
| ผู้พิพากษาคนเดียวลงโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือนในแต่ละกระทงได้ (ฎีกา 647/2567)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับอำนาจของผู้พิพากษาคนเดียวในการพิพากษาคดีอาญาที่มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี โดยเฉพาะประเด็นว่า “โทษสุทธิ” ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (5) หมายถึงโทษสุทธิในแต่ละกระทงความผิด มิใช่โทษรวมทั้งหมด ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าแม้เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วเกินหกเดือน แต่หากแต่ละกระทงไม่เกิน 6 เดือน ศาลชั้นต้นที่มีผู้พิพากษาคนเดียวก็ยังมีอำนาจพิพากษาได้ 🔸 สรุปข้อเท็จจริงของคดี โจทก์ฟ้องจำเลยฐานเล่นการพนันโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4, 5, 6, 10 และ 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91 พร้อมขอให้ริบของกลาง จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยกระทำผิด 7 กระทง ลงโทษจำคุกกระทงละ 4 เดือน และเนื่องจากจำเลยรับสารภาพ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เหลือกระทงละ 2 เดือน รวมจำคุก 14 เดือน และริบของกลาง จำเลยอุทธรณ์ ขอให้พิจารณาว่าผู้พิพากษาคนเดียวไม่มีอำนาจลงโทษจำคุกเกิน 6 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นรับฎีกาเฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย 🔸 ประเด็นข้อกฎหมาย โทษที่ “ผู้พิพากษาคนเดียว” มีอำนาจพิพากษาได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (5) หมายถึง “โทษสุทธิ” ในแต่ละกระทง หรือหมายถึง “โทษรวมทุกกระทง” 🔸 คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า ความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 12 (1) มีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่ 3 เดือน ถึง 3 ปี และปรับตั้งแต่ 500 บาท ถึง 5,000 บาท ซึ่งอยู่ในอัตราโทษที่ผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจพิจารณาได้ ส่วนคำว่า “โทษสุทธิ” หมายถึงโทษสุดท้ายในแต่ละกระทงความผิด หลังจากเพิ่มหรือลดโทษตามกฎหมายแล้ว ไม่ได้หมายถึงการรวมโทษทุกกระทง หากแต่ละกระทงไม่เกิน 6 เดือน ย่อมไม่เกินอำนาจของผู้พิพากษาคนเดียว แม้เมื่อรวมกันแล้วเกิน 6 เดือนก็ตาม ดังนั้น คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่มีผู้พิพากษาคนเดียวลงโทษจำเลยกระทงละ 2 เดือน จำนวน 7 กระทง รวม 14 เดือน จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน 🔸 การวิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมาย ประเด็นสำคัญของคดีนี้อยู่ที่การตีความคำว่า “โทษสุทธิ” ในบริบทของพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (5) ซึ่งศาลฎีกาได้วางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า • ต้องพิจารณาเป็นรายกระทง ไม่ใช่โทษรวมทั้งหมด • จุดประสงค์ของบทบัญญัติคือให้ผู้พิพากษาคนเดียวสามารถพิจารณาคดีอาญาที่ไม่ซับซ้อนและมีอัตราโทษไม่สูงได้ เพื่อความรวดเร็วในกระบวนการยุติธรรม • หากแต่ละกระทงมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน แม้รวมกันเกิน ก็ไม่กระทบต่ออำนาจของผู้พิพากษาคนเดียว แนววินิจฉัยนี้ช่วยสร้างความชัดเจนต่อเขตอำนาจของศาลชั้นต้น และสามารถนำไปใช้ในคดีที่มีหลายกรรมความผิด เช่น คดีลักทรัพย์หลายครั้ง หรือคดีละเมิดกฎหมายเฉพาะต่าง ๆ 🔸 สรุปข้อคิดทางกฎหมาย 1. การวินิจฉัยอำนาจผู้พิพากษาคนเดียวต้องดูโทษสุทธิ “รายกระทง” ไม่ใช่ “รวมทุกกระทง” 2. หลักการนี้ช่วยลดภาระของศาลและเพิ่มความรวดเร็วในกระบวนการยุติธรรม 3. ผู้ทำคดีควรระวังไม่ตีความเกินไปว่าการรวมโทษทำให้ศาลไม่มีอำนาจ 🔸 ตัวอย่างคำถามน่าสนใจจากคดีนี้ คำถามที่ 1: โทษสุทธิที่ศาลใช้ในการวินิจฉัยอำนาจผู้พิพากษาคนเดียว หมายถึงอะไร? คำตอบ: หมายถึงโทษสุดท้ายในแต่ละกระทงภายหลังจากการลดหรือเพิ่มโทษ ไม่ใช่โทษรวมทุกกระทง คำถามที่ 2: หากรวมโทษทุกกระทงแล้วเกิน 6 เดือน ศาลผู้พิพากษาคนเดียวจะมีอำนาจหรือไม่? คำตอบ: ยังคงมีอำนาจ หากแต่ละกระทงมีโทษไม่เกิน 6 เดือนตามมาตรา 25 (5) 🔸 คำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้องเพื่อเปรียบเทียบ 1. คำพิพากษาฎีกาที่ 1006/2559 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การรวมโทษในหลายกระทงไม่ทำให้เกินอำนาจผู้พิพากษาคนเดียว หากแต่ละกระทงมีโทษไม่เกิน 6 เดือน 2. คำพิพากษาฎีกาที่ 5563/2560 การกระทำหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงไป และการลดโทษตาม ม.78 ต้องพิจารณาแยกแต่ละกระทง 3. คำพิพากษาฎีกาที่ 6208/2562 ศาลยืนยันหลักว่า ผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจพิจารณาคดีที่อัตราโทษสูงสุดไม่เกิน 3 ปี แม้จำคุกหลายกระทงรวมเกิน 6 เดือน 4. คำพิพากษาฎีกาที่ 1897/2564 คดีการพนันที่มีหลายกระทง ต้องพิจารณาอัตราโทษสุทธิรายกระทง ไม่ใช่รวมทั้งหมด 5. คำพิพากษาฎีกาที่ 726/2567 ศาลยืนยันแนวทางเดียวกันว่า “โทษสุทธิ” หมายถึงโทษหลังลดแล้วของแต่ละกรรม แม้รวมกันจะเกิน 6 เดือน ก็ยังอยู่ในอำนาจผู้พิพากษาคนเดียว 🔸 ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีและกฎหมายที่ใช้ • กฎหมายหลัก: พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (5) • ประเด็นสำคัญ 5 ข้อ: 1. การตีความคำว่า “โทษสุทธิ” หมายถึงโทษในแต่ละกระทง 2. การรวมโทษไม่กระทบอำนาจผู้พิพากษาคนเดียว 3. การลดโทษตามมาตรา 78 ต้องคำนวณรายกระทง 4. ความผิดหลายกรรมต่างกันต้องลงโทษแยกกระทงตาม ม.91 5. แนววินิจฉัยนี้ส่งผลต่อคดีอาญาทั่วไปที่มีหลายกระทง 🔸 IRAC Analysis Issue (ประเด็น): ศาลชั้นต้นที่มีผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจลงโทษจำคุกจำเลยรวม 14 เดือน จาก 7 กระทง ๆ ละ 2 เดือนหรือไม่ Rule (กฎหมาย): พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (5) กำหนดว่า ผู้พิพากษาคนเดียวไม่มีอำนาจลงโทษจำคุกเกิน 6 เดือนในแต่ละคดี แต่ต้องดูโทษสุทธิในแต่ละกระทงความผิด Application (การปรับใช้): แต่ละกระทงจำคุก 2 เดือน หลังลดโทษแล้ว จึงไม่เกิน 6 เดือน แม้รวมกันแล้วเป็น 14 เดือน แต่เป็นหลายกรรมต่างกัน ศาลจึงยังมีอำนาจพิจารณา Conclusion (สรุป): ศาลชั้นต้นมีอำนาจลงโทษได้ คำพิพากษาศาลฎีกาจึงพิพากษายืน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 647/2567 โทษที่ผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจลงโทษได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (5) หมายความถึง โทษสุทธิที่ลงแก่จำเลยภายหลังการเพิ่มและลดโทษแล้วถ้าหากมี และโทษสุทธิเช่นว่านี้ หมายถึงโทษสุทธิในแต่ละกระทงความผิดโดยไม่คำนึงว่าเมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วโทษจำคุกเกินกว่าหกเดือนหรือไม่ เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยเป็นความผิด 7 กระทง จำคุกกระทงละ 4 เดือน และลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 2 เดือน แม้เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วเป็นจำคุก 14 เดือน แต่เป็นการลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละไม่เกิน 6 เดือน จึงชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (5) โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4, 5, 6, 10, 12 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91 และริบของกลาง จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4, 5, 6, 10, 12 (1) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 (ที่ถูก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91) ลงโทษจำคุกกระทงละ 4 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกกระทงละ 2 เดือน รวม 7 กระทง เป็นจำคุก 14 เดือน ริบของกลาง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยศาลชั้นต้นรับฎีกาเฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ที่ผู้พิพากษาคนเดียวในศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 14 เดือน ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (5) หรือไม่ เห็นว่า พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 บัญญัติว่า "ในศาลชั้นต้น ผู้พิพากษาคนเดียวเป็นองค์คณะมีอำนาจเกี่ยวแก่คดีซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลนั้น ดังต่อไปนี้ (5) พิจารณาพิพากษาคดีอาญา ซึ่งกฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างสูงไว้ให้จำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่จะลงโทษจำคุกเกินหกเดือน หรือปรับเกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งโทษจำคุกหรือปรับอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างเกินอัตราที่กล่าวแล้วไม่ได้" เมื่อความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 12 (1) ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไปจนถึง 3 ปี และปรับตั้งแต่ 500 บาท ขึ้นไปจนถึง 5,000 บาท จึงเป็นกฎหมายซึ่งกำหนดอัตราโทษอย่างสูงไว้ไม่เกินอัตราโทษที่กำหนดไว้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (5) ซึ่งหมายความถึง โทษสุทธิที่ลงแก่จำเลยภายหลังการเพิ่มและลดโทษแล้วถ้าหากมี และโทษสุทธิเช่นว่านี้ หมายถึงโทษสุทธิในแต่ละกระทงความผิดโดยไม่คำนึงว่าเมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วโทษจำคุกเกินกว่าหกเดือนหรือไม่ เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยเป็นความผิด 7 กระทง จำคุกกระทงละ 4 เดือน และลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 2 เดือน แม้เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วเป็นจำคุก 14 เดือน แต่เป็นการลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละไม่เกิน 6 เดือน จึงชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (5) แล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน
🟩 บทความ ที่ 1 “โทษสุทธิ” คืออะไร เข้าใจหลักคำนวณโทษรายกระทงในคดีอาญา ในคดีอาญา คำว่า “โทษสุทธิ” มักทำให้หลายคนสับสน เพราะบางกรณีจำเลยทำผิดหลายกรรม แต่ศาลยังถือว่าอยู่ในอำนาจผู้พิพากษาคนเดียวได้ โทษสุทธิ หมายถึง “โทษสุดท้ายที่ศาลกำหนดในแต่ละกระทง ภายหลังการเพิ่มหรือลดโทษตามกฎหมายแล้ว” ไม่ใช่การนำโทษทุกกระทงมารวมกัน ตัวอย่างจากคดีที่ศาลวินิจฉัย เมื่อจำเลยถูกลงโทษ 7 กระทง แต่ละกระทงจำคุก 2 เดือน รวม 14 เดือน ศาลฎีกาชี้ว่า ต้องพิจารณาโทษรายกระทง ไม่ใช่รวมทั้งหมด เพราะแต่ละกระทงไม่เกิน 6 เดือน จึงยังอยู่ในอำนาจผู้พิพากษาคนเดียว หลักนี้สอดคล้องกับ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ที่ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป และช่วยให้การพิจารณาคดีที่โทษไม่สูง ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของ พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (5) 🟩 บทความ ที่ 2 อำนาจผู้พิพากษาคนเดียว ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (5) กฎหมายกำหนดให้ผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจพิจารณาคดีอาญาที่ไม่ร้ายแรง เพื่อความรวดเร็วและลดภาระศาล โดย พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (5) บัญญัติว่า “พิจารณาพิพากษาคดีอาญาซึ่งกฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างสูงไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท แต่จะลงโทษจำคุกเกิน 6 เดือน หรือปรับเกิน 10,000 บาท ไม่ได้” ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การพิจารณาอำนาจต้องดู “โทษสุทธิในแต่ละกระทง” หากแต่ละกระทงไม่เกิน 6 เดือน ศาลผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจ แม้รวมกันจะเกินก็ตาม หลักนี้ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้ง่ายขึ้น คดีโทษเบาไม่ต้องตั้งองค์คณะหลายคน และยังคงรักษาความถูกต้องตามขั้นตอนกฎหมาย เป็นการใช้ดุลยพินิจอย่างเหมาะสมระหว่าง “ประสิทธิภาพของศาล” กับ “สิทธิของจำเลย” 🟩 บทความ ที่ 3 หลายกรรมต่างกัน คืออะไร เข้าใจง่ายด้วยตัวอย่างคดีจริง กฎหมายอาญาแยกคำว่า “กรรมเดียว” กับ “หลายกรรมต่างกัน” ไว้ชัด เพื่อใช้ในการกำหนดโทษ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ระบุว่า “ถ้าการกระทำของผู้กระทำความผิดคนเดียว เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป” หลายกรรมต่างกัน หมายถึง การกระทำแยกกัน แต่ละครั้งถือเป็นคนละความผิด เช่น จำเลยเล่นการพนัน 7 ครั้ง ย่อมต้องรับโทษ 7 กระทง แม้จะเกิดจากพฤติการณ์คล้ายกัน เมื่อเป็นหลายกรรม ศาลต้องลงโทษทุกกระทง แต่ละโทษเป็นอิสระ ไม่ต้องรวมเป็นก้อนเดียว ดังนั้น ในการคำนวณอำนาจศาลหรือโทษ ต้องดูรายกระทง ไม่ใช่รวมกันทั้งหมด หลักการนี้ทำให้กระบวนการลงโทษเป็นธรรม และสะท้อนความรับผิดชอบของผู้กระทำตามจำนวนการละเมิดกฎหมายจริง ๆ 🟩 บทความ ที่ 4 รับสารภาพแล้วลดโทษครึ่งหนึ่งได้จริงไหม เจาะหลัก มาตรา 78 หลายคนเข้าใจว่า ถ้ารับสารภาพ ศาลจะลดโทษให้เสมอ แต่ความจริง การลดโทษต้องเป็นไปตามเงื่อนไขของ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ซึ่งบัญญัติว่า “ในกรณีที่จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลจะลดโทษให้ไม่เกินกึ่งหนึ่งของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นได้” ศาลจะใช้ดุลยพินิจลดโทษก็ต่อเมื่อ การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ช่วยประหยัดเวลา และแสดงถึงความสำนึกผิดจริง เช่น ในคดีเล่นการพนัน จำเลยรับสารภาพ ศาลจึงลดโทษครึ่งหนึ่งจาก 4 เดือนเหลือ 2 เดือนต่อกระทง อย่างไรก็ตาม การรับสารภาพต้องทำโดยสมัครใจ ไม่ใช่เพราะถูกบังคับ และศาลมีสิทธิไม่ลดโทษหากเห็นว่า พฤติการณ์ร้ายแรงหรือขาดความสำนึกผิด หลักนี้เป็นกลไกที่ส่งเสริมให้จำเลยยอมรับความจริงและลดภาระของกระบวนการยุติธรรม 🟩 บทความ ที่ 5 แนวคำพิพากษาศาลฎีกา เกี่ยวกับการคำนวณอำนาจศาลและโทษรายกระทง แนวคำพิพากษาหลายคดีของศาลฎีกายืนยันหลักเดียวกันว่า การพิจารณาอำนาจศาลต้องดู “โทษรายกระทง” ไม่ใช่รวมทั้งหมด เช่น คดีหนึ่งศาลชั้นต้นมีผู้พิพากษาคนเดียวลงโทษจำคุก 7 กระทง รวม 14 เดือน แต่ละกระทง 2 เดือน ศาลฎีกาชี้ว่า ยังอยู่ในอำนาจเพราะโทษต่อกระทงไม่เกิน 6 เดือน ตามเจตนารมณ์ของ พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (5) คดีอื่น เช่น 1006/2559 และ 6208/2562 ก็วินิจฉัยไปในทำนองเดียวกัน โดยเห็นว่า ผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจพิจารณาคดีที่อัตราโทษไม่เกิน 3 ปี แม้จะมีหลายกระทง แต่แต่ละกระทงต้องอยู่ในขอบเขตที่กฎหมายอนุญาต แนววินิจฉัยเหล่านี้ช่วยสร้างมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ ให้ศาลสามารถพิจารณาคดีอาญาเบาได้รวดเร็ว โดยไม่ละเมิดสิทธิของจำเลย และยังคงยึดมั่นหลักกฎหมายเรื่อง “โทษสุทธิรายกระทง” อย่างชัดเจน |



.jpg)

.jpg)