
| ผู้พิพากษาคนเดียวไม่มีอำนาจพิพากษาคดีหมิ่นประมาทโดยโฆษณา โทษปรับเกินอำนาจตามกฎหมาย
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับประเด็นอำนาจองค์คณะผู้พิพากษาในการพิจารณาคดีอาญาที่มีอัตราโทษสูงกว่าที่ผู้พิพากษาคนเดียวจะวินิจฉัยได้ โดยกรณีฟ้องหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตามมาตรา 328 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกินสองปีและปรับไม่เกินสองแสนบาท จึงต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสองคนตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 26 แม้โจทก์จะอ้างบทกฎหมายอื่นซึ่งอยู่ในอำนาจผู้พิพากษาคนเดียวร่วมด้วย แต่เมื่อเป็นความผิดกรรมเดียวที่มีโทษสูงกว่า องค์คณะต้องประกอบด้วยผู้พิพากษาไม่น้อยกว่าสองคน การที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยผู้พิพากษาคนเดียวจึงไม่ชอบ และศาลอุทธรณ์ย่อมยังไม่มีอำนาจวินิจฉัยต่อ ศาลฎีกาจึงสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ให้ถูกต้องตามกฎหมาย ข้อเท็จจริงของคดี พนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิยื่นฟ้องจำเลยในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และมาตรา 328 โดยกล่าวหาว่าจำเลยใช้เครื่องขยายเสียงกระจายเสียงป่าวประกาศข้อความที่เป็นการใส่ความแก่ผู้เสียหาย ต่อมา ผู้เสียหายได้ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วม จำเลยให้การปฏิเสธทุกข้อหา ศาลชั้นต้นได้พิจารณาคดีโดยผู้พิพากษาคนเดียว และพิพากษายกฟ้อง เหตุว่าโจทก์ไม่อาจพิสูจน์ได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นไปตามฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กลับคำพิพากษาและให้ลงโทษจำเลยตามมาตรา 328 ประกอบมาตรา 326 จำคุก 3 เดือน ปรับ 5,000 บาท และให้รอการลงโทษจำคุก 1 ปี จำเลยฎีกา ประเด็นข้อกฎหมายสำคัญ ประเด็นสำคัญในคดีนี้คือ ศาลชั้นต้นมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีหรือไม่ เนื่องจาก – คดีหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตามมาตรา 328 มีโทษจำคุกไม่เกินสองปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท – พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 26 กำหนดว่า หากคดีมีอัตราโทษสูงกว่าที่ผู้พิพากษาคนเดียวจะวินิจฉัยได้ ต้องมีองค์คณะไม่น้อยกว่าสองคน – ขณะที่มาตรา 25 (5) ให้อำนาจผู้พิพากษาคนเดียวเฉพาะคดีที่มีโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท แต่คดีนี้มีบทบัญญัติที่มีโทษปรับสูงสุดถึงสองแสนบาท จึงเกินอำนาจของผู้พิพากษาคนเดียว คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้โจทก์จะขอฟ้องตามมาตรา 326 ซึ่งอยู่ในอำนาจผู้พิพากษาคนเดียวด้วย แต่การฟ้องเกิดขึ้นจากกรรมเดียว ซึ่งบทลงโทษตามมาตรา 328 มีอัตราโทษสูงกว่า ดังนั้น – ศาลชั้นต้นต้องพิจารณาคดีโดยองค์คณะผู้พิพากษาอย่างน้อยสองคน – แต่ศาลชั้นต้นกลับพิจารณาคดีโดยผู้พิพากษาคนเดียว จึงเป็นการพิจารณาคดีโดยองค์คณะที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย – ศาลอุทธรณ์จึงยังไม่มีอำนาจพิจารณาสืบเนื่องจากคดีชั้นต้นไม่ชอบ ศาลฎีกาอาศัยอำนาจตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ซึ่งให้อำนาจศาลยกปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยเองได้ แม้ไม่มีคู่ความยกประเด็น ผลคือ ศาลฎีกายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ และให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาคดีใหม่โดยองค์คณะที่ถูกต้อง หลักกฎหมายสำคัญที่ศาลฎีกาวางไว้ 1. คดีอาญาที่มีอัตราโทษสูงกว่าที่ผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจพิจารณา ต้องประกอบด้วยองค์คณะผู้พิพากษาอย่างน้อยสองคน 2. หากคดีมีบทกฎหมายหลายบท แต่เป็น “กรรมเดียว” ต้องพิจารณาตามบทที่มีโทษหนักที่สุดในการกำหนดอำนาจศาล 3. หากศาลชั้นต้นพิจารณาคดีโดยองค์คณะไม่ถูกต้อง คำพิพากษาย่อมมิชอบ 4. ศาลอุทธรณ์ไม่มีอำนาจพิจารณาต่อเมื่อคดีชั้นต้นไม่ชอบ 5. ประเด็นเกี่ยวกับอำนาจศาลและองค์คณะถือเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้ตอกย้ำความสำคัญของ “องค์คณะผู้พิพากษา” ในกระบวนพิจารณาคดีอาญา การกำหนดอำนาจศาลต้องอาศัยอัตราโทษสูงสุดเป็นเกณฑ์ มิใช่พิจารณาจากบทใดบทหนึ่งที่อยู่ในอำนาจผู้พิพากษาคนเดียว หากศาลใช้ผู้พิพากษาไม่ครบองค์คณะ การพิจารณาคดีย่อมไม่ชอบและต้องเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด เป็นหลักประกันความยุติธรรมและความสงบเรียบร้อยของกระบวนการพิจารณาคดี สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยผู้พิพากษาคนเดียว เห็นว่าโจทก์ไม่อาจพิสูจน์การกระทำความผิดของจำเลยได้ 2. ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ เห็นว่าจำเลยมีความผิดตามมาตรา 328 ประกอบมาตรา 326 ให้จำคุกและปรับ พร้อมรอการลงโทษจำคุก 3. ศาลฎีกาพิพากษาว่าการพิจารณาของศาลชั้นต้นไม่ชอบเพราะผู้พิพากษาคนเดียวไม่มีอำนาจพิจารณาคดีที่มีโทษปรับสูงถึงสองแสนบาท จึงยกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง และให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีใหม่โดยองค์คณะที่ถูกต้อง ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7651/2552 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 326, 328 ซึ่งตามมาตรา 328 การพิจารณาพิพากษาคดีของศาลชั้นต้นต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสองคนจึงเป็นองค์คณะที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 26 แม้โจทก์จะขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 326 ซึ่งผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (5) มาด้วย แต่โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำผิดเพียงกรรมเดียวต่อศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลจังหวัด ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยผู้พิพากษาคนเดียวเป็นผู้พิจารณาพิพากษาคดี จึงเป็นการไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (5) และมาตรา 26 โจทก์ฟ้องจำเลยในข้อหาหมิ่นประมาทตามมาตรา 326, 328 จำเลยปฏิเสธ ระหว่างพิจารณามีผู้เสียหายยื่นขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาตและพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ เห็นว่าจำเลยมีความผิดตามมาตรา 328 ประกอบมาตรา 326 ลงโทษจำคุก 3 เดือน ปรับ 5,000 บาท และรอการลงโทษจำคุก 1 ปี ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นความผิดหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา มีโทษจำคุกไม่เกินสองปี ปรับไม่เกินสองแสนบาท จึงต้องมีองค์คณะผู้พิพากษาอย่างน้อยสองคนตามมาตรา 26 แต่ศาลชั้นต้นพิจารณาโดยผู้พิพากษาคนเดียว ทำให้กระบวนพิจารณาไม่ชอบและศาลอุทธรณ์ย่อมไม่มีอำนาจวินิจฉัยต่อ ศาลฎีกาใช้อำนาจตามมาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 225 ยกคำพิพากษาทั้งสองศาล และให้ศาลชั้นต้นพิจารณาใหม่โดยจัดองค์คณะให้ถูกต้อง มาตรา 25 กำหนดอำนาจผู้พิพากษาคนเดียวใช้ได้เฉพาะคดีอาญาที่โทษสูงสุดไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาทเท่านั้น ซึ่งไม่ครอบคลุมคดีนี้ เรื่อง ปรับเกินหกหมื่นไม่มีอำนาจ หลักกฎหมายว่าด้วยอำนาจของผู้พิพากษาคนเดียวในคดีอาญา หลักการ “ปรับเกินหกหมื่นไม่มีอำนาจ” เป็นประเด็นสำคัญในกระบวนพิจารณาคดีอาญาเกี่ยวกับอำนาจของผู้พิพากษาคนเดียวในศาลชั้นต้น ซึ่งถูกกำหนดไว้ในพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (5) โดยบัญญัติว่า ผู้พิพากษาคนเดียวจะมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาได้เฉพาะคดีที่มีกฎหมายกำหนดโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้ ผู้พิพากษาคนเดียวจะไม่สามารถลงโทษจำคุกเกินหกเดือน หรือปรับเกินหนึ่งหมื่นบาทได้ แม้คดีนั้นจะอยู่ในอำนาจก็ตาม ความหมายของหลัก “ปรับเกินหกหมื่นไม่มีอำนาจ” จึงชี้ชัดว่า เมื่อบทกฎหมายที่โจทก์ยกฟ้องมีอัตราโทษปรับสูงสุดเกินหกหมื่นบาท การพิจารณาคดีจะต้องกระทำโดยองค์คณะผู้พิพากษาไม่น้อยกว่าสองคนตามมาตรา 26 หากใช้ผู้พิพากษาคนเดียวพิจารณา คำพิพากษานั้นย่อมไม่ชอบและถือว่าศาลไม่มีอำนาจในการพิจารณาคดีนั้นอย่างสมบูรณ์ หลักการนี้มักพบในคดีหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ซึ่งกำหนดโทษจำคุกไม่เกินสองปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท แม้โทษจำคุกจะอยู่ในระดับที่ผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจ แต่โทษปรับสูงสุดกลับเกินกว่าหกหมื่นบาท จึงทำให้คดีประเภทนี้อยู่นอกเหนืออำนาจของผู้พิพากษาคนเดียวโดยอัตโนมัติ การพิจารณาต้องเป็นไปโดยองค์คณะผู้พิพากษาเท่านั้น หากศาลชั้นต้นพิจารณาคดีที่มีโทษปรับสูงสุดเกินหกหมื่นบาทโดยผู้พิพากษาเพียงคนเดียว กระบวนการพิจารณาย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย และส่งผลให้ศาลอุทธรณ์ไม่มีอำนาจพิจารณาต่อ เพราะคำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นโมฆะตั้งแต่ต้น ส่งผลให้ต้องย้อนกลับไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาใหม่ โดยจัดองค์คณะให้ถูกต้องตามกฎหมาย หลักนี้เป็นกลไกสำคัญเพื่อคุ้มครองสิทธิของจำเลยและความสงบเรียบร้อยของกระบวนพิจารณา เนื่องจากคดีที่มีโทษสูงกว่าปกติย่อมต้องการความรอบคอบและการกลั่นกรองโดยผู้พิพากษาไม่น้อยกว่าสองคน เพื่อสร้างความมั่นใจว่าการตัดสินคดีมีความเป็นธรรม รอบด้าน และสอดคล้องกับหลักการตรวจสอบถ่วงดุลในกระบวนยุติธรรม ดังนั้น หลัก “ปรับเกินหกหมื่นไม่มีอำนาจ” ไม่ใช่เพียงข้อกฎหมายเชิงเทคนิค แต่เป็นหลักสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อความชอบด้วยกฎหมายของกระบวนพิจารณาคดีอาญา และเป็นหลักที่ศาลทุกชั้นต้องถือปฏิบัติโดยเคร่งครัด เพื่อให้การอำนวยความยุติธรรมเป็นไปอย่างถูกต้องครบถ้วนตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. FAQ หลัก "ปรับเกินหกหมื่นไม่มีอำนาจ" (คำถาม-คำตอบ) คำถาม: หลัก "ปรับเกินหกหมื่นไม่มีอำนาจ" หมายความว่าอย่างไร คำตอบ: หลัก "ปรับเกินหกหมื่นไม่มีอำนาจ" หมายถึง กรณีที่บทกฎหมายกำหนดโทษปรับสูงสุดเกินหกหมื่นบาท ผู้พิพากษาคนเดียวในศาลชั้นต้นย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนั้นตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (5) ต้องจัดองค์คณะผู้พิพากษาตามมาตรา 26 แทน หากฝ่าฝืนใช้องค์คณะไม่ถูกต้อง คำพิพากษาย่อมไม่ชอบและกระทบต่อความสมบูรณ์ของกระบวนพิจารณา 2. FAQ อำนาจของผู้พิพากษาคนเดียวในคดีอาญา (คำถาม-คำตอบ) คำถาม: ผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจพิจารณาคดีอาญาในกรณีใดบ้างตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (5) คำตอบ: ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (5) ผู้พิพากษาคนเดียวในศาลชั้นต้นมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาที่กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างสูงไว้ให้จำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และยังจำกัดอำนาจในการลงโทษจริงไม่ให้จำคุกเกินหกเดือนหรือปรับเกินหนึ่งหมื่นบาท หากคดีใดมีโทษสูงกว่าขอบเขตดังกล่าวจะต้องใช้องค์คณะผู้พิพากษาแทน 3. FAQ การจัดองค์คณะผู้พิพากษาในคดีที่โทษปรับสูงสุดเกินหกหมื่นบาท (คำถาม-คำตอบ) คำถาม: หากคดีมีโทษปรับสูงสุดเกินหกหมื่นบาทต้องจัดองค์คณะผู้พิพากษาอย่างไร คำตอบ: เมื่อบทกฎหมายที่ใช้บังคับในคดีอาญากำหนดโทษปรับสูงสุดเกินหกหมื่นบาท คดีดังกล่าวอยู่นอกเหนืออำนาจของผู้พิพากษาคนเดียวตามมาตรา 25 (5) ต้องจัดองค์คณะผู้พิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 26 ซึ่งกำหนดให้ศาลชั้นต้นต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสองคนเป็นองค์คณะในการพิจารณาพิพากษาคดี เพื่อให้กระบวนพิจารณาชอบด้วยกฎหมาย 4. FAQ ผลของการใช้องค์คณะไม่ถูกต้อง (คำถาม-คำตอบ) คำถาม: ถ้าศาลชั้นต้นใช้องค์คณะไม่ถูกต้องในคดีที่โทษปรับสูงสุดเกินหกหมื่นบาท คำพิพากษามีผลอย่างไร คำตอบ: หากศาลชั้นต้นพิจารณาคดีที่มีกำหนดโทษปรับสูงสุดเกินหกหมื่นบาทโดยผู้พิพากษาคนเดียว ทั้งที่ต้องจัดองค์คณะตามมาตรา 26 การดำเนินกระบวนพิจารณาและคำพิพากษาย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย ถือเป็นการใช้องค์คณะผิดอำนาจ ทำให้ศาลอุทธรณ์ยังไม่มีอำนาจพิจารณาสาระข้อพิพาทต่อ ต้องให้ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาใหม่โดยจัดองค์คณะให้ถูกต้องเสียก่อน 5. FAQ การกำหนดอำนาจศาลในคดีหลายบทกฎหมายจากกรรมเดียว (คำถาม-คำตอบ) คำถาม: ในคดีที่ฟ้องหลายบทกฎหมายจากการกระทำกรรมเดียว จะกำหนดอำนาจศาลอย่างไร คำตอบ: ในคดีที่ฟ้องหลายบทกฎหมายจากการกระทำกรรมเดียว หลักการคือให้พิจารณาจากบทกฎหมายที่มีอัตราโทษสูงที่สุดเป็นเกณฑ์ในการกำหนดอำนาจศาล หากบทที่มีโทษสูงสุดมีโทษจำคุกหรือโทษปรับสูงสุดเกินขอบเขตอำนาจผู้พิพากษาคนเดียว เช่น โทษปรับเกินหกหมื่นบาท คดีนั้นต้องพิจารณาโดยองค์คณะผู้พิพากษา แม้บทกฎหมายอื่นในฟ้องจะอยู่ในอำนาจผู้พิพากษาคนเดียวก็ตาม 6. FAQ อำนาจศาลฎีกาในการยกปัญหาองค์คณะขึ้นวินิจฉัยเอง (คำถาม-คำตอบ) คำถาม: เหตุใดศาลฎีกาจึงยกปัญหาเรื่ององค์คณะผู้พิพากษาขึ้นวินิจฉัยเองได้แม้คู่ความไม่ยกฎีกา คำตอบ: ปัญหาเรื่ององค์คณะผู้พิพากษาและอำนาจศาลเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของกระบวนพิจารณา ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาอ้างประเด็นดังกล่าว ตามหลักประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 เพื่อให้กระบวนการพิจารณาคดีเป็นไปโดยชอบและคำพิพากษามีน้ำหนักสมบูรณ์ตามกฎหมาย |




