
| พยานถูกข่มขู่ใช้ไม่ได้จริงหรือ คดีอนาจารเด็ก ศาลฎีกาชี้ชัด หลักฐานมิชอบฟังไม่ได้ ยกฟ้องเพราะมีข้อสงสัยตามกฎหมายอาญา
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับหลักการห้ามรับฟังพยานหลักฐานที่ได้มาโดยวิธีการอันมิชอบในคดีอาญา โดยเฉพาะกรณีที่ผู้เสียหายถูกควบคุมตัวโดยไม่มีอำนาจตามกฎหมายและถูกข่มขู่ให้ให้การต่อพนักงานสอบสวนและต่อศาล ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าพยานดังกล่าวตกเป็นพยานต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 และเมื่อพยานหลักฐานโจทก์ยังมีข้อสงสัยตามสมควรต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตามมาตรา 227 คดีนี้มีคำถามที่น่าสนใจดังต่อไปนี้ 1 การควบคุมตัวผู้เสียหายเพื่อสอบสวนโดยไม่มีอำนาจตามกฎหมาย ทำให้คำให้การตกเป็นพยานต้องห้ามหรือไม่ 2 คำให้การของพยานที่ได้มาจากการข่มขู่และกดดันของเจ้าหน้าที่รัฐ ศาลอาจนำมารับฟังลงโทษจำเลยได้เพียงใด 3 เมื่อพยานหลักฐานโจทก์มีข้อสงสัยตามสมควร ศาลต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยหรือไม่ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการรับฟังพยานหลักฐานในคดีอาญาที่ได้มาจากการแสวงหาโดยมิชอบ อันเกิดจากการควบคุมตัวพยาน การข่มขู่ และการจำกัดเสรีภาพโดยไม่มีอำนาจตามกฎหมาย ซึ่งทำให้คำให้การของผู้เสียหายตกเป็นพยานต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 และเมื่อพยานหลักฐานโจทก์ยังมีความสงสัยตามสมควร ศาลต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ ได้แก่ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 228 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 237 ทวิ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 28 key words ที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายประเด็นสำคัญสั้น ๆ 1 พยานที่ได้มาโดยมิชอบ หมายถึงพยานที่เกิดจากการข่มขู่ การควบคุมตัว การจูงใจ หรือการละเมิดสิทธิเสรีภาพ ซึ่งกฎหมายห้ามมิให้ศาลนำมารับฟังลงโทษจำเลยโดยเด็ดขาด 2 การควบคุมตัวพยานโดยไม่มีอำนาจศาล เป็นการจำกัดเสรีภาพในร่างกายของบุคคลโดยไม่มีฐานกฎหมายรองรับ อันเป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญและทำให้พยานที่ได้มาเสียความน่าเชื่อถือทางกฎหมาย 3 หลักห้ามรับฟังพยานตาม ปวิอ มาตรา 226 เป็นหลักประกันความยุติธรรมในคดีอาญา เพื่อป้องกันมิให้รัฐใช้อำนาจโดยมิชอบในการสร้างพยานหลักฐานเพื่อลงโทษบุคคล 4 หลักประโยชน์แห่งความสงสัยตาม ปวิอ มาตรา 227 เมื่อพยานโจทก์ไม่มีน้ำหนักแน่นหนาพอที่จะพิสูจน์ความผิดได้โดยปราศจากข้อสงสัย ศาลต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย 5 ภาระการพิสูจน์ของโจทก์ในคดีอาญา โจทก์ต้องนำพยานหลักฐานที่ชอบด้วยกฎหมายและมีความหนักแน่นมาพิสูจน์ความผิดของจำเลย หากพยานมีข้อบกพร่องหรือได้มาโดยมิชอบ ย่อมไม่อาจใช้ลงโทษจำเลยได้ สรุปข้อเท็จจริงและคำวินิจฉัยโดยย่อ ข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยถูกฟ้องในหลายข้อหา โดยรวมถึงข้อหากระทำอนาจารแก่ผู้เยาว์หลายราย และข้อหาเป็นคนต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษเฉพาะความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง และยกฟ้องในข้อหาอนาจาร ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ในชั้นฎีกา โจทก์ยกปัญหาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานกระทำอนาจารตามฟ้องหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พยานผู้เสียหายให้การในชั้นสอบสวนและในชั้นสืบพยานก่อนฟ้องในระหว่างที่ถูกควบคุมตัว ถูกข่มขู่และถูกจำกัดเสรีภาพโดยไม่มีอำนาจตามกฎหมาย การแสวงหาพยานในลักษณะดังกล่าวเป็นการแสวงหาพยานโดยมิชอบ พยานดังกล่าวจึงตกเป็นพยานต้องห้ามตาม ปวิอ มาตรา 226 เมื่อไม่นำพยานส่วนนี้มารับฟัง พยานหลักฐานโจทก์ที่เหลือเป็นเพียงพยานบอกเล่าและพยานแวดล้อม อีกทั้งผลตรวจทางการแพทย์ไม่ปรากฏร่องรอยแห่งการกระทำความผิด ศาลจึงเห็นว่ามีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตาม ปวิอ มาตรา 227 วรรคสอง และพิพากษายืนให้ยกฟ้องในข้อหาอนาจาร วิเคราะห์หลักกฎหมายจากคำพิพากษา ประเด็นสำคัญของคดีนี้อยู่ที่ “ความชอบด้วยกฎหมายของพยานบุคคล” ศาลฎีกาให้ความสำคัญอย่างสูงต่อวิธีการได้มาซึ่งพยาน หากพยานได้มาจากการข่มขู่ บังคับ ควบคุมตัว หรือกระทำการที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพ ย่อมตกเป็นพยานต้องห้ามโดยเด็ดขาด คดีนี้ยังตอกย้ำหลักการสำคัญว่า แม้จะเป็นคดีร้ายแรงที่เกี่ยวกับเด็กและมีอัตราโทษสูง ศาลก็ไม่อาจลดมาตรฐานในการรับฟังพยานลงได้ และยังต้องรักษาหลักประโยชน์แห่งความสงสัยอย่างเคร่งครัด IRAC Issue การควบคุมตัวผู้เสียหายและการสอบสวนที่มีการข่มขู่สามารถใช้เป็นพยานหลักฐานลงโทษจำเลยได้หรือไม่ Rule ปวิอ มาตรา 226 ห้ามรับฟังพยานที่เกิดจากการจูงใจ ข่มขู่ หลอกลวง หรือการแสวงหาพยานโดยมิชอบ ปวิอ มาตรา 227 วรรคหนึ่งและวรรคสอง กำหนดให้ศาลต้องแน่ใจว่ามีการกระทำผิดจริง และเมื่อมีความสงสัยต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย รัฐธรรมนูญ มาตรา 28 รับรองสิทธิเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย Application เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้เสียหายถูกควบคุมตัวโดยไม่มีอำนาจศาล ถูกข่มขู่ให้ให้การ และถูกจำกัดเสรีภาพ การได้มาซึ่งพยานจึงไม่เป็นไปโดยสุจริตและชอบด้วยกฎหมาย คำให้การจึงเป็นพยานต้องห้าม และเมื่อพยานอื่นยังไม่อาจขจัดความสงสัยได้ ศาลต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัย Conclusion ศาลฎีกาพิพากษายืน ให้ยกฟ้องจำเลยในข้อหาอนาจาร เพราะพยานหลักฐานโจทก์ไม่อาจรับฟังได้ตามกฎหมายและยังมีความสงสัยตามสมควร สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5172/2566 เป็นบรรทัดฐานสำคัญที่ย้ำว่า กระบวนการยุติธรรมทางอาญาต้องยืนอยู่บนหลักความสุจริตในการแสวงหาพยานหลักฐาน การละเมิดสิทธิเสรีภาพของพยานหรือผู้เสียหายย่อมทำให้พยานนั้นตกเป็นพยานต้องห้าม และเมื่อพยานยังไม่อาจขจัดความสงสัยได้ ศาลต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยเสมอ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5172/2566 การที่ผู้เสียหายทั้งหกมาเบิกความภายหลังแม้จะขัดแย้งกับคำให้การชั้นสอบสวนและคำเบิกความชั้นสืบพยานก่อนฟ้อง แต่ก็เป็นการเบิกความเพื่อพิสูจน์ความจริงให้กระจ่างชัดว่ามีเหตุผลอย่างไรทำไมถึงให้การชั้นสอบสวนและเบิกความต่อศาลชั้นต้นฝ่าฝืนต่อความเป็นจริงไว้เช่นนั้น หาใช่เป็นการเบิกความเพื่อช่วยเหลือจำเลยดังที่โจทก์ฎีกาไม่ แม้คดีอยู่ระหว่างสืบพยานจำเลย ซึ่งโดยพลการหรือคู่ความฝ่ายใดร้องขอ ศาลมีอำนาจสืบพยานเพิ่มเติมจะสืบเองหรือส่งประเด็นก็ได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 228 และตาม ป.วิ.พ. มาตรา 120 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ถ้าคู่ความฝ่ายใดอ้างว่าคำเบิกความของพยานคนใดที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งอ้างไม่ควรรับฟัง โดยเหตุผลซึ่งศาลเห็นว่ามีมูล ศาลอาจยอมให้คู่ความฝ่ายนั้นนำพยานหลักฐานมาสืบสนับสนุนข้ออ้างของตนได้แล้วแต่จะเห็นควร คดีนี้จำเลยนำสืบปฏิเสธฟ้องโจทก์ว่า ผู้เสียหายทั้งหกและเด็กหญิง อ. ให้การชั้นสอบสวนและเบิกความชั้นสืบพยานก่อนฟ้องไปโดยถูกควบคุมตัว ข่มขู่ ไม่ให้กลับบ้านและพบบิดามารดา คำให้การชั้นสอบสวนและคำเบิกความดังกล่าวไม่ควรรับฟัง เมื่อทนายจำเลยแถลงขอสืบพยานผู้เสียหายทั้งหก หากศาลเห็นว่าเป็นพยานหลักฐานสำคัญที่สามารถพิสูจน์ความจริงได้และเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลก็ชอบที่จะอนุญาตให้จำเลยนำผู้เสียหายทั้งหกเข้าเบิกความตามมาตราดังกล่าวข้างต้น และมีคำสั่งในรายงานกระบวนพิจารณาได้ หาจำต้องให้จำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตต่อศาลก่อนดังที่โจทก์กล่าวอ้างในฎีกาแต่อย่างใดไม่ ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมืองและความผิดเกี่ยวกับการกระทำอนาจารต่อเด็กหลายราย โดยศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานเข้าเมืองและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ลงโทษจำคุก 8 เดือน และให้นับโทษต่อจากคดีเดิม ส่วนข้อหาอนาจารให้ยกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์และฎีกา ประเด็นสำคัญอยู่ที่ความน่าเชื่อถือของพยานหลักฐาน โดยผู้เสียหายให้การในชั้นสอบสวนว่าถูกจำเลยกระทำอนาจาร แต่ภายหลังเบิกความในศาลว่าไม่เป็นความจริง โดยอ้างว่าถูกควบคุมตัวและข่มขู่ให้ให้การตามที่เจ้าหน้าที่ต้องการ ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าพยานหลักฐานดังกล่าวอาจได้มาโดยมิชอบ เนื่องจากมีการควบคุมตัวผู้เสียหายโดยไม่มีอำนาจตามกฎหมาย และมีพฤติการณ์ข่มขู่ จึงเป็นพยานต้องห้ามรับฟัง เมื่อพยานหลักฐานสำคัญไม่อาจรับฟังได้ และพยานอื่นเป็นเพียงพยานบอกเล่า อีกทั้งผลตรวจทางการแพทย์ไม่พบร่องรอยการกระทำความผิด จึงยังมีข้อสงสัยว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ ศาลจึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย ศาลฎีกาวินิจฉัยสอดคล้องกับศาลอุทธรณ์ว่า พยานหลักฐานของโจทก์ยังไม่เพียงพอที่จะลงโทษจำเลยได้ จึงพิพากษายืน ยกฟ้องในข้อหากระทำอนาจาร ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 11, 12, 13, 18, 62, 81 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 278, 279 นับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ย 407/2563 และหมายเลขดำที่ ย 520/2564 ของศาลชั้นต้น จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 11, 18 วรรคสอง, 62 วรรคหนึ่ง, 81 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 4 เดือน ฐานเป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 4 เดือน รวมจำคุก 8 เดือน นับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ย 407/2563 หมายเลขแดงที่ ย 555/2564 และคดีอาญาหมายเลขดำที่ ย 520/2564 หมายเลขแดงที่ ย 268/2565 ของศาลชั้นต้น ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุนาย พ. ผู้เสียหายที่ 1 อายุ 16 ปีเศษ เด็กชาย ซ. ผู้เสียหายที่ 2 อายุ 13 ปีเศษ เด็กชาย ว. ผู้เสียหายที่ 3 อายุ 13 ปีเศษ เด็กชาย ย. ผู้เสียหายที่ 4 อายุ 13 ปีเศษ นาย ข. ผู้เสียหายที่ 5 อายุ 15 ปีเศษ เด็กชาย ต. ผู้เสียหายที่ 6 อายุ 13 ปีเศษ แพทย์ตรวจร่างกายผู้เสียหายทั้งหกไม่พบบาดแผลที่ทวารหนักและอวัยวะเพศ ไม่พบตัวอสุจิและส่วนประกอบของน้ำอสุจิที่ปากทวารหนัก ทั้งไม่พบหลักฐานการกระทำชำเราผู้เสียหายทั้งหก ชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธ สำหรับความผิดฐานเป็นคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานเป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์และฎีกา จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี กระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยใช้อวัยวะอื่นซึ่งไม่ใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำทวารหนักของเด็ก และกระทำอนาจารแก่เด็กอายุกว่าสิบห้าปีโดยบุคคลนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ตามฟ้องข้อ 1.1 ถึงข้อ 1.6 หรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงได้ความจากพยานโจทก์ว่า ผู้เสียหายทั้งหกและเด็กหญิง อ. ให้การต่อพนักงานสอบสวน และเบิกความเป็นพยานโจทก์ชั้นสืบพยานก่อนฟ้องในทำนองว่า ผู้เสียหายทั้งหกถูกจำเลย กอด จูบ ดูดปาก จับและอมอวัยวะเพศ และใช้นิ้วมือล่วงล้ำทวารหนักของผู้เสียหายที่ 6 อันเป็นการกระทำอนาจาร เด็กหญิง อ. เคยเห็นจำเลยกอดจูบเด็กคนอื่น และนางสาว พ. กับนางสาว น. เบิกความว่า พยานทั้งสองร่วมกันสอบข้อเท็จจริงผู้เสียหายทั้งหก และเด็กหญิง อ. โดยผู้เสียหายที่ 6 ให้การว่า ถูกจำเลยล่วงละเมิดทางเพศด้วยการกอด จูบ จับอวัยวะเพศและใช้นิ้วสอดใส่ทวารหนัก จึงไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลย แต่ผู้เสียหายทั้งหกกลับเบิกความเป็นพยานจำเลยว่า จำเลยไม่เคยกระทำอนาจารหรือล่วงละเมิดทางเพศกับผู้เสียหายทั้งหก ผู้เสียหายทั้งหกถูกควบคุมตัวที่สถานีตำรวจภูธร 14 วัน เหตุที่ผู้เสียหายทั้งหกให้การต่อพนักงานสอบสวนและเบิกความชั้นสืบพยานก่อนฟ้องว่าถูกจำเลยกระทำอนาจาร เนื่องจากผู้เสียหายทั้งหกถูกข่มขู่ว่าหากไม่ให้การและเบิกความเช่นนั้นจะติดคุก ถูกทำร้าย กักขัง ไม่ให้กลับบ้านพบกับบิดามารดาผู้เสียหายทั้งหกและเด็กหญิง อ. เกิดความกลัวจึงให้การและเบิกความไปเช่นนั้น ซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของนางสาว น. และพันตำรวจโท ธ. พยานโจทก์ว่า มีการนำผู้เสียหายทั้งหกไปที่สถานีตำรวจภูธร และคำให้การชั้นสอบสวนของนาง อ. มารดาผู้เสียหายที่ 3 นาง ม. มารดาผู้เสียหายที่ 2 นาง จ. มารดาผู้เสียหายที่ 6 นางสาว ซ. พี่สาวผู้เสียหายที่ 5 ทำนองเดียวกันว่า ทราบเรื่องผู้เสียหายทั้งหกถูกจับหรือถูกควบคุมตัวไว้ที่สถานีตำรวจภูธร และคำเบิกความของนาง จ.ว่า ผู้เสียหายที่ 6 ถูกควบคุมตัว 14 วัน ผู้เสียหายที่ 6 เล่าให้ฟังว่า เจ้าหน้าที่บอกผู้เสียหายที่ 6 พูดตามที่เจ้าหน้าที่ต้องการ มิฉะนั้นจะถูกจับกุมดำเนินคดี ผู้เสียหายที่ 6 หวาดกลัวนั้น เชื่อได้ว่าการสอบคำให้การชั้นสอบสวนและการเบิกความชั้นสืบพยานก่อนฟ้องของผู้เสียหายทั้งหกและเด็กหญิง อ. เกิดขึ้นระหว่างที่ถูกควบคุมตัวที่สถานีตำรวจภูธร มีการจูงใจ ขู่เข็ญ หลอกลวง และทำร้ายร่างกาย การที่ผู้เสียหายทั้งหกมาเบิกความภายหลังแม้จะขัดแย้งกับคำให้การชั้นสอบสวนและคำเบิกความชั้นสืบพยานก่อนฟ้อง แต่ก็เป็นการเบิกความเพื่อพิสูจน์ความจริงให้กระจ่างชัดว่ามีเหตุผลอย่างไรทำไมถึงให้การในชั้นสอบสวนและเบิกความต่อศาลชั้นต้นที่ฝ่าฝืนต่อความเป็นจริงไว้เช่นนั้น หาใช่เป็นการเบิกความเพื่อช่วยเหลือจำเลยดังที่โจทก์ฎีกาแต่อย่างใดไม่ แม้คดีอยู่ระหว่างสืบพยานจำเลยซึ่งโดยพลการหรือคู่ความฝ่ายใดร้องขอ ศาลมีอำนาจสืบพยานเพิ่มเติมจะสืบเองหรือส่งประเด็นก็ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 228 และตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 120 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ถ้าคู่ความฝ่ายใดอ้างว่าคำเบิกความของพยานคนใดที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งอ้างไม่ควรเชื่อฟัง โดยเหตุผลซึ่งศาลเห็นว่ามีมูล ศาลอาจยอมให้คู่ความฝ่ายนั้นนำพยานหลักฐานมาสืบสนับสนุนข้ออ้างของตนได้แล้วแต่จะเห็นควร คดีนี้จำเลยนำสืบปฏิเสธฟ้องโจทก์ว่า ผู้เสียหายทั้งหกและเด็กหญิง อ. ให้การชั้นสอบสวนและเบิกความชั้นสืบพยานก่อนฟ้องไปโดยถูกควบคุมตัว ข่มขู่ ไม่ให้กลับบ้านและพบบิดามารดา คำให้การชั้นสอบสวนและคำเบิกความดังกล่าวไม่ควรเชื่อฟัง เมื่อทนายจำเลยแถลงขอสืบพยานผู้เสียหายทั้งหก หากศาลเห็นว่าเป็นพยานหลักฐานสำคัญที่สามารถพิสูจน์ความจริงได้และเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลก็ชอบที่จะอนุญาตให้จำเลยนำผู้เสียหายทั้งหกเข้าเบิกความตามมาตราดังกล่าวข้างต้น และมีคำสั่งในรายงานกระบวนพิจารณาได้ หาจำต้องให้จำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตต่อศาลก่อนดังที่โจทก์กล่าวอ้างในฎีกาแต่อย่างใดไม่ เมื่อตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 บัญญัติว่า "พยานวัตถุ พยานเอกสาร หรือพยานบุคคลซึ่งน่าจะพิสูจน์ได้ว่าจำเลยมีผิดหรือบริสุทธิ์ ให้อ้างเป็นพยานหลักฐานได้ แต่ต้องเป็นพยานชนิดที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากการจูงใจ มีคำมั่นสัญญา ขู่เข็ญ หลอกลวง หรือโดยมิชอบประการอื่น..." แต่พฤติการณ์ในคดีนี้พยานบุคคลและพยานเอกสารซึ่งเป็นผู้เสียหายทั้งหก และเด็กหญิง อ. ยังเป็นผู้เยาว์มีอายุไม่มากและอ่อนประสบการณ์ถูกควบคุมตัวโดยมีคนดูแลและปิดประตูล็อกไว้ การสอบคำให้การชั้นสอบสวนและการเบิกความต่อศาลชั้นต้นสืบพยานก่อนฟ้องอาจเป็นไปตามที่ผู้ควบคุมหรือเจ้าหน้าที่ที่ต้องการได้ แม้จะมีการสอบคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายทั้งหกและเด็กหญิง อ. ต่อหน้านักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ บุคคลที่เด็กร้องขอ และพนักงานอัยการร่วมอยู่ด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 133 ทวิ แต่ตามคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 บุคคลที่เด็กร้องขอหรือผู้ที่ไว้วางใจได้ลงลายชื่อในฐานะล่ามแปลด้วย โดยผู้เสียหายที่ 6 เบิกความโต้แย้งว่า มีล่ามข่มขู่จะให้เจ้าพนักงานตำรวจพาไปติดคุกหากไม่เบิกความว่า จำเลยกระทำอนาจาร ทำให้มีข้อระแวงสงสัยว่าคำให้การชั้นสอบสวนและคำเบิกความชั้นสืบพยานก่อนฟ้องของผู้เสียหายทั้งหกและเด็กหญิง อ. ได้ให้การและเบิกความไปตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงหรือไม่ เนื่องจากเมื่อผู้เสียหายทั้งหก และเด็กหญิง อ. ให้การและเบิกความต่อศาลชั้นต้นแล้วยังถูกนำไปควบคุมตัวต่ออีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักในการสอบสวนคดีอาญาโดยทั่วไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาไม่มีบทบัญญัติมาตราใดให้มีการควบคุมตัวผู้เสียหายทั้งหกและเด็กหญิง อ. ซึ่งเป็นพยานไว้ก่อนแล้วเอาตัวมาเบิกความต่อศาล แต่พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการหากมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าพยานบุคคลจะเดินทางออกไปนอกราชอาณาจักรไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง...อันเป็นการยากแก่การนำพยานนั้นมาสืบในภายหน้าจะยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อสืบพยานนั้นไว้ทันทีก็ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 237 ทวิ การควบคุมตัวดังกล่าวย่อมเป็นการกระทบกระเทือนต่อสิทธิเสรีภาพในชีวิตร่างกายของผู้เสียหายทั้งหกและเด็กหญิง อ. ซึ่งเป็นพยาน ประกอบกับการจับกุมและการคุมขังบุคคลดังกล่าวจะทำมิได้ เว้นแต่มีคำสั่งหรือหมายของศาลมีเหตุอย่างอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 28 การกระทำเช่นนี้จึงเป็นการแสวงหาพยานหลักฐานโดยมิชอบ ซึ่งต้องห้ามมิให้รับฟังพยานหลักฐานนั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 ทั้งในคดีอาญาโจทก์มีภาระการพิสูจน์ และศาลต้องใช้ดุลพินิจวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวง โดยจะไม่พิพากษาลงโทษจนกว่าจะแน่ใจว่ามีการกระทำผิดจริงและจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดนั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคหนึ่ง ซึ่งคดีนี้ความผิดตามฟ้องโจทก์มีอัตราโทษจำคุกสูงถึงยี่สิบปี พยานโจทก์จะต้องชัดแจ้ง หนักแน่น มั่นคงโดยไม่มีข้อตำหนิใด ๆ ให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ได้ ลักษณะแห่งคดีอยู่ในวิสัยที่โจทก์สามารถหาพยานหลักฐานด้วยวิธีการอันสุจริตและชอบด้วยกฎหมายมาพิสูจน์ความผิดของจำเลยได้ การรับฟังพยานหลักฐานโจทก์ที่ได้มาจากการแสวงหามาโดยมิชอบเท่ากับอนุญาตให้โจทก์นำพยานหลักฐานมาเพิ่มเติมในส่วนที่ตนนำสืบบกพร่องไว้ เพื่อจะลงโทษจำเลยแต่เพียงอย่างเดียว ทั้งที่เป็นการละเมิดต่อสิทธิส่วนบุคคลของจำเลยและกระทบกระเทือนต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน อันเป็นการขัดต่อหลักการพื้นฐานของการดำเนินคดีอาญาโดยทั่วไป เมื่อการวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานโจทก์ ศาลต้องกระทำด้วยความระมัดระวังและไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานนั้นโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลย เว้นแต่จะมีเหตุผลอันหนักแน่นมีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดี หรือมีพยานหลักฐานประกอบอื่นมาสนับสนุน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227/1 วรรคหนึ่ง แต่พยานโจทก์ซึ่งเป็นคำเบิกความชั้นสืบพยานก่อนฟ้องและคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายทั้งหกและเด็กหญิง อ. ต้องห้ามมิให้รับฟังดังที่วินิจฉัยข้างต้นแล้ว พยานโจทก์ส่วนที่เหลือมีเพียงนางสาว พ. นางสาว น. และพันตำรวจโท ธ. ซึ่งเป็นพยานบอกเล่าไม่รู้เห็นเหตุการณ์ในขณะกระทำความผิด และผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ ไม่พบบาดแผลที่ทวารหนัก อวัยวะเพศ ไม่พบตัวอสุจิ ส่วนประกอบของน้ำอสุจิที่ปากทวารหนัก ภายในทวารหนักและไม่พบหลักฐานการกระทำชำเราของผู้เสียหายทั้งหก ส่วนสาเหตุที่นางสาว พ. เจ้าหน้าที่สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดตากไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน เนื่องจากได้รับการร้องเรียนจากบุคคลไม่ทราบชื่อมิใช่ผู้เสียหายทั้งหกหรือบิดามารดาของผู้เสียหายทั้งหก โดยผู้เสียหายทั้งหกไม่เคยเล่าเรื่องราวที่ถูกจำเลยกระทำอนาจารให้บิดามารดาหรือบุคคลอื่นล่วงรู้จึงเป็นเรื่องที่ผิดปกติวิสัยอย่างยิ่งหากมีการถูกกระทำอนาจารจริง ทั้งยังได้ความจากผู้เสียหายที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 เบิกความตอบทนายผู้ต้องหาถามค้านชั้นสืบพยานก่อนฟ้องทำนองเดียวกันว่า ไม่อยากให้จำเลยถูกดำเนินคดี และอยากไปอยู่กับจำเลยอีก น่าเชื่อว่าจำเลยอาจถูกกลั่นแกล้งแจ้งความให้ดำเนินคดีตามข้อต่อสู้ของจำเลยก็เป็นได้ ประกอบกับจำเลยก็ให้การปฏิเสธมาตลอด ดังนั้น พยานหลักฐานโจทก์มีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องข้อ 1.1 ถึง 1.6 หรือไม่ จึงให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมืองในฐานะเป็นคนต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ลงโทษจำคุกตามกฎหมาย และยกฟ้องข้อหากระทำอนาจาร เนื่องจากพยานหลักฐานในส่วนนี้ยังไม่เพียงพอรับฟังได้อย่างแน่ชัด 2 ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า ตรวจคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วเห็นว่าการวินิจฉัยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายชอบด้วยเหตุผล จึงพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นทุกประการ 3 ศาลฎีกาพิพากษาว่า คำให้การของผู้เสียหายเป็นพยานที่ได้มาโดยมิชอบจากการควบคุมตัวและการข่มขู่ ต้องห้ามรับฟังตามกฎหมาย และเมื่อพยานหลักฐานโจทก์ยังมีความสงสัยตามสมควร ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ แนวคำถาม - ธงคำตอบ ข้อ 1 ในคดีอาญานี้ ผู้เสียหายทั้งหกให้การในชั้นสอบสวนและเบิกความในชั้นสืบพยานก่อนฟ้องว่า ถูกจำเลยกระทำอนาจาร แต่ภายหลังกลับมาเบิกความในทางตรงกันข้ามว่าไม่ได้ถูกกระทำอนาจาร โดยอ้างว่าก่อนหน้านั้นถูกควบคุมตัว ถูกข่มขู่ และถูกบังคับให้ให้การ หากเป็นกรณีเช่นนี้ คำให้การในชั้นสอบสวนและคำเบิกความก่อนฟ้องยังสามารถนำมารับฟังเป็นพยานหลักฐานลงโทษจำเลยได้หรือไม่ ธงคำตอบ การรับฟังพยานหลักฐานในคดีอาญาต้องเป็นไปตามหลัก ปวิอ มาตรา 226 ซึ่งบัญญัติห้ามมิให้รับฟังพยานที่ได้มาโดยการจูงใจ ข่มขู่ หลอกลวง หรือโดยมิชอบประการอื่น ในคดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้เสียหายทั้งหกถูกควบคุมตัวไว้ที่สถานีตำรวจเป็นเวลานาน ถูกข่มขู่ไม่ให้กลับบ้านและพบบิดามารดา ถูกกดดันให้ให้การตามที่เจ้าหน้าที่ต้องการ การได้มาซึ่งคำให้การในชั้นสอบสวนและคำเบิกความก่อนฟ้องจึงเป็นการแสวงหาพยานโดยมิชอบ คำให้การดังกล่าวจึงตกเป็นพยานต้องห้ามตามกฎหมาย ไม่อาจนำมารับฟังลงโทษจำเลยได้ แม้ว่าจะเป็นคดีที่เกี่ยวกับผู้เยาว์และเป็นคดีร้ายแรงก็ตาม ข้อ 2 ในระหว่างพิจารณาคดี จำเลยได้นำผู้เสียหายทั้งหกเข้าเบิกความในชั้นสืบพยานฝ่ายจำเลยเพื่อยืนยันว่าตนไม่เคยถูกจำเลยกระทำอนาจาร โดยโจทก์ฎีกาว่าการนำพยานดังกล่าวเข้าสืบต้องยื่นคำร้องต่อศาลก่อน หากศาลอนุญาตโดยไม่มีคำร้องถือว่าดำเนินกระบวนพิจารณาไม่ชอบด้วยกฎหมาย ประเด็นนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยอย่างไร ธงคำตอบ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 228 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 120 ประกอบ ปวิอ มาตรา 15 ศาลมีอำนาจสืบพยานเพิ่มเติมได้เองหรือเมื่อคู่ความร้องขอ หากเห็นว่าพยานนั้นเป็นพยานสำคัญเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม โดยไม่จำเป็นต้องให้จำเลยยื่นคำร้องเป็นหนังสือล่วงหน้าเสมอไป ในคดีนี้เมื่อทนายจำเลยแถลงขอสืบพยานผู้เสียหายทั้งหก และศาลเห็นว่าเป็นพยานหลักฐานสำคัญเพื่อพิสูจน์ความจริง ศาลย่อมมีอำนาจอนุญาตให้สืบพยานได้โดยชอบตามกฎหมาย การที่โจทก์อ้างว่าการสืบพยานดังกล่าวไม่ชอบจึงฟังไม่ขึ้น ข้อ 3 การที่พนักงานสอบสวนควบคุมตัวผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้เยาว์ไว้เป็นเวลานานโดยไม่มีหมายศาล และใช้วิธีการกดดันให้ให้การ ถือว่าเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและส่งผลต่อการรับฟังพยานอย่างไร ธงคำตอบ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 28 บัญญัติคุ้มครองสิทธิเสรีภาพในชีวิตและร่างกายของบุคคล การจับกุม คุมขัง หรือควบคุมตัวจะกระทำมิได้ เว้นแต่มีอำนาจตามกฎหมาย ในคดีนี้ผู้เสียหายทั้งหกซึ่งเป็นผู้เยาว์ถูกควบคุมตัวไว้โดยไม่มีอำนาจศาล ข่มขู่ กดดัน และถูกจำกัดเสรีภาพอย่างร้ายแรง การกระทำดังกล่าวเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญโดยชัดแจ้ง และส่งผลให้พยานที่ได้มาภายใต้สภาพเช่นนี้เป็นพยานที่ได้มาโดยมิชอบ ต้องห้ามมิให้นำมารับฟังลงโทษจำเลยตาม ปวิอ มาตรา 226 ข้อ 4 เมื่อคำให้การของผู้เสียหายตกเป็นพยานต้องห้ามแล้ว พยานหลักฐานโจทก์ที่เหลือเป็นเพียงพยานบอกเล่าและผลตรวจทางการแพทย์ที่ไม่พบบาดแผล ศาลจะใช้พยานดังกล่าวลงโทษจำเลยได้หรือไม่ และต้องใช้หลักกฎหมายใดในการวินิจฉัย ธงคำตอบ ตาม ปวิอ มาตรา 227 วรรคหนึ่ง ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยได้ต่อเมื่อแน่ใจว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริง และตามวรรคสอง หากยังมีความสงสัยตามสมควรต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย ในคดีนี้เมื่อคำให้การของผู้เสียหายตกเป็นพยานต้องห้าม พยานที่เหลือเป็นเพียงพยานบอกเล่า ไม่รู้เห็นเหตุการณ์โดยตรง และผลการตรวจร่างกายไม่ปรากฏร่องรอยการกระทำความผิด ย่อมยังไม่อาจขจัดความสงสัยได้ว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริงหรือไม่ ศาลจึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย และไม่อาจพิพากษาลงโทษได้ ข้อ 5 แม้คดีนี้จะเป็นคดีเกี่ยวกับการกระทำอนาจารแก่ผู้เยาว์ซึ่งเป็นคดีร้ายแรงและมีอัตราโทษสูง ศาลยังคงยกฟ้องจำเลยโดยอาศัยหลักพยานและหลักสิทธิเสรีภาพ การวินิจฉัยเช่นนี้มีนัยสำคัญต่อหลักกระบวนการยุติธรรมทางอาญาอย่างไร ธงคำตอบ คดีนี้สะท้อนหลักการพื้นฐานของกระบวนการยุติธรรมทางอาญาว่า แม้จะเป็นคดีที่มีอัตราโทษสูงและเกี่ยวข้องกับผู้เยาว์ ศาลก็ไม่อาจลดหย่อนมาตรฐานในการรับฟังพยานหลักฐานได้ การแสวงหาพยานต้องเป็นไปโดยสุจริตและชอบด้วยกฎหมาย หากพยานได้มาโดยการละเมิดสิทธิเสรีภาพ ย่อมตกเป็นพยานต้องห้ามโดยเด็ดขาด และเมื่อพยานหลักฐานโจทก์ยังไม่อาจขจัดความสงสัยได้ ศาลต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตาม ปวิอ มาตรา 227 หลักการนี้เป็นหลักค้ำจุนความเป็นธรรมในคดีอาญา และเป็นหลักประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างสำคัญยิ่ง
|





