบ่งได้ในคดีล้มละลายยังอยู่ภายใต้อำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามกฎหมาย และการที่ลูกหนี้กระทำการใด ๆ ภายใต้ความเห็นชอบของที่ประชุมเจ้าหนี้และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ถือเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ ได้แก่ มาตรา 22, 24 และ 79 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 ซึ่งเป็นมาตราหลักที่กำหนดอำนาจและหน้าที่ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ รวมถึงข้อจำกัดในการจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ key words ที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ (มาตรา 22 และ 24) ขยายความ: หลังมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นผู้มีอำนาจจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้แต่เพียงผู้เดียว และลูกหนี้ต้องงดเว้นจากการจัดการทรัพย์สิน เว้นแต่ได้รับความเห็นชอบตามกฎหมาย 2. การปลดล้มละลายไม่ตัดสิทธิการจัดการทรัพย์ในคดีล้มละลาย ขยายความ: แม้ลูกหนี้จะปลดล้มละลายแล้ว แต่ทรัพย์สินอันอาจแบ่งได้ที่ยังอยู่ในกระบวนการล้มละลายยังเป็นอำนาจจัดการของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ไม่กลับไปเป็นสิทธิเด็ดขาดของลูกหนี้ 3. หน้าที่ช่วยเหลือของลูกหนี้ (มาตรา 79) ขยายความ: ลูกหนี้ยังต้องช่วยดำเนินการเพื่อให้การจำหน่ายหรือแบ่งทรัพย์สินในคดีล้มละลายสำเร็จ แม้พ้นสถานะบุคคลล้มละลายแล้วก็ตาม การยื่นขอออกหมายบังคับคดีจึงเป็นการช่วยเหลือ ไม่ใช่การใช้อำนาจแทนเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ 4. มติที่ประชุมเจ้าหนี้ ขยายความ: การดำเนินการบังคับคดีต้องเป็นไปตามมติของที่ประชุมเจ้าหนี้ ซึ่งมีอำนาจตัดสินใจว่าจะดำเนินการบังคับคดีต่อไปหรือไม่ มติดังกล่าวเป็นแหล่งความชอบธรรมทางกฎหมายของการกระทำในคดีนี้ 5. การยินยอมของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ขยายความ: การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รับทราบและยื่นคำคัดค้านในคดีนี้ แสดงถึงการยินยอมให้มีการบังคับคดีดังกล่าว ศาลฎีกาจึงเห็นว่าเป็นการกระทำที่สอดคล้องกับเจตนาของกฎหมายล้มละลาย คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาได้วินิจฉัยตามหลักกฎหมายล้มละลายว่า 1. เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ ลูกหนี้หมดอำนาจจัดการทรัพย์สินของตน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นผู้มีอำนาจจัดการเพียงผู้เดียว (มาตรา 22 และ 24 แห่ง พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483) 2. แม้ลูกหนี้ได้รับการปลดล้มละลายแล้ว แต่ทรัพย์สินอันอาจแบ่งได้ในคดีล้มละลายที่ยังค้าง เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยังคงมีอำนาจจัดการ และลูกหนี้ยังมีหน้าที่ช่วยเหลือในการจำหน่ายและแบ่งทรัพย์สิน (มาตรา 79) 3. เมื่อที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติให้ดำเนินการบังคับคดีแพ่งในคดีนี้ต่อไป และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รับทราบและยินยอมต่อการยึดทรัพย์ การที่โจทก์ดำเนินการขอออกหมายบังคับคดีและนำยึดที่ดินจึงเป็นไปโดยชอบ 4. คำพิพากษาคดีอาญาที่จำเลยอ้างไม่ทำให้คำพิพากษาแพ่งไม่ชอบ เพราะคดีดังกล่าวไม่ใช่คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกันตามมาตรา 46 แห่ง ป.วิ.อาญา ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า ไม่มีเหตุเพิกถอนหมายบังคับคดี และพิพากษายืนคำสั่งศาลอุทธรณ์ การวิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมาย ประเด็นสำคัญในคดีคืออำนาจการบังคับคดีของลูกหนี้ที่ถูกปลดล้มละลายแล้ว แต่คดีล้มละลายยังมีทรัพย์สินอันอาจแบ่งได้ที่ต้องจัดการต่อ เนื้อหาคดีนี้ชี้ให้เห็นหลักการที่สำคัญดังนี้ 1. การปลดล้มละลายไม่ทำให้การจัดการทรัพย์ในคดีล้มละลายสิ้นสุด หน้าที่จัดการทรัพย์ดังกล่าวยังเป็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ 2. ลูกหนี้ยังต้องร่วมมือกับเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามมาตรา 79 จึงสามารถดำเนินการบางอย่างเพื่อให้การจัดการทรัพย์สำเร็จได้ หากเป็นไปตามความเห็นชอบของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หรือมติที่ประชุมเจ้าหนี้ 3. อำนาจของที่ประชุมเจ้าหนี้มีผลผูกพันการบังคับคดี มติให้ดำเนินการบังคับคดีถือเป็นแหล่งอำนาจทางกฎหมายสำคัญ 4. คดีอาญาเกี่ยวกับเบิกความเท็จไม่เป็นเหตุให้คำพิพากษาแพ่งเดิมตกไป เพราะไม่ใช่คดีที่เกี่ยวเนื่องกันตามมาตรา 46 ป.วิ.อาญา IRAC Issue ลูกหนี้ที่ได้รับการปลดจากล้มละลายแล้วมีอำนาจดำเนินการบังคับคดีแทนเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หรือไม่ และการยึดทรัพย์ที่ทำไปหลังปลดล้มละลายชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ Rule ตามมาตรา 22 และ 24 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นผู้มีอำนาจจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้แต่เพียงผู้เดียว ห้ามลูกหนี้จัดการทรัพย์สิน เว้นแต่จะได้รับอนุญาตหรือความเห็นชอบจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หรือที่ประชุมเจ้าหนี้ อีกทั้งมาตรา 79 กำหนดให้ลูกหนี้ยังมีหน้าที่ช่วยเหลือในการจัดการทรัพย์ที่ยังค้างในคดีล้มละลาย แม้หลังได้รับการปลดล้มละลายแล้ว Application ในคดีนี้ การที่ผู้เป็นลูกหนี้ (โจทก์) ยื่นขอออกหมายบังคับคดีและนำยึดที่ดิน เป็นการกระทำที่สอดคล้องกับมติของที่ประชุมเจ้าหนี้ซึ่งอนุญาตให้ดำเนินการบังคับคดีต่อไป อีกทั้งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รับทราบและยินยอมให้ดำเนินการดังกล่าว จึงถือว่าการกระทำเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยเหลือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในการจัดการทรัพย์สินอันอาจแบ่งได้ในคดีล้มละลาย จึงชอบด้วยกฎหมาย Conclusion การบังคับคดีของโจทก์เป็นการดำเนินการที่ถูกต้องและอยู่ในขอบเขตอำนาจตามกฎหมาย ไม่เป็นเหตุให้เพิกถอนหมายบังคับคดี ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนคำสั่งยกคำร้องของจำเลย สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้ยืนยันหลักสำคัญว่า การปลดล้มละลายมิได้ทำให้กระบวนการจัดการทรัพย์สินในคดีล้มละลายสิ้นสุดลง ทรัพย์สินที่มีอยู่ก่อนล้มละลายยังต้องถูกจัดการโดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ต่อไป และลูกหนี้มีหน้าที่ร่วมมืออย่างเต็มที่ การดำเนินการบังคับคดีของลูกหนี้จะชอบด้วยกฎหมายก็ต่อเมื่ออยู่ภายใต้มติของที่ประชุมเจ้าหนี้หรือความเห็นชอบของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ คดีนี้จึงเป็นแนววินิจฉัยที่ชัดเจนเกี่ยวกับสถานะและอำนาจทางกฎหมายของคู่ความเมื่อเกี่ยวข้องกับกระบวนการล้มละลาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 788/2567 มาตรา 22 และ 24 แห่ง พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 เมื่อศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้แล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวมีอำนาจจัดการและจำหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้ เก็บรวบรวมและรับเงินหรือทรัพย์สินซึ่งจะตกได้แก่ลูกหนี้ หรือซึ่งลูกหนี้มีสิทธิจะได้รับจากผู้อื่น ทั้งห้ามมิให้ลูกหนี้กระทำการใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินหรือกิจการของตน เว้นแต่จะได้กระทำตามคำสั่งหรือความเห็นชอบของศาล เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ผู้จัดการทรัพย์ หรือที่ประชุมเจ้าหนี้ ส่วนที่โจทก์ได้รับการปลดจากล้มละลาย คงมีผลทำให้โจทก์พ้นจากการเป็นบุคคลล้มละลายและมีอำนาจจัดการทรัพย์สินหรือกิจการของตนที่ได้มาหลังจากปลดจากล้มละลาย ส่วนการจัดการทรัพย์สินอันอาจแบ่งได้ในคดีล้มละลายซึ่งยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยังคงมีอำนาจในการจัดการจำหน่ายเพื่อนำมาชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ทั้งหลาย แต่ทั้งนี้โจทก์ยังมีหน้าที่ช่วยในการจำหน่ายและแบ่งทรัพย์สินของตนซึ่งตกอยู่กับเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ตามที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ต้องการตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 79 การที่หลังจากได้รับการปลดจากล้มละลายแล้ว โจทก์ขอออกหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 64138 แขวงแสนแสบ เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร เป็นการกระทำที่สอดคล้องกับมติของที่ประชุมเจ้าหนี้ที่มีมติให้บังคับคดีนี้ต่อไปโดยมอบหมายให้เจ้าหนี้รายที่ 6 เป็นผู้รับมอบอำนาจและการที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รับทราบการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 64138 ของจำเลยและยื่นคำคัดค้านในคดีนี้แสดงว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยินยอมในการกระทำดังกล่าว และถือว่าการนำยึดที่ดินดังกล่าวของโจทก์เป็นการช่วยเหลือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในการจัดการทรัพย์สินอันอาจแบ่งได้ในคดีล้มละลายที่ยังค้างอยู่ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 79 ตามที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ต้องการและเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของมติที่ประชุมเจ้าหนี้ จึงไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนหมายบังคับคดีและการบังคับคดี คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องเรียกสินจ้างจากจำเลย จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 4,487,770 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 ตุลาคม 2548 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้อง ต้องไม่เกิน 617,067 บาท และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท คดีถึงที่สุดแล้ว จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2560 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี ต่อมาวันที่ 5 เมษายน 2560 โจทก์แถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 64138 แขวงแสนแสบ เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร ของจำเลย จำเลยยื่นคำร้องว่า โจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยชำระหนี้เป็นคดีนี้และเบิกความอันเป็นเท็จต่อศาล เป็นเหตุให้ศาลหลงเชื่อพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 4,487,770 บาท ต่อมาในคดีอาญาศาลชั้นต้นพิพากษาว่าโจทก์มีความผิดฐานเบิกความเท็จในคดีนี้ลงโทษจำคุก 1 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คำพิพากษาในคดีนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะมิได้ถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 จึงเป็นคำพิพากษาที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 นอกจากนั้น เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2552 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดโจทก์ ต่อมาวันที่ 28 มิถุนายน 2553 ศาลล้มละลายกลางพิพากษาให้โจทก์เป็นบุคคลล้มละลาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจกระทำการใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สิน เว้นแต่จะได้รับความยินยอมหรือตามคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ผู้จัดการทรัพย์ หรือที่ประชุมเจ้าหนี้ แม้ต่อมาเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ประกาศปลดโจทก์จากการเป็นบุคคลล้มละลายเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2558 แต่สิทธิในการบังคับคดีเกี่ยวกับทรัพย์สินที่มีอยู่ก่อนเป็นบุคคลล้มละลายเป็นอำนาจตามกฎหมายของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ โจทก์ไม่มีอำนาจบังคับคดี ทั้งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มิได้เข้าบังคับคดีแทนโจทก์ การที่โจทก์ขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2560 และร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 64138 แขวงแสนแสบ เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2560 ซึ่งเป็นที่ดินที่โจทก์ขอให้ยึดไว้ตามหมายบังคับคดีฉบับลงวันที่ 20 มิถุนายน 2554 และศาลมีคำพิพากษาให้เพิกถอนแล้ว เป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22 และ 24 ขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดีและเพิกถอนการยึดทรัพย์ที่ดินโฉนดเลขที่ 64138 แขวงแสนแสบ เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร โจทก์และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำคัดค้านทำนองเดียวกันว่า คำพิพากษาของศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว และคดีนี้กับคดีอาญาตามคำร้องมิใช่คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดโจทก์เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2552 และพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2553 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ประกาศปลดโจทก์จากการเป็นบุคคลล้มละลายเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2558 ต่อมาวันที่ 29 มีนาคม 2560 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดประชุมเจ้าหนี้ครั้งอื่น (ครั้งที่ 1) เพื่อปรึกษาว่าจะให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการบังคับคดีแก่คดีนี้ต่อไปหรือไม่ ที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการบังคับคดีต่อไปและแต่งตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด เจ้าหนี้รายที่ 6 เป็นเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ใหม่แทนเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์เดิม การยื่นคำร้องขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีและนำยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 64138 แขวงแสนแสบ เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2560 ของโจทก์เป็นการกระทำใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินโดยความเห็นชอบของที่ประชุมเจ้าหนี้เพราะแม้โจทก์ปลดจากการล้มละลายแล้วก็ยังมีหน้าที่ช่วยในการจำหน่ายและแบ่งทรัพย์สินของตนซึ่งตกอยู่กับเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ต้องการตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 79 การบังคับคดีชอบแล้ว ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มาตรา 22 และ 24 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 เมื่อศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้แล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวมีอำนาจจัดการและจำหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้ เก็บรวบรวมและรับเงินหรือทรัพย์สินซึ่งจะตกได้แก่ลูกหนี้ หรือซึ่งลูกหนี้มีสิทธิจะได้รับจากผู้อื่น ทั้งห้ามมิให้ลูกหนี้กระทำการใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินหรือกิจการของตน เว้นแต่จะได้กระทำตามคำสั่งหรือความเห็นชอบของศาล เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ผู้จัดการทรัพย์ หรือที่ประชุมเจ้าหนี้ ส่วนที่โจทก์ได้รับการปลดจากล้มละลายเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2558 คงมีผลทำให้โจทก์พ้นจากการเป็นบุคคลล้มละลายและมีอำนาจจัดการทรัพย์สินหรือกิจการของตนที่ได้มาหลังจากปลดจากล้มละลาย ส่วนการจัดการทรัพย์สินอันอาจแบ่งได้ในคดีล้มละลาย ซึ่งยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยังคงมีอำนาจในการจัดการจำหน่ายเพื่อนำมาชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ทั้งหลาย แต่ทั้งนี้โจทก์ยังมีหน้าที่ช่วยในการจำหน่ายและแบ่งทรัพย์สินของตนซึ่งตกอยู่กับเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ตามที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ต้องการตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 79 ข้อเท็จจริงได้ความว่า ก่อนที่จะมีการขอออกหมายบังคับคดีในวันที่ 2 มีนาคม 2560 โจทก์ซึ่งเป็นลูกหนี้ในคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ ล.9748/2552 ของศาลล้มละลายกลาง ได้ขอออกหมายบังคับคดีเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2554 และนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 64138 แขวงแสนแสบเขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร จำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการบังคับคดีดังกล่าว ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า การที่โจทก์ดำเนินการขอออกหมายบังคับคดีด้วยตนเองเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2554 เป็นการกระทำโดยไม่มีอำนาจให้เพิกถอนการบังคับคดีและให้ถอนการยึดที่ดินดังกล่าวตามคำสั่งของศาลชั้นต้นลงวันที่ 30 กันยายน 2559 ต่อมาในคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ ล.9748/2552 เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2560 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เสนอให้ที่ประชุมเจ้าหนี้พิจารณาว่า ประสงค์จะบังคับคดีแพ่งในคดีนี้ต่อไปหรือไม่ ที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติให้ดำเนินการบังคับคดีแพ่งต่อไป โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด เจ้าหนี้รายที่ 6 เป็นผู้รับมอบอำนาจจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ และในวันที่ 4 พฤษภาคม 2560 ที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด เจ้าหนี้รายที่ 6 เป็นโจทก์ในคดีนี้แทนโจทก์เดิม และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้แจ้งให้ที่ประชุมเจ้าหนี้ทราบว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ได้รับแจ้งจากเจ้าพนักงานบังคับคดีว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีสำนักงานบังคับคดีกรุงเทพมหานคร เขตพื้นที่ 3 ได้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 64138 แขวงแสนแสบ เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร มีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ไว้แล้วที่ประชุมเจ้าหนี้รับทราบ ดังนี้ การที่โจทก์ขอออกหมายบังคับคดีเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2560 และนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 64138 แขวงแสนแสบ เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2560 จึงเป็นการกระทำที่สอดคล้องกับมติของที่ประชุมเจ้าหนี้ที่มีมติให้บังคับคดีนี้ต่อไปโดยมอบหมายให้เจ้าหนี้รายที่ 6 เป็นผู้รับมอบอำนาจและการที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รับทราบการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 64138 ของจำเลยและยื่นคำคัดค้านในคดีนี้แสดงว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยินยอมในการกระทำดังกล่าว และถือว่าการนำยึดที่ดินดังกล่าวของโจทก์เป็นการช่วยเหลือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในการจัดการทรัพย์สินอันอาจแบ่งได้ในคดีล้มละลายที่ยังค้างอยู่ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 79 ตามที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ต้องการและเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของมติที่ประชุมเจ้าหนี้ จึงไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนหมายบังคับคดีและการบังคับคดี คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยอ้างมีข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ แนวคำถาม - ธงคำตอบ ข้อ 1 ในกรณีที่โจทก์เคยฟ้องจำเลยเรียกค่าสินจ้างและชนะคดีจนมีคำพิพากษาถึงที่สุด แต่ภายหลังโจทก์ถูกสั่งพิทักษ์ทรัพย์และถูกพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย ต่อมากลับมีการยื่นขอออกหมายบังคับคดีและนำยึดที่ดินของจำเลยโดยโจทก์เอง ก่อนที่ที่ประชุมเจ้าหนี้จะมีมติรับรองการดำเนินการดังกล่าว จำเลยอ้างว่าโจทก์ไม่มีอำนาจจัดการทรัพย์สินใด ๆ เพราะเป็นบุคคลล้มละลาย การดำเนินการของโจทก์จึงเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.ล้มละลาย ควรเพิกถอนหมายบังคับคดี ให้พิจารณาว่าการยื่นขอออกหมายบังคับคดีของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ธงคำตอบ การที่โจทก์ถูกพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย ย่อมเป็นเหตุให้ทรัพย์สินทั้งหมดของโจทก์ตกอยู่ในอำนาจจัดการของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามมาตรา 22 และ 24 แห่ง พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 ห้ามลูกหนี้ล้มละลายกระทำการใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สิน เว้นแต่ได้รับอนุญาตหรือความเห็นชอบของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หรือที่ประชุมเจ้าหนี้ อย่างไรก็ดี เมื่อที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติในเวลาต่อมาว่าควรดำเนินการบังคับคดีต่อไป และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้แสดงการยินยอมโดยรับทราบผลการยึดทรัพย์แล้ว การดำเนินการยึดทรัพย์ของโจทก์จึงถือว่าเป็นการช่วยเหลือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในการจัดการทรัพย์อันอาจแบ่งได้ในคดีล้มละลายตามมาตรา 79 แม้โจทก์จะกระทำก่อนการประชุมเจ้าหนี้ แต่เมื่อมีมติรับรองภายหลัง การกระทำดังกล่าวย่อมชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นเหตุเพิกถอนหมายบังคับคดี ข้อ 2 จำเลยอ้างว่าโจทก์ได้เบิกความเท็จในคดีแพ่งเดิมจนถูกพิพากษาลงโทษในคดีอาญา ทำให้คำพิพากษาแพ่งที่ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์เป็นคำพิพากษาที่ผิดระเบียบและควรถูกเพิกถอน โดยอาศัยบทบัญญัติมาตรา 46 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ให้พิจารณาว่าคดีแพ่งนี้จะต้องยึดถือข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาคดีอาญาหรือไม่ ธงคำตอบ แม้ว่าศาลอาญาจะพิพากษาลงโทษโจทก์ฐานเบิกความเท็จในคดีแพ่งเดิม แต่การบังคับใช้มาตรา 46 ป.วิ.อาญา ต้องเป็นกรณีที่คดีอาญาและคดีแพ่งเป็นคดีที่เกี่ยวเนื่องกันโดยตรง กล่าวคือ ข้อเท็จจริงที่เป็นองค์ประกอบความผิดทางอาญาต้องเกี่ยวข้องกับสิทธิเรียกร้องในคดีแพ่งโดยตรง ซึ่งในคดีนี้ คดีอาญาเรื่องเบิกความเท็จเป็นการลงโทษพยานผู้ให้ถ้อยคำอันเป็นเท็จในกระบวนพิจารณา ไม่ได้เป็นการวินิจฉัยว่าหนี้ค่าสินจ้างที่จำเลยต้องชำระไม่มีอยู่จริงหรือขัดกับผลคำพิพากษาคดีแพ่ง จึงไม่อาจถือเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาตามมาตรา 46 ป.วิ.อาญา ศาลแพ่งจึงไม่จำต้องยึดข้อเท็จจริงในคดีอาญามาเป็นข้อยุติ และคำพิพากษาแพ่งยังคงชอบด้วยกฎหมาย ข้อ 3 ภายหลังโจทก์ได้รับการปลดล้มละลายแล้ว โจทก์ยื่นขอออกหมายบังคับคดีและขอนำยึดที่ดินของจำเลย จำเลยอ้างว่าแม้โจทก์จะปลดล้มละลาย แต่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับคดีล้มละลายยังไม่เสร็จสิ้นทำให้โจทก์ไม่มีอำนาจดำเนินการบังคับคดีใด ๆ อีกต่อไป ให้พิจารณาว่าการปลดล้มละลายมีผลอย่างไรต่ออำนาจของลูกหนี้ในการบังคับคดี ธงคำตอบ การปลดล้มละลายตามมาตรา 71 พ.ร.บ.ล้มละลาย แม้ทำให้ลูกหนี้พ้นจากสถานะบุคคลล้มละลายและมีสิทธิกลับมาจัดการทรัพย์สินที่ได้มาหลังปลดล้มละลาย แต่ไม่ทำให้การจัดการทรัพย์สินที่เป็น “ทรัพย์สินอันอาจแบ่งได้ในคดีล้มละลาย” สิ้นสุดลง ทรัพย์สินดังกล่าวยังคงอยู่ในอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จนกว่าจะจัดแบ่งเสร็จสมบูรณ์ ลูกหนี้ยังมีหน้าที่ตามมาตรา 79 ต้องช่วยเหลือในการจำหน่ายหรือแบ่งทรัพย์สินดังกล่าว การที่โจทก์ยื่นขอออกหมายบังคับคดีภายใต้ความเห็นชอบของที่ประชุมเจ้าหนี้และการยินยอมของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ จึงไม่ใช่การใช้อำนาจจัดการทรัพย์ในนามของตนเอง แต่เป็นการกระทำเพื่อช่วยให้การดำเนินคดีล้มละลายสำเร็จ จึงชอบด้วยกฎหมาย ข้อ 4 ให้พิจารณาว่า มติที่ประชุมเจ้าหนี้มีผลทางกฎหมายอย่างไรต่อการดำเนินการบังคับคดีแพ่งในคดีนี้ และเหตุใดศาลฎีกาจึงเห็นว่าโจทก์สามารถดำเนินการยึดทรัพย์ได้โดยชอบ แม้การยึดจะเกิดขึ้นก่อนการประชุมเจ้าหนี้ ธงคำตอบ ที่ประชุมเจ้าหนี้มีอำนาจตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 ในการกำหนดแนวทางการจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ รวมถึงการดำเนินการบังคับคดีแพ่งต่อทรัพย์สินเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่เจ้าหนี้โดยส่วนรวม มติที่ประชุมเจ้าหนี้จึงเป็นแหล่งอำนาจสำคัญตามกฎหมาย เมื่อที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติให้ดำเนินการบังคับคดีต่อไป และแต่งตั้งเจ้าหนี้รายที่ 6 เป็นผู้รับมอบอำนาจ การกระทำที่โจทก์ดำเนินการก่อนหน้านี้จึงถือว่าเป็นการดำเนินการที่ถูกต้องเมื่อมีการรับรองโดยมติภายหลัง ประกอบกับเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้เข้ามารับทราบการยึดทรัพย์และยื่นคำคัดค้านในคดีนี้ แสดงถึงการยินยอมอย่างชัดแจ้ง ศาลฎีกาจึงเห็นว่าการยึดทรัพย์ดังกล่าวสอดคล้องกับเจตนาของกฎหมายล้มละลายและไม่เป็นเหตุเพิกถอน ข้อ 5 ในกรณีที่จำเลยขอให้ศาลเพิกถอนการยึดทรัพย์ โดยอ้างว่าการยึดทรัพย์ครั้งก่อนเคยถูกเพิกถอนไปแล้วตามคำสั่งศาล และการยึดทรัพย์ครั้งใหม่ก็อาศัยหมายบังคับคดีฉบับเดิม จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้พิจารณาว่าการยึดทรัพย์ครั้งหลังชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ธงคำตอบ แม้การยึดทรัพย์ครั้งแรกที่โจทก์ดำเนินการก่อนปลดล้มละลายจะถูกเพิกถอนไปแล้ว เนื่องจากเป็นการกระทำที่โจทก์ไม่มีอำนาจในขณะเป็นบุคคลล้มละลาย แต่การยึดทรัพย์ครั้งหลังเป็นการยึดภายใต้เงื่อนไขใหม่ กล่าวคือ มีมติที่ประชุมเจ้าหนี้กำหนดชัดเจนว่าให้ดำเนินการบังคับคดีต่อไป และมีการแต่งตั้งเจ้าหนี้รายที่ 6 เป็นผู้รับมอบอำนาจโดยชอบ อีกทั้งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้แสดงเจตนายินยอมโดยรับทราบการยึดทรัพย์ การยึดครั้งหลังจึงเป็นการดำเนินการในฐานะความร่วมมือของลูกหนี้ตามมาตรา 79 เพื่อให้การจัดการทรัพย์ที่ยังคงอยู่ในคดีล้มละลายสำเร็จ จึงไม่เป็นผลสืบเนื่องจากการยึดครั้งเดิมที่ถูกเพิกถอน และเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย |




