ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




บทฉกรรจ์ตามกฎหมายจราจรไม่ใช่การเพิ่มโทษ, เมาแล้วขับ,(ฎีกาที่ 4715/2566)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4715/2566, บทฉกรรจ์ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522, มาตรา 160 ตรี/2 เป็นบทฉกรรจ์ไม่ใช่บทเพิ่มโทษ, หลักการเพิ่มโทษหนึ่งในสามตามกฎหมายอาญา, การลดโทษตามมาตรา 78 ประมวลกฎหมายอาญา, แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับเมาแล้วขับ, ความแตกต่างระหว่างบทฉกรรจ์กับบทเพิ่มโทษ, การลงโทษหลายกรรมต่างกันตามมาตรา 91, แนวทางวางโทษในคดีจราจรทางบก, การอุทธรณ์โทษในคดีอาญา, วิเคราะห์อำนาจศาลอุทธรณ์ในการกำหนดโทษ,

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการตีความบทบัญญัติกฎหมายจราจรทางบกว่าบทที่กำหนดให้ต้องรับโทษหนักขึ้นเป็นเพียง “บทฉกรรจ์” มิใช่บทเพิ่มโทษตามกฎหมายอาญา ศาลฎีกาวางหลักสำคัญว่าการใช้มาตรา 160 ตรี/2 วรรคหนึ่ง มิได้ก่อให้เกิดหน้าที่ต้องเพิ่มโทษหนึ่งในสามก่อนลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา การที่ศาลอุทธรณ์วางโทษโดยพิจารณาบทฉกรรจ์ดังกล่าวแล้วจึงเป็นการใช้ดุลพินิจโดยชอบ เป็นแนววินิจฉัยที่มีผลต่อแนวปฏิบัติในคดีเมาแล้วขับและคดีอาญาที่มีบทฉกรรจ์โดยตรง

คดีนี้มีคำถามที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

1. บทบัญญัติที่กำหนดโทษหนักขึ้นตามกฎหมายเฉพาะ ถือเป็นบทเพิ่มโทษตามกฎหมายอาญาหรือไม่

2. ศาลจำเป็นต้องเพิ่มโทษหนึ่งในสามก่อนลดโทษเสมอหรือไม่เมื่อเป็นกรณีบทฉกรรจ์

3. การวางโทษของศาลอุทธรณ์โดยไม่เพิ่มโทษหนึ่งในสาม ชอบด้วยกฎหมายเพียงใด


ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการตีความบทบัญญัติของกฎหมายจราจรทางบกว่าบทที่กำหนดให้ต้องรับโทษหนักขึ้นเป็นเพียง “บทฉกรรจ์” มิใช่ “บทเพิ่มโทษ” ตามหลักกฎหมายอาญาทั่วไป โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่ามาตรา 160 ตรี/2 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 เป็นเพียงเหตุที่ทำให้ความผิดตามมาตรา 160 ตรี วรรคหนึ่ง มีอัตราโทษสูงขึ้นในตัวบทเอง ไม่ก่อให้เกิดหน้าที่ต้องเพิ่มโทษหนึ่งในสามก่อนลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา การที่ศาลอุทธรณ์วางโทษโดยไม่เพิ่มโทษหนึ่งในสามจึงเป็นการใช้กฎหมายโดยชอบ

มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้

พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 160 ตรี วรรคหนึ่ง และมาตรา 160 ตรี/2 วรรคหนึ่ง

ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 และมาตรา 91

key words ที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1. บทฉกรรจ์

เป็นบทบัญญัติที่กฎหมายกำหนดโทษหนักขึ้นไว้ในตัวบทเอง ไม่ใช่กลไกเพิ่มโทษตามกฎหมายอาญาทั่วไป ศาลต้องใช้โทษตามกรอบที่บทฉกรรจ์กำหนด

2. ไม่ใช่บทเพิ่มโทษ

มาตรา 160 ตรี/2 วรรคหนึ่ง มิได้บัญญัติให้ต้องเพิ่มโทษหนึ่งในสามแบบบทเพิ่มโทษตามประมวลกฎหมายอาญา ศาลจึงไม่จำต้องดำเนินการเพิ่มโทษก่อนลดโทษ

3. เพิ่มโทษหนึ่งในสาม

เป็นหลักทั่วไปตามกฎหมายอาญาที่ใช้ได้เฉพาะกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้เพิ่มโทษโดยชัดแจ้ง ซึ่งคดีนี้ศาลเห็นว่าไม่เข้าเงื่อนไขดังกล่าว

4. ลดโทษตามมาตรา 78

เมื่อจำเลยรับสารภาพ ศาลมีอำนาจลดโทษกึ่งหนึ่งได้โดยตรง โดยไม่ต้องเพิ่มโทษหนึ่งในสามมาก่อน หากบทที่ใช้เป็นเพียงบทฉกรรจ์

5. การตีความบทกำหนดโทษโดยเคร่งครัด

ศาลฎีกาย้ำหลักว่าบทกำหนดโทษต้องตีความอย่างเคร่งครัด ไม่อาจขยายความให้เป็นโทษหนักขึ้นเกินกว่าที่กฎหมายบัญญัติไว้ชัดเจน

ข้อเท็จจริงและประเด็นแห่งคดี

คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยในหลายฐานความผิด อันรวมถึงความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมืองและพระราชบัญญัติจราจรทางบก โดยจำเลยเป็นบุคคลต่างด้าว ขับรถในขณะเมาสุราและไม่มีใบอนุญาตขับรถ จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นลงโทษในแต่ละกรรมตามลักษณะความผิด และลดโทษกึ่งหนึ่งเนื่องจากรับสารภาพ ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้ในส่วนความผิดตามกฎหมายจราจร โดยนำบทบัญญัติมาตรา 160 ตรี/2 วรรคหนึ่ง มาประกอบการลงโทษ แต่ไม่ได้เพิ่มโทษหนึ่งในสามก่อนลดโทษ โจทก์ฎีกาโต้แย้งว่าศาลอุทธรณ์ควรเพิ่มโทษก่อนลดโทษ

ประเด็นทางกฎหมายที่ต้องวินิจฉัย

ประเด็นสำคัญอยู่ที่การตีความมาตรา 160 ตรี/2 วรรคหนึ่ง ว่าเป็นบทเพิ่มโทษตามกฎหมายอาญา หรือเป็นเพียงบทฉกรรจ์ที่กำหนดโทษหนักขึ้นในตัวบทเอง หากเป็นบทเพิ่มโทษ ศาลย่อมต้องเพิ่มโทษหนึ่งในสามก่อนลดโทษ แต่หากเป็นบทฉกรรจ์ การวางโทษโดยตรงตามกรอบโทษที่กฎหมายกำหนดไว้ย่อมเพียงพอ

หลักกฎหมายเกี่ยวกับบทฉกรรจ์และบทเพิ่มโทษ

บทฉกรรจ์เป็นบทบัญญัติที่กฎหมายกำหนดลักษณะการกระทำที่มีความร้ายแรงมากขึ้นไว้โดยเฉพาะ พร้อมกำหนดอัตราโทษที่หนักขึ้นในตัวบทนั้น แตกต่างจากบทเพิ่มโทษตามประมวลกฎหมายอาญาซึ่งเป็นกลไกทั่วไปที่ใช้เพิ่มโทษจากฐานความผิดเดิม การตีความบทกำหนดโทษต้องกระทำโดยเคร่งครัด หากกฎหมายมิได้บัญญัติให้เพิ่มโทษโดยตรง ศาลย่อมไม่อาจขยายความไปเพิ่มโทษได้

คำวินิจฉัยของศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยชัดเจนว่ามาตรา 160 ตรี/2 วรรคหนึ่ง เป็นเพียงบทฉกรรจ์ มิใช่บทบัญญัติเรื่องการเพิ่มโทษ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วางโทษโดยพิจารณาบทดังกล่าวประกอบแล้ว โดยไม่เพิ่มโทษหนึ่งในสามก่อนลดโทษ จึงเป็นการใช้กฎหมายโดยถูกต้อง ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น และพิพากษายืน

แนวคำพิพากษาและบรรทัดฐานทางกฎหมาย

คำพิพากษานี้วางบรรทัดฐานสำคัญในการแยกแยะบทฉกรรจ์ออกจากบทเพิ่มโทษอย่างชัดเจน ส่งผลให้การลงโทษในคดีอาญาที่มีกฎหมายเฉพาะกำหนดโทษหนักขึ้น ต้องพิจารณาจากเจตนารมณ์ของกฎหมายเป็นหลัก มิใช่ใช้หลักเพิ่มโทษทั่วไปโดยอัตโนมัติ

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้ตอกย้ำหลักการสำคัญว่าศาลต้องตีความบทกำหนดโทษโดยเคร่งครัด บทฉกรรจ์ไม่ใช่บทเพิ่มโทษ และการเพิ่มโทษจะกระทำได้เฉพาะเมื่อกฎหมายบัญญัติไว้โดยชัดแจ้งเท่านั้น เป็นแนวทางที่ช่วยคุ้มครองสิทธิของจำเลยและสร้างความแน่นอนในการบังคับใช้กฎหมายอาญา

ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

     เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4715/2566 

พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 160 ตรี/2 วรรคหนึ่ง เป็นเพียงเหตุที่ทำให้ผู้กระทำความผิดตามที่ระบุไว้ในมาตรา 160 ตรี วรรคหนึ่ง ได้รับโทษหนักขึ้นที่เรียกว่าบทฉกรรจ์เท่านั้น ไม่ใช่บทบัญญัติเรื่องการเพิ่มโทษ และศาลอุทธรณ์ภาค 6 วางโทษแก่จำเลยใหม่ตามที่โจทก์อุทธรณ์โดยพิจารณาถึงบทบัญญัติของมาตรา 160 ตรี/2 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 ประกอบด้วยอยู่แล้ว ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่ได้ระบุให้เพิ่มโทษหนึ่งในสามก่อนลดโทษมานั้น จึงชอบแล้ว

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษตามแต่ละฐานความผิด ลดโทษกึ่งหนึ่งเนื่องจากรับสารภาพ และให้รอการลงโทษจำคุก

2. ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้ในส่วนความผิดตามกฎหมายจราจร ใช้มาตรา 160 ตรี/2 เป็นบทฉกรรจ์ วางโทษใหม่โดยไม่เพิ่มโทษหนึ่งในสาม และยกเลิกความผิดบางฐาน

3. ศาลฎีกาพิพากษายืน เห็นว่ามาตรา 160 ตรี/2 เป็นบทฉกรรจ์ ไม่ใช่บทเพิ่มโทษ การไม่เพิ่มโทษหนึ่งในสามก่อนลดโทษจึงชอบด้วยกฎหมาย

แนวคำถาม - ธงคำตอบ

ข้อ 1.

ในคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยในหลายฐานความผิดทั้งตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมืองและพระราชบัญญัติจราจรทางบก โดยข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยเป็นบุคคลต่างด้าว ขับรถในขณะเมาสุราและไม่มีใบอนุญาตขับรถ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ได้นำบทบัญญัติมาตรา 160 ตรี/2 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาประกอบการวางโทษ แต่ไม่ได้ระบุให้เพิ่มโทษหนึ่งในสามก่อนลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ดังนี้ การที่ศาลอุทธรณ์วางโทษโดยไม่เพิ่มโทษหนึ่งในสามดังกล่าว เป็นการใช้ดุลพินิจโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และบทบัญญัติมาตรา 160 ตรี/2 วรรคหนึ่ง มีสถานะเป็นบทเพิ่มโทษหรือเป็นเพียงบทฉกรรจ์ตามหลักกฎหมายอาญา

ธงคำตอบ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าประเด็นสำคัญของคดีนี้อยู่ที่การตีความสถานะของมาตรา 160 ตรี/2 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 ว่าเป็นบทบัญญัติประเภทใด โดยเห็นว่าบทดังกล่าวเป็นเพียงบทที่กำหนดให้ความผิดตามมาตรา 160 ตรี วรรคหนึ่ง ต้องรับโทษหนักขึ้นตามกรอบอัตราโทษที่กฎหมายบัญญัติไว้ในตัวบทเอง ซึ่งเรียกว่า “บทฉกรรจ์” มิใช่บทเพิ่มโทษตามหลักทั่วไปของกฎหมายอาญา การเพิ่มโทษหนึ่งในสามจะกระทำได้ต่อเมื่อกฎหมายบัญญัติไว้โดยชัดแจ้งว่าให้เพิ่มโทษเป็นการเฉพาะ แต่กรณีมาตรา 160 ตรี/2 วรรคหนึ่ง มิได้มีข้อความหรือเจตนารมณ์ให้ถือเป็นบทเพิ่มโทษดังกล่าว ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ได้พิจารณาบทฉกรรจ์นี้ประกอบในการกำหนดโทษแล้ว การไม่เพิ่มโทษหนึ่งในสามก่อนลดโทษตามมาตรา 78 จึงเป็นการใช้กฎหมายโดยถูกต้องและชอบด้วยหลักการตีความบทกำหนดโทษโดยเคร่งครัด ฎีกาของโจทก์ในประเด็นนี้จึงฟังไม่ขึ้น

ข้อ 2.

ในกรณีที่จำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ทั้งความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมืองและความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก และจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลมีอำนาจกำหนดโทษและลดโทษอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีบทฉกรรจ์ตามกฎหมายเฉพาะเข้ามาเกี่ยวข้อง ศาลจำเป็นต้องดำเนินการเพิ่มโทษตามหลักกฎหมายอาญาก่อนลดโทษทุกกรณีหรือไม่ และหลักการดังกล่าวส่งผลต่อแนวทางการวางโทษในคดีอาญาที่มีกฎหมายเฉพาะกำหนดโทษหนักขึ้นอย่างไร

ธงคำตอบ

ศาลฎีกาได้อธิบายหลักกฎหมายไว้อย่างชัดเจนว่า เมื่อการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ศาลต้องลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และเมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลมีอำนาจลดโทษกึ่งหนึ่งตามมาตรา 78 ได้โดยตรง อย่างไรก็ดี การจะเพิ่มโทษก่อนลดโทษหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจากบทกฎหมายที่ใช้เป็นฐานลงโทษ หากเป็นกรณีบทเพิ่มโทษตามกฎหมายอาญาทั่วไป ศาลย่อมต้องเพิ่มโทษก่อนจึงจะลดโทษได้ แต่ในคดีนี้ มาตรา 160 ตรี/2 วรรคหนึ่ง เป็นเพียงบทฉกรรจ์ที่กฎหมายจราจรกำหนดอัตราโทษที่สูงขึ้นไว้แล้วในตัวบท มิใช่บทเพิ่มโทษ ศาลอุทธรณ์จึงสามารถกำหนดโทษภายในกรอบของบทฉกรรจ์ดังกล่าว และลดโทษตามมาตรา 78 ได้ทันทีโดยไม่ต้องเพิ่มโทษหนึ่งในสามก่อน หลักการนี้เป็นบรรทัดฐานสำคัญที่ศาลฎีกาวางไว้ว่า บทกำหนดโทษต้องตีความโดยเคร่งครัด และไม่อาจนำหลักเพิ่มโทษทั่วไปไปใช้ขยายผลในกรณีที่กฎหมายเฉพาะมิได้บัญญัติไว้ เป็นแนวทางที่สร้างความแน่นอนและความเป็นธรรมในการกำหนดโทษในคดีอาญาที่มีกฎหมายเฉพาะบัญญัติโทษหนักขึ้นเป็นการเฉพาะ

เมาแล้วขับ ศาลต้องเพิ่มโทษก่อนลดโทษจริงหรือ คำพิพากษาศาลฎีกานี้วางหลักสำคัญว่า บทบัญญัติตามกฎหมายจราจรที่กำหนดลักษณะฉกรรจ์ มิใช่บทเพิ่มโทษ แต่เป็นเพียงองค์ประกอบของความผิด ดังนั้น ศาลไม่จำเป็นต้องเพิ่มโทษก่อนแล้วจึงลดโทษตามกฎหมายอาญา แนววินิจฉัยนี้มีผลโดยตรงต่อคดีเมาแล้วขับและความผิดจราจรที่มีลักษณะร้ายแรง ถือเป็นบรรทัดฐานใหม่ที่ส่งผลต่อการกำหนดโทษในทางปฏิบัติของศาล




คดีเกี่ยวกับจราจรทางบก

ลงโทษคดีเมาแล้วขับทำให้ผู้อื่นตาย และหลักห้ามพิพากษาเกินคำขอ
ขับรถใบอนุญาตสิ้นอายุ ใบขับขี่ขาดต่อ ไม่เข้าเงื่อนไขเพิ่มโทษ (ฎีกา 948/2568)
เมาแล้วขับชนคนตาย & ค่าสินไหมทดแทน พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ,ค่าขาดไร้อุปการะ (ฎีกา 2981/2568)
(ฎีกาที่ 3704/2567): คดีขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายและการเพิ่มโทษตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7909/2549 : คดีขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและไม่หยุดให้ความช่วยเหลือ
รายงานสืบเสาะและพินิจ, ข้อมูลลับในคดีอาญา, พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร มาตรา 15
จอดรถกีดขวางทางจราจร
ความประมาทที่ไม่ร้ายแรงรอการลงโทษจำคุก
ขับขี่รถโดยไม่คำนึ่งถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อน
ความผิดจราจรทางบก รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย
ฟ้องจอดรถโดยประมาท
ไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือ,ไม่มีใบอนุญาตขับขี่,โทษ
ประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย
การขับรถโดยประมาท จอดรถริมถนน
ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปดูแลรักษาผู้ป่วยเรียกได้หรือไม่?