
| ขับรถใบอนุญาตสิ้นอายุ ใบขับขี่ขาดต่อ ไม่เข้าเงื่อนไขเพิ่มโทษ (ฎีกา 948/2568)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับกรณีจำเลยขับรถโดยใบอนุญาตขับขี่สิ้นอายุอยู่ระหว่างรอการต่ออายุ แม้ว่าจำเลยสามารถขอต่ออายุได้ตามประกาศของ กรมการขนส่งทางบก ซึ่งศาลเห็นว่าไม่ถือว่า “ขับขี่โดยไม่มีใบอนุญาตขับขี่” ภายใต้เงื่อนไขของ พระราชบัญญัติการจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 160 ทวิ/1 จึงไม่สมควรที่จะเพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามบทบัญญัติดังกล่าว นอกจากนี้ยังมีการพิจารณาด้านค่าสินไหมทดแทน ดอกเบี้ย และค่าธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่ง ซึ่งศาลได้แก้ไขคำพิพากษาลงมาด้วย ข้อเท็จจริง • โจทก์ (พนักงานอัยการ) ยื่นฟ้องจำเลย ฐานขับรถโดยไม่มีใบอนุญาตขับขี่ หรือใบอนุญาตสิ้นอายุ ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43, 157, 160 ทวิ/1 พร้อมบรรยายว่าเป็นเหตุให้ผู้ร้องที่ 1 และผู้ร้องที่ 2 ได้รับบาดเจ็บ (ผู้ร้องที่ 2 อายุ 7 ปี ได้รับอันตรายสาหัส) • จำเลยให้การรับสารภาพ • ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยกระทำความผิดฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ตาม ป.อ. มาตรา 300, 390 และ พ.ร.บ.จราจรฯ มาตรา 43 (4), 157 โดยนำบทหนักที่สุดของกฎหมายมาตรา 90 ลงโทษ จำคุก 6 เดือน ลดโทษกึ่งหนึ่งเนื่องจากรับสารภาพ เหลือจำคุก 3 เดือน และให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 1 จำนวน 197,000 บาท และแก่ผู้ร้องที่ 2 จำนวน 300,000 บาท รวม 507,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ทำละเมิด เป็นต้นไป • ศาลอุทธรณ์ภาค 2 อุทธรณ์โจทก์และจำเลยแล้วแก้คำพิพากษา โดยเพิ่มโทษตาม พ.ร.บ.จราจรฯ มาตรา 160 ทวิ/1 (โทษเพิ่มกึ่งหนึ่ง) จากจำคุก 6 เดือน เป็น 9 เดือน รับสารภาพลดให้เหลือ 4 เดือน 15 วัน และให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 1 197,000 บาท และผู้ร้องที่ 2 300,000 บาท รวม 497,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตั้งแต่ 24 พฤศจิกายน 2565 เป็นต้นมา • จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในประเด็นข้อเท็จจริง • ในคำฎีกาโจทก์อ้างว่า จำเลยขับรถโดยใบอนุญาตสิ้นอายุ (11 มิถุนายน 2563) จึงไม่มีใบอนุญาตขับขี่ ณ เวลากระทำความผิด จึงควรอยู่ภายใต้เงื่อนไขมาตรา 160 ทวิ/1 ซึ่งจะต้องเพิ่มโทษกึ่งหนึ่ง • จำเลยอ้างว่า ตามประกาศกรมการขนส่งทางบก เรื่อง “หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการอบรมและทดสอบสมรรถภาพของร่างกายผู้ขอรับใบอนุญาตขับรถ และผู้ขอต่ออายุใบอนุญาตขับรถ พ.ศ. 2565” ข้อ 17 จำเลยอยู่ในข่ายสามารถขอต่ออายุใบอนุญาตขับขี่ได้ จึงไม่ถือว่าเป็นผู้ไม่มีใบอนุญาตขับขี่ ประเด็นสำคัญที่สุดของ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 948/2568 อยู่ที่การตีความและการใช้บังคับ พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 160 ทวิ/1 ว่าการ “ขับรถโดยใบอนุญาตสิ้นอายุ” จะถือเป็นการ “ไม่มีใบอนุญาตขับขี่” เพื่อเพิ่มโทษกึ่งหนึ่งได้หรือไม่ — ซึ่งศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ไม่เข้าข่าย เพราะจำเลยยังสามารถขอต่ออายุได้ตามประกาศกรมการขนส่งทางบก พ.ศ. 2565 ข้อ 17 🧭 กฎหมายหลักที่ใช้ในคดีนี้ 1. พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 160 ทวิ/1 ใช้เป็นมาตราหลักของประเด็นคดี — ศาลวินิจฉัยว่า การขับรถโดยใบอนุญาตสิ้นอายุไม่ถือว่า “ไม่มีใบอนุญาตขับขี่” จึงไม่เข้าเงื่อนไขเพิ่มโทษกึ่งหนึ่ง 🔑 Key Words สำคัญที่สุด 5 ข้อความ (พร้อมขยายสั้น ๆ) 1. มาตรา 160 ทวิ/1 พ.ร.บ.จราจรทางบก เป็นหัวใจของคดี ใช้พิจารณาว่าการสิ้นอายุของใบอนุญาตขับขี่เข้าข่าย “ไม่มีใบอนุญาต” หรือไม่ — ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ไม่เข้า เพราะจำเลยยังมีสิทธิขอต่ออายุได้ 2. ประกาศกรมการขนส่งทางบก พ.ศ. 2565 ข้อ 17 ข้อกฎหมายรองที่ศาลนำมาใช้ประกอบการตีความ — ระบุว่าผู้ที่ใบอนุญาตหมดอายุสามารถขอต่ออายุได้ จึงไม่ถือเป็น “ผู้ไม่มีใบอนุญาตขับขี่” ตามมาตรา 160 ทวิ/1 3. ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบ มาตรา 225 ศาลฎีกาใช้อำนาจตามบทบัญญัตินี้ยกข้อกฎหมายขึ้นวินิจฉัยเองได้ เนื่องจากเป็น “ข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน” 4. ป.พ.พ. มาตรา 7 วรรคสอง ใช้กำหนดอัตราดอกเบี้ยในส่วนแพ่งของคดี โดยศาลสั่งให้อัตราดอกเบี้ยปรับตามพระราชกฤษฎีกาและบวกเพิ่ม 2% ต่อปี แต่ไม่เกิน 5% 5. แนวคำวินิจฉัยเรื่อง “ขับรถโดยใบอนุญาตสิ้นอายุ ≠ ไม่มีใบอนุญาต” เป็นแก่นสาระทางกฎหมายของคดีนี้ — ศาลวางหลักว่า การสิ้นอายุใบอนุญาตขับขี่ไม่ได้ทำให้ผู้ขับขี่สูญเสียสถานะทางกฎหมายของผู้ได้รับอนุญาตโดยสิ้นเชิง จึงไม่เป็นเหตุให้เพิ่มโทษ สรุปย่อ: คดีนี้ถือเป็นแนวคำพิพากษาสำคัญที่สร้างบรรทัดฐานใหม่ในการตีความคำว่า “ไม่มีใบอนุญาตขับขี่” ตามมาตรา 160 ทวิ/1 โดยศาลฎีกาวินิจฉัยให้แยกความหมายระหว่าง “สิ้นอายุใบอนุญาต” กับ “ไม่มีใบอนุญาต” อย่างชัดเจน — ส่งผลให้การเพิ่มโทษต้องมีเงื่อนไขครบถ้วนจริงตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเท่านั้น. คำวินิจฉัยของศาลฎีกา • ศาลฎีกาเห็นว่า พฤติการณ์จำเลยขับรถเข้าสู่ทางร่วมทางแยกโดยไม่หยุดและรอรถคันอื่น ตามทางเดินรถทางเอก ส่งผลให้ผู้ร้องที่ 1 ซึ่งขับรถจักรยานยนต์และมีผู้ร้องที่ 2 ซ้อนท้ายได้รับอันตรายสาหัส เป็นพฤติการณ์ที่แสดงความขาดความรับผิดชอบต่อสังคมและความปลอดภัยในการใช้ถนนร่วมกัน • ในประเด็นใบอนุญาตขับขี่ แม้จำเลยใบอนุญาตจะสิ้นอายุเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2563 แต่จำเลยสามารถขอต่ออายุใบอนุญาตได้ตามประกาศกรมการขนส่งฯ พ.ศ. 2565 ข้อ 17 ดังนั้นจำเลยจึง ไม่ถือว่า “ขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับขี่” ในความหมายของ พ.ร.บ.จราจรฯ มาตรา 160 ทวิ/1 • ด้วยเหตุนี้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามมาตรา 160 ทวิ/1 จึง ไม่ชอบ • นอกจากนี้ ศาลฎีกาพิจารณาในคดีส่วนแพ่งว่า การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน ผู้ร้องได้ขอค่าขาดประโยชน์ 127,000 บาท + ค่าเสียหายอื่นไม่ใช่เงิน 50,000 บาท + ค่าทรัพย์สิน 10,000 บาท รวม 187,000 บาท และศาลอุทธรณ์ให้สูงกว่าเงินที่ขอ คือ 197,000 บาทแก่ผู้ร้องที่ 1 ซึ่งเกินคำขอ ต้องหักเงินที่จำเลยวางไว้แล้ว 30,000 บาท และพิจารณาอัตราดอกเบี้ยให้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 7 วรรค สอง และแก้คำพิพากษาเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมให้ “เป็นพับ” ทั้งสามศาล • ผลคือ ศาลฎีกาแก้เป็นว่า ไม่เพิ่มโทษกึ่งหนึ่ง ตามมาตรา 160 ทวิ/1 คงจำคุก 3 เดือน และให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 1 187,000 บาท โดยให้หักเงินวาง/ดอกเบี้ยไปก่อน ตามลำดับ และอัตราดอกเบี้ยหากกระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนให้ให้ปรับตามนั้น บวกเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ไม่เกินร้อยละ 5 ต่อปี วิเคราะห์ประเด็นกฎหมายสำคัญ 1 ความหมายของ “ไม่มีใบอนุญาตขับขี่” ภายใต้มาตรา 160 ทวิ/1 พ.ร.บ.จราจรทางบก บทบัญญัติ มาตรา 160 ทวิ/1 ของ พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 กำหนดให้อำนาจศาลสามารถ “เพิ่มโทษกึ่งหนึ่ง” แก่ผู้ขับขี่ที่ทำความผิดฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส หรือถึงแก่ความตาย ตาม ป.อ. มาตรา 291 หรือ 300 ในกรณีที่ ผู้ขับขี่ - ขับรถโดย ไม่ได้รับใบอนุญาตขับขี่ หรือ - ขับรถระหว่างถูกสั่งพักใช้/เพิกถอน/ยึดใบอนุญาตขับขี่ ดังนั้นประเด็นกฎหมายคือ “สิ้นอายุ” ของใบอนุญาตขับขี่อยู่ในข่ายดังกล่าวหรือไม่ 2 ประกาศของกรมการขนส่งทางบก พ.ศ. 2565 ประกาศ “หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการอบรมและทดสอบสมรรถภาพของร่างกายผู้ขอรับใบอนุญาตขับรถ และผู้ขอต่ออายุใบอนุญาตขับรถ” พ.ศ. 2565 ข้อ 17 กำหนดให้ผู้ถือใบอนุญาตที่สิ้นอายุสามารถขอต่ออายุใบอนุญาตขับขี่ได้ ซึ่งศาลนำมาพิจารณาว่า จำเลยสามารถเข้าสู่กระบวนการขอต่ออายุได้ แม้ใบอนุญาตจะสิ้นอายุแล้ว ซึ่งหมายความว่า จำเลยไม่ได้อยู่ในสถานะ “ไม่มีใบอนุญาตขับขี่” ตามมาตรา 160 ทวิ/1 3 อำนาจของศาลฎีกาในการวินิจฉัยข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาใช้ มาตรา 195 วรรค สอง ประกอบ มาตรา 225 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ.อ.) เพื่อวินิจฉัยกรณีเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ซึ่งรวมถึงกรณีที่ศาลอุทธรณ์ตีความกฎหมายเพิ่มโทษไม่ถูกต้อง เรื่องนี้ศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ 4 คดีส่วนแพ่ง: ค่าสินไหมทดแทน ดอกเบี้ย และค่าฤชาธรรมเนียม • ผู้ร้องที่ 1 ขอค่าสินไหมทดแทน 187,000 บาท (แบ่งเป็นค่าเสียหายขาดประโยชน์ 127,000 บาท + ค่าเสียหายอื่น 50,000 บาท + ค่าทรัพย์สิน 10,000 บาท) • ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ 197,000 บาท ซึ่งเกินคำขอ • จำเลยได้วางเงินไว้แล้ว 30,000 บาท ต้องหักก่อนชำระค่าสินไหมรวม และดอกเบี้ยให้คิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 7 วรรค สอง โดยให้บวกเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ไม่เกินร้อยละ 5 ต่อปี • ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี (ค่าทนาย ความ) ศาลอุทธรณ์/ชั้นต้นไม่มีคำสั่งให้ ซึ่งไม่ถูกต้องตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 142 (5), มาตรา 246, มาตรา 252 และ ป.วิ.อ. มาตรา 40 5 บทเรียนสำคัญ • การสิ้นอายุของใบอนุญาตขับขี่ ไม่เท่ากับ การไม่มีใบอนุญาต หากเข้าเงื่อนไขการต่ออายุตามประกาศ กรมการขนส่งฯ • ผู้ขับขี่ควรตรวจสอบสถานะใบอนุญาตให้ชัดเจน เพราะอาจมีผลต่อการเพิ่มโทษตามกฎหมายจราจร • ศาลอุทธรณ์ไม่อาจเพิ่มโทษโดยไม่อยู่ภายใต้บทบัญญัติที่สัมพันธ์ได้โดยชัดเจน • ด้านคดีแพ่ง แม้จะเป็นคดีอาญาโดยหลัก แต่ผู้ได้รับบาดเจ็บมีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน ดอกเบี้ย และเรียกร้องค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีได้ IRAC (Issue – Rule – Application – Conclusion) Issue (ประเด็นข้อกฎหมาย): จำเลยขับรถโดยใบอนุญาตขับขี่สิ้นอายุอยู่ระหว่างรอต่ออายุ การกระทำของจำเลยเข้าข่าย “ขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับขี่” หรือไม่ จนเป็นเงื่อนไขให้ศาลเพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก มาตรา 160 ทวิ/1 หรือไม่ Rule (บทกฎหมายที่เกี่ยวข้อง): • พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 160 ทวิ/1: หากผู้ขับขี่ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายหรือได้รับอันตรายสาหัส และเป็นผู้ขับขี่โดยไม่มีใบอนุญาตขับขี่ หรือระหว่างถูกสั่งพักใช้/เพิกถอน/ยึดใบอนุญาต ให้ศาลเพิ่มโทษกึ่งหนึ่ง • ประกาศกรมการขนส่งทางบก พ.ศ. 2565 ข้อ 17: กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการต่ออายุใบอนุญาตขับรถ • ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรค สอง ประกอบ มาตรา 225: ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย • ป.พ.พ. พ.ศ. 2564 มาตรา 7 วรรค สอง: อัตราดอกเบี้ยตามสภาพเศรษฐกิจอาจปรับให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้น โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา Application (การประยุกต์ใช้): • จำเลยแม้ใบอนุญาตขับขี่สิ้นอายุเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2563 แต่ตามประกาศข้างต้นสามารถขอต่ออายุได้ จึงไม่จัดว่า “ขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับขี่” ภายใต้มาตรา 160 ทวิ/1 • ดังนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งให้จำเลย จึงไม่สอดคล้องกับบทกฎหมาย • ด้านคดีแพ่ง ผู้ร้องที่ 1 ขอค่าสินไหมทดแทน 187,000 บาท ศาลอุทธรณ์ให้ 197,000 บาท ซึ่งเกินคำขอ และจำเลยได้วางเงินไว้ 30,000 บาท ต้องหักก่อนจ่าย ดอกเบี้ยให้นำปรับตามบทบัญญัติ ป.พ.พ. มาตรา 7 และบวกเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ไม่เกินร้อยละ 5 ต่อปี • ศาลฎีกาแก้คำพิพากษาโดยไม่เพิ่มโทษกึ่งหนึ่ง และให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 1 187,000 บาท เท่านั้น พร้อมเงื่อนไขตามดอกเบี้ยและการหักเงินวางไว้ Conclusion (บทสรุป): ศาลฎีกาเห็นว่า การสิ้นอายุใบอนุญาตขับขี่ระหว่างรอต่ออายุ ไม่ถือเป็นการ “ไม่มีใบอนุญาตขับขี่” ในกรณีนี้ จึงไม่เข้าเงื่อนไขเพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตาม มาตรา 160 ทวิ/1 ของ พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 และแก้คำพิพากษาให้คงโทษจำคุก 3 เดือน พร้อมให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 1 187,000 บาท ตามเงื่อนไขที่ศาลกำหนด ข้อคิดทางกฎหมาย • ผู้ขับขี่ควรตรวจสอบสถานะใบอนุญาตขับขี่ให้ชัดเจน เพราะการสิ้นอายุอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดว่าเป็น “ไม่มีใบอนุญาต” ซึ่งในทางกฎหมายอาจไม่เป็นเช่นนั้นโดยอัตโนมัติ • การเพิ่มโทษตามมาตรา 160 ทวิ/1 ต้องมีเงื่อนไขครบถ้วนตามบทบัญญัติ ได้แก่ การไม่มีใบอนุญาตขับขี่หรือช่วงถูกพัก/เพิกถอน/ยึดใบอนุญาต ไม่ใช่ทุกกรณีของใบอนุญาตสิ้นอายุ • ศาลฎีกามีบทบาทสำคัญในการวินิจฉัยข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งเมื่อมีการตีความที่ไม่สอดคล้องกับบทบัญญัติ ก็สามารถแก้ไขคำพิพากษาลงมาได้ • ในคดีที่มีทั้งโทษอาญาและคดีแพ่งควบคู่กัน (เช่น อุบัติเหตุจราจร) ต้องพิจารณาทั้งโทษจำคุกและค่าสินไหมทดแทน ดอกเบี้ย รวมถึงค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีอย่างครบถ้วน • คดีนี้เป็นตัวอย่างที่ดีในการอ้างอิงเกี่ยวกับการขอต่ออายุใบอนุญาตขับรถ และเงื่อนไขของการเพิ่มโทษตามกฎหมายจราจร แนวคำถาม - ธงคำตอบ 🧩 ข้อที่ 1 คำถาม: นาย ข. ขับรถยนต์ในทางร่วมทางแยกโดยไม่หยุดตามป้าย “หยุด” เป็นเหตุเฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ของนางสาว น. ซึ่งมีเด็กหญิง ช. อายุ 7 ปี นั่งซ้อนท้าย ได้รับอันตรายสาหัส ทั้งนี้ขณะเกิดเหตุใบอนุญาตขับขี่ของนาย ข. หมดอายุมาแล้ว 1 ปี โจทก์ยื่นฟ้องในข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส และขอให้เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 160 ทวิ/1 โดยอ้างว่านาย ข. “ไม่มีใบอนุญาตขับขี่” ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 3 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 2 เห็นว่าควรเพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามมาตรา 160 ทวิ/1 รวมเป็นจำคุก 4 เดือน 15 วัน นาย ข. ฎีกาว่าตนเพียงแต่ “ใบอนุญาตสิ้นอายุ” มิใช่ “ไม่มีใบอนุญาต” เพราะยังสามารถขอต่ออายุได้ ปัญหามีว่า การขับรถโดยใบอนุญาตสิ้นอายุจะถือเป็น “ไม่มีใบอนุญาตขับขี่” ตามมาตรา 160 ทวิ/1 ซึ่งศาลมีอำนาจเพิ่มโทษกึ่งหนึ่งหรือไม่ ธงคำตอบ: มาตรา 160 ทวิ/1 แห่งพระราชบัญญัติการจราจรทางบก พ.ศ. 2522 บัญญัติให้ศาลเพิ่มโทษกึ่งหนึ่งแก่ผู้ขับขี่ที่กระทำความผิดฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายหรือได้รับอันตรายสาหัส “และผู้ขับขี่ได้ขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับขี่ หรือขับรถในระหว่างถูกสั่งพักใช้ ถูกเพิกถอน หรือถูกยึดใบอนุญาตขับขี่” ซึ่งเป็นบทลงโทษพิเศษที่ต้องตีความโดยเคร่งครัดในทางจำกัด กรณีนี้ นาย ข. มีใบอนุญาตขับขี่ที่ออกโดยถูกต้องตามกฎหมาย และเพียงสิ้นอายุไปเท่านั้น โดยตามประกาศกรมการขนส่งทางบก เรื่อง “หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการอบรมและทดสอบสมรรถภาพของร่างกายผู้ขอรับใบอนุญาตขับรถ และผู้ขอต่ออายุใบอนุญาตขับรถ พ.ศ. 2565” ข้อ 17 กำหนดให้ผู้ที่ใบอนุญาตสิ้นอายุสามารถขอต่ออายุได้ จึงไม่ถือว่าเป็นผู้ที่ “ไม่ได้รับใบอนุญาตขับขี่” ในทางกฎหมาย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาเพิ่มโทษกึ่งหนึ่งโดยถือว่านาย ข. ไม่มีใบอนุญาตขับขี่นั้น “ไม่ชอบ” เพราะไม่เข้าเงื่อนไขตามบทบัญญัติแห่งมาตรา 160 ทวิ/1 ศาลฎีกาจึงแก้คำพิพากษาโดยไม่เพิ่มโทษกึ่งหนึ่ง คงโทษจำคุก 3 เดือนเท่าเดิม สรุป: การขับรถโดยใบอนุญาตขับขี่สิ้นอายุ ไม่ถือว่าเป็นการขับรถโดยไม่มีใบอนุญาตขับขี่ ศาลจึงไม่มีอำนาจเพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามมาตรา 160 ทวิ/1 ⚖️ ข้อที่ 2 คำถาม: ในคดีเดียวกัน ระหว่างการพิจารณา ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้พิพากษาเพิ่มโทษจำคุกจำเลยกึ่งหนึ่งตามมาตรา 160 ทวิ/1 ทั้งที่โจทก์มิได้อุทธรณ์ในประเด็นดังกล่าว ต่อมาศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองว่าการเพิ่มโทษดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยอาศัยอำนาจตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และยังแก้ไขในส่วนของคดีแพ่งเรื่องค่าสินไหมทดแทนและดอกเบี้ยตาม ป.พ.พ. มาตรา 7 วรรคสอง ปัญหามีว่า เหตุใดศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกข้อกฎหมายดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยเองได้ แม้คู่ความจะมิได้อุทธรณ์หรือฎีกาในประเด็นนั้น ธงคำตอบ: ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง บัญญัติว่า “ข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย หรือข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้อันว่าด้วยอุทธรณ์ ผู้อุทธรณ์หรือศาลยกขึ้นอ้างได้ แม้จะมิได้ยกขึ้นในศาลชั้นต้นก็ตาม” และมาตรา 225 กำหนดให้ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณาในชั้นอุทธรณ์มาใช้โดยอนุโลมในชั้นฎีกา เมื่อการเพิ่มโทษตามมาตรา 160 ทวิ/1 เป็นบทบัญญัติที่กระทบต่อ “เสรีภาพของบุคคล” และเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับ “ความสงบเรียบร้อยของประชาชน” หากศาลอุทธรณ์ภาค 2 ตีความขยายความหมายของคำว่า “ไม่มีใบอนุญาตขับขี่” เกินขอบเขตแห่งกฎหมาย ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองเพื่อแก้ไขให้ถูกต้องได้ ในส่วนของคดีแพ่ง ศาลฎีกาเห็นว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 1 เกินคำขอ และมิได้พิจารณาอัตราดอกเบี้ยให้เป็นไปตามมาตรา 7 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งให้อัตราดอกเบี้ยเป็นร้อยละ 3 ต่อปี ปรับตามพระราชกฤษฎีกา บวกเพิ่มไม่เกินร้อยละ 2 ต่อปี จึงแก้ไขให้ถูกต้องตามบทบัญญัติ สรุป: ศาลฎีกามีอำนาจยกข้อกฎหมายขึ้นวินิจฉัยเองได้ เมื่อเป็น “ข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย” แม้คู่ความจะมิได้ฎีกาในประเด็นนั้น ตามอำนาจแห่ง ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปโดยชอบธรรมและสอดคล้องกับหลักนิติรัฐ ✅ แนวสรุปสำหรับผู้ศึกษากฎหมาย: • ประเด็นที่ 1 เน้น “การตีความคำว่าไม่มีใบอนุญาตขับขี่” ตามมาตรา 160 ทวิ/1 ต้องเป็นกรณีไม่มีสิทธิขับขี่โดยเด็ดขาด ไม่รวมกรณีใบอนุญาตสิ้นอายุที่สามารถต่ออายุได้ • ประเด็นที่ 2 แสดงให้เห็นอำนาจศาลฎีกาในการคุ้มครองความสงบเรียบร้อยของประชาชน และแก้ไขการใช้กฎหมายที่คลาดเคลื่อน แม้ไม่มีคู่ความยกอ้าง ทั้งสองประเด็นนี้จึงสะท้อนหลัก “การตีความบทลงโทษอย่างเคร่งครัด” และ “การใช้อำนาจศาลเพื่อธำรงความยุติธรรมตามหลักกฎหมายสูงสุด”.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 948/2568 จำเลยขับรถโดยใบอนุญาตสิ้นอายุ แต่จำเลยสามารถขอต่ออายุใบอนุญาตขับขี่ได้ตามประกาศกรมการขนส่งทางบก เรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการอบรมและทดสอบสมรรถภาพของร่างกายผู้ขอรับใบอนุญาตขับรถ และผู้ขอต่ออายุใบอนุญาตขับรถ พ.ศ. 2565 ข้อ 17 จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยไม่ได้รับใบอนุญาตขับขี่ ไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่จะเพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่ง ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 160 ทวิ/1 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 เพิ่มโทษจำเลยมาจึงไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43, 157, 160 ทวิ/1 และเพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตามกฎหมาย จำเลยให้การรับสารภาพ ระหว่างพิจารณา นางสาว น. ผู้เสียหายที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 187,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดวันที่ 10 เมษายน 2564 (ที่ถูก วันที่ 24 พฤศจิกายน 2565) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และเด็กหญิง ช. ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 436,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยไม่ให้การคดีส่วนแพ่ง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (4), 157 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน และให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 1 เป็นเงิน 197,000 บาท ผู้ร้องที่ 2 เป็นเงิน 300,000 บาท ค่าซ่อมรถจักรยานยนต์จำนวน 10,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 507,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิด เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมนั้นเนื่องจากผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 ได้รับการยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียม จึงไม่กำหนดให้ โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิ่มโทษจำคุกจำเลยกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 160 ทวิ/1 เมื่อรวมกับโทษจำคุก 6 เดือน ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นแล้วรวมเป็นจำคุก 9 เดือน จำเลยรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 4 เดือน 15 วัน และให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 1 เป็นเงิน 197,000 บาท แก่ผู้ร้องที่ 2 เป็นเงิน 300,000 บาท รวมเป็นเงิน 497,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดวันที่ 24 พฤศจิกายน 2565 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า จำเลยขับรถอยู่ในทางเดินรถทางโท เมื่อถึงทางร่วมทางแยกจะต้องตรวจสอบเสียก่อนว่าขณะนั้นมีรถคันอื่นในทางเดินรถทางเอกกำลังแล่นผ่านเข้าทางร่วมทางแยกหรือไม่ แต่จำเลยกลับขับรถเข้าสู่ทางร่วมทางแยกทันทีโดยไม่หยุดและรอให้รถที่แล่นมาตามทางเดินรถทางเอกผ่านไปเสียก่อน ทั้งที่มีป้ายเตือนให้หยุด จึงเฉี่ยวชนผู้ร้องที่ 1 ซึ่งขับรถจักรยานยนต์มีผู้ร้องที่ 2 นั่งซ้อนท้ายแล่นมาในทางเดินรถทางเอก เป็นเหตุให้ผู้ร้องที่ 1 ได้รับอันตรายแก่กาย ส่วนผู้ร้องที่ 2 ได้รับอันตรายสาหัส และรถจักรยานยนต์ที่ผู้ร้องที่ 1 ขับมาได้รับความเสียหาย ลักษณะการกระทำความผิดของจำเลยแสดงให้เห็นว่า จำเลยขาดความรับผิดชอบต่อสังคมและไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้อื่นที่ใช้ถนนร่วมกับจำเลย ก่อให้เกิดผลกระทบต่อความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยในการใช้เส้นทางจราจรของสังคมโดยส่วนรวม พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง ประกอบกับได้ความตามรายงานการสืบเสาะของพนักงานคุมประพฤติโดยจำเลยไม่คัดค้านว่า ผู้ร้องที่ 2 อายุเพียง 7 ปี เรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ได้รับบาดเจ็บกระเพาะอาหารกับลำไส้เล็กส่วนต้นฉีกขาด ตับฉีกขาด เลือดออกในช่องท้อง โลหิตจางในภาวะเสียเลือด ผู้ร้องที่ 1 ขาดรายได้เนื่องจากต้องดูแลรักษาผู้ร้องที่ 2 ปัจจุบันผู้ร้องที่ 2 มีอาการกังวลตัวเอง เดินหลังค่อม สูญเสียบุคลิกภาพ หลังเกิดเหตุจำเลยวางเงินเพื่อชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องทั้งสอง รวมเป็นเงิน 30,000 บาท ซึ่งเป็นการบรรเทาผลร้ายแห่งคดีด้วยการชดใช้ค่าเสียหายเพียงส่วนน้อย ไม่อาจชดเชยความเสียหายและความเจ็บปวดทุกข์ทรมานที่ผู้ร้องทั้งสองได้รับ แสดงให้เห็นว่าจำเลยมิได้สำนึกในความผิดหรือพยายามบรรเทาผลร้ายแห่งความผิดตามสมควร แม้จำเลยอ้างว่าไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน หรือมีฐานะยากจน หรือเคยทำคุณงามความดีช่วยเหลือสังคม หรือมีเหตุอื่นดังที่จำเลยยกขึ้นอ้างในฎีกา ก็มิใช่เป็นเหตุเพียงพอจะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น อนึ่ง แม้โจทก์ระบุในฟ้องว่า จำเลยขับรถโดยใบอนุญาตสิ้นอายุ ขณะกระทำความผิดคดีนี้ จำเลยจึงขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 2 ได้รับอันตรายสาหัส ขอให้เพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่ง ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ 2522 มาตรา 160 ทวิ/1 ซึ่งกำหนดให้ศาลพิพากษาเพิ่มโทษที่จะลงแก่ผู้ขับขี่ในความผิดฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตายหรือได้รับอันตรายสาหัสตามมาตรา 291 หรือมาตรา 300 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ในกรณีที่ผู้ขับขี่ได้ขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับขี่ หรือขับรถในระหว่างถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ ถูกเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ หรือถูกยึดใบอนุญาตขับขี่ ก็เพื่อให้การใช้รถใช้ถนนได้อย่างปลอดภัยและให้การป้องกันการกระทำความผิดมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ในเรื่องการตรวจสอบหรือทดสอบผู้ขับขี่ โดยปรับปรุงบทกำหนดโทษให้มีความเหมาะสม ซึ่งจะเป็นการลดการเกิดอุบัติเหตุทางถนนและส่งเสริมให้เกิดความสะดวกและความปลอดภัยในการจราจรทางบก ตามบทบัญญัติดังกล่าวจึงเป็นกรณีที่กฎหมายประสงค์ลงโทษผู้ขับขี่ที่ไม่ผ่านการตรวจสอบหรือทดสอบการขับขี่ หรือถูกห้ามไม่ให้ขับขี่เนื่องจากถูกพักใช้ ถูกเพิกถอน หรือถูกยึดใบอนุญาตขับขี่ และยังฝ่าฝืนขับรถจนเกิดเหตุร้ายแรงให้หนักขึ้น แต่กรณีนี้จำเลยผ่านการทดสอบการขับขี่โดยได้รับใบอนุญาตขับขี่ตั้งแต่อายุประมาณ 30 ปี และใบอนุญาตขับขี่สิ้นอายุเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2563 ซึ่งจำเลยสามารถขอต่ออายุใบอนุญาตขับขี่ได้ ตามประกาศกรมการขนส่งทางบก เรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการอบรมและทดสอบสมรรถภาพของร่างกายผู้ขอรับใบอนุญาตขับรถ และผู้ขอต่ออายุใบอนุญาตขับรถ พ.ศ. 2565 ข้อ 17 ดังนั้น การที่จำเลยขาดต่อใบอนุญาตในช่วงเวลาเกิดเหตุ ถือไม่ได้ว่าจำเลยไม่ได้รับใบอนุญาตขับขี่ จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่จะเพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่ง ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ 2522 มาตรา 160 ทวิ/1 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 เพิ่มโทษจำเลยมานั้น จึงไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 และผู้ร้องที่ 1 ยื่นคำร้องลงวันที่ 10 เมษายน 2566 ขอบังคับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าเสียหายที่ต้องขาดประโยชน์ทำมาหาได้ 127,000 บาทค่าเสียหายอย่างอื่นอันไม่ใช่ตัวเงิน 50,000 บาท และค่าทรัพย์สินได้รับความเสียหาย 10,000 บาท รวมเป็นเงิน 187,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 1 เป็นเงิน 197,000 บาท จึงเกินคำขอ กับในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยวางเงินเพื่อชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องทั้งสอง เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2566 เป็นเงิน 30,000 บาท โดยผู้ร้องทั้งสองขอรับเงินจำนวนดังกล่าวไปจากศาลชั้นต้นแล้ว ตามใบรับเงินในราชการศาลยุติธรรม ใบสั่งจ่ายเงินกลางที่ปรากฏในสำนวน จึงต้องนำเงินจำนวนดังกล่าวมาหักออกจากเงินที่จำเลยต้องชำระค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องทั้งสองตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 สำหรับอัตราดอกเบี้ย เมื่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 มาตรา 7 วรรคสอง กำหนดว่า อัตราดอกเบี้ยอาจปรับเปลี่ยนให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจของประเทศได้โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา โดยให้กระทรวงการคลังพิจารณาทบทวนทุกสามปี แต่ศาลล่างทั้งสองยังมิได้กำหนดกรณีดังกล่าวไว้ในคำพิพากษา นอกจากนี้ แม้ในการยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนผู้ร้องทั้งสองได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 253 แต่ค่าทนายความและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี เป็นค่าฤชาธรรมเนียมอย่างหนึ่งซึ่งศาลที่พิจารณาคดีมีอำนาจกำหนดได้ตามดุลพินิจเมื่อคดีที่พิจารณาในศาลนั้น ๆ ได้สิ้นสุดลง ดังนั้นคำพิพากษาในคดีส่วนแพ่งจึงต้องมีคำสั่งเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีและค่าทนายความ โดยอาจสั่งให้ใช้แทนกันหรือเป็นพับก็ได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่กำหนดค่าฤชาธรรมให้ผู้ร้องทั้งสอง และศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่มีคำสั่งเกี่ยวกับค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นอุทธรณ์ จึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) มาตรา 246 และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่เพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่ง ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 160 ทวิ/1 คงจำคุก 3 เดือน และให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 1 เป็นเงิน 187,000 บาท โดยให้นำเงินที่จำเลยวางต่อศาลชั้นต้นเพื่อชดใช้ค่าสินไหมทดแทนรวม 30,000 บาท แก่ผู้ร้องทั้งสอง มาหักชำระดอกเบี้ยที่ค้างชำระในวันชำระหนี้นั้นเสียก่อน หากมีเงินเหลือจึงให้นำหักชำระต้นเงินตามลำดับ ส่วนอัตราดอกเบี้ยหากกระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใดก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 5 ต่อปี ตามคำขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งทั้งสามศาลให้เป็นพับ คำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง 1. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3704/2567 (คดีขับรถประมาท ก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรง — ศาลพิจารณาโทษจำคุกและการรอการลงโทษ) ในคดีนี้ จำเลยขับรถโดยประมาทจนเกิดอุบัติเหตุ เป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บ/เสียหาย ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุก 3 ปี และปรับ 30,000 บาท จากนั้นลดโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 (รับสารภาพเป็นประโยชน์) คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ 15,000 บาท เมื่อรวมโทษทั้งหมดให้จำคุก 1 ปี 7 เดือน และปรับ 17,500 บาท แล้วรอการลงโทษไว้ (รอการจำคุก) ตามดุลพินิจศาล โดยอาศัยพฤติการณ์ว่าแม้เป็นเหตุร้ายแรง แต่จำเลยมีท่าทีรับผิดชอบและศาลเห็นว่ายังมีโอกาสกลับตัวได้ ไม่จำเป็นต้องคุมขังทันที. ประเด็นที่น่าสนใจสำหรับเปรียบเทียบกับฎีกา 948/2568 คือ ทั้งสองคดีต่างยืนยันว่า “ขับรถโดยประมาทจนผู้อื่นบาดเจ็บรุนแรงหรือได้รับอันตรายสาหัส” เป็นพฤติการณ์ร้ายแรงทางสังคม ซึ่งศาลต้องมองทั้งพฤติการณ์ในที่เกิดเหตุและพฤติการณ์หลังเกิดเหตุ เช่น การเยียวยาผู้เสียหาย การแสดงความสำนึก การช่วยเหลือ หรือการชดใช้ค่าเสียหาย ศาลในคดี 3704/2567 เลือกใช้มาตรการรอการลงโทษ ในขณะที่ฎีกา 948/2568 ศาลฎีกากลับเห็นว่าพฤติการณ์ของจำเลย “ขาดความรับผิดชอบต่อสังคม ไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ใช้ถนนร่วมกัน” โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้เสียหายเป็นเด็กอายุเพียง 7 ปี บาดเจ็บภายในช่องท้องอย่างรุนแรง แม้จำเลยวางเงินบางส่วน 30,000 บาท ก็ยังถูกมองว่ายังไม่พอแสดงความสำนึก ดังนั้นในฎีกา 948/2568 ศาลฎีกายืนยันโทษจำคุกโดยไม่รอการลงโทษ พร้อมชี้ว่าความปลอดภัยบนท้องถนนเชื่อมโยงกับความสงบเรียบร้อยของสังคมโดยรวม ไม่ใช่เรื่องระหว่างเอกชนเพียงคู่กรณีเดียว. 2. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1650/2534 (ขับรถโดยไม่มีใบอนุญาตขับขี่ + ประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส) ในคดีนี้ จำเลยอายุ 17 ปี ขับรถจักรยานยนต์โดยไม่มีใบอนุญาตขับขี่ ฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ และขับโดยประมาทจนทำให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสในความหมายของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุก 6 เดือนในความผิดฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส (ซึ่งถือเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามมาตรา 90) และโทษปรับในส่วนความผิดไม่มีใบอนุญาตขับขี่ ต่อมาลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามมาตรา 78 เพราะจำเลยรับสารภาพ เหลือจำคุก 3 เดือนและปรับ 100 บาท พร้อมกำหนดมาตรการแทนค่าปรับด้วยการกักขังตามมาตรา 29 ศาลอุทธรณ์ปรับโทษใหม่บางส่วนและรอการลงโทษไว้ 2 ปีโดยอ้างอายุยังเยาว์ของจำเลย. จุดที่น่าศึกษาเทียบกับฎีกา 948/2568 คือ นิยาม “ไม่มีใบอนุญาตขับขี่” ในคดีเก่าอย่าง 1650/2534 เป็นกรณีจำเลยไม่เคยได้รับอนุญาตเลย ศาลจึงลงโทษฐานขับรถโดยไม่มีใบอนุญาตแยกจากความผิดฐานประมาท ส่วนฎีกา 948/2568 ศาลฎีกายุคปัจจุบันต้องแยกเพิ่มอีกชั้นหนึ่งว่า “ใบอนุญาตสิ้นอายุ” ไม่เท่ากับ “ไม่มีใบอนุญาต” ตามโครงสร้างโทษเพิ่มกึ่งหนึ่งของมาตรา 160 ทวิ/1 แห่ง พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 ซึ่งเป็นบทลงโทษพิเศษที่ศาลจะใช้ได้ก็ต่อเมื่อผู้ขับไม่มีสิทธิขับขี่โดยชอบหรือถูกพักใช้/เพิกถอนจริง ๆ ไม่ใช่แค่อยู่ระหว่างดำเนินการต่ออายุใบอนุญาต ดังนั้น 1650/2534 ทำให้เราเห็น “ยุคก่อน” ที่ศาลพิจารณาความผิดไม่มีใบอนุญาตขับขี่แบบตรงไปตรงมา ส่วนฎีกา 948/2568 เป็น “ยุคหลัง” ที่เชื่อมทั้งกฎหมายจราจรกับกฎระเบียบกรมการขนส่งทางบกในการตีความสถานะใบขับขี่ของจำเลย. 3. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1615/2566 (โทษทางอาญาตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก และการใช้มาตรา 78 เพื่อลดโทษ) ในคดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 134 วรรคหนึ่งและวรรคสอง และมาตรา 160 ทวิ ลงโทษจำคุก 2 เดือน และปรับ 6,000 บาท จากนั้นลดโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 (รับสารภาพ) คงจำคุก 1 เดือนและปรับ 3,000 บาท ทั้งยังสั่งรอการลงโทษจำคุกไว้ 1 ปีตามมาตรา 56 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ข้อสังเกตสำคัญเชิงเปรียบเทียบคือ การเพิ่มน้ำหนักของโทษตามกฎหมายจราจรนั้น ศาลจะดูสถานะการกระทำผิดของผู้ขับขี่ภายใต้กฎหมายจราจรโดยตรง (เช่น ฝ่าฝืนมาตรา 134, 160 ทวิ) ก่อนพิจารณาลดหรือรอการลงโทษด้วยเหตุบรรเทาโทษภายใต้ประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งสะท้อนแนวทาง “โครงสร้างโทษหลัก → ลดโทษกึ่งหนึ่ง → พิจารณารอการลงโทษ” ส่วนฎีกา 948/2568 แม้จำเลยก็รับสารภาพ แต่ศาลฎีกาถือว่าพฤติการณ์เล็งเห็นถึงการไม่คำนึงถึงความปลอดภัยสาธารณะ (ขับมาจากทางโท ไม่หยุดตามป้ายหยุด พุ่งเข้าไปตัดทางเอกจนเด็กอายุ 7 ปี บาดเจ็บช่องท้องฉีกขาด) จึงไม่รอการลงโทษจำคุก ถือว่าความปลอดภัยสาธารณะบนท้องถนนและความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยของผู้ใช้ถนนเป็นปัจจัยเชิงนโยบายอาญาที่สำคัญ ศาลจึงเข้มกว่าคดี 1615/2566 ในมุมของการรอการลงโทษ. 4. บทความวิเคราะห์จากสำนักงานศาลยุติธรรม/ศาลฎีกาเรื่อง “ศาลสั่งให้พักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่รถคนละประเภทกับรถที่ขับในขณะกระทำความผิดได้” บทความนี้สรุปแนววินิจฉัยในคดีที่จำเลยไม่มีใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์ แต่มีเพียงใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคลชั่วคราว แล้วไปขับรถจักรยานยนต์จนเกิดเหตุ ศาลเห็นว่าการไม่มีใบอนุญาตขับขี่ “ประเภทที่ใช้จริงในขณะเกิดเหตุ” ทำให้ศาลมีอำนาจสั่งพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ แม้เป็นใบอนุญาตคนละประเภทกับรถที่ใช้ก่อเหตุได้ ซึ่งสะท้อนหลักการว่า “สถานะการได้รับอนุญาตให้ขับขี่ต้องตรงกับรถที่ใช้จริง” เพื่อประโยชน์ด้านความปลอดภัยสาธารณะทางถนน. เมื่อเทียบกับฎีกา 948/2568 ประเด็นนี้เชื่อมโยงโดยตรงกับแนวคิดเรื่อง “สถานะความชอบด้วยกฎหมายของผู้ขับในขณะเกิดเหตุ” เพียงแต่ในบทความของศาลฯ ประเด็นคือไม่มีใบอนุญาตขับขี่ที่ตรงกับประเภทรถ ขณะที่ในฎีกา 948/2568 ประเด็นคือ ใบอนุญาตสิ้นอายุแต่ยังอยู่ในสถานะที่กฎหมายยอมรับว่าสามารถต่ออายุได้ จึงยังไม่ใช่ “ไม่มีใบอนุญาต” ในความหมายที่จะเพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามมาตรา 160 ทวิ/1 พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 แนวนี้ช่วยให้ผู้ศึกษากฎหมายเข้าใจว่า ศาลไม่ตีความสถานะใบอนุญาตแบบกว้างเกินไปเพื่อเพิ่มโทษอาญาโดยอัตโนมัติ แต่จะมอง “ความสัมพันธ์ระหว่างสิทธิในการขับรถ ณ เวลานั้น” กับ “ผลร้ายที่เกิดขึ้น” อย่างจำเพาะเจาะจง ว่าผู้นั้นควรถูกมองว่าเป็นผู้ฝ่าฝืนร้ายแรงระดับใด. 5. แนววินิจฉัยทั่วไปเกี่ยวกับคดีขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย/อันตรายสาหัส และการพิจารณาโทษ (สรุปจากบทความกฎหมายและคำอธิบายคดีตัวอย่างคดีอุบัติเหตุจราจร บทความทางกฎหมายที่เผยแพร่สาธารณะเกี่ยวกับความผิดฐานขับรถโดยประมาทจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายหรือบาดเจ็บสาหัส อธิบายว่า ศาลจะประเมินทั้งพฤติการณ์ก่อนชนและหลังชน เช่น ผู้ขับหยุดช่วยเหลือหรือไม่ แสดงความสำนึกหรือไม่ พยายามบรรเทาผลเสียหายหรือไม่ และมีพฤติการณ์อันเป็นภัยสาธารณะอย่างรุนแรงหรือไม่ เช่น ฝ่าฝืนป้ายหยุด/ฝ่าฝืนสิทธิทางเอก ใช้ความเร็วในทางที่รู้ว่ามีผู้ใช้ถนนเปราะบางอย่างเด็กหรือคนขับมอเตอร์ไซค์ เป็นต้น ศาลสามารถลงโทษจำคุกได้หลายปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 หรือ 300 แต่ก็มีดุลพินิจในการ “รอการลงโทษ” หากเห็นว่าจำเลยสำนึกผิด ชดใช้เยียวยา และอันตรายที่เกิดขึ้นแม้ร้ายแรงแต่จำเลยมีความพยายามเยียวยาอย่างจริงใจ. อย่างไรก็ดี แนวคำพิพากษาศาลฎีกาในปีหลัง ๆ รวมถึงฎีกา 948/2568 แสดงท่าทีเข้มขึ้นเมื่อผู้เสียหายเป็นเด็กเล็กหรือมีอันตรายสาหัสในอวัยวะภายใน (เช่น ตับฉีกขาด เลือดออกในช่องท้อง) และเมื่อศาลมองว่า “จำเลยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยสาธารณะ” ก็อาจไม่รอการลงโทษ แม้จำเลยจะอ้างว่าไม่เคยต้องโทษมาก่อน หรือมีฐานะยากจน หรือเคยทำความดีช่วยเหลือสังคม ศาลเห็นว่าปัจจัยเหล่านั้นไม่เพียงพอ. กรอบคิดนี้สะท้อนวัตถุประสงค์เชิงนโยบายของกฎหมายจราจรทางบกฉบับแก้ไขล่าสุด ที่ต้องการป้องปรามอุบัติเหตุร้ายแรงบนถนนในฐานะปัญหาความสงบเรียบร้อยของประชาชน ไม่ใช่เรื่องส่วนบุคคลระหว่างคู่กรณีเท่านั้น.
|



.jpg)

.jpg)