ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




เมาแล้วขับชนคนตาย & ค่าสินไหมทดแทน พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ,ค่าขาดไร้อุปการะ (ฎีกา 2981/2568)

คำพิพากษาศาลฎีกา 2981/2568 เมาแล้วขับชนคนตาย ค่าสินไหมทดแทน พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 ค่าเสียหายเบื้องต้น หักค่าสินไหมทดแทนส่วนสอง ค่าขาดไร้อุปการะ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 300 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 มาตรา 157 มาตรา 160 ตรี รถเฉี่ยวชน ทายาทโดยธรรม

ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

     เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับคดีที่จำเลยขับรถกระบะในขณะเมาสุราและด้วยความประมาทอย่างร้ายแรงจนเฉี่ยวชนผู้เสียชีวิต พร้อมทั้งส่งผลให้ทายาทเรียกค่าสินไหมทดแทนหลายรายการ ภายใต้ พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 (พ.ร.บ.คุ้มครองฯ) ซึ่งกำหนดศักยภาพคุ้มครองผู้ประสบภัยและทายาทโดยธรรมแล้ว ศาลได้วินิจฉัยประเด็นสำคัญว่า เมื่อผู้ประสบภัยหรือทายาทได้รับค่าสินไหมจากกรมธรรม์คุ้มครองฯ แล้ว ต้องนำไปหักจากค่าขาดไร้อุปการะหรือไม่ และแยกแยะโครงสร้างของค่าสินไหมทดแทนตามกฎหมายละเมิดอย่างไร

สรุปข้อเท็จจริง

จำเลยขับรถกระบะโดยเมาสุรา ความเร็วสูงและประมาทเลินเล่อจนเสียหลักออกนอกช่องเดินรถเฉี่ยวชนผู้ตายจนถึงแก่ความตาย

โจทก์ร่วมที่ 1 (ผู้เสียหาย) – ยื่นคำร้องค่าเสียหาย ได้แก่ ค่ารักษาพยาบาล 441,287 บาท, ค่าใช้จ่ายเดินทาง 102,000 บาท, ค่าทนทุกข์ทรมาน 500,000 บาท, ค่าขาดประโยชน์ 1,296,000 บาท รวม 2,339,287 บาท พร้อมดอกเบี้ย 7.5 % ต่อปีนับตั้งแต่วันทำละเมิดถึงวันยื่นคำร้อง และดอกเบี้ย 5 % ต่อปีนับจากนั้น

โจทก์ร่วมที่ 2 & 3 (ทายาทผู้ตาย) – ยื่นคำร้องค่าเสียหายหลายรายการ รวม 2,971,422.25 บาท พร้อมดอกเบี้ย 7.5 % ต่อปีตั้งแต่วันทำละเมิด

จำเลยให้การในส่วนแพ่งว่า โจทก์เรียกร้องสูงเกินควร

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300, 390 และพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (2) (4), 157, 160 ตรี และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 3 พร้อมยกคำร้องโจทก์ร่วมที่ 2

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แก้คำพิพากษาโดยให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ร่วมที่ 1 จำนวน 961,287 บาท, แก่โจทก์ร่วมที่ 2 และ 3 จำนวน 285,000 บาท และแก่โจทก์ร่วมที่ 3 จำนวน 1,406,925 บาท พร้อมดอกเบี้ย 7.5 % ต่อปีตั้งแต่วันที่ 21 พ.ย. 2563 ถึง 10 เม.ย. 2564 และ 5 % ต่อปีตั้งแต่ 11 เม.ย. 2564 เป็นต้นไป

จำเลยได้รับอนุญาตฎีกาโดยศาลฎีกา – ประเด็นที่ศาลฎีกาพิจารณาเป็นเพียงว่า ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 2 & 3 เหมาะสมหรือไม่ และประเด็นการหักค่าสินไหมทดแทนจากผู้รับประกันภัย

ประเด็นสำคัญที่สุดของคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2981/2568 มี แก่นหลักอยู่ที่การตีความกฎหมายเกี่ยวกับค่าสินไหมทดแทนภายใต้ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 และหลักการละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 438

โดยสรุป มาตราหลักที่ศาลใช้วินิจฉัยคือ:

⚖️ มาตราหลักที่ใช้ในคดี

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 วรรคหนึ่ง

“ให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด”

➡ ศาลใช้มาตรานี้ในการกำหนด “ขอบเขตและจำนวนค่าสินไหมทดแทน” — โดยเฉพาะการพิจารณาว่าค่าขาดไร้อุปการะที่โจทก์ร่วมเรียกนั้น ควรหักเงินจากกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยเท่าใด และจำเลยยังต้องรับผิดส่วนใดเพิ่มเติม

🔑 Keywords สำคัญที่สุด 5 ข้อ (พร้อมขยายความสั้น ๆ)

1. “ค่าเสียหายเบื้องต้น” ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มาตรา 4

หมายถึง ค่ารักษาพยาบาล ค่าปลงศพ และค่าใช้จ่ายเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้น — เป็นส่วนแรกที่บริษัทประกันภัยต้องจ่ายให้ก่อน และต้องถูกนำมาหักออกจากวงเงินคุ้มครองรวม

2. “ค่าสินไหมทดแทนส่วนที่สอง” หรือ “ส่วนเกินวงเงินเบื้องต้น”

เป็นเงินคุ้มครองเพิ่มเติมหลังหักค่าเสียหายเบื้องต้นแล้ว ศาลวินิจฉัยว่า แม้กฎหมายไม่ระบุชัดว่าเป็นค่าใด แต่ถือเป็น “ค่าสินไหมทดแทนเพื่อชดเชยความเสียหายทั่วไป” รวมถึง “ค่าขาดไร้อุปการะ” ด้วย

3. “ค่าขาดไร้อุปการะ”

คือ ค่าชดเชยแก่ทายาทหรือบุคคลที่ผู้ตายเคยอุปการะเลี้ยงดู ศาลตีความว่า ต้องนำค่าสินไหมจากกรมธรรม์ส่วนที่สองมาหักออกก่อนเพื่อป้องกันการซ้ำซ้อน แล้วจำเลยจึงรับผิดเฉพาะส่วนที่เหลือ

4. “ความร้ายแรงแห่งละเมิด” – การเมาแล้วขับอย่างประมาทเลินเล่อ

จำเลยขับรถในขณะเมาสุรา และด้วยความเร็วสูงจนชนคนตาย ถือเป็นการละเมิดอย่างร้ายแรง ศาลใช้เป็นปัจจัยเพิ่มน้ำหนักในการประเมินค่าสินไหม ตามหลัก มาตรา 438

5. “การคิดดอกเบี้ยผิดนัดตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 ประกอบ มาตรา 7 (แก้ไข พ.ศ. 2564)”

ศาลฎีกาชี้ว่า ดอกเบี้ยต้องคิดตามอัตราที่กระทรวงการคลังประกาศโดยพระราชกฤษฎีกา และต้องบวก 2 % ต่อปีตามกฎหมาย ไม่ใช่กำหนดตามดุลพินิจศาลอุทธรณ์

สรุปสั้น ๆ :

คดีนี้เป็นแนวคำพิพากษาสำคัญที่ วางหลักการ “หักค่าสินไหมทดแทนจากกรมธรรม์ภาคบังคับก่อนคิดค่าขาดไร้อุปการะ” และยืนยันว่าศาลต้องใช้ มาตรา 438 ป.พ.พ. กำหนดค่าสินไหมตามพฤติการณ์ รวมทั้งการตีความ “ค่าเสียหายเบื้องต้น” ตาม มาตรา 4 พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถฯ เพื่อป้องกันการชดเชยซ้ำซ้อนและสร้างมาตรฐานการคำนวณค่าสินไหมอย่างเป็นธรรม.

คำวินิจฉัย

ประเด็นหลัก

1. ภายใต้ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มาตรา 4 ให้คำจำกัดความ “ค่าเสียหายเบื้องต้น” ซึ่งรวมถึง ค่ารักษาพยาบาล, ค่าใช้จ่ายจำเป็นเกี่ยวกับการรักษา, ค่าปลงศพ, ค่าใช้จ่ายจัดการศพ และค่าใช้จ่ายอื่นที่จำเป็นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประสบภัยในเบื้องต้น

2. ในตารางกรมธรรม์ของบริษัทประกันภัย ระบุวงเงินคุ้มครองผู้ประสบภัยในกรณีเสียชีวิตไว้ 500,000 บาท และจำนวนเงินค่าเสียหายเบื้องต้นไว้ 35,000 บาท ต่อหนึ่งคน

3. เมื่อหักค่าเสียหายเบื้องต้นแล้ว ผู้ประสบภัยหรือทายาทจะได้รับค่าสินไหมทดแทนส่วนที่สองตามวงเงินคุ้มครองอีก 465,000 บาทต่อกรมธรรม์ (500,000 – 35,000)

4. ค่าสินไหมทดแทนส่วนที่สองตามวงเงินคุ้มครองนี้ ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองฯ มิได้บัญญัติให้เป็นความคุ้มครองเฉพาะส่วนใด เช่น “ค่าขาดไร้อุปการะ” หรือ “ค่าทดแทนเฉพาะอาชีพ” จึงถือว่าเป็นค่าสินไหมทดแทนเพื่อชดเชยความเสียหายใด ๆ อันเกิดจากการทำละเมิดเมื่อผู้ถูกกระทำถึงแก่ความตาย ซึ่งรวมถึง “ค่าขาดไร้อุปการะ” ด้วย

5. อย่างไรก็ดี เมื่อจะนับหักค่าสินไหมทดแทนส่วนที่สองไปเป็นค่าขาดไร้อุปการะ ต้องนำค่าสินไหมทดแทนส่วนที่สองมาหักจากค่าปลงศพและค่ารักษาพยาบาลก่อนผู้ตายถึงแก่ความตายเสียก่อน แล้วเหลือเท่าใดจึงนำไปหักเป็นค่าขาดไร้อุปการะที่จำเลยต้องรับผิด

6. ศาลฎีกาพิจารณาว่า กรณีนี้ โจทก์ร่วมที่ 2 & 3 ได้รับค่าสินไหมจากบริษัทประกันภัยภาคบังคับแล้วรวมวงเงิน 1,000,000 บาท (จากสองกรมธรรม์) ซึ่งทั้งสองกรมธรรม์มีเงื่อนไขแบบเดียวกัน คือ ค่าเสียหายเบื้องต้น 35,000 บาท ต่อคน จึงหักออกก่อนแล้วได้ค่าส่วนที่สองรวม 930,000 บาท หลังหักค่าเสียหายเบื้องต้นแล้ว

7. เมื่อหักจากค่าขาดไร้อุปการะของโจทก์ร่วมที่ 3 ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดไว้จำนวน 1,200,000 บาท แล้ว เหลือค่าขาดไร้อุปการะที่จำเลยต้องรับผิดจำนวน 685,174.25 บาท

8. ส่วนประเด็นการคิดดอกเบี้ยนับตั้งแต่วันที่ 11 เม.ย. 2564 เป็นต้นไป ศาลอุทธรณ์ไม่ได้กำหนดให้ปรับเปลี่ยนตามอัตราที่กระทรวงการคลังออกเป็นพระราชกฤษฎีกา และบวกเพิ่มอัตรา 2 % ต่อปีตาม มาตรา 224 ประกอบ มาตรา 7 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2564 ซึ่งศาลฎีกาเห็นว่าไม่ชอบ

9. ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ร่วมที่ 3 จำนวน 892,099.25 บาท และให้นับดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เม.ย. 2564 เป็นอัตรา 5 % ต่อปี หรืออัตราใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา บวกด้วย 2 % ต่อปี

วิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมาย

Issue

ผู้ประสบภัยหรือทายาท ได้รับค่าสินไหมทดแทนจากกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถภาคบังคับแล้ว จำเลยยังต้องรับผิดค่าขาดไร้อุปการะหรือไม่ และการหักค่าสินไหมทดแทนส่วนที่สองตามวงเงินคุ้มครองฯ เป็นไปได้อย่างไร

Rule

พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มาตรา 4 ให้ความหมายของ “ค่าเสียหายเบื้องต้น” ว่าเป็น “ค่ารักษาพยาบาล ค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล ค่าปลงศพ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดการศพ รวมทั้งค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายที่จำเป็นอย่างอื่นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประสบภัยในเบื้องต้น”

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า “ให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด”

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 (ประกอบ มาตรา 7 แก้ไข พ.ศ. 2564) กำหนดอัตราดอกเบี้ยผิดนัดในกรณีละเมิดว่า “ร้อยละสองต่อปี นอกจากมีข้อกำหนดในกฎหมายอื่น”

Application

จากตารางกรมธรรม์ของบริษัทประกันภัย จำนวนเงินคุ้มครองผู้ประสบภัยในกรณีเสียชีวิตต่อคนคือ 500,000 บาท และค่าเสียหายเบื้องต้นคือ 35,000 บาท ซึ่งเมื่อหักแล้วเหลือส่วนที่สอง 465,000 บาท ต่อหนึ่งกรมธรรม์

เมื่อทายาทได้รับจากสองกรมธรรม์รวม 1,000,000 บาท (500,000+500,000) และหักค่าเสียหายเบื้องต้นรวม 70,000 บาท (35,000+35,000) จึงเหลือส่วนที่สองรวม 930,000 บาท

ศาลเห็นว่า ส่วนที่สองนี้เป็นค่าสินไหมทดแทนเพื่อชดเชยความเสียหายใด ๆ อันเกิดจากการทำละเมิด (รวมค่าขาดไร้อุปการะ)

แต่ก่อนนำไปหักจากค่าขาดไร้อุปการะ ต้องนำมาหักจากค่าปลงศพและค่ารักษาพยาบาลก่อนผู้ตายถึงแก่ความตายเสียก่อน แล้วนำส่วนที่เหลือไปหักจากค่าขาดไร้อุปการะ

เมื่อนำมาหักแล้ว เหลือค่าขาดไร้อุปการะที่จำเลยต้องรับผิดแก่โจทก์ร่วมที่ 3 จำนวน 685,174.25 บาท

ในส่วนของอัตราดอกเบี้ย ศาลฎีกาเห็นว่า ศาลอุทธรณ์ผิดที่ไม่ได้กำหนดว่าหากกระทรวงการคลังปรับอัตราให้เปลี่ยนตาม และผิดที่บวก 2 % ต่อปีโดยอัตโนมัติ จึงแก้ให้ใช้อัตรา 5 % ต่อปี หรืออัตราใหม่ที่มี พระราชกฤษฎีกาบวก 2 % ต่อไป

Conclusion

ศาลฎีกาพิพากษาว่า การหักค่าสินไหมทดแทนตามตารางกรมธรรม์คุ้มครองภาคบังคับนั้นเป็นไปตามกฎหมาย โดยส่วนที่สองของตารางกรมธรรม์ถือเป็นค่าสินไหมทดแทนที่รวมค่าขาดไร้อุปการะ และการนำไปหักจากค่าขาดไร้อุปการะของทายาทนั้น ต้องหักค่าปลงศพและค่ารักษาพยาบาลก่อนผู้ตายถึงแก่ความตายให้หมดเสียก่อน จากนั้นจึงหักส่วนที่เหลือได้ และผู้จำเลยต้องรับผิดชดใช้ตามสัดส่วนที่เหลือ รวมทั้งอัตราดอกเบี้ยผิดนัดที่ต้องเป็นไปตามกฎหมายและพระราชกฤษฎีกาที่เกี่ยวข้อง

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

การที่ผู้ประสบภัยหรือทายาทได้รับค่าสินไหมทดแทนจากกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถภาคบังคับ ไม่ได้ทำให้จำเลยพ้นความรับผิดในส่วนละเมิด entirely — เครื่องมือประกันภัยเป็นส่วนหนึ่งของการชดเชย แต่หลักการละเมิดยังอยู่

ตารางกรมธรรม์ที่กำหนดวงเงิน “ค่าเสียหายเบื้องต้น” กับ “ค่าสินไหมทดแทนส่วนที่สอง” มีผลต่อสิทธิของผู้ได้รับความเสียหาย โดยผู้ได้รับต้องทราบว่าส่วนไหนถูกหักก่อน และส่วนไหนเป็นฐานของการเรียกร้อง

ศาลมีบทบาทในการตีความว่า “ค่าสินไหมทดแทนส่วนที่สอง” นั้น รวม “ค่าขาดไร้อุปการะ” ได้ หรือไม่ และกำหนดเป็นแนวทางให้ใช้กับกรณีเฉพาะได้

ในเรื่องดอกเบี้ยผิดนัด ควรยึดตามกฎหมายที่กำหนด และหากมีการเปลี่ยนแปลงอัตราโดยกระทรวงการคลังตามพระราชกฤษฎีกา ควรให้คำพิพากษาสอดคล้อง โดยไม่อาศัย “บวก 2 % ต่อปีอัตโนมัติ” เสมอไป

สำหรับผู้ประกอบอาชีพที่ได้รับความเสียหาย เช่น ขาดไร้อุปการะ / ขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์สิน / ขาดแรงงานในครัวเรือน — ต้องมีการพิสูจน์ฐานะ, ระยะเวลาที่มีเหตุผล, การคาดหมายรายได้ที่สูญเสียอย่างมีเหตุผลตามสถานะจริง

IRAC (Issue – Rule – Application – Conclusion)

Issue

ในคดีหมายเลข 2981/2568: ผู้ประสบภัยทายาทได้รับค่าสินไหมทดแทนจากกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถภาคบังคับแล้ว จำเลยยังต้องรับผิดค่าขาดไร้อุปการะหรือไม่ และจะต้องหักค่าสินไหมทดแทนส่วนนั้นอย่างไร

Rule

พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มาตรา 4 กำหนดคำจำกัดความ “ค่าเสียหายเบื้องต้น”

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 วรรคหนึ่ง – ศาลให้วินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 (ประกอบ มาตรา 7 แก้ไข พ.ศ. 2564) กำหนดอัตราดอกเบี้ยผิดนัด

Application

ตารางกรมธรรม์ให้คุ้มครองผู้ประสบภัยเสียชีวิต 500,000 บาท/คน ค่าเสียหายเบื้องต้น 35,000 บาท/คน → หักแล้วเหลือ 465,000 บาท/กรมธรรม์

ทายาทได้รับจากสองกรมธรรม์รวม 1,000,000 บาท → หักเบื้องต้น 70,000 บาท → เหลือ 930,000 บาท

ศาลกำหนดค่าสินไหมทดแทนค่า “ขาดไร้อุปการะ” ให้ทายาท 1,200,000 บาท → เมื่อนำ 930,000 บาทหักก่อน ผลคือ remaining 685,174.25 บาท ที่จำเลยต้องรับผิด

ดอกเบี้ยผิดนัด – ศาลฎีกาเห็นว่า ต้องใช้ 5 % ต่อปี หรืออัตราที่ปรับโดยกระทรวงการคลังบวก 2 % ต่อปี ไม่ใช่กำหนดโดยศาลอุทธรณ์แบบอัตโนมัติ

Conclusion

จำเลยแพ้แพ่งในส่วนที่เหลือ 685,174.25 บาท (สำหรับค่าขาดไร้อุปการะ) พร้อมดอกเบี้ยตามอัตราที่กฎหมายและพระราชกฤษฎีกากำหนด พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถภาคบังคับไม่ใช่เครื่องมือเดียวของการชดเชย แต่คำพิพากษาชี้ว่า เป็นส่วนที่ต้องนำมาหักเพื่อหลีกเลี่ยงการทับซ้อนของความรับผิด

🔹 ประเด็นคำถามที่ 1:

“เมื่อผู้ประสบภัยจากอุบัติเหตุจราจรได้รับค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันภัยภาคบังคับตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 แล้ว ทายาทโดยธรรมยังสามารถเรียกร้องค่าขาดไร้อุปการะจากผู้กระทำละเมิดต่อไปได้หรือไม่ และในกรณีเช่นนี้ ศาลจะต้องนำเงินค่าสินไหมทดแทนจากกรมธรรม์ดังกล่าวมาหักออกจากค่าเสียหายที่จำเลยต้องรับผิดเพียงใด อย่างไร?”

คำตอบ:

ศาลฎีกาได้วินิจฉัยโดยใช้หลักตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มาตรา 4 ซึ่งให้คำจำกัดความ “ค่าเสียหายเบื้องต้น” ว่า หมายถึง “ค่ารักษาพยาบาล ค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล ค่าปลงศพ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดการศพ รวมทั้งค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายที่จำเป็นอย่างอื่นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประสบภัยในเบื้องต้น” โดยในคดีนี้ ผู้ตายและภริยา (โจทก์ร่วมที่ 3) ได้รับค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันภัยภาคบังคับสองบริษัท รวมวงเงิน 1,000,000 บาท ซึ่งแต่ละกรมธรรม์ระบุชัดว่า ค่าเสียหายเบื้องต้น 35,000 บาท ต่อคน และวงเงินคุ้มครองสูงสุด 500,000 บาท ต่อคน

ศาลจึงแยกเงินค่าสินไหมออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่

(1) ค่าเสียหายเบื้องต้น 70,000 บาท (สองกรมธรรม์) ซึ่งเป็นค่ารักษาพยาบาลและค่าปลงศพ ต้องนำไปหักออกจากค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ก่อน และ

(2) ค่าสินไหมส่วนที่สอง 930,000 บาท (วงเงินคุ้มครองส่วนที่เหลือ) ซึ่ง พ.ร.บ.คุ้มครองฯ มิได้บัญญัติให้เป็นความคุ้มครองเฉพาะในส่วนใดโดยเฉพาะ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ค่าสินไหมทดแทนในส่วนที่สองนี้ ถือเป็นค่าสินไหมเพื่อชดเชยความเสียหายใด ๆ อันเกิดจากการทำละเมิดในกรณีที่ผู้ถูกละเมิดถึงแก่ความตาย ซึ่งรวมถึง “ค่าขาดไร้อุปการะ” ด้วย — ดังนั้น เมื่อโจทก์ร่วมที่ 3 เรียกร้องค่าขาดไร้อุปการะ 1,200,000 บาท ศาลจึงให้นำค่าสินไหมจากบริษัทประกันภัยในส่วนที่สอง (930,000 บาท) มาหักออกก่อน เหลือเพียง 685,174.25 บาท ที่จำเลยต้องรับผิดจริง

แนววินิจฉัยนี้เป็นหลักสำคัญที่ศาลฎีกาใช้ยืนยันว่า แม้ผู้เสียหายจะได้รับค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันภัยแล้ว ก็ยังคงมีสิทธิเรียกค่าเสียหายส่วนที่เกินจากวงเงินคุ้มครองได้ แต่ต้องนำค่าสินไหมจากกรมธรรม์มาหักออก เพื่อไม่ให้มีการชดเชยซ้ำซ้อน และเพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นธรรมแก่ทั้งสองฝ่าย ทั้งยังเป็นการยืนยันบทบาทของมาตรา 438 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ให้ศาลมีดุลพินิจในการกำหนดค่าสินไหม “ตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด”

🔹 ประเด็นคำถามที่ 2:

“ในกรณีที่ศาลอุทธรณ์กำหนดอัตราดอกเบี้ยผิดนัดโดยไม่ได้กำหนดให้ปรับเปลี่ยนตามพระราชกฤษฎีกาที่กระทรวงการคลังออกประกาศ และไม่ได้บวกอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปีตามกฎหมายใหม่ ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขหรือไม่ และการคิดดอกเบี้ยเช่นใดจึงจะถูกต้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ประกอบมาตรา 7 ที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2564?”

คำตอบ:

ศาลฎีกาได้วินิจฉัยประเด็นนี้โดยอาศัย มาตรา 224 ประกอบมาตรา 7 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ตามพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2564) ซึ่งบัญญัติว่า “หนี้เงินนั้น ให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ สองต่อปี และถ้ากระทรวงการคลังได้ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น”

ในคดีนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ได้พิพากษากำหนดอัตราดอกเบี้ยผิดนัดตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปที่ 5 % ต่อปี โดยไม่ได้ระบุเงื่อนไขว่า หากกระทรวงการคลังประกาศเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยโดยพระราชกฤษฎีกาแล้ว ให้ปรับไปตามนั้น และไม่ได้บวกอัตราเพิ่ม 2 % ต่อปีตามกฎหมายใหม่ จึงถือว่าการกำหนดดอกเบี้ยของศาลอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ศาลฎีกาเห็นว่า การกำหนดอัตราดอกเบี้ยผิดนัดเป็นเรื่องเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม มาตรา 142 (5) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง โดยไม่จำต้องมีคู่ความยกประเด็นอุทธรณ์หรือฎีกาในเรื่องนี้

ศาลฎีกาจึงแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้เป็นไปตามกฎหมายใหม่ โดยกำหนดว่า ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตรา 5 % ต่อปี หรืออัตราใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา บวกด้วยอัตราเพิ่ม 2 % ต่อปี ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายว่าด้วยอัตราดอกเบี้ยผิดนัดที่แก้ไขเพิ่มเติม และเพื่อคุ้มครองสิทธิของคู่ความอย่างเป็นธรรม

แนวคำพิพากษานี้จึงมีความสำคัญในเชิงหลักการ เพราะเป็นการยืนยันว่า แม้ศาลอุทธรณ์จะมีคำพิพากษาไปแล้ว แต่หากพบว่าอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไม่ถูกต้องตามกฎหมายใหม่ ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจแก้ไขได้เอง เพื่อให้เป็นไปตามหลักกฎหมายปัจจุบัน และยังสะท้อนถึงการให้ความสำคัญกับหลัก “ความสงบเรียบร้อยของประชาชน” ในการบังคับใช้บทบัญญัติกฎหมายแพ่ง

🔸 สรุปสาระจากทั้งสองประเด็น

1. ประเด็นแรก (ค่าสินไหมและการหักวงเงิน) — ศาลฎีกาวางหลักว่า เงินจากบริษัทประกันภัยต้องนำมาหักก่อนเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลย เพื่อป้องกันการชดเชยซ้ำซ้อน

2. ประเด็นที่สอง (อัตราดอกเบี้ยผิดนัด) — ศาลฎีกายืนยันหลักกฎหมายใหม่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 ประกอบ มาตรา 7 และให้ถือเป็นเรื่องความสงบเรียบร้อยที่ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้


1. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 “มาตรา 438 ค่าสินไหมทดแทนจะพึงใช้โดยสถานใดเพียงใดนั้น ให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์ และความร้ายแรงแห่งละเมิด อนึ่ง ค่าสินไหมทดแทนนั้น ได้แก่การคืนทรัพย์สินอันผู้เสียหายต้องเสียไปเพราะละเมิด หรือใช้ราคาทรัพย์สินนั้น รวมทั้งค่าเสียหายอันจะพึงบังคับให้ใช้เพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ อันได้ก่อขึ้นนั้นด้วย”  2. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 “มาตรา 224 หนี้เงินนั้น ให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี ถ้าเจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย ก็ให้คงส่งดอกเบี้ยต่อไปตามนั้น ห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัด การพิสูจน์ค่าเสียหายอย่างอื่นนอกจากนั้น ให้พิสูจน์ได้”  3. พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มาตรา 4 “มาตรา 4 ในพระราชบัญญัตินี้ “ผู้ประสบภัย” หมายความว่า บุคคลซึ่งได้รับความเสียหายด้วยเหตุแห่งการขับรถหรือการใช้รถตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ รถตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก หรือรถตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ทหาร “ค่าเสียหายเบื้องต้น” หมายความว่า ค่ารักษาพยาบาล ค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล ค่าปลงศพ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดการศพ รวมทั้งค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายที่จำเป็นอย่างอื่นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประสบภัยในเบื้องต้น”

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2981/2568

สำเนาตารางกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถของบริษัทประกันภัยกำหนดค่าสินไหมทดแทนระบุจำนวนเงินคุ้มครองผู้ประสบภัยสำหรับการเสียชีวิตไว้ 500,000 บาท โดยกำหนดค่าเสียหายเบื้องต้นไว้ 35,000 บาท ซึ่งตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มาตรา 4 ให้คำจำกัดความค่าเสียหายเบื้องต้นว่า ค่ารักษาพยาบาล ค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล ค่าปลงศพ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดการศพ รวมทั้งค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายที่จำเป็นอย่างอื่นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประสบภัยในเบื้องต้น เมื่อหักค่าเสียหายเบื้องต้นออกจากวงเงินคุ้มครองผู้ประสบภัยสำหรับการเสียชีวิต ผู้ประสบภัยจะได้รับค่าสินไหมทดแทนส่วนที่สองตามวงเงินคุ้มครองผู้ประสบภัยอีกเพียง 465,000 บาท ค่าสินไหมทดแทนในส่วนที่สองนี้ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มิได้บัญญัติไว้เฉพาะว่าเป็นความคุ้มครองความเสียหายในส่วนใด ค่าสินไหมทดแทนในส่วนนี้จึงถือว่าเป็นค่าสินไหมทดแทนเพื่อชดเชยความเสียหายใด ๆ อันเกิดจากการทำละเมิดกรณีที่ผู้ถูกทำละเมิดถึงแก่ความตาย ซึ่งรวมถึงค่าขาดไร้อุปการะด้วย แต่ต้องนำค่าสินไหมทดแทนส่วนที่สองมาหักจากค่าปลงศพและค่ารักษาพยาบาลก่อนผู้ตายถึงแก่ความตายให้หมดสิ้นเสียก่อน เหลือเท่าใดจึงนำมาหักเป็นค่าขาดไร้อุปการะที่จำเลยต้องรับผิด

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 43, 157, 160 ตรี และเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา นางสาวสมนึก ผู้เสียหายที่ 1 นางณัฐพร ทายาทโดยธรรมของผู้ตาย และนางยอดเยี่ยม ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้เสียหายที่ 1 นางณัฐพร และผู้เสียหายที่ 2 เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300 โดยเรียกผู้เสียหายที่ 1 ว่า โจทก์ร่วมที่ 1 เรียกนางณัฐพรว่า โจทก์ร่วมที่ 2 และเรียกผู้เสียหายที่ 2 ว่า โจทก์ร่วมที่ 3

โจทก์ร่วมที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่ารักษาพยาบาล 441,287 บาท ค่าพาหนะและค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปพบแพทย์ตามกำหนดนัด 102,000 บาท ค่าทนทุกข์ทรมานด้านร่างกายและจิตใจ 500,000 บาท ค่าขาดประโยชน์จากการที่โจทก์ร่วมที่ 1 ไม่สามารถทำงานได้ 1,296,000 บาท รวมเป็นเงิน 2,339,287 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดจนถึงวันยื่นคำร้อง คิดเพียง 130,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 2,469,287 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับถัดจากวันยื่นคำร้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 3 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าปลงศพของผู้ตาย 358,400 บาท ค่าขาดไร้อุปการะของโจทก์ร่วมที่ 3 ซึ่งเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย 1,200,000 บาท ค่ารักษาพยาบาลก่อนผู้ตายถึงแก่ความตาย 126,774.25 บาท ค่ารักษาพยาบาลของโจทก์ร่วมที่ 3 เป็นเงิน 7,328 บาท ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปโรงพยาบาลของโจทก์ร่วมที่ 3 เป็นเงิน 22,500 บาท ค่าเสียหายทางด้านร่างกายและจิตใจจากการที่ผู้ตายถึงแก่ความตาย 350,000 บาท ค่าเสียหายทางด้านร่างกายและจิตใจของโจทก์ร่วมที่ 3 เป็นเงิน 80,000 บาท ค่าขาดประโยชน์จากการไม่ได้ประกอบอาชีพของโจทก์ร่วมที่ 3 เป็นเงิน 350,000 บาท ค่าขาดแรงงานในครัวเรือนของโจทก์ร่วมที่ 3 เป็นเงิน 50,000 บาท ค่าทรัพย์สินที่เสียหาย 341,820 บาท ค่าเสื่อมสภาพของรถยนต์ที่ถูกเฉี่ยวชน 20,000 บาท ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถยนต์ 65,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 2,971,422.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งว่า โจทก์ร่วมทั้งสามไม่อาจเรียกค่าเสียหายได้ และค่าเสียหายสูงเกินไปขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (2) (4), 157, 160 ตรี วรรคสอง วรรคสาม และวรรคสี่ การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 160 ตรี วรรคสี่ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี เพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ของจำเลย กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นเงิน 961,287 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน 2563 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ทั้งนี้เมื่อคำนวณดอกเบี้ยถึงวันฟ้องแล้วต้องไม่เกิน 130,000 บาท และใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ร่วมที่ 3 เป็นเงิน 380,099.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน 2563 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก กับให้ยกคำร้องของโจทก์ร่วมที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งระหว่างโจทก์ร่วมที่ 2 กับจำเลยให้เป็นพับ

โจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 3 กับจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 961,287 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 1 ชำระเงิน 285,000 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 3 และชำระเงิน 1,406,925 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 3 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวนนับแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน 2563 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยดังกล่าวนั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น โดยดอกเบี้ยในส่วนโจทก์ร่วมที่ 1 เมื่อคำนวณถึงวันฟ้องแล้วต้องไม่เกิน 130,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ คำพิพากษาของศาลชั้นต้นในคดีส่วนอาญาจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนค่าเสียหายที่เป็นค่ารักษาพยาบาลของโจทก์ร่วมที่ 3 ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้ 1,925 บาท และค่าเสียหายทางด้านร่างกายและจิตใจจากการที่ผู้ตายถึงแก่ความตาย ที่ศาลชั้นต้นไม่กำหนดให้แก่โจทก์ร่วมที่ 2 และ ที่ 3 ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์คัดค้าน จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และจำเลยไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาในคดีส่วนแพ่งในส่วนของโจทก์ร่วมที่ 1 คดีส่วนแพ่งในส่วนของโจทก์ร่วมที่ 1 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยตามที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกามีเพียงประการเดียวว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 5 กำหนดค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 3 เหมาะสมหรือไม่ เห็นว่า ค่าสินไหมทดแทนในมูลละเมิดจะพึงใช้โดยสถานใด เพียงใดนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด ซึ่งการที่จำเลยขับรถกระบะคันเกิดเหตุในขณะเมาสุราด้วยความเร็วสูงด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวัง อันเป็นการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง เป็นเหตุให้รถกระบะคันเกิดเหตุเสียหลักออกนอกช่องเดินรถไปเฉี่ยวชนผู้ตายจนถึงแก่ความตาย โจทก์ร่วมที่ 3 ได้รับอันตรายสาหัส และทรัพย์สินของผู้ตายกับโจทก์ร่วมที่ 3 ได้รับความเสียหาย นับว่าเป็นพฤติการณ์ที่ร้ายแรงและก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 3 เป็นอย่างยิ่ง โดยกรณีค่าขาดไร้อุปการะนั้น ศาลย่อมกำหนดตามฐานะของผู้ตายและฐานะของผู้มีสิทธิได้รับการอุปการะเลี้ยงดู ซึ่งต้องพิจารณาตามความหวังที่มีเหตุผลว่าหากผู้ตายมีชีวิตอยู่จะให้การอุปการะเลี้ยงดูได้เพียงใดและเป็นเวลานานเท่าใด ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ 3 ว่า โจทก์ร่วมที่ 3 เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย ผู้ตายประกอบอาชีพค้าขายเสื้อผ้าสำเร็จรูปร่วมกับโจทก์ร่วมที่ 3 มีรายได้เฉลี่ยหลังหักค่าใช้จ่ายวันละ 2,000 บาท ผู้ตายอายุ 65 ปี มีสุขภาพแข็งแรงดีมาก น่าเชื่อว่าหากผู้ตายไม่ถึงแก่ความตาย ย่อมมีเวลาและโอกาสประกอบอาชีพอันจะทำให้มีรายได้พอสมควร ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 กำหนดค่าขาดไร้อุปการะให้เป็นเวลา 10 ปี เป็นเงิน 1,200,000 บาท นั้น เห็นว่าเหมาะสมแล้ว สำหรับค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปโรงพยาบาลของโจทก์ร่วมที่ 3 นั้น โจทก์ร่วมที่ 3 ได้รับบาดเจ็บกระดูกข้อมือขวาหัก โดยโจทก์ร่วมที่ 3 เบิกความได้ความว่า โจทก์ร่วมที่ 3 ต้องรับการรักษาต่อเนื่องในระยะสามเดือนแรก เฉลี่ยเดือนละหลายครั้งตามกำหนดที่แพทย์นัด และหลังจากสามเดือนแรกต่อมาเฉลี่ยเดือนละ 2 ครั้ง ปัจจุบันยังเดินทางไปรับการรักษาต่อเนื่องตามที่แพทย์นัดหรือตามอาการเจ็บปวดที่เกิดขึ้นตามความจำเป็น ระยะทางจากบ้านของโจทก์ร่วมที่ 3 ไปถึงโรงพยาบาลประมาณ 60 กิโลเมตร รวมแล้วนับถึงปัจจุบันโจทก์ร่วมที่ 3 เดินทางไปรับการรักษาเกินกว่า 15 ครั้ง ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยครั้งละ 1,500 บาท และยังคงต้องไปรับการรักษาต่อเนื่องในอนาคต ซึ่งจำเลยไม่ได้นำสืบโต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่น น่าเชื่อว่าโจทก์ร่วมต้องเดินทางไปรับการตรวจรักษาและมีค่าใช้จ่ายในการเดินทางจริง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 กำหนดค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปโรงพยาบาลของโจทก์ร่วมที่ 3 เป็นเงิน 15,000 บาท นั้น เหมาะสมแล้ว ส่วนค่าเสียหายทางด้านร่างกายและจิตใจของโจทก์ร่วมที่ 3 นั้น โจทก์ร่วมที่ 3 ได้รับบาดเจ็บกระดูกข้อมือขวาหัก ต้องใส่เฝือกเพื่อรักษาการบาดเจ็บประมาณ 1 เดือน และมีกำหนดการรักษาประมาณ 3 เดือน อันถือว่าเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมที่ 3 รับอันตรายสาหัส น่าเชื่อว่าโจทก์ร่วมที่ 3 ต้องได้รับความทุกข์ทรมานและมีความยากลำบากในการดำรงชีวิตเป็นเวลาพอสมควร ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 กำหนดค่าเสียหายทางด้านร่างกายและจิตใจให้แก่โจทก์ร่วมที่ 3 เป็นเงิน 50,000 บาท นั้น เหมาะสมแล้ว สำหรับค่าขาดประโยชน์จากการไม่ได้ประกอบอาชีพของโจทก์ร่วมที่ 3 นั้น เมื่อโจทก์ร่วมที่ 3 ได้รับบาดเจ็บกระดูกข้อมือขวาหัก ต้องใส่เฝือกเพื่อรักษาการบาดเจ็บประมาณ 1 เดือน และมีกำหนดการรักษาประมาณ 3 เดือน โดยโจทก์ร่วมที่ 3 ประกอบอาชีพค้าขายเสื้อผ้าสำเร็จรูปร่วมกับผู้ตายมีรายได้เฉลี่ยหลังหักค่าใช้จ่าย วันละ 2,000 บาท ตามที่กล่าวแล้วข้างต้น น่าเชื่อว่าระหว่างที่โจทก์ร่วมที่ 3 มีอาการบาดเจ็บและต้องรับการรักษา โจทก์ร่วมที่ 3 ย่อมไม่อาจประกอบอาชีพหารายได้ได้ตามปกติเป็นเวลานานพอสมควร ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 กำหนดค่าขาดประโยชน์จากการไม่ได้ประกอบอาชีพให้แก่โจทก์ร่วมที่ 3 เป็นเงิน 90,000 บาท นั้น เหมาะสมแล้ว และค่าเสียหายส่วนนี้เป็นค่าขาดประโยชน์จากการที่โจทก์ร่วมที่ 3 ไม่ได้ประกอบอาชีพขณะที่มีอาการบาดเจ็บและต้องรับการรักษา อันเป็นค่าเสียหายคนละส่วนกับค่าขาดไร้อุปการะซึ่งโจทก์ร่วมที่ 3 มีสิทธิได้รับการอุปการะจากผู้ตายในฐานะเป็นสามีและภริยากัน ค่าเสียหายทั้งสองจำนวนนี้จึงไม่ได้เป็นค่าเสียหายอย่างเดียวกันดังที่จำเลยฎีกาแต่อย่างใด เกี่ยวกับค่าขาดแรงงานในครัวเรือนของโจทก์ร่วมที่ 3 นั้น ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ 3 ว่า ขณะผู้ตายยังมีชีวิตอยู่ ผู้ตายเป็นแรงงานคอยช่วยเหลือทำงานในครัวเรือนเป็นปกติวิสัยตามสถานะของสามีและภริยาที่อาศัยอยู่ร่วมกัน การที่ผู้ตายถึงแก่ความตายทำให้โจทก์ร่วมที่ 3 ต้องรับภาระทำงานในครัวเรือนทั้งหมดซึ่งเป็นภาระที่หนักขึ้นไม่เหมือนเดิม น่าเชื่อว่าหากโจทก์ร่วมที่ 3 ต้องจ้างคนมาช่วยเหลือทำงานในครัวเรือนแทนผู้ตาย ย่อมต้องมีค่าใช้จ่ายพอสมควร ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 กำหนดค่าขาดแรงงานในครัวเรือนให้แก่โจทก์ร่วมที่ 3 เป็นเงิน 50,000 บาท นั้น เหมาะสมแล้ว ส่วนค่าทรัพย์สินเสียหายนั้น ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 3 ทำนองเดียวกันว่า ค่าทรัพย์สินเสียหายในส่วนของสินค้าประกอบด้วยเสื้อผ้าสำเร็จรูป เครื่องนุ่งห่ม อุปกรณ์เครื่องใช้อันจำเป็น และอุปกรณ์เครื่องใช้สำหรับจำหน่ายสินค้า เช่น แผงวางสินค้าที่วางจำหน่ายอยู่ในขณะเกิดเหตุ ซึ่งได้รับความเสียหายและสูญหายไม่สามารถนำมาจำหน่ายหรือประกอบธุรกิจต่อไปได้อีก โดยโจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 3 มีบัญชีสรุปสินค้าที่เสียหายซึ่งมีรายละเอียดของรายการสินค้าแต่ละรายการที่ระบุไว้มาแสดง เมื่อพิจารณาประกอบกับภาพถ่ายสถานที่เกิดเหตุภายหลังเกิดเหตุแนบท้ายบัญชีสรุปสินค้าที่เสียหาย ปรากฏว่ารถกระบะที่จำเลยขับพุ่งชนแผงค้าของโจทก์ร่วมที่ 3 และผู้ตายจนพังเสียหายไปทั้งหมด และสินค้ากับอุปกรณ์ในแผงค้ากระจัดกระจายไปทั่วบริเวณสถานที่เกิดเหตุ เห็นได้ว่าสินค้าและอุปกรณ์ในแผงค้าของโจทก์ร่วมที่ 3 และผู้ตายได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก และน่าเชื่อว่ามีสินค้าบางส่วนสูญหายไป ที่จำเลยฎีกาว่า สินค้าของโจทก์ร่วมที่ 3 มิได้เสียหายทั้งหมด มีเพียงบางส่วนเท่านั้นที่เสียหาย โดยจำเลยมีนายศราวุธ พนักงานตรวจสอบอุบัติเหตุของบริษัท ส. ซึ่งเป็นบริษัทผู้รับประกันภัยรถกระบะคันที่จำเลยขับมาเป็นพยาน เบิกความได้ความว่า พยานไปตรวจสอบความเสียหายที่บ้านของโจทก์ร่วมที่ 3 โดยมีการคัดแยกเสื้อผ้าส่วนที่เสียหายและส่วนที่ดีออกจากกัน พยานประเมินราคาเสื้อผ้าที่เสียหายเป็นเงิน 53,991 บาท แต่นายศราวุธเป็นเพียงพนักงานตรวจสอบอุบัติเหตุของบริษัท ส. ไม่น่าจะมีความชำนาญในการประเมินราคาเสื้อผ้า แตกต่างจากโจทก์ร่วมที่ 3 ที่ประกอบอาชีพค้าขายเสื้อผ้าโดยตรงซึ่งน่าจะมีความชำนาญในการประเมินราคาเสื้อผ้าที่ตนซื้อมาขายไปมากกว่า ส่วนที่นายศราวุธเบิกความว่า พยานประเมินราคาเสื้อผ้าจากญาติของฝ่ายจำเลยซึ่งประกอบอาชีพค้าขายเสื้อผ้าที่ประเมินราคาในเบื้องต้นมาให้ ก็ไม่ปรากฏว่าญาติของฝ่ายจำเลยคนดังกล่าวเป็นใครและประกอบอาชีพค้าขายเสื้อผ้าจริงหรือไม่ ข้ออ้างของจำเลยในเรื่องนี้จึงเลื่อนลอยและไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง และได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ 3 ว่า สินค้าที่คงเหลือจากภายหลังเกิดเหตุและได้รับความเสียหายจำหน่ายต่อไปไม่ได้ ซึ่งโจทก์ร่วมที่ 3 เบิกความตอบทนายโจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 3 ถามติง ได้ความว่า แท้จริงแล้วโจทก์ร่วมที่ 3 ได้รับความเสียหายในส่วนนี้ประมาณ 200,000 บาท โดยนับจำนวนเสื้อผ้าและความเสียหายเนื่องจากเสื้อผ้าเปรอะเปื้อนไม่สามารถขายในราคาเสื้อผ้าใหม่ได้ ดังนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 กำหนดค่าทรัพย์สินเสียหายให้แก่โจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 3 เป็นเงิน 200,000 บาท นั้น นับว่าเหมาะสมแล้ว สำหรับค่าเสื่อมสภาพของรถยนต์ที่ถูกเฉี่ยวชนนั้น ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 3 ทำนองเดียวกันว่า รถยนต์ของผู้ตายที่ถูกเฉี่ยวชนจนได้รับความเสียหาย ภายหลังซ่อมเสร็จแล้วทำให้ราคาเสื่อมลงไม่สามารถขายได้ในราคาท้องตลาดทั่วไป ก่อนเกิดเหตุมีผู้เสนอซื้อในราคา 180,000 บาท แต่ต่อมาโจทก์ร่วมที่ 3 ขายรถยนต์คันดังกล่าวหลังจากซ่อมแล้วได้ในราคาเพียง 150,000 บาท โดยโจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 3 มีสำเนารายการจดทะเบียนรถ สำเนาใบเสร็จรับเงินแสดงรายการซ่อม และสำเนาหนังสือสัญญาซื้อขายมาแสดง ซึ่งจำเลยไม่ได้นำสืบโต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่น น่าเชื่อว่ารถยนต์คันดังกล่าวเมื่อถูกรถกระบะที่จำเลยขับเฉี่ยวชนจนได้รับความเสียหายแล้ว แม้ซ่อมเสร็จย่อมเสื่อมราคาลงเพราะถือว่าเป็นรถที่เกิดอุบัติเหตุและมีการซ่อมแซมมาก่อน อันเป็นเหตุให้ผู้ซื้อสามารถต่อรองราคาลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 กำหนดค่าเสื่อมสภาพของรถยนต์ที่ถูกเฉี่ยวชนให้แก่โจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 3 เป็นเงิน 20,000 บาท นั้น นับว่าเหมาะสมแล้ว และสำหรับค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถยนต์นั้น ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 3 ว่า หากไม่เกิดเหตุ โจทก์ร่วมที่ 3 จะใช้รถยนต์เดินทางไปไหนมาไหนตามความต้องการอันจำเป็น แต่ภายหลังเกิดเหตุแล้วทำให้โจทก์ร่วมที่ 3 ต้องขาดการใช้รถยนต์เดินทางได้ตามปกติ จำเป็นต้องเช่ารถยนต์หรือขอความช่วยเหลือจากบุคคลอื่น ขอคิดค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถยนต์ระหว่างวันที่ 21 พฤศจิกายน 2563 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2564 อันเป็นวันเกิดเหตุจนถึงวันซ่อมรถยนต์เสร็จเป็นเวลา 130 วัน วันละ 500 บาท รวมเป็นเงิน 65,000 บาท ซึ่งจำเลยก็ไม่ได้นำสืบโต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่นอีกเช่นกัน น่าเชื่อว่าโจทก์ร่วมที่ 3 ต้องขาดประโยชน์จากการใช้รถยนต์ในช่วงเวลาดังกล่าวจริง และค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถยนต์ดังกล่าวที่ขอมาวันละ 500 บาท ก็เหมาะสมแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 กำหนดค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถยนต์ให้แก่โจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 3 เป็นเงิน 65,000 บาท นั้น ชอบแล้ว และค่าเสียหายส่วนนี้เป็นค่าขาดประโยชน์จากการที่โจทก์ร่วมที่ 3 ไม่ได้ใช้ประโยชน์ในรถยนต์เพื่อเดินทางไปทำกิจธุระตามที่ต้องการตั้งแต่วันเกิดเหตุจนถึงวันที่ซ่อมรถยนต์เสร็จ ซึ่งเป็นค่าเสียหายคนละส่วนกับค่าขาดประโยชน์จากการไม่ได้ประกอบอาชีพของโจทก์ร่วมที่ 3 ในช่วงเวลาที่โจทก์ร่วมที่ 3 ได้รับบาดเจ็บและต้องรับการรักษา อันเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมที่ 3 ต้องขาดรายได้จากการประกอบอาชีพ ค่าเสียหายทั้งสองจำนวนดังกล่าวจึงไม่ใช่ค่าเสียหายที่ซ้ำซ้อนกันตามที่จำเลยฎีกาอีกเช่นกัน ส่วนที่จำเลยฎีกาทำนองว่า การที่โจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 3 ได้รับเงินค่าเสียหายจากบริษัทผู้รับประกันภัยเพราะเหตุในคดีนี้ จึงต้องนำเงินดังกล่าวหักออกจากค่าเสียหายที่โจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 3 ได้รับด้วยนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาได้ความว่า หลังเกิดเหตุโจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 3 ได้รับเงินค่าเสียหายตามกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับจากบริษัท อ. และบริษัท ส. ที่รับประกันภัยรถกระบะคันที่จำเลยขับ กรมธรรม์ละ 500,000 บาท รวมเป็นเงิน 1,000,000 บาท ซึ่งตามสำเนาตารางกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถของบริษัท ส. กำหนดให้บริษัทดังกล่าวชดใช้ค่าสินไหมทดแทนโดยระบุจำนวนเงินคุ้มครองผู้ประสบภัย 500,000 บาท ต่อหนึ่งคน สำหรับการเสียชีวิต ส่วนจำนวนเงินค่าเสียหายเบื้องต้นสำหรับการเสียชีวิตกำหนดไว้เป็นเงิน 35,000 บาท ต่อหนึ่งคน และสำเนาตารางกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถยังระบุด้วยว่า จำนวนเงินค่าเสียหายเบื้องต้นเป็นส่วนหนึ่งของจำนวนเงินคุ้มครองผู้ประสบภัย แม้ตารางกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถของบริษัท อ. จะไม่ปรากฏอยู่ในสำนวนคดีนี้ก็ตาม แต่บริษัทดังกล่าวชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 3 จำนวน 500,000 บาท เท่ากันกับบริษัท ส. ซึ่งชดใช้ให้แก่โจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 3 เต็มวงเงินประกันภัยแล้ว และตารางกรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถมีลักษณะเป็นแบบสัญญามาตรฐาน อีกทั้งตารางกรมธรรม์ทั้งสองฉบับถูกจัดทำขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน ข้อเท็จจริงจึงมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า ตารางกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถของบริษัท อ. มีเงื่อนไขและความรับผิดทำนองเดียวกันกับตารางกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถของบริษัท ส. นั่นเอง แสดงว่าในกรณีที่ผู้รับประกันภัยได้ชำระค่าสินไหมทดแทนส่วนแรกเป็นค่าเสียหายเบื้องต้นให้แก่ผู้ประสบภัยไปกรมธรรม์ละ 35,000 บาท รวม 70,000 บาท แล้ว ย่อมนำมาหักออกจากค่าสินไหมทดแทนตามวงเงินคุ้มครองผู้ประสบภัยที่ผู้รับประกันภัยต้องชำระกรมธรรม์ละ 500,000 บาท รวม 1,000,000 บาท ได้ ในกรณีเช่นนี้ ผู้ประสบภัยจะได้รับค่าสินไหมทดแทนส่วนที่สองตามวงเงินคุ้มครองผู้ประสบภัยจากผู้รับประกันภัยอีกเพียงกรมธรรม์ละ 465,000 บาท รวม 930,000 บาท และการจ่ายเงินค่าสินไหมทดแทนตามตารางกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถดังกล่าวอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 ซึ่งมาตรา 4 ให้คำจำกัดความค่าเสียหายเบื้องต้นว่า ค่ารักษาพยาบาล ค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล ค่าปลงศพ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดการศพ รวมทั้งค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายที่จำเป็นอย่างอื่นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประสบภัยในเบื้องต้น และผู้ประสบภัยหมายความรวมถึงทายาทโดยธรรมของผู้ประสบภัยซึ่งถึงแก่ความตายด้วย เช่นนี้ เฉพาะแต่ค่าสินไหมทดแทนส่วนแรกที่เป็นค่าเสียหายเบื้องต้นซึ่งผู้รับประกันภัยชำระแก่โจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 3 ผู้เป็นทายาทโดยธรรมของผู้ประสบภัยรวม 70,000 บาท เท่านั้นที่ถือเป็นค่าสินไหมทดแทนสำหรับค่าปลงศพ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดการศพ ค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายที่จำเป็นอย่างอื่นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประสบภัยในเบื้องต้น รวมถึงค่ารักษาพยาบาลของผู้ประสบภัย ซึ่งต้องนำไปหักจากค่าปลงศพและค่ารักษาพยาบาลก่อนผู้ตายถึงแก่ความตาย แต่ค่าสินไหมทดแทนส่วนที่สองตามวงเงินคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถรวม 930,000 บาท นั้น เมื่อพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มิได้บัญญัติไว้เฉพาะว่าเป็นความคุ้มครองความเสียหายในส่วนใด ค่าสินไหมทดแทนในส่วนนี้จึงถือว่าเป็นค่าสินไหมทดแทนเพื่อชดเชยความเสียหายใด ๆ อันเกิดจากการทำละเมิดกรณีผู้ถูกทำละเมิดถึงแก่ความตาย ซึ่งรวมถึงค่าขาดไร้อุปการะที่โจทก์ร่วมที่ 3 เรียกมาด้วย แต่ในกรณีนี้ย่อมต้องนำค่าสินไหมทดแทนส่วนที่สองมาหักจากค่าปลงศพและค่ารักษาพยาบาลก่อนผู้ตายถึงแก่ความตายให้หมดสิ้นเสียก่อน คงเหลือเงินอีก 514,825.75 บาท แล้วจึงนำเงินดังกล่าวมาหักจากค่าขาดไร้อุปการะ 1,200,000 บาท ตามจำนวนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 กำหนดไว้ ดังนี้ คงเหลือค่าขาดไร้อุปการะที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ร่วมที่ 3 เป็นเงิน 685,174.25 บาท รวมกับค่าเสียหายอื่นที่จำเลยยังต้องรับผิดต่อโจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 3 ตามที่วินิจฉัยมาแล้วข้างต้นด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่นำเงินค่าเสียหายที่โจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 3 ได้รับจากบริษัทรับประกันภัยมาหักจากค่าขาดไร้อุปการะนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้อัตราดอกเบี้ยผิดนัดนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป โดยมิได้กำหนดว่ากรณีที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้นและต้องบวกเพิ่มอีกร้อยละ 2 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ประกอบมาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ตามพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 เป็นการไม่ชอบ ปัญหาเรื่องการคิดดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ตามกฎหมายเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 892,099.25 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 3 สำหรับดอกเบี้ยของต้นเงินทุกจำนวนนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ให้คิดอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นฎีกาให้เป็นพับ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง

1) ฎีกาที่ 1953/2567 — ผู้เอาประกันยอมให้คนเมาขับ–ความรับผิดผู้เอาประกัน/ผู้รับประกัน

คดีนี้ศาลฎีกาพิเคราะห์ความรับผิดในกรณีที่ “ผู้เอาประกันภัย” ทราบว่าผู้ขับมีอาการเมาสุราแต่ว่ายอมให้ใช้รถ จนนำไปสู่อุบัติเหตุร้ายแรง ประเด็นสำคัญคือความรับผิดร่วม/แยกของผู้ขับ ผู้เอาประกัน และผู้รับประกันในทางละเมิดกับในทางสัญญาประกันภัย โดยศาลชี้ว่า เมื่อผู้เอาประกันรู้อยู่แล้วถึงภาวะเสี่ยง (เมาสุรา) แต่ยินยอมให้ใช้รถ ความประมาทอย่างร้ายแรงย่อมสะท้อนถึงหน้าที่ระมัดระวังและอาจกระทบสิทธิเรียกร้องตามกรมธรรม์บางส่วนได้ ขณะเดียวกัน การพิสูจน์ระดับแอลกอฮอล์และพฤติการณ์ขับขี่ (ความเร็ว/การควบคุมรถ) เป็นข้อเท็จจริงชี้ขาดน้ำหนักว่าเป็นเหตุโดยตรงให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลภายนอกหรือไม่ จุดที่ใช้เทียบกับ ฎีกา 2981/2568 คือ “เมาแล้วขับ” และการชั่งน้ำหนักความร้ายแรงแห่งละเมิดเพื่อกำหนดค่าสินไหมตาม ป.พ.พ. มาตรา 438 และการโยงบทความรับผิดของผู้เกี่ยวข้องกับรถ/ประกันภัย แม้โครงสร้างความรับผิดในคดีนี้พาดผ่านสิทธิหน้าที่ตามกรมธรรม์ (เงื่อนไขข้อยกเว้น/การรับความเสี่ยง) มากกว่าการหักเงิน พ.ร.บ. ภาคบังคับแบบตรง ๆ แต่ให้บทเรียนสำคัญเรื่อง “การเพิ่ม–ลดความรับผิด” จากพฤติการณ์เมาแล้วขับที่ร้ายแรง ซึ่งสอดรับแนวคิดใน ฎีกา 2981/2568 ที่ใช้พฤติการณ์เพื่อประเมินค่าสินไหมส่วนต่างหลังหักเงินประกันภาคบังคับแล้ว ฯลฯ 

2) ฎีกาที่ 2588/2564 — อัตราดอกเบี้ย “กฎหมายใหม่” (พ.ร.ก.แก้ ป.พ.พ. 2564) ใช้กับดอกเบี้ยผิดนัดอย่างไร

ประเด็นหลักของคดีนี้คือ “การเปลี่ยนผ่านอัตราดอกเบี้ยผิดนัด” หลังมี พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติม ป.พ.พ. พ.ศ. 2564 ที่ปรับระบบอัตราอ้างอิงตาม มาตรา 7 และการบวก +2% ตาม มาตรา 224 โดยศาลฎีกายืนยันว่าเมื่อตัวบทใหม่มีผลใช้บังคับตั้งแต่ 11 เมษายน 2564 การคิดดอกเบี้ยหลังวันดังกล่าวต้องเป็นไปตามระบบใหม่ และหากกระทรวงการคลังปรับอัตราโดย พระราชกฤษฎีกา ก็ต้อง “ปรับตาม” โดยอัตโนมัติ จุดนี้นำไปเทียบกับ ฎีกา 2981/2568 ได้โดยตรง เพราะในคดี 2981/2568 ศาลฎีกายกประเด็น “ดอกเบี้ยเป็นเรื่องความสงบเรียบร้อย” ขึ้นวินิจฉัยเอง (แม้มิได้ยกฎีกา) แล้วแก้ให้นับดอกเบี้ยหลัง 11 เม.ย. 2564 ที่ 5% ต่อปี หรืออัตราใหม่ + 2% ตามกฎหมายใหม่ การอัปเดตกฎหมายระหว่างพิจารณาจึงเปลี่ยนผลดอกเบี้ยได้ และศาลชั้นอุทธรณ์ต้องกำหนดเงื่อนไข “ปรับตามประกาศใหม่” ให้ครบถ้วน สาระสำคัญคือความสอดคล้องระหว่างกฎหมายลายลักษณ์อักษรกับคำพิพากษาใหม่ ซึ่งส่งผลต่อยอดหนี้ปลายทางอย่างมีนัยสำคัญในทุกคดีละเมิด/แพ่งที่มีดอกเบี้ยผิดนัดช่วงหลังเมษายน 2564 เป็นต้นมา 

3) ฎีกาที่ 997/2561 — เรียกค่าสินไหมจาก “ประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ” เมื่อมีประมาทร่วม

คดีนี้ผู้เรียกร้องฟ้อง “ผู้รับประกันภัยภาคบังคับ” โดยตรงเพื่อเอาค่าสินไหมกรณีผู้ตายเสียชีวิตและโจทก์ขาดไร้อุปการะ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าผู้ขับรถบรรทุกประมาทชนรถจักรยานยนต์ แต่ผู้ตายก็มีส่วนประมาทด้วย ประเด็นสำคัญ: (1) ขอบเขตความรับผิดของบริษัทประกันภาคบังคับตามวงเงินกรมธรรม์—โดยไม่ต้องรอชี้เด็ดขาดว่าใครผิด แต่อาศัยระบบ “จ่ายก่อน–ไล่เบี้ยทีหลัง” ตามเจตนารมณ์ พ.ร.บ.คุ้มครองฯ, (2) ผลของ “ประมาทร่วม” ต่อการลดหย่อนค่าสินไหม, และ (3) ความแตกต่างระหว่าง “ค่าเสียหายเบื้องต้น” กับ “สิทธิเรียกส่วนอื่น” ภายใต้วงเงิน รวมถึงการอาจต้องไปเรียกส่วนเกินจากผู้กระทำละเมิดต่ออีกทอด จุดเทียบกับ ฎีกา 2981/2568 คือในคดี 2981/2568 ศาลถือว่า “เงินส่วนที่สอง” หลังหักค่าเบื้องต้นแล้ว เป็นค่าสินไหมเพื่อชดเชยความเสียหายใด ๆ (รวม “ค่าขาดไร้อุปการะ”) และต้องนำไปหักก่อนคิดยอดจากจำเลย เพื่อกันการชดเชยซ้ำซ้อน ในคดี 997/2561 จึงช่วยมองให้เห็นบทบาท “ผู้รับประกันภาคบังคับ” กับ “ผู้ทำละเมิด” ว่ามีเส้นแบ่งและจุดเชื่อมอย่างไรเมื่อมีประมาทร่วมผสมอยู่ในข้อเท็จจริงจริง ๆ ของคดีบนท้องถนน 

4) ฎีกาที่ 5628/2560 — สูตรคิด “ค่าขาดไร้อุปการะ” ตามฐานะผู้ตาย–ผู้มีสิทธิ (ป.พ.พ. ม.443 วรรคท้าย)

คำพิพากษานี้กลายเป็นแนวอ้างอิงสำคัญเมื่อศาลต้อง “กำหนดจำนวนเงินค่าขาดไร้อุปการะ” โดยใช้หลัก มาตรา 443 วรรคท้าย คือพิจารณาฐานะของผู้ตายและของผู้มีสิทธิได้รับการอุปการะ ตลอดจน “ความคาดหมายที่มีเหตุผล” ว่าหากผู้ตายไม่ตายจะอุปการะได้เท่าใดและนานเพียงใด ศาลย้ำว่าตัวเลขมิใช่คงที่ แต่ต้องยึดฐานะอาชีพ อายุ สุขภาพ โอกาสเลื่อนฐานะ/รายได้ในอนาคต รวมทั้งภาระเลี้ยงดูของครอบครัวจริง ๆ ตัวอย่างในคดีนี้ ศาลกำหนดการชดเชายาวเป็นรายเดือนยาวนาน (เช่น เดือนละ 5,000 บาท เป็นเวลา 20 ปี) เพื่อสะท้อนความเป็นจริงด้านการยังชีพ จุดนี้ช่วยเทียบกับ ฎีกา 2981/2568 ที่ศาลอุทธรณ์กำหนด “ค่าขาดไร้อุปการะ 10 ปี = 1,200,000 บาท” จากข้อเท็จจริงผู้ตายอายุ 65 ปี สุขภาพแข็งแรง ทำอาชีพค้าขายกับภริยา และศาลฎีกาเห็นว่า “เหมาะสม” แล้ว ก่อนจะนำเงินประกันภาคบังคับ (ส่วนที่สอง) มาหักออกให้เหลือยอดที่จำเลยต้องรับผิดจริง หลักคิดเดียวกัน—ยึดฐานะและเหตุผลรองรับช่วงเวลา—จึงปรากฏชัดในสองคดีนี้ และเป็นแก่นวิธีคำนวณที่ผู้ศึกษาควรจำให้แม่นในคดีละเมิดชีวิต/ร่างกาย 

5) ฎีกาที่ 8518/2555 — เส้นแบ่ง “ค่าเสียหายเบื้องต้น” กับความรับผิดส่วนอื่นตาม พ.ร.บ.คุ้มครองฯ

 

คดีนี้เกี่ยวกับการตีความ “เงื่อนไขกรมธรรม์ภาคบังคับ” และเส้นแบ่งระหว่าง “ค่าเสียหายเบื้องต้น” ที่บริษัทต้องจ่ายทันที กับ “ค่าสินไหมส่วนอื่น” ที่ต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริงและเงื่อนไขกรมธรรม์/กฎหมายต่อไป ข้อพิพาทเกิดจากการเรียกชดใช้ที่เกินจากค่าเสียหายเบื้องต้น ซึ่งศาลพิเคราะห์กรอบสิทธิของผู้เอาประกัน/ผู้เสียหายกับหน้าที่ผู้รับประกันตามสัญญาและตัวบท พ.ร.บ.คุ้มครองฯ โดยเน้นว่าเอกสารแนบอย่าง “ตารางกรมธรรม์” มีผลกำหนดวงเงินและลำดับการจ่ายชัดเจน (เช่น วงเงินเสียชีวิต 500,000 บาท และ “เบื้องต้น” 35,000 บาท/คน) การเบิกเกินต้องอาศัยฐานกฎหมายหรือสัญญาที่รองรับ มิใช่อาศัยความเข้าใจคลุมเครือ จุดเชื่อมกับ ฎีกา 2981/2568 คือศาลฎีกานำ “แบบสัญญามาตรฐาน” ของตารางกรมธรรม์มาวิเคราะห์เพื่อสรุปว่า “เงินส่วนที่สอง” (หลังหัก 35,000) เป็นค่าสินไหมเพื่อชดเชยความเสียหายใด ๆ จากละเมิด (รวมค่าขาดไร้อุปการะ) และต้อง “หักก่อน” คิดยอดจากจำเลย แนว 8518/2555 จึงช่วยตอกหมุดว่าการแยกส่วน/หักส่วนของเงินภาคบังคับต้องยึดตารางกรมธรรม์และ พ.ร.บ.คุ้มครองฯ เป็นหลัก ก่อนเดินไปสู่ความรับผิดส่วนเกินของผู้ทำละเมิด 




คดีเกี่ยวกับจราจรทางบก

ลงโทษคดีเมาแล้วขับทำให้ผู้อื่นตาย และหลักห้ามพิพากษาเกินคำขอ
บทฉกรรจ์ตามกฎหมายจราจรไม่ใช่การเพิ่มโทษ, เมาแล้วขับ,(ฎีกาที่ 4715/2566)
ขับรถใบอนุญาตสิ้นอายุ ใบขับขี่ขาดต่อ ไม่เข้าเงื่อนไขเพิ่มโทษ (ฎีกา 948/2568)
(ฎีกาที่ 3704/2567): คดีขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายและการเพิ่มโทษตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7909/2549 : คดีขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและไม่หยุดให้ความช่วยเหลือ
รายงานสืบเสาะและพินิจ, ข้อมูลลับในคดีอาญา, พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร มาตรา 15
จอดรถกีดขวางทางจราจร
ความประมาทที่ไม่ร้ายแรงรอการลงโทษจำคุก
ขับขี่รถโดยไม่คำนึ่งถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อน
ความผิดจราจรทางบก รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย
ฟ้องจอดรถโดยประมาท
ไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือ,ไม่มีใบอนุญาตขับขี่,โทษ
ประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย
การขับรถโดยประมาท จอดรถริมถนน
ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปดูแลรักษาผู้ป่วยเรียกได้หรือไม่?