
| บทฉกรรจ์ตามกฎหมายจราจรไม่ใช่การเพิ่มโทษ, เมาแล้วขับ,(ฎีกาที่ 4715/2566)
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการตีความบทบัญญัติกฎหมายจราจรทางบกว่าบทที่กำหนดให้ต้องรับโทษหนักขึ้นเป็นเพียง “บทฉกรรจ์” มิใช่บทเพิ่มโทษตามกฎหมายอาญา ศาลฎีกาวางหลักสำคัญว่าการใช้มาตรา 160 ตรี/2 วรรคหนึ่ง มิได้ก่อให้เกิดหน้าที่ต้องเพิ่มโทษหนึ่งในสามก่อนลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา การที่ศาลอุทธรณ์วางโทษโดยพิจารณาบทฉกรรจ์ดังกล่าวแล้วจึงเป็นการใช้ดุลพินิจโดยชอบ เป็นแนววินิจฉัยที่มีผลต่อแนวปฏิบัติในคดีเมาแล้วขับและคดีอาญาที่มีบทฉกรรจ์โดยตรง คดีนี้มีคำถามที่น่าสนใจดังต่อไปนี้ 1. บทบัญญัติที่กำหนดโทษหนักขึ้นตามกฎหมายเฉพาะ ถือเป็นบทเพิ่มโทษตามกฎหมายอาญาหรือไม่ 2. ศาลจำเป็นต้องเพิ่มโทษหนึ่งในสามก่อนลดโทษเสมอหรือไม่เมื่อเป็นกรณีบทฉกรรจ์ 3. การวางโทษของศาลอุทธรณ์โดยไม่เพิ่มโทษหนึ่งในสาม ชอบด้วยกฎหมายเพียงใด
ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการตีความบทบัญญัติของกฎหมายจราจรทางบกว่าบทที่กำหนดให้ต้องรับโทษหนักขึ้นเป็นเพียง “บทฉกรรจ์” มิใช่ “บทเพิ่มโทษ” ตามหลักกฎหมายอาญาทั่วไป โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่ามาตรา 160 ตรี/2 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 เป็นเพียงเหตุที่ทำให้ความผิดตามมาตรา 160 ตรี วรรคหนึ่ง มีอัตราโทษสูงขึ้นในตัวบทเอง ไม่ก่อให้เกิดหน้าที่ต้องเพิ่มโทษหนึ่งในสามก่อนลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา การที่ศาลอุทธรณ์วางโทษโดยไม่เพิ่มโทษหนึ่งในสามจึงเป็นการใช้กฎหมายโดยชอบ มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 160 ตรี วรรคหนึ่ง และมาตรา 160 ตรี/2 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 และมาตรา 91 key words ที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. บทฉกรรจ์ เป็นบทบัญญัติที่กฎหมายกำหนดโทษหนักขึ้นไว้ในตัวบทเอง ไม่ใช่กลไกเพิ่มโทษตามกฎหมายอาญาทั่วไป ศาลต้องใช้โทษตามกรอบที่บทฉกรรจ์กำหนด 2. ไม่ใช่บทเพิ่มโทษ มาตรา 160 ตรี/2 วรรคหนึ่ง มิได้บัญญัติให้ต้องเพิ่มโทษหนึ่งในสามแบบบทเพิ่มโทษตามประมวลกฎหมายอาญา ศาลจึงไม่จำต้องดำเนินการเพิ่มโทษก่อนลดโทษ 3. เพิ่มโทษหนึ่งในสาม เป็นหลักทั่วไปตามกฎหมายอาญาที่ใช้ได้เฉพาะกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้เพิ่มโทษโดยชัดแจ้ง ซึ่งคดีนี้ศาลเห็นว่าไม่เข้าเงื่อนไขดังกล่าว 4. ลดโทษตามมาตรา 78 เมื่อจำเลยรับสารภาพ ศาลมีอำนาจลดโทษกึ่งหนึ่งได้โดยตรง โดยไม่ต้องเพิ่มโทษหนึ่งในสามมาก่อน หากบทที่ใช้เป็นเพียงบทฉกรรจ์ 5. การตีความบทกำหนดโทษโดยเคร่งครัด ศาลฎีกาย้ำหลักว่าบทกำหนดโทษต้องตีความอย่างเคร่งครัด ไม่อาจขยายความให้เป็นโทษหนักขึ้นเกินกว่าที่กฎหมายบัญญัติไว้ชัดเจน ข้อเท็จจริงและประเด็นแห่งคดี คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยในหลายฐานความผิด อันรวมถึงความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมืองและพระราชบัญญัติจราจรทางบก โดยจำเลยเป็นบุคคลต่างด้าว ขับรถในขณะเมาสุราและไม่มีใบอนุญาตขับรถ จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นลงโทษในแต่ละกรรมตามลักษณะความผิด และลดโทษกึ่งหนึ่งเนื่องจากรับสารภาพ ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้ในส่วนความผิดตามกฎหมายจราจร โดยนำบทบัญญัติมาตรา 160 ตรี/2 วรรคหนึ่ง มาประกอบการลงโทษ แต่ไม่ได้เพิ่มโทษหนึ่งในสามก่อนลดโทษ โจทก์ฎีกาโต้แย้งว่าศาลอุทธรณ์ควรเพิ่มโทษก่อนลดโทษ ประเด็นทางกฎหมายที่ต้องวินิจฉัย ประเด็นสำคัญอยู่ที่การตีความมาตรา 160 ตรี/2 วรรคหนึ่ง ว่าเป็นบทเพิ่มโทษตามกฎหมายอาญา หรือเป็นเพียงบทฉกรรจ์ที่กำหนดโทษหนักขึ้นในตัวบทเอง หากเป็นบทเพิ่มโทษ ศาลย่อมต้องเพิ่มโทษหนึ่งในสามก่อนลดโทษ แต่หากเป็นบทฉกรรจ์ การวางโทษโดยตรงตามกรอบโทษที่กฎหมายกำหนดไว้ย่อมเพียงพอ หลักกฎหมายเกี่ยวกับบทฉกรรจ์และบทเพิ่มโทษ บทฉกรรจ์เป็นบทบัญญัติที่กฎหมายกำหนดลักษณะการกระทำที่มีความร้ายแรงมากขึ้นไว้โดยเฉพาะ พร้อมกำหนดอัตราโทษที่หนักขึ้นในตัวบทนั้น แตกต่างจากบทเพิ่มโทษตามประมวลกฎหมายอาญาซึ่งเป็นกลไกทั่วไปที่ใช้เพิ่มโทษจากฐานความผิดเดิม การตีความบทกำหนดโทษต้องกระทำโดยเคร่งครัด หากกฎหมายมิได้บัญญัติให้เพิ่มโทษโดยตรง ศาลย่อมไม่อาจขยายความไปเพิ่มโทษได้ คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยชัดเจนว่ามาตรา 160 ตรี/2 วรรคหนึ่ง เป็นเพียงบทฉกรรจ์ มิใช่บทบัญญัติเรื่องการเพิ่มโทษ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วางโทษโดยพิจารณาบทดังกล่าวประกอบแล้ว โดยไม่เพิ่มโทษหนึ่งในสามก่อนลดโทษ จึงเป็นการใช้กฎหมายโดยถูกต้อง ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น และพิพากษายืน แนวคำพิพากษาและบรรทัดฐานทางกฎหมาย คำพิพากษานี้วางบรรทัดฐานสำคัญในการแยกแยะบทฉกรรจ์ออกจากบทเพิ่มโทษอย่างชัดเจน ส่งผลให้การลงโทษในคดีอาญาที่มีกฎหมายเฉพาะกำหนดโทษหนักขึ้น ต้องพิจารณาจากเจตนารมณ์ของกฎหมายเป็นหลัก มิใช่ใช้หลักเพิ่มโทษทั่วไปโดยอัตโนมัติ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้ตอกย้ำหลักการสำคัญว่าศาลต้องตีความบทกำหนดโทษโดยเคร่งครัด บทฉกรรจ์ไม่ใช่บทเพิ่มโทษ และการเพิ่มโทษจะกระทำได้เฉพาะเมื่อกฎหมายบัญญัติไว้โดยชัดแจ้งเท่านั้น เป็นแนวทางที่ช่วยคุ้มครองสิทธิของจำเลยและสร้างความแน่นอนในการบังคับใช้กฎหมายอาญา ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4715/2566 พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 160 ตรี/2 วรรคหนึ่ง เป็นเพียงเหตุที่ทำให้ผู้กระทำความผิดตามที่ระบุไว้ในมาตรา 160 ตรี วรรคหนึ่ง ได้รับโทษหนักขึ้นที่เรียกว่าบทฉกรรจ์เท่านั้น ไม่ใช่บทบัญญัติเรื่องการเพิ่มโทษ และศาลอุทธรณ์ภาค 6 วางโทษแก่จำเลยใหม่ตามที่โจทก์อุทธรณ์โดยพิจารณาถึงบทบัญญัติของมาตรา 160 ตรี/2 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 ประกอบด้วยอยู่แล้ว ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่ได้ระบุให้เพิ่มโทษหนึ่งในสามก่อนลดโทษมานั้น จึงชอบแล้ว สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษตามแต่ละฐานความผิด ลดโทษกึ่งหนึ่งเนื่องจากรับสารภาพ และให้รอการลงโทษจำคุก 2. ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้ในส่วนความผิดตามกฎหมายจราจร ใช้มาตรา 160 ตรี/2 เป็นบทฉกรรจ์ วางโทษใหม่โดยไม่เพิ่มโทษหนึ่งในสาม และยกเลิกความผิดบางฐาน 3. ศาลฎีกาพิพากษายืน เห็นว่ามาตรา 160 ตรี/2 เป็นบทฉกรรจ์ ไม่ใช่บทเพิ่มโทษ การไม่เพิ่มโทษหนึ่งในสามก่อนลดโทษจึงชอบด้วยกฎหมาย แนวคำถาม - ธงคำตอบ ข้อ 1. ในคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยในหลายฐานความผิดทั้งตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมืองและพระราชบัญญัติจราจรทางบก โดยข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยเป็นบุคคลต่างด้าว ขับรถในขณะเมาสุราและไม่มีใบอนุญาตขับรถ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ได้นำบทบัญญัติมาตรา 160 ตรี/2 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาประกอบการวางโทษ แต่ไม่ได้ระบุให้เพิ่มโทษหนึ่งในสามก่อนลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ดังนี้ การที่ศาลอุทธรณ์วางโทษโดยไม่เพิ่มโทษหนึ่งในสามดังกล่าว เป็นการใช้ดุลพินิจโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และบทบัญญัติมาตรา 160 ตรี/2 วรรคหนึ่ง มีสถานะเป็นบทเพิ่มโทษหรือเป็นเพียงบทฉกรรจ์ตามหลักกฎหมายอาญา ธงคำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าประเด็นสำคัญของคดีนี้อยู่ที่การตีความสถานะของมาตรา 160 ตรี/2 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 ว่าเป็นบทบัญญัติประเภทใด โดยเห็นว่าบทดังกล่าวเป็นเพียงบทที่กำหนดให้ความผิดตามมาตรา 160 ตรี วรรคหนึ่ง ต้องรับโทษหนักขึ้นตามกรอบอัตราโทษที่กฎหมายบัญญัติไว้ในตัวบทเอง ซึ่งเรียกว่า “บทฉกรรจ์” มิใช่บทเพิ่มโทษตามหลักทั่วไปของกฎหมายอาญา การเพิ่มโทษหนึ่งในสามจะกระทำได้ต่อเมื่อกฎหมายบัญญัติไว้โดยชัดแจ้งว่าให้เพิ่มโทษเป็นการเฉพาะ แต่กรณีมาตรา 160 ตรี/2 วรรคหนึ่ง มิได้มีข้อความหรือเจตนารมณ์ให้ถือเป็นบทเพิ่มโทษดังกล่าว ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ได้พิจารณาบทฉกรรจ์นี้ประกอบในการกำหนดโทษแล้ว การไม่เพิ่มโทษหนึ่งในสามก่อนลดโทษตามมาตรา 78 จึงเป็นการใช้กฎหมายโดยถูกต้องและชอบด้วยหลักการตีความบทกำหนดโทษโดยเคร่งครัด ฎีกาของโจทก์ในประเด็นนี้จึงฟังไม่ขึ้น ข้อ 2. ในกรณีที่จำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ทั้งความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมืองและความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก และจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลมีอำนาจกำหนดโทษและลดโทษอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีบทฉกรรจ์ตามกฎหมายเฉพาะเข้ามาเกี่ยวข้อง ศาลจำเป็นต้องดำเนินการเพิ่มโทษตามหลักกฎหมายอาญาก่อนลดโทษทุกกรณีหรือไม่ และหลักการดังกล่าวส่งผลต่อแนวทางการวางโทษในคดีอาญาที่มีกฎหมายเฉพาะกำหนดโทษหนักขึ้นอย่างไร ธงคำตอบ ศาลฎีกาได้อธิบายหลักกฎหมายไว้อย่างชัดเจนว่า เมื่อการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ศาลต้องลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และเมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลมีอำนาจลดโทษกึ่งหนึ่งตามมาตรา 78 ได้โดยตรง อย่างไรก็ดี การจะเพิ่มโทษก่อนลดโทษหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจากบทกฎหมายที่ใช้เป็นฐานลงโทษ หากเป็นกรณีบทเพิ่มโทษตามกฎหมายอาญาทั่วไป ศาลย่อมต้องเพิ่มโทษก่อนจึงจะลดโทษได้ แต่ในคดีนี้ มาตรา 160 ตรี/2 วรรคหนึ่ง เป็นเพียงบทฉกรรจ์ที่กฎหมายจราจรกำหนดอัตราโทษที่สูงขึ้นไว้แล้วในตัวบท มิใช่บทเพิ่มโทษ ศาลอุทธรณ์จึงสามารถกำหนดโทษภายในกรอบของบทฉกรรจ์ดังกล่าว และลดโทษตามมาตรา 78 ได้ทันทีโดยไม่ต้องเพิ่มโทษหนึ่งในสามก่อน หลักการนี้เป็นบรรทัดฐานสำคัญที่ศาลฎีกาวางไว้ว่า บทกำหนดโทษต้องตีความโดยเคร่งครัด และไม่อาจนำหลักเพิ่มโทษทั่วไปไปใช้ขยายผลในกรณีที่กฎหมายเฉพาะมิได้บัญญัติไว้ เป็นแนวทางที่สร้างความแน่นอนและความเป็นธรรมในการกำหนดโทษในคดีอาญาที่มีกฎหมายเฉพาะบัญญัติโทษหนักขึ้นเป็นการเฉพาะ
|





