ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ขาดนัดพิจารณาแล้วศาลพิจารณาฝ่ายเดียวได้หรือไม่? การสืบพยานผ่านระบบออนไลน์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และสิทธิจำเลยในคดีล้มละลายเป็นอย่างไร

ขาดนัดพิจารณาแล้วศาลพิจารณาฝ่ายเดียวได้หรือไม่, การสืบพยานผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่, คดีล้มละลายขาดนัดพิจารณาผลทางกฎหมาย, สิทธิจำเลยเมื่อไม่มาศาลในวันนัด, ศาลมีอำนาจพิจารณาฝ่ายเดียวหรือไม่, วิธีพิจารณาคดีล้มละลายมาตรา15วรรคสอง, การถือว่าทราบนัดโดยปริยาย, พิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดคืออะไร, ผู้ค้ำประกันรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม, การรับช่วงสิทธิไล่เบี้ย, การสืบพยานออนไลน์ในศาล, กระบวนพิจารณาที่ชอบด้วยกฎหมาย, สิทธิในการต่อสู้คดีของจำเลย,

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับหลักการสำคัญในกระบวนพิจารณาคดีล้มละลาย โดยเฉพาะกรณีที่จำเลยไม่มาศาลตามกำหนดนัดและไม่ได้ยื่นคำให้การ อันก่อให้เกิดประเด็นว่าศาลสามารถดำเนินกระบวนพิจารณาฝ่ายเดียวได้หรือไม่ รวมถึงปัญหาว่าการสืบพยานผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์โดยที่จำเลยไม่ได้ร้องขอเองนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ คดีนี้จึงเป็นแนวทางสำคัญในการตีความมาตรา 15 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายฯ และข้อกำหนดเกี่ยวกับวิธีพิจารณาคดีทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีผลโดยตรงต่อสิทธิในการต่อสู้คดีของคู่ความ และความชอบด้วยกระบวนพิจารณาในยุคดิจิทัล

ข้อเท็จจริงของคดี

โจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกันได้ชำระหนี้แทนลูกหนี้ให้แก่ธนาคาร และใช้สิทธิไล่เบี้ยฟ้องจำเลยทั้งสาม ต่อมาฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยทั้งสามเด็ดขาด จำเลยทั้งสามไม่ยื่นคำให้การและไม่มาศาลตามกำหนดนัด ศาลจึงพิจารณาคดีฝ่ายเดียวและมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์

ประเด็นข้อกฎหมาย

(1) จำเลยไม่มาศาล ศาลพิจารณาฝ่ายเดียวได้หรือไม่

(2) การสืบพยานผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์โดยศาลอนุญาตเอง ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

(3) มีเหตุเพิกถอนกระบวนพิจารณาหรือไม่

คำวินิจฉัยของศาลฎีกา

ศาลวินิจฉัยว่า

จำเลยทราบนัดโดยชอบแล้ว แม้ไม่มาศาลก็ถือว่าทราบกระบวนพิจารณา

ศาลสามารถพิจารณาฝ่ายเดียวได้

การสืบพยานผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ไม่ทำให้จำเลยเสียสิทธิ

ไม่มีเหตุเพิกถอนกระบวนพิจารณา

วิเคราะห์หลักกฎหมาย

มาตรา 15 วรรคสอง มีเจตนารมณ์เพื่อป้องกันการถ่วงเวลาคดี หากคู่ความไม่มาศาล ให้ถือว่าทราบนัดโดยปริยาย เพื่อให้กระบวนพิจารณาดำเนินต่อไปได้อย่างรวดเร็ว

การพิจารณาผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เป็นการปรับตัวของกระบวนการยุติธรรมให้สอดคล้องกับเทคโนโลยี โดยเน้น “ความสะดวก รวดเร็ว และเที่ยงธรรม” เป็นหลัก

แนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง

แนวคำพิพากษาศาลฎีกายืนหลักว่า หากคู่ความไม่ใช้สิทธิของตนเอง เช่น ไม่ยื่นคำให้การ หรือไม่มาศาล ย่อมไม่อาจอ้างภายหลังว่ากระบวนพิจารณาไม่ชอบได้ เว้นแต่พิสูจน์ได้ว่าถูกตัดสิทธิโดยมิชอบ

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

   มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยทั้งสามเด็ดขาด และให้จำเลยรับผิดค่าฤชาธรรมเนียม

2. ศาลอุทธรณ์

   พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เห็นว่ากระบวนพิจารณาชอบแล้ว

3. ศาลฎีกา

   พิพากษายืน เห็นว่าจำเลยทราบนัดโดยชอบ ขาดนัดเอง และการสืบพยานทางอิเล็กทรอนิกส์ไม่กระทบสิทธิในการต่อสู้คดี

ข้อคิดทางกฎหมาย

หลักกฎหมายสำคัญของคดีนี้ยืนยันว่า “สิทธิในการต่อสู้คดีเป็นสิทธิที่ต้องใช้โดยสุจริตและภายในกรอบเวลา” หากคู่ความละเลยไม่ใช้สิทธิของตน ย่อมไม่อาจนำมาเป็นเหตุเพิกถอนกระบวนพิจารณาในภายหลังได้ อีกทั้งยังสะท้อนถึงแนวโน้มของศาลในการยอมรับเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรม โดยไม่กระทบต่อหลักความเป็นธรรม

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้

ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการตีความว่า “การขาดนัดพิจารณา” ทำให้ศาลสามารถดำเนินกระบวนพิจารณาฝ่ายเดียวได้หรือไม่ และ “การสืบพยานผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์” กระทบสิทธิจำเลยหรือไม่

มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ ด้านล่างนี้คือ 2 key words ที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1. ขาดนัดพิจารณา

   หมายถึงการที่คู่ความไม่มาศาลตามกำหนดนัด ซึ่งกฎหมายถือว่าได้ทราบกระบวนพิจารณาแล้ว ส่งผลให้ศาลสามารถพิจารณาคดีต่อไปได้โดยไม่ต้องรอ

2. วิธีพิจารณาทางอิเล็กทรอนิกส์

   เป็นกระบวนพิจารณาที่ศาลสามารถใช้ได้เพื่อความรวดเร็ว โดยไม่ถือว่าเป็นการตัดสิทธิจำเลย หากยังมีโอกาสใช้สิทธิได้

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. คำถาม-การขาดนัดพิจารณาทำให้แพ้คดีทันทีหรือไม่

   คำตอบ

   การขาดนัดพิจารณาไม่ได้หมายความว่าแพ้คดีโดยอัตโนมัติ แต่ทำให้ศาลมีอำนาจพิจารณาคดีฝ่ายเดียว โดยอาศัยพยานหลักฐานของฝ่ายที่มาศาลเป็นหลัก หากพยานหลักฐานเพียงพอ ศาลอาจพิพากษาให้ฝ่ายที่ขาดนัดแพ้คดีได้ อย่างไรก็ตาม หากยังมีช่องทางตามกฎหมาย เช่น การขอพิจารณาใหม่หรืออุทธรณ์ตามเงื่อนไข ก็อาจแก้ไขผลของคดีได้ แต่โดยหลักแล้วการไม่มาศาลถือเป็นการเสียเปรียบอย่างมีนัยสำคัญ

2. คำถาม-ศาลสามารถสืบพยานผ่านระบบออนไลน์ได้โดยไม่ต้องให้จำเลยยินยอมหรือไม่

   คำตอบ

   ศาลมีอำนาจกำหนดให้ใช้วิธีพิจารณาคดีผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ หากเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อความสะดวก รวดเร็ว และเที่ยงธรรม แม้จำเลยไม่ได้ร้องขอเองก็ไม่เป็นปัญหา หากการดำเนินกระบวนพิจารณาดังกล่าวไม่กระทบต่อสิทธิในการต่อสู้คดี เช่น ยังสามารถถามค้านหรือเสนอพยานได้ การใช้ระบบออนไลน์จึงถือว่าชอบด้วยกฎหมาย

3. คำถาม-การที่จำเลยไม่ยื่นคำให้การมีผลอย่างไรต่อรูปคดี

   คำตอบ

   การไม่ยื่นคำให้การถือเป็นการไม่ใช้สิทธิในการโต้แย้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายของโจทก์ ซึ่งในคดีแพ่งและคดีล้มละลายย่อมทำให้ศาลสามารถรับฟังข้อเท็จจริงตามคำฟ้องเป็นหลักได้ หากข้อเท็จจริงนั้นไม่ขัดต่อกฎหมายหรือความสงบเรียบร้อยของประชาชน ย่อมมีแนวโน้มสูงที่ศาลจะพิพากษาไปตามคำขอของโจทก์ การไม่ยื่นคำให้การจึงส่งผลเสียอย่างมีนัยสำคัญต่อรูปคดี เพราะทำให้จำเลยเสียโอกาสในการนำพยานหลักฐานเข้าหักล้างข้อกล่าวหา รวมถึงไม่สามารถยกข้อต่อสู้ เช่น อายุความ การหักกลบลบหนี้ หรือข้อจำกัดความรับผิดขึ้นต่อสู้ได้อย่างเต็มที่

4. คำถาม-หลัก “ถือว่าทราบกระบวนพิจารณาแล้ว” ตามกฎหมายล้มละลายมีความหมายอย่างไร

   คำตอบ

   หลักการตามมาตรา 15 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายฯ มีเจตนารมณ์เพื่อป้องกันการถ่วงเวลาคดี โดยบัญญัติให้แม้คู่ความไม่มาศาลในนัดใด ก็ให้ถือว่าทราบกระบวนพิจารณาในนัดนั้นแล้ว หลักนี้เป็น “ข้อสันนิษฐานโดยกฎหมาย” (legal presumption) ที่ตัดปัญหาการอ้างว่าไม่ทราบนัดในภายหลัง ซึ่งแตกต่างจากคดีแพ่งทั่วไปที่ต้องพิจารณาเรื่องการส่งหมายอย่างเคร่งครัด ดังนั้นในคดีล้มละลาย คู่ความจึงมีหน้าที่ต้องติดตามคดีอย่างใกล้ชิด มิฉะนั้นจะเสียสิทธิในการต่อสู้คดีโดยปริยาย

5. คำถาม-การสืบพยานผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์กระทบหลักการพิจารณาคดีโดยเปิดเผยหรือไม่

   คำตอบ

   การพิจารณาคดีผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์มิได้ขัดต่อหลักการพิจารณาคดีโดยเปิดเผย หากศาลจัดให้มีระบบที่สามารถตรวจสอบได้ โปร่งใส และเปิดโอกาสให้คู่ความเข้าร่วมอย่างเท่าเทียม หลักสำคัญคือ “ความเป็นธรรมเชิงกระบวนการ” (procedural fairness) ไม่ใช่รูปแบบของการพิจารณา ดังนั้นแม้จะเป็นการสืบพยานผ่านจอภาพ แต่หากคู่ความยังสามารถถามค้าน นำพยาน และเข้าร่วมกระบวนการได้ ย่อมถือว่าไม่กระทบสิทธิขั้นพื้นฐานแต่อย่างใด

6. คำถาม-หากจำเลยอ้างว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการสืบพยานออนไลน์ ศาลจะพิจารณาอย่างไร

   คำตอบ

   ศาลจะพิจารณาจากข้อเท็จจริงว่า การสืบพยานดังกล่าวทำให้จำเลยเสียสิทธิในการต่อสู้คดีจริงหรือไม่ เช่น ถูกจำกัดสิทธิในการถามค้าน ไม่สามารถเข้าร่วมการพิจารณา หรือมีข้อบกพร่องทางเทคนิคที่ส่งผลต่อสาระสำคัญของคดี หากเป็นเพียงข้ออ้างทั่วไปโดยไม่มีหลักฐานยืนยัน ศาลมักไม่รับฟัง เนื่องจากหลักกฎหมายยึดถือว่า “ต้องมีความเสียหายอย่างแท้จริง” จึงจะเป็นเหตุเพิกถอนกระบวนพิจารณาได้

7. คำถาม-สิทธิไล่เบี้ยของผู้ค้ำประกันเกิดขึ้นเมื่อใด

   คำตอบ

   สิทธิไล่เบี้ยของผู้ค้ำประกันเกิดขึ้นเมื่อผู้ค้ำประกันได้ชำระหนี้แทนลูกหนี้ตามสัญญาค้ำประกันแล้ว โดยกฎหมายให้ผู้ค้ำประกันรับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้เดิม สามารถเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระคืนได้เต็มจำนวนที่ตนได้ชำระไป รวมถึงดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง หลักการนี้มีพื้นฐานจากความเป็นธรรมเพื่อป้องกันมิให้ลูกหนี้ได้รับประโยชน์โดยไม่ชอบจากการที่ผู้อื่นชำระหนี้แทน

8. คำถาม-การพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดมีผลทางกฎหมายอย่างไรต่อจำเลย

   คำตอบ

   การพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเป็นมาตรการสำคัญในคดีล้มละลายที่ทำให้ลูกหนี้สูญเสียอำนาจจัดการทรัพย์สินของตน โดยทรัพย์สินทั้งหมดจะตกอยู่ภายใต้การจัดการของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เพื่อนำไปชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ตามลำดับ การกระทำใด ๆ ของลูกหนี้เกี่ยวกับทรัพย์สินภายหลังคำสั่งดังกล่าวอาจไม่มีผลผูกพันเจ้าหนี้ นอกจากนี้ยังส่งผลต่อความน่าเชื่อถือทางเครดิตและสถานะทางกฎหมายของลูกหนี้โดยรวม

ส่วนวิเคราะห์เชิงลึก 

1. หลักความสมดุลระหว่าง “ความรวดเร็ว” กับ “ความเป็นธรรม”

คดีนี้สะท้อนแนวโน้มของศาลไทยในการให้ความสำคัญโดยเฉพาะในคดีล้มละลายซึ่งเกี่ยวข้องกับเจ้าหนี้จำนวนมาก หากปล่อยให้คู่ความถ่วงเวลาได้ง่าย ย่อมกระทบระบบเศรษฐกิจโดยรวม

2. หลักการ “เสียสิทธิด้วยตนเอง” 

การไม่มาศาลและไม่ยื่นคำให้การถือเป็นการ “สละสิทธิในทางปริยาย” ซึ่งศาลฎีกายึดถือมาโดยตลอดว่า คู่ความไม่อาจใช้ความบกพร่องของตนเองเป็นเหตุล้มกระบวนพิจารณา

3. การยอมรับเทคโนโลยีในกระบวนยุติธรรม

คำพิพากษานี้ยืนยันว่าการพิจารณาคดีผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์เป็นส่วนหนึ่งของ “due process” ในยุคใหม่ ไม่ใช่ข้อยกเว้น แต่เป็นรูปแบบปกติที่กฎหมายรองรับแล้ว

IRAC วิเคราะห์คดี

Issue (ประเด็นปัญหา)

จำเลยขาดนัดพิจารณาและไม่ได้ยื่นคำให้การ ศาลสามารถพิจารณาฝ่ายเดียวได้หรือไม่ และการสืบพยานผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

Rule (หลักกฎหมาย)

มาตรา 15 วรรคสอง กำหนดให้ถือว่าคู่ความทราบกระบวนพิจารณาแล้ว และข้อกำหนดศาลฎีกาเกี่ยวกับวิธีพิจารณาทางอิเล็กทรอนิกส์อนุญาตให้ศาลใช้ดุลพินิจกำหนดวิธีพิจารณาได้

Application (การปรับใช้กฎหมาย)

จำเลยทราบนัดโดยชอบแต่ไม่มาศาล จึงถือว่าทราบกระบวนพิจารณาแล้ว ศาลจึงพิจารณาฝ่ายเดียวได้ และการสืบพยานออนไลน์ไม่ทำให้เสียสิทธิ

Conclusion (ข้อสรุป)

กระบวนพิจารณาชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีเหตุเพิกถอน

English Summary 

This Supreme Court ruling addresses key procedural issues in bankruptcy litigation, particularly whether the court may proceed ex parte when defendants fail to appear, and whether electronic hearings comply with due process. The Court held that under the law, defendants are deemed to have acknowledged the proceedings even if absent. Therefore, the court may lawfully continue the trial without them. Furthermore, electronic witness examination is valid if it does not impair the parties’ rights to present evidence and cross-examine witnesses. The ruling reinforces the principles of procedural efficiency, waiver of rights by inaction, and the integration of digital technology into judicial processes.

  ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

         เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5217/2566

จำเลยทั้งสามรับทราบกำหนดนัดพิจารณาในวันที่ 15 มิถุนายน 2564 โดยชอบแล้วไม่มาศาล ในวันนัดทนายโจทก์แถลงขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนคดีไปพิจารณาวันที่ 26 สิงหาคม 2564 ซึ่งตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 15 วรรคสอง กำหนดว่า ในกรณีที่คู่ความไม่มาศาลในนัดใดไม่ว่าจะได้รับอนุญาตจากศาลหรือไม่ ให้ถือว่าคู่ความนั้นได้ทราบกระบวนพิจารณาของศาลในนัดนั้นแล้ว จึงต้องถือว่าจำเลยทั้งสามทราบกำหนดนัดพิจารณาในวันที่ 26 สิงหาคม 2564 โดยชอบแล้ว เมื่อจำเลยทั้งสามไม่มาศาลในวันนัดและศาลมีคำสั่งว่าจำเลยทั้งสามขาดนัดพิจารณาแล้วให้พิจารณาคดีโจทก์ไปฝ่ายเดียวจึงชอบด้วยกระบวนพิจารณาแล้ว

ในการพิจารณาคดีของศาลนั้น หากศาลเห็นว่าเพื่อให้การดำเนินกระบวนพิจารณาเป็นไปโดยสะดวก รวดเร็วและเที่ยงธรรม เมื่อศาลเห็นสมควรหรือคู่ความร้องขอ ศาลอาจกำหนดให้ดำเนินกระบวนพิจารณาด้วยวิธีพิจารณาคดีผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้ ตามข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2563 ข้อ 4 และข้อ 13 ประกอบกับการสืบพยานโจทก์ผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์นั้น ไม่ทำให้จำเลยทั้งสามเสียสิทธิในการต่อสู้คดีแต่อย่างใด หากจำเลยทั้งสามมาศาลในวันนัด จำเลยทั้งสามยังสามารถยื่นคำให้การ ถามค้านพยานโจทก์ตลอดจนนำพยานเข้าสืบในวันนัดได้ การที่ศาลล้มละลายกลางอนุญาตให้โจทก์สืบพยานผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าว จึงชอบด้วยกระบวนพิจารณาแล้ว ไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลล้มละลายกลาง

ฎีกาย่อ

โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยทั้งสามเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย โดยอ้างว่าโจทก์ได้ทำหนังสือค้ำประกันหนี้สินเชื่อเบิกเงินเกินบัญชีของจำเลยที่ 1 ต่อธนาคาร ท. วงเงิน 3,470,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ค้ำประกันในฐานะลูกหนี้ร่วม ต่อมาจำเลยทั้งสามผิดนัด ธนาคารจึงเรียกให้โจทก์ชำระหนี้ตามสัญญาค้ำประกัน โจทก์ชำระหนี้แทนเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2560 เป็นเงิน 3,470,000 บาท แล้วรับช่วงสิทธิไล่เบี้ยจากธนาคาร โดยรวมต้นเงินและดอกเบี้ยเป็น 4,393,073.97 บาท จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องรับผิดคนละ 1,464,357.99 บาท จำเลยทั้งสามไม่ยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลล้มละลายกลางจึงมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดตามมาตรา 14 ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน ต่อมาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสามทราบนัดพิจารณาโดยชอบแล้ว แม้วันแรกศาลเลื่อนคดี เมื่อจำเลยไม่มาศาลก็ต้องถือว่าทราบนัดใหม่ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายฯ มาตรา 15 วรรคสอง และเมื่อไม่มาศาลในวันนัด ศาลย่อมพิจารณาคดีฝ่ายเดียวได้โดยชอบ อีกทั้งการที่ศาลอนุญาตให้โจทก์สืบพยานผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ก็ไม่ตัดสิทธิจำเลยในการต่อสู้คดี เพราะหากจำเลยมาศาลก็ยังมีสิทธิยื่นคำให้การ ถามค้าน และนำพยานเข้าสืบได้ จึงไม่มีเหตุเพิกถอนกระบวนพิจารณา พิพากษายืน และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ 

ฎีกาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยทั้งสามเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยทั้งสามไม่ยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสามเด็ดขาด ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14 และให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยให้หักจากกองทรัพย์สินของจำเลยทั้งสาม เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสามฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2557 โจทก์ทำหนังสือค้ำประกันหนี้สินเชื่อเบิกเงินเกินบัญชีของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อธนาคาร ท. วงเงินไม่เกิน 3,470,000 บาท ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้รับอนุมัติสินเชื่อจากธนาคารดังกล่าวในวงเงิน 5,000,000 บาท มีจำเลยที่ 2 และที่ 3 ค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ต่อมาจำเลยทั้งสามผิดนัดชำระหนี้ ธนาคาร ท. ฟ้องจำเลยทั้งสามต่อศาลแพ่งเป็นคดีหมายเลขดำที่ ผบ.4525/2559 ต่อมาธนาคาร ท. มีหนังสือบอกกล่าวให้โจทก์ชำระหนี้ตามหนังสือค้ำประกัน เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2560 โจทก์ชำระหนี้ให้แก่ธนาคารดังกล่าว เป็นเงิน 3,470,000 บาท แล้ว โจทก์จึงรับช่วงสิทธิจากธนาคาร ท. ไล่เบี้ยให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินคืนโจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 21 มีนาคม 2560 จนถึงวันฟ้องจำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์บางส่วนคงเหลือดอกเบี้ย 923,073.97 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นเงิน 4,393,073.97 บาท จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องรับผิดเป็นสัดส่วนเท่าๆ กัน เป็นเงินคนละ 1,464,357.99 บาท

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามประการแรกมีว่า กรณีมีเหตุต้องเพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลล้มละลายกลางหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงได้ความโดยแจ้งชัดว่าจำเลยทั้งสามรับทราบกำหนดนัดพิจารณาในวันที่ 15 มิถุนายน 2564 โดยชอบแล้วจำเลยทั้งสามต้องมาศาลตามกำหนดนัด แต่จำเลยทั้งสามไม่มาศาลโดยไม่ได้แจ้งเหตุขัดข้องหรือขอเลื่อนคดี เมื่อทนายโจทก์แถลงว่ายังไม่ได้รับสัญญาค้ำประกันของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่ขอหมายเรียกจากธนาคาร ท. และเป็นเอกสารสำคัญ จึงขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วอนุญาตให้เลื่อนคดีไปพิจารณาวันที่ 26 สิงหาคม 2564 เช่นนี้ หากจำเลยทั้งสามมาศาลในวันนัดจำเลยทั้งสามย่อมทราบวันเวลาที่ศาลเลื่อนพิจารณาออกไปซึ่งตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 15 วรรคสอง กำหนดว่า ในกรณีที่คู่ความไม่มาศาลในนัดใดไม่ว่าจะได้รับอนุญาตจากศาลหรือไม่ ให้ถือว่าคู่ความนั้นได้ทราบกระบวนพิจารณาของศาลในนัดนั้นแล้ว ดังนี้กรณีจึงต้องถือว่าจำเลยทั้งสามทราบกำหนดนัดพิจารณาในวันที่ 26 สิงหาคม 2564 โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว เมื่อจำเลยทั้งสามไม่มาศาลในวันนัดพิจารณาวันที่ 26 สิงหาคม 2564 ที่ศาลมีคำสั่งว่าจำเลยทั้งสามขาดนัดพิจารณาแล้วให้พิจารณาคดีโจทก์ไปฝ่ายเดียวจึงชอบด้วยกระบวนพิจารณาแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามประการต่อมามีว่า การที่โจทก์มีคำร้องขอสืบพยานทางอิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบจอภาพ และศาลมีคำสั่งอนุญาต โดยจำเลยทั้งสามไม่ได้ยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ใช้วิธีพิจารณาคดีผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์จะชอบด้วยกระบวนพิจารณาหรือไม่นั้น เห็นว่า ในการพิจารณาคดีของศาลนั้น หากศาลเห็นว่าเพื่อให้การดำเนินกระบวนพิจารณาเป็นไปโดยสะดวก รวดเร็วและเที่ยงธรรม เมื่อศาลเห็นสมควรหรือคู่ความร้องขอ ศาลอาจกำหนดให้ดำเนินกระบวนพิจารณาด้วยวิธีพิจารณาคดีผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้ ตามข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2563 ข้อ 4 และข้อ 13 ประกอบกับการสืบพยานโจทก์ผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์นั้น ไม่ทำให้จำเลยทั้งสามเสียสิทธิในการต่อสู้คดีแต่อย่างใด หากจำเลยทั้งสามมาศาลในวันนัด จำเลยทั้งสามยังสามารถยื่นคำให้การ ถามค้านพยานโจทก์ตลอดจนนำพยานเข้าสืบในวันนัดได้ แต่กลับเป็นจำเลยทั้งสามที่ไม่ยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาเสียเอง การที่ศาลล้มละลายกลางอนุญาตให้โจทก์สืบพยานผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าว จึงชอบด้วยกระบวนพิจารณาแล้ว ไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลล้มละลายกลาง ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ

การเชื่อมโยงกับบทความ:

ในกรณีนี้ ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้วว่าจำเลยทั้งสามมีหนี้สินเกินกว่าทรัพย์สินและผิดนัดชำระหนี้ จึงมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสามเด็ดขาด การออกคำสั่งดังกล่าวเป็นไปตามหลักเกณฑ์ในมาตรา 14 โดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะมีหน้าที่จัดการทรัพย์สินเพื่อชำระหนี้แก่เจ้าหนี้

มาตรา 15

เนื้อหา

มาตรา 15 วรรคสอง ระบุว่า ในกรณีที่คู่ความฝ่ายใดไม่มาศาลตามกำหนดนัดพิจารณา ไม่ว่าจะได้รับอนุญาตจากศาลให้เลื่อนนัดหรือไม่ ให้ถือว่าคู่ความฝ่ายนั้นได้ทราบกระบวนพิจารณาในวันดังกล่าวแล้ว

การเชื่อมโยงกับบทความ:

ในกรณีนี้ จำเลยทั้งสามรับทราบกำหนดนัดพิจารณาวันที่ 15 มิถุนายน 2564 แต่ไม่มาศาล ศาลจึงเลื่อนนัดไปวันที่ 26 สิงหาคม 2564 ตามมาตรา 15 วรรคสอง ให้ถือว่าจำเลยทั้งสามทราบกำหนดนัดพิจารณาในวันที่ 26 สิงหาคม 2564 แม้จะไม่ได้มาศาลก็ตาม เมื่อจำเลยไม่มาศาลในวันดังกล่าว ศาลจึงสามารถพิจารณาคดีไปฝ่ายเดียวได้ การดำเนินกระบวนพิจารณานี้ชอบด้วยกฎหมายล้มละลาย

บทวิเคราะห์เพิ่มเติม

1.ความสำคัญของมาตรา 14:

มาตรา 14 เป็นหัวใจสำคัญของกระบวนพิจารณาคดีล้มละลาย เมื่อศาลเห็นว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว คำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเป็นจุดเริ่มต้นของการควบคุมทรัพย์สินลูกหนี้และการแบ่งทรัพย์สินให้เจ้าหนี้ตามกฎหมาย

2.ความสำคัญของมาตรา 15 วรรคสอง:

มาตรา 15 วรรคสอง เป็นหลักที่ช่วยให้กระบวนพิจารณาเป็นไปโดยต่อเนื่องและรวดเร็ว หากคู่ความฝ่ายใดไม่มาศาลโดยไม่มีเหตุอันสมควร ก็ยังถือว่าได้รับทราบกระบวนการพิจารณาอยู่ ทำให้ศาลสามารถดำเนินการต่อไปได้โดยไม่ต้องรอการเข้าร่วมของฝ่ายที่ไม่มาศาล

3.ผลกระทบต่อสิทธิของคู่ความ:

มาตรา 15 วรรคสอง สร้างความสมดุลระหว่างสิทธิของคู่ความและประสิทธิภาพของกระบวนพิจารณา แม้จำเลยไม่มาศาล แต่หากมาในวันนัดต่อไปก็ยังสามารถยื่นคำให้การหรือเข้าร่วมกระบวนการได้ อย่างไรก็ตาม หากขาดนัดโดยต่อเนื่อง การพิจารณาไปฝ่ายเดียวจะถือว่าชอบด้วยกฎหมาย

สรุป:

มาตรา 14 และมาตรา 15 ของพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายฯ มีบทบาทสำคัญในกระบวนการพิจารณาคดีล้มละลาย โดยมาตรา 14 เน้นการควบคุมทรัพย์สินของลูกหนี้ และมาตรา 15 เน้นการทำให้กระบวนการพิจารณาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเที่ยงธรรม แม้คู่ความจะขาดนัดพิจารณาก็ตาม

การขาดนัดพิจารณาคืออะไร

การขาดนัดพิจารณา หมายถึง การที่คู่ความฝ่ายหนึ่งไม่ปรากฏตัวต่อศาลตามกำหนดนัดพิจารณาคดี โดยไม่มีเหตุอันสมควรหรือไม่ได้รับอนุญาตจากศาลให้เลื่อนคดี การขาดนัดพิจารณาอาจเกิดขึ้นในกรณีใดกรณีหนึ่งดังต่อไปนี้:

1.คู่ความไม่ได้มายื่นคำให้การตามเวลาที่กำหนด

2.ไม่เข้าร่วมการไต่สวนหรือตอบคำถามศาลในวันนัดพิจารณา

3.ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลเกี่ยวกับการจัดส่งเอกสารหรือหลักฐานตามกำหนด

ผลทางกฎหมายของการขาดนัดพิจารณา

ผลของการขาดนัดพิจารณาขึ้นอยู่กับลักษณะของคดีและกระบวนพิจารณา โดยมีหลักการสำคัญที่ต้องพิจารณาดังนี้:

1.สำหรับฝ่ายโจทก์:

หากโจทก์ขาดนัดพิจารณา ศาลอาจมีคำสั่งยกฟ้องในกรณีที่ไม่สามารถดำเนินคดีต่อไปได้

2.สำหรับฝ่ายจำเลย:

หากจำเลยขาดนัดพิจารณาโดยไม่ยื่นคำให้การหรือไม่มาศาลตามกำหนด ศาลอาจพิจารณาคดีฝ่ายเดียวตามที่โจทก์ยื่นฟ้องไว้

3.กระบวนการพิจารณาที่ชอบด้วยกฎหมาย:

การขาดนัดพิจารณาไม่ทำให้กระบวนการพิจารณาสิ้นสุดลง หากศาลปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ในกฎหมาย เช่น การแจ้งกำหนดนัดให้คู่ความทราบโดยชอบ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้องกับการขาดนัดพิจารณา

1. โจทก์ยื่นฟ้องคดีล้มละลาย จำเลยขาดนัดพิจารณาหลายครั้งโดยไม่มีเหตุอันสมควร ศาลวินิจฉัยว่าการที่จำเลยไม่มาศาลเป็นการละเลยสิทธิในการต่อสู้คดี ศาลจึงมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดโดยชอบด้วยกระบวนพิจารณา

2. ในคดีที่โจทก์ฟ้องให้แบ่งทรัพย์มรดก จำเลยไม่มาศาลตามนัด ศาลจึงพิจารณาคดีฝ่ายเดียวและมีคำสั่งแบ่งทรัพย์ตามคำฟ้อง การขาดนัดของจำเลยทำให้ไม่สามารถนำพยานหรือหลักฐานมาโต้แย้งได้

3. ในคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยเรื่องละเมิด จำเลยขาดนัดพิจารณา ศาลมีคำสั่งให้โจทก์นำพยานเข้าสืบเพิ่มเติม การขาดนัดของจำเลยจึงไม่กระทบสิทธิในการฟังพยานและการพิจารณาเป็นไปโดยชอบ

4. จำเลยในคดีอาญาขาดนัดฟังคำสั่งศาลและไม่แจ้งเหตุอันสมควร ศาลพิจารณาตามเอกสารและพยานที่มีในสำนวน การดำเนินการดังกล่าวไม่กระทบกระบวนการยุติธรรม

5. ในคดีที่จำเลยขาดนัดพิจารณาและไม่ยื่นคำให้การ ศาลพิจารณาตามคำฟ้องของโจทก์และมีคำพิพากษาให้ชำระหนี้ การที่จำเลยไม่มาศาลโดยไม่มีเหตุอันสมควรถือเป็นการยอมรับข้อเท็จจริงที่โจทก์ยื่นฟ้อง

6. คดีเกี่ยวกับการบังคับคดี จำเลยขาดนัดพิจารณาโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลดำเนินการตามข้อเท็จจริงที่โจทก์นำเสนอ การพิจารณาฝ่ายเดียวเป็นไปโดยชอบตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลาย

ข้อสรุป

การขาดนัดพิจารณาอาจมีผลเสียต่อฝ่ายที่ไม่มาศาล ทำให้กระบวนพิจารณาดำเนินไปฝ่ายเดียวโดยไม่ได้รับการโต้แย้งจากคู่ความที่ขาดนัด การปฏิบัติตามขั้นตอนทางกฎหมายจึงสำคัญในการรักษาสิทธิและป้องกันผลเสียที่อาจเกิดขึ้นจากการขาดนัดพิจารณา




เกี่ยวกับคดีล้มละลาย

กฎหมายล้มละลายยื่นคำขอรับชำระหนี้พ้นกำหนดเวลาอุทธรณ์ได้หรือไม่ ศาลตีความสิทธิและข้อจำกัดอย่างไรตามหลักกฎหมาย
กระบวนการฟ้องล้มละลายจากคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการต่างประเทศและอำนาจเจ้าหนี้ article
การเพิกถอนการขายทอดตลาดเมื่อมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์และสิทธิของเจ้าหนี้มีประกัน
การบังคับคดีหลังพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด กฎหมายล้มละลายกับสิทธิของเจ้าหนี้มีประกัน(ฎีกา 593/2538)
กองทรัพย์สินของลูกหนี้ในคดีล้มละลาย (ฎีกาที่ 627/2542)
ศาลฎีกาวินิจฉัยเงื่อนไขการฟื้นฟูกิจการ: ลูกหนี้ขาดทุนต่อเนื่อง หนี้สินเพิ่มขึ้น และแผนฟื้นฟูไม่มีความเป็นรูปธรรม ศาลอาจยกคำร้องได้
ลูกหนี้พ้นล้มละลายแล้ว บังคับคดีได้หรือไม่? อำนาจเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และมติเจ้าหนี้มีผลอย่างไรตามกฎหมาย
ผู้ทำแผนฟื้นฟูกิจการยังมีสิทธิค่าตอบแทนหรือไม่หลังศาลยกเลิกฟื้นฟู วิเคราะห์อำนาจศาลและหลักเกณฑ์กำหนดค่าตอบแทนตามกฎหมายล้มละลาย
เจ้าหนี้มีประกัน “พลั้งเผลอ” ตาม มาตรา 97 พ.ร.บ.ล้มละลาย(ฎีกา 6390/2567)
การประนอมหนี้ภายหลังล้มละลายตาม พ.ร.บ. ล้มละลายฯ มาตรา 63(ฎีกา 3486/2568)
(ฎีกา 368/2568)สิทธิบริหารหนี้ & การสวมสิทธิ (มาตรา 7 พ.ร.ก.บริหารสินทรัพย์)
(ฎีกาที่ 3440/2567) การเพิกถอนรายงานความเห็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กับอำนาจร้องต่อศาล
การถอนการยึดทรัพย์ในคดีล้มละลายโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและการคิดค่าธรรมเนียม(ฎีกาที่ 6391/2567)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6722/2544 : สิทธิของเจ้าหนี้มีประกันตามมาตรา 95 และมาตรา 96 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8084/2567: หนี้ขาดอายุความหรือไม่? วิเคราะห์ข้อกฎหมายค้ำประกัน สัญญาสินเชื่อ และผลกระทบในคดีล้มละลาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 319/2568: การหักกลบลบหนี้ของลูกหนี้ในคดีฟื้นฟูกิจการ
หนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางอาคารชุด, สิทธิบุริมสิทธิของนิติบุคคลอาคารชุด, การจัดลำดับเจ้าหนี้ในคดีล้มละลาย
สิทธิตามสัญญาที่ลูกหนี้จะพึงได้รับมีภาระเกินควรกว่าประโยชน์ที่จะพึงได้(ฎีกาที่ 5220/2566)
หนี้สินล้นพ้นตัว, ฟ้องล้มละลายบุคคลธรรมดาหนี้สองล้านบาท, คำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด, (ฎีกาที่ 212/2567)
การขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย, ขั้นตอนการพิสูจน์หนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์(ฎีกาที่ 213/2567)
คดีล้มละลายยื่นคำขอรับชำระหนี้ล่าช้า, เหตุสุดวิสัยในการยื่นคำร้อง, การขยายเวลายื่นคำขอของเจ้าหนี้
การฟื้นฟูกิจการ, แผนฟื้นฟูกิจการล้มละลาย, การยกเลิกฟื้นฟูกิจการ,
เจ้าหนี้ฟ้องลูกหนี้ให้ล้มละลายได้โดยไม่ต้องฟ้องเป็นคดีแพ่งก่อน, การพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้เด็กขาด
การแก้ไขคำขอรับชำระหนี้, เจ้าหนี้มีประกันและไม่มีประกัน
ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดที่ดินในคดีล้มละลาย, ข้อกำหนดการตรวจสอบทรัพย์สินก่อนประมูล
ความผิดทางกฎหมายในการปกปิดสถานะล้มละลายห,ข้อกำหนดการแจ้งสถานะล้มละลายก่อนขอสินเชื่อ
อายุความสะดุดหยุดลงเมื่อเจ้าหนี้ได้ฟ้องคดีเพื่อตั้งหลักฐานสิทธิเรียกร้อง
มิได้มุ่งหมายให้เจ้าหนี้คนหนึ่งได้เปรียบเจ้าหนี้อื่น
สิทธิเหนือทรัพย์สินอันเป็นหลักประกัน
ลูกหนี้ซึ่งถูกพิทักษ์ทรัพย์ถูกฟ้องให้ส่งมอบรถยนต์
เจ้าหนี้ยึดทรัพย์ลูกหนี้ก่อนเจ้าหนี้ถูกพิทักษ์ทรัพย์
การขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย
ผลของการปลดจากล้มล้มละลาย | หนี้สินก่อนล้มละลาย
ผลของการประนอมหนี้ในคดีล้มละลาย
ลูกหนี้โอนทรัพย์สิน | ได้เปรียบแก่เจ้าหนี้อื่น
การปฏิบัติงานบังคับคดีล้มละลายของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
สั่งจ่ายเช็คหลังคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์มีผลอย่างไร?
การฟ้องคดีล้มละลาย จำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว
นำมูลหนี้เดิมมาฟ้องล้มละลายใหม่ไม่เป็นฟ้องซ้ำ
จำเลยได้รับการปลดจากล้มละลายแล้วหลุดพ้นจากหนี้ทั้งปวง
ลูกหนี้ไม่หลุดพ้นจากหนี้สินทั้งปวง
หน้าที่เสียภาษีเงินได้จากการขายทอดตลาด
คำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้
หลุดพ้นจากหนี้ทั้งปวงอันพึงขอรับชำระได้
คำฟ้องโจทก์ในคดีล้มละลายไม่ชอบ
เจ้าหนี้มีประกันในคดีล้มละลาย