
| (ฎีกาที่ 3704/2567): คดีขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายและการเพิ่มโทษตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับความผิดฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย โดยจำเลยไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือ และมีประเด็นข้อกฎหมายสำคัญเรื่องการเพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก มาตรา 160 วรรคสอง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการที่ศาลชั้นต้นอ้างบทกฎหมายดังกล่าวไว้ แม้มิได้เขียนชัดว่า "เพิ่มโทษกึ่งหนึ่ง" ก็ถือว่าศาลได้เพิ่มโทษแล้ว ทำให้คำพิพากษาชอบด้วยกฎหมาย และศาลฎีกายังได้แก้ไขให้กำหนดโทษก่อนแล้วจึงเพิ่มโทษตามหลักที่ถูกต้อง
ข้อเท็จจริงของคดี • โจทก์ฟ้องจำเลยฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและทำให้ทรัพย์สินเสียหาย โดยไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือ • ฟ้องตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 291 และ พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43, 78, 157, 160 • จำเลยรับสารภาพ • ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุก 3 ปี และปรับ 30,000 บาท ลดโทษกึ่งหนึ่งตามมาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ 15,000 บาท รวมโทษทั้งหมดจำคุก 1 ปี 7 เดือน และปรับ 17,500 บาท โดยรอการลงโทษ 2 ปี และให้คุมประพฤติ • ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น • โจทก์ฎีกา อ้างว่าศาลชั้นต้นยังไม่ได้เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามมาตรา 160 วรรคสอง
คำวินิจฉัยของศาลฎีกา • การที่ศาลชั้นต้นอ้างมาตรา 160 วรรคสอง พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 ถือว่าเป็นการเพิ่มโทษกึ่งหนึ่งแล้ว • แม้จะไม่ได้เขียนข้อความว่า “เพิ่มโทษกึ่งหนึ่ง” ชัดเจน แต่ถือว่าศาลชั้นต้นได้ใช้บทเพิ่มโทษแล้ว • ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น • อย่างไรก็ดี ศาลฎีกาแก้ไขให้ถูกต้อง โดยต้องกำหนดโทษฐานหลักเสียก่อน แล้วจึงเพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามมาตรา 54
การวิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมาย 1. ประเด็นการเพิ่มโทษกึ่งหนึ่ง การอ้างมาตรา 160 วรรคสอง ในคำพิพากษาศาลชั้นต้นถือว่าได้ใช้บทเพิ่มโทษแล้ว ไม่จำเป็นต้องเขียนถ้อยคำว่า “เพิ่มโทษกึ่งหนึ่ง” อย่างชัดเจน 2. หลักการกำหนดโทษ ศาลฎีกาวางหลักว่า ต้องกำหนดโทษฐานหลักก่อน แล้วจึงค่อยเพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามกฎหมาย เพื่อให้เป็นไปตามลำดับการลงโทษที่ชอบด้วยกฎหมาย 3. ผลทางกฎหมาย ศาลฎีกาแก้ไขคำพิพากษา โดยให้โทษฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายโดยไม่หยุดรถช่วยเหลือ จำคุก 2 ปี เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งเป็น 3 ปี และเมื่อจำเลยรับสารภาพ ลดโทษกึ่งหนึ่งเหลือ 1 ปี 6 เดือน รวมโทษทั้งสิ้นจำคุก 1 ปี 7 เดือน และปรับ 17,500 บาท
IRAC Analysis Issue (ปัญหา): การที่ศาลชั้นต้นมิได้เขียนข้อความว่า “เพิ่มโทษกึ่งหนึ่ง” แต่เพียงอ้างมาตรา 160 วรรคสอง จะถือว่าเป็นการเพิ่มโทษหรือไม่ Rule (กฎหมายที่ใช้): • ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 (ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย) • พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 160 วรรคสอง (เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งในกรณีไม่หยุดรถช่วยเหลือ) • ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 54 (หลักการกำหนดโทษและการเพิ่มโทษ) • มาตรา 78 (ลดโทษกรณีรับสารภาพ) Application (การปรับใช้): ศาลชั้นต้นอ้างมาตรา 160 วรรคสอง จึงถือว่าได้เพิ่มโทษแล้ว แม้ไม่เขียนถ้อยคำ “เพิ่มโทษกึ่งหนึ่ง” ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นเพียงถ้อยคำไม่สมบูรณ์ แต่ไม่กระทบความชอบด้วยกฎหมาย อย่างไรก็ดี ศาลฎีกาแก้ไขให้ถูกต้องโดยกำหนดโทษฐานหลักก่อนแล้วจึงเพิ่มโทษ Conclusion (ข้อสรุป): คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ยืนตามศาลชั้นต้นชอบแล้ว แต่ศาลฎีกาแก้ไขรายละเอียดเรื่องการกำหนดโทษให้เป็นไปตามลำดับกฎหมาย
สรุปข้อคิดทางกฎหมาย 1. การอ้างบทกฎหมายเพิ่มโทษในคำพิพากษา แม้ไม่ได้เขียนถ้อยคำอย่างครบถ้วน ก็ถือว่าใช้บทเพิ่มโทษแล้ว 2. หลักการกำหนดโทษที่ถูกต้อง ต้องกำหนดโทษฐานหลักก่อน แล้วจึงเพิ่มโทษตามกฎหมาย 3. เป็นแนวทางสำคัญในการเขียนคำพิพากษา เพื่อป้องกันข้อโต้แย้งเรื่องความไม่สมบูรณ์ทางถ้อยคำ
สรุปภาษาอังกฤษ The Supreme Court Decision No. 3704/2567 concerns a fatal road accident caused by reckless driving where the defendant failed to stop and provide assistance. The Court ruled that citing Section 160 paragraph 2 of the Traffic Act implied the mandatory half-penalty increase, even without explicitly stating it. However, the Court corrected the procedure, emphasizing that the base penalty must be imposed first before applying the additional half-penalty under the Criminal Code. This case highlights the importance of correct sentencing sequence in Thai criminal law.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3704/2567 การที่ศาลชั้นต้นอ้างบทเพิ่มโทษตามมาตรา 160 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 ไว้ในคำพิพากษาถือได้ว่าเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นได้เพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งแล้ว เพียงศาลชั้นต้นไม่ได้ระบุข้อความว่าให้เพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งซึ่งเป็นเพียงการไม่สมบูรณ์ชัดเจนเท่านั้น หาทำให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ชอบด้วยเหตุที่ยังมิได้เพิ่มโทษจำเลย แต่อย่างไรก็ดีที่ถูกศาลชั้นต้นต้องกำหนดโทษที่ลงแก่จำเลยเสียก่อน แล้วจึงเพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 54 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43, 78, 157, 160 และเพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตามกฎหมาย จำเลยให้การรับสารภาพ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ประกอบพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 160 วรรคสอง พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (4), 78 วรรคหนึ่ง, 157, 160 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและทรัพย์สินได้รับความเสียหาย (ที่ถูก ฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและทรัพย์สินได้รับความเสียหายโดยไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือ) เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ประกอบพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 160 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี และปรับ 30,000 บาท ฐานไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือ จำคุก 2 เดือน และปรับ 5,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง ฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย (ที่ถูก ฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายโดยไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือ) คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ 15,000 บาท ฐานไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือ คงจำคุก 1 เดือน และปรับ 2,500 บาท รวมจำคุก 1 ปี 7 เดือน และปรับ 17,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี คุมความประพฤติของจำเลยมีกำหนด 1 ปี ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง กับให้ทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรมีกำหนด 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ที่พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นชอบหรือไม่ เห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นอ้างบทเพิ่มโทษตามมาตรา 160 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 ไว้ในคำพิพากษาถือได้ว่าเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นได้เพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งแล้ว เพียงแต่ศาลชั้นต้นไม่ได้ระบุข้อความว่าให้เพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่ง ซึ่งเป็นเพียงการไม่สมบูรณ์ชัดเจนเท่านั้น หาทำให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ชอบด้วยเหตุที่ยังมิได้เพิ่มโทษจำเลยดังที่โจทก์อ้างมาแต่อย่างใดไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น แต่อย่างไรก็ดีที่ถูกศาลชั้นต้นต้องกำหนดโทษที่ลงแก่จำเลยเสียก่อน แล้วจึงเพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 54 ซึ่งศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้อง
พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายโดยไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือ จำคุก 2 ปี เพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 160 วรรคสอง เป็นจำคุก 3 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 แล้ว เป็นจำคุก 1 ปี 7 เดือน และปรับ 17,500 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
|





.jpg)