ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ลงโทษคดีเมาแล้วขับทำให้ผู้อื่นตาย และหลักห้ามพิพากษาเกินคำขอ

คำพิพากษาศาลฎีกา 4340/2554, การตีความโทษเมาแล้วขับเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย, การบังคับใช้มาตรา 160 ตรี พ.ร.บ.จราจร, หลักห้ามพิพากษาเกินคำขอตาม มาตรา 192, การอ้างบทกฎหมายไม่ครบในคดีอาญา, แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับคดีเมาแล้วขับ, กรณีศึกษาความรับผิดของผู้ขับรถขณะเมาสุรา, แนววินิจฉัยเมื่อฟ้องไม่ครบถ้วนชัดเจน, วิเคราะห์โทษตามกฎหมายจราจรและอาญา, ตัวอย่างคดีอุบัติเหตุมีผู้เสียชีวิต, แนวกฎหมายว่าด้วยความประมาทในคดีจราจร, คดีอาญาเมาแล้วขับ

บทนำ 

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับกรณีผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ในสภาพเมาสุราเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และมีประเด็นสำคัญว่าศาลสามารถลงโทษตามบทกฎหมายที่เพิ่มโดยกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมได้หรือไม่ แม้โจทก์จะอ้างบทกฎหมายไม่ครบถ้วน โดยศาลได้วางหลักว่าหากข้อเท็จจริงตามฟ้องครอบคลุมองค์ประกอบความผิดของบทกฎหมายที่แก้ไขแล้ว การลงโทษตามบทดังกล่าวไม่ถือเป็นการพิพากษาเกินคำขอตามมาตรา 192 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

ข้อเท็จจริงของคดี

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยขับรถจักรยานยนต์ขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่น เป็นเหตุให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตาย โดยฟ้องอ้างบทกฎหมายหลายมาตรา ทั้งประมวลกฎหมายอาญาและพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 160 ตรี แต่ไม่ได้ระบุว่ามาตรา 160 ตรี นั้นเป็นบทที่ถูกแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2550 มาตรา 11

จำเลยให้การรับสารภาพว่าได้ขับรถในสภาพเมาสุราจริงและเป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุถึงแก่ความตาย ไม่มีข้อโต้แย้งข้อเท็จจริง

ประเด็นข้อกฎหมายสำคัญในคดี

ประเด็นสำคัญของคดีนี้คือ

“การที่ศาลล่างลงโทษจำเลยตามบทกฎหมายที่แก้ไขเพิ่มเติม แม้โจทก์ไม่ได้อ้างบทแก้ไขดังกล่าว ถือเป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือไม่?”

เรื่องนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับหลักกฎหมายอาญา ได้แก่

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 (ห้ามพิพากษาเกินคำขอ)

การตีความการอ้างบทกฎหมายของโจทก์

ความหมายของข้อแตกต่างใน “ข้อสาระสำคัญ”

คำวินิจฉัยของศาลฎีกา

ศาลฎีกาเห็นว่า

ข้อเท็จจริงที่โจทก์บรรยายในฟ้องระบุชัดเจนว่า

จำเลยขับรถขณะเมาสุราเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย

ซึ่งเข้าองค์ประกอบของมาตรา 160 ตรี วรรคสี่ (บทแก้ไขเพิ่มเติม) อย่างครบถ้วน แม้โจทก์มิได้อ้างมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติฉบับแก้ไข แต่ถือว่าเป็นเพียง “การอ้างบทกฎหมายไม่ครบถ้วน” ของโจทก์ ไม่ใช่การฟ้องผิดข้อกฎหมายอย่างมีนัยสำคัญ

ศาลจึงสามารถลงโทษจำเลยตามบทที่แก้ไขแล้วได้ โดยไม่ถือว่าเป็นการพิพากษาเกินคำขอ และไม่ทำให้จำเลยหลงต่อสู้ เพราะจำเลยรับสารภาพอยู่แล้วว่าได้กระทำความผิดตามข้อเท็จจริงในฟ้อง

หลักกฎหมายที่ศาลฎีกาวางไว้

คำพิพากษานี้วางหลักกฎหมายสำคัญหลายประเด็น ได้แก่

1 การอ้างบทกฎหมายไม่ครบ ไม่ใช่ข้อแตกต่างใน “ข้อสาระสำคัญ”

เมื่อข้อเท็จจริงที่ฟ้องสอดคล้องกับองค์ประกอบความผิดตามบทกฎหมายที่แก้ไขเพิ่มเติม การอ้างบทไม่ครบถือเป็นเพียงความบกพร่องทางรูปแบบ ไม่กระทบถึงเนื้อหาคดี

2 ศาลมีอำนาจลงโทษตามบทกฎหมายที่ถูกต้องได้

อิงตามมาตรา 192 วรรคท้าย

“หากฟ้องอ้างฐานความผิดหรือบทกฎหมายผิด ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยตามฐานความผิดที่ถูกต้องได้”

3 ไม่ถือเป็นการพิพากษาเกินคำขอ

เพราะ

ฟ้องกล่าวข้อเท็จจริงครบองค์ประกอบ

จำเลยไม่หลงต่อสู้

บทลงโทษเป็นกฎหมายเดียวกัน เพียงแต่ถูกแก้ไขอัตราโทษ

4 หลักความคุ้มครองสิทธิของจำเลย

ศาลจำเป็นต้องพิจารณาว่าจำเลย “หลงต่อสู้หรือไม่”

หากไม่หลง และรับทราบข้อเท็จจริงอย่างครบถ้วน การลงโทษตามบทที่ถูกต้องไม่ทำให้เสียสิทธิในการต่อสู้คดี

5 บทลงโทษที่หนักที่สุดในการกระทำกรรมเดียวตามมาตรา 90

ถือเป็นกรรมเดียวผิดหลายบท แต่ศาลลงโทษบทที่หนักที่สุดคือ

เมาแล้วขับเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย

ข้อคิดทางกฎหมายจากคดีนี้

การบรรยาย “ข้อเท็จจริง” สำคัญกว่าการอ้าง “บทกฎหมาย”

เพราะข้อเท็จจริงเป็นตัวกำหนดว่าบทกฎหมายใดใช้บังคับ

การฟ้องอ้างบทไม่ครบ ไม่ทำให้คดีเสีย หากข้อเท็จจริงชัดและจำเลยไม่หลงต่อสู้

หลักห้ามพิพากษาเกินคำขอ มิได้ตีความเคร่งครัดแต่เพียงตามตัวอักษรศาลพิจารณาตามข้อเท็จจริงในสำนวนและเจตนาของฟ้องเป็นหลัก

ในคดีอาญา การตีความต้องระวังไม่ให้จำเลยเสียสิทธิ แต่ไม่ใช่การปิดกั้นศาลจากการใช้บทกฎหมายที่ถูกต้องและชัดเจนอยู่แล้ว

คดีเมาแล้วขับเป็นความผิดที่สังคมให้ความสนใจสูง อัตราโทษที่แก้ไขเพิ่มมีผลทันทีเมื่อข้อเท็จจริงเข้าองค์ประกอบ

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานเมาแล้วขับเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ลงโทษจำคุก 3 ปี รับสารภาพลดเหลือ 1 ปี 6 เดือน และเพิกถอนใบขับขี่

2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น

3. ศาลฎีกา เห็นว่าการลงโทษตามมาตรา 160 ตรี (บทแก้ไขเพิ่มเติม) ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ เพราะฟ้องบรรยายข้อเท็จจริงครบองค์ประกอบ พิพากษายืนโทษตามศาลล่างทั้งสอง

  ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ  

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  4340/2554

  โจทก์บรรยายฟ้องได้ความว่า จำเลยขับรถจักรยานยนต์ในขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่นเป็นเหตุให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตาย ข้อเท็จจริงที่โจทก์บรรยายฟ้องดังกล่าว กล่าวถึงการกระทำของจำเลยซึ่งเป็นความผิดตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 160 ตรี วรรคสี่ ซึ่งเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.จราจรทางบก (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2550 มาตรา 11 โดยชัดแจ้งแล้วการที่โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 160 ตรี ย่อมหมายถึงมาตรา 160 ตรี ที่เพิ่มเติมแล้วนั่นเอง แม้โจทก์ไม่ได้อ้าง พ.ร.บ.จราจรทางบก (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2550 มาตรา 11 ก็เป็นเพียงโจทก์อ้างบทกฎหมายไม่ครบถ้วนชัดเจนเท่านั้น และถือว่าโจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 160 ตรี ซึ่งเพิ่มโดย พ.ร.บ.จราจรทางบก (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2550 มาตรา 11 แล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทลงโทษจำเลยตามบทบัญญัติดังกล่าว จึงไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ

โจทก์ฟ้องให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญาและพระราชบัญญัติจราจรทางบกหลายมาตรา พร้อมเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์ จำเลยรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดหลายบท ให้ลงโทษฐานขับรถในขณะเมาสุราเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก มาตรา 160 ตรี ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 3 ปี รับสารภาพลดโทษเหลือ 1 ปี 6 เดือน และเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้คำขอท้ายฟ้องไม่ระบุ พ.ร.บ.จราจรทางบก (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2550 มาตรา 11 แต่ฟ้องบรรยายว่าจำเลยขับรถขณะเมาสุราเป็นเหตุให้ผู้อื่นตาย ซึ่งเข้าองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 160 ตรี วรรคสี่ ที่แก้ไขเพิ่มเติมแล้ว การอ้างบทกฎหมายไม่ครบเป็นเพียงความไม่ชัดเจนทางรูปแบบ ยังถือว่าโจทก์ประสงค์ให้ลงโทษตามบทที่แก้ไข ศาลล่างลงโทษตามมาตรา 160 ตรี วรรคสี่ จึงไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอตามมาตรา 192 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน

ในคดีเมาแล้วขับ กฎหมายกำหนดให้ระดับแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ถือว่าเมาสุรา และห้ามขับรถในขณะเมาหรือในลักษณะที่อาจก่ออันตรายต่อผู้อื่น หากฝ่าฝืนมีโทษจำคุกปรับ และอาจพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ โดยหากเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสหรือถึงแก่ความตาย โทษจะเพิ่มเป็นจำคุกหลายปีและปรับในอัตราสูงขึ้น

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วางหลักห้ามพิพากษาเกินคำขอ แต่ศาลอาจลงโทษตามข้อเท็จจริงที่ได้ความ หากข้อแตกต่างไม่ใช่สาระสำคัญและจำเลยไม่หลงต่อสู้ รวมถึงกรณีโจทก์สืบข้อเท็จจริงสมบูรณ์ แม้อ้างฐานความผิดหรือตัวบทผิด ศาลก็มีอำนาจลงโทษตามฐานที่ถูกต้องได้ โดยไม่ถือว่าเป็นการพิพากษาเกินคำขอ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. คำพิพากษานี้เกี่ยวกับคดีเมาแล้วขับลักษณะใด และข้อเท็จจริงสำคัญในคดีคืออะไร

คำพิพากษานี้เป็นคดีอาญาเกี่ยวกับการขับขี่รถจักรยานยนต์ในขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่น จนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญาและพระราชบัญญัติจราจรทางบกหลายมาตรา รวมทั้งมาตรา 160 ตรี และขอให้เพิกถอนใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์ของจำเลย โดยจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท จึงลงโทษฐานขับรถในขณะเมาสุราเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด และลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามเหตุบรรเทาโทษจากการรับสารภาพ

2. เหตุใดศาลจึงลงโทษจำเลยตามมาตรา 160 ตรี วรรคสี่ ที่แก้ไขเพิ่มเติมได้ แม้โจทก์ไม่อ้างพระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ 7) ในคำขอท้ายฟ้อง

แม้คำขอท้ายฟ้องของโจทก์จะไม่ได้ระบุพระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2550 มาตรา 11 ซึ่งเป็นบทแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 160 ตรี แต่ข้อเท็จจริงที่โจทก์บรรยายในฟ้องระบุชัดเจนว่าจำเลยขับรถจักรยานยนต์ในขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่นเป็นเหตุให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตาย ซึ่งเข้าองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 160 ตรี วรรคสี่ ในรูปแบบที่แก้ไขเพิ่มเติมแล้วอย่างครบถ้วน ศาลฎีกาจึงเห็นว่าเป็นเพียงการอ้างบทกฎหมายไม่ครบถ้วนชัดเจนของโจทก์ในทางรูปแบบเท่านั้น หาใช่การฟ้องผิดฐานความผิดไม่ และถือได้ว่าโจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยตามมาตรา 160 ตรี ในลักษณะที่ได้แก้ไขแล้ว ศาลล่างทั้งสองจึงมีอำนาจปรับใช้บทบัญญัติที่แก้ไขเพิ่มเติมได้โดยไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ

3. หลักห้ามพิพากษาเกินคำขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 ถูกนำมาใช้ในคดีนี้อย่างไร

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 กำหนดหลักห้ามมิให้ศาลพิพากษาหรือสั่งเกินคำขอหรือข้อที่มิได้กล่าวในฟ้อง แต่ศาลมีอำนาจลงโทษตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาได้ หากข้อแตกต่างระหว่างฟ้องกับข้อเท็จจริงที่ศาลรับฟังได้ไม่ใช่ข้อสาระสำคัญและจำเลยไม่หลงต่อสู้ ในคดีนี้ แม้ฟ้องไม่ได้อ้างบทแก้ไขเพิ่มเติมของมาตรา 160 ตรี แต่ข้อเท็จจริงในฟ้องก็รับฟังได้ว่าจำเลยขับรถในขณะเมาสุราเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ซึ่งตรงกับองค์ประกอบความผิดตามบทแก้ไขเพิ่มเติม และจำเลยให้การรับสารภาพ ไม่ได้หลงต่อสู้ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าการปรับใช้มาตรา 160 ตรี วรรคสี่ ตามที่แก้ไขแล้ว ไม่ใช่การพิพากษาเกินคำขอ และอยู่ภายในขอบเขตที่มาตรา 192 เปิดช่องให้ศาลลงโทษตามฐานความผิดที่ถูกต้องได้

4. การกระทำเมาแล้วขับเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย มีโทษอย่างไรตามกฎหมายจราจร

กฎหมายกำหนดห้ามผู้ขับขี่ขับรถในขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่น หากฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุก ปรับ และพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ โดยเมื่อมีผลร้ายแรงมากขึ้น เช่น มีผู้ได้รับอันตรายสาหัสหรือถึงแก่ความตาย อัตราโทษก็จะเพิ่มสูงขึ้นเป็นลำดับ สำหรับกรณีเมาแล้วขับเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย บทบัญญัติมาตรา 160 ตรี วรรคท้าย (ตามที่แก้ไขเพิ่มเติม) กำหนดโทษจำคุกหลายปีและปรับในอัตราสูง รวมทั้งให้ศาลสั่งเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ได้ ในคดีนี้ ศาลลงโทษจำคุก 3 ปี แล้วลดโทษกึ่งหนึ่งจากการรับสารภาพ เหลือจำคุก 1 ปี 6 เดือน และเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์ของจำเลย แสดงถึงการใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดต่อพฤติกรรมเมาแล้วขับที่ก่อให้เกิดผลถึงแก่ชีวิต

5. คดีนี้ให้แนวทางทางกฎหมายอะไรแก่ผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมายและประชาชนเกี่ยวกับคดีเมาแล้วขับ

คดีนี้ให้แนวทางสำคัญอย่างน้อยสองด้าน ด้านแรก สำหรับผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมาย เป็นตัวอย่างว่าการบรรยายฟ้องต้องให้ข้อเท็จจริงครบองค์ประกอบความผิด แม้อาจมีความบกพร่องในการอ้างบทกฎหมาย แต่หากข้อเท็จจริงชัดเจนและจำเลยไม่หลงต่อสู้ ศาลยังสามารถปรับใช้บทกฎหมายที่ถูกต้องและตามสภาพล่าสุดได้ โดยอาศัยหลักมาตรา 192 ประกอบกับบทบัญญัติที่ให้ศาลลงโทษตามฐานที่ถูกต้อง ด้านที่สอง สำหรับประชาชน เป็นการตอกย้ำว่าการเมาแล้วขับไม่ใช่เพียงความผิดลหุโทษ หากแต่เมื่อก่อให้เกิดผลถึงชีวิตหรือบาดเจ็บร้ายแรง จะมีโทษจำคุกสูง การเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ และผลทางกฎหมายยาวนาน คำพิพากษานี้จึงเป็นทั้งบทเรียนทางกฎหมายและคำเตือนด้านความปลอดภัยสาธารณะ




คดีเกี่ยวกับจราจรทางบก

เมาแล้วขับซ้ำภายในสองปี ศาลจะรอการลงโทษได้หรือไม่ และเมื่อกฎหมายบังคับให้จำคุกพร้อมปรับ ศาลจะเพิ่มโทษได้เพียงใดเมื่อคู่ความไม่ได้อุทธรณ์หรือฎีกาในประเด็นดังกล่าว
บทฉกรรจ์ตามกฎหมายจราจรไม่ใช่การเพิ่มโทษ, เมาแล้วขับ,(ฎีกาที่ 4715/2566)
ขับรถใบอนุญาตสิ้นอายุ ใบขับขี่ขาดต่อ ไม่เข้าเงื่อนไขเพิ่มโทษ (ฎีกา 948/2568)
เมาแล้วขับชนคนตาย & ค่าสินไหมทดแทน พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ,ค่าขาดไร้อุปการะ (ฎีกา 2981/2568)
(ฎีกาที่ 3704/2567): คดีขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายและการเพิ่มโทษตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7909/2549 : คดีขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและไม่หยุดให้ความช่วยเหลือ
รายงานสืบเสาะและพินิจ, ข้อมูลลับในคดีอาญา, พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร มาตรา 15
จอดรถกีดขวางทางจราจร
ความประมาทที่ไม่ร้ายแรงรอการลงโทษจำคุก
ขับขี่รถโดยไม่คำนึ่งถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อน
ความผิดจราจรทางบก รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย
ฟ้องจอดรถโดยประมาท
ไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือ,ไม่มีใบอนุญาตขับขี่,โทษ
ประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย
การขับรถโดยประมาท จอดรถริมถนน
ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปดูแลรักษาผู้ป่วยเรียกได้หรือไม่?