ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




รับฟังคำรับสารภาพชั้นจับกุมไม่ได้, พยานหลักฐาน (คดียาเสพติด) (ฎีกา 642/2567)

คำพิพากษาศาลฎีกา 642/2567, วิเคราะห์คดียาเสพติด, หลักห้ามรับฟังคำรับสารภาพชั้นจับกุม, ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 84 วรรคสี่, สิทธิของจำเลยและผู้ต้องหา, พยานหลักฐานในคดียาเสพติด, การตีความคำรับสารภาพ, ถ้อยคำอื่นตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด, หลักกฎหมายเรื่องพยานบอกเล่า, การยกประโยชน์แห่งความสงสัย, แนวคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดียาเสพติด, การบวกโทษจำคุก, คำรับสารภาพต่อเจ้าพนักงานผู้จับ, การวินิจฉัยพยานหลักฐาน, การพิสูจน์การครอบครองยาเสพติดและอาวุธปืน

  ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

     เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

🏛️ บทนำ:

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการรับฟังคำรับสารภาพในคดียาเสพติด ซึ่งจำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมว่ามียาเสพติดและอาวุธปืนไว้ในครอบครอง แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำรับสารภาพดังกล่าวเป็นถ้อยคำที่ให้ต่อเจ้าพนักงานผู้จับ ต้องห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 84 วรรคสี่ และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 ทั้งยังวินิจฉัยเพิ่มเติมว่า คำรับสารภาพของผู้ร่วมกระทำผิดเป็นเพียงพยานบอกเล่าซัดทอด มีน้ำหนักน้อย ศาลจึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยและพิพากษายืนยกฟ้อง

⚖️ สรุปข้อเท็จจริงของคดี

เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยและนายกิตติศักดิ์ พร้อมของกลางเมทแอมเฟตามีน 36 เม็ด และอาวุธปืนประจุปากหนึ่งกระบอก โดยจำเลยให้การในชั้นจับกุมว่าเป็นของตนร่วมกับนายกิตติศักดิ์ เพื่อจำหน่ายต่อในพื้นที่ ทั้งสองลงชื่อในบันทึกการจับกุมภายหลังได้รับการแจ้งสิทธิตามกฎหมาย

ต่อมาพนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยให้การรับสารภาพเฉพาะข้อหาเสพ แต่ปฏิเสธข้อหาอื่น

ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 6 ปี 10 เดือน ปรับ 450,000 บาท โดยรวมโทษจากคดีเดิมเข้าด้วยกัน ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้ ให้ลงโทษจำคุก 1 เดือนในความผิดฐานเสพยาเสพติด ยกฟ้องข้อหาอื่น

โจทก์ฎีกาขอให้ศาลฎีกาพิพากษาลงโทษในข้อหาครอบครองเพื่อจำหน่ายและมีอาวุธปืน

⚖️ กฎหมายที่ใช้เป็นหลักในคดีนี้

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 84 วรรคสี่

“ถ้อยคำรับสารภาพของผู้ถูกจับที่ให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานผู้จับ ห้ามมิให้นำมาฟังเป็นพยานหลักฐาน”

บทบัญญัตินี้เป็นหัวใจของคดี เพราะจำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม ศาลจึงต้องพิจารณาว่าคำให้การนั้น “เป็นถ้อยคำรับสารภาพต่อเจ้าพนักงานผู้จับหรือไม่” และ “ถือเป็นพยานได้หรือไม่”

ศาลฎีกาตีความว่าถ้อยคำดังกล่าวเป็น “ส่วนหนึ่งของคำรับสารภาพ” ต้องห้ามรับฟัง แม้เจ้าพนักงานจะได้แจ้งสิทธิแก่จำเลยแล้วก็ตาม

🔑 5 คำประเด็นสำคัญ

1. “คำรับสารภาพต่อเจ้าพนักงานผู้จับ”

หมายถึงถ้อยคำที่ผู้ต้องหายอมรับว่าได้กระทำความผิด ขณะอยู่ในอำนาจของเจ้าพนักงานผู้จับโดยตรง

🔹 ศาลถือว่าคำรับสารภาพดังกล่าวอาจเกิดจากการบีบบังคับหรือไม่เสรี จึงห้ามนำมาใช้เป็นหลักฐาน แม้ผู้ให้จะลงลายมือชื่อด้วยความสมัครใจก็ตาม

2. “ถ้อยคำอื่นที่มิใช่ส่วนหนึ่งของคำรับสารภาพ”

เป็นข้อยกเว้นในมาตรา 84 วรรคสี่ ที่สามารถรับฟังได้ หากถ้อยคำนั้นเป็นเพียงคำบรรยายข้อเท็จจริงทั่วไป ไม่ใช่การยอมรับผิด

🔹 แต่ในคดีนี้ ศาลเห็นว่าคำที่จำเลยให้ไว้มีเนื้อหาว่าซื้อยาเสพติดมาเพื่อจำหน่ายต่อ ซึ่งเป็น “ส่วนหนึ่งของการยอมรับผิด” จึงต้องห้าม

3. “พยานบอกเล่าซัดทอด” 

หมายถึงคำให้การของผู้ร่วมกระทำผิดที่กล่าวโทษผู้อื่น

🔹 ศาลรับฟังได้ แต่มีน้ำหนักน้อย ต้องมีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุน มิฉะนั้นจะไม่พอพิสูจน์ความผิด

4. “หลักยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย” 

เป็นหลักสากลในกระบวนการยุติธรรม ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227 วรรคสอง

🔹 หากพยานหลักฐานของโจทก์มีข้อสงสัย ศาลต้องตัดสินให้จำเลยพ้นผิด โดยถือว่าจำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าผิด

5. “พยานหลักฐานที่ชอบด้วยกฎหมาย”

หมายถึงพยานหรือหลักฐานที่ได้มาโดยถูกต้องตามกระบวนวิธี

🔹 ศาลย้ำว่าแม้โจทก์จะมีภาพถ่ายและบันทึกชี้ของกลาง แต่เมื่อไม่มีหลักฐานยืนยันว่าจำเลยรู้เห็นร่วม หรือยืนยันการครอบครองของกลางโดยตรง หลักฐานดังกล่าวไม่เพียงพอ

🧩 สรุปแก่นของคดีสั้น ๆ

คดีนี้ศาลฎีกายืนยันหลักการสำคัญของกระบวนการยุติธรรมทางอาญา คือ

“คำรับสารภาพในชั้นจับกุมที่ให้ต่อเจ้าพนักงานผู้จับ ถือเป็นพยานที่ต้องห้ามฟัง แม้จะทำโดยสมัครใจ เพราะอาจกระทบสิทธิของจำเลย และหากพยานหลักฐานมีข้อสงสัย ศาลต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย”

กล่าวโดยย่อ แก่นของคดีนี้คือ “การตีความข้อห้ามในการใช้คำรับสารภาพชั้นจับกุม และการคุ้มครองสิทธิของจำเลยภายใต้หลักพยานหลักฐานที่ชอบด้วยกฎหมาย”

🧠 คำวินิจฉัยของศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

แม้จำเลยและผู้ร่วมกระทำผิดจะให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม แต่คำให้การนั้นเป็นคำรับสารภาพที่ให้ต่อเจ้าพนักงานผู้จับ ต้องห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 84 วรรคสี่ ประกอบกับ พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3

คำให้การที่ว่าซื้อยาเสพติดมาเพื่อจำหน่ายต่อ ถือเป็นส่วนหนึ่งของคำรับสารภาพที่ต้องห้าม ไม่อาจนำมาฟังเพื่อพิสูจน์ความผิดได้ ส่วนคำรับสารภาพของนายกิตติศักดิ์ (ผู้ร่วมกระทำ) แม้จะไม่ห้ามฟัง แต่เป็นเพียงพยานบอกเล่าซัดทอด ซึ่งมีน้ำหนักน้อยตาม มาตรา 226/3 และ 227/1

ภาพถ่ายของกลางและบันทึกการชี้ของกลาง แม้ปรากฏว่าจำเลยอยู่ในเหตุการณ์ แต่ไม่มีข้อความยืนยันว่าจำเลยเป็นผู้ครอบครองโดยรู้เห็นร่วม ศาลจึงเห็นว่า พยานหลักฐานของโจทก์ยังมีข้อสงสัยตามสมควร

อาศัยหลัก “ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยแก่จำเลย” ตาม มาตรา 227 วรรคสอง ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนยกฟ้องจำเลยในข้อหาครอบครองเพื่อจำหน่ายและมีอาวุธปืน

📚 วิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมาย

1. หลักการห้ามรับฟังคำรับสารภาพชั้นจับกุม

o มาตรา 84 วรรคสี่ ของ ป.วิ.อ. วางหลักว่า “ถ้อยคำรับสารภาพที่ผู้ถูกจับให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานผู้จับ ห้ามมิให้นำมาฟังเป็นพยานหลักฐาน” เพื่อป้องกันการบังคับหรือหลอกลวงให้รับสารภาพในชั้นจับกุม

o ศาลฎีกาเน้นย้ำว่า แม้จะมีการแจ้งสิทธิแล้ว แต่หากถ้อยคำยังเป็น “ส่วนหนึ่งของการรับสารภาพ” ก็ยังคงต้องห้าม

2. พยานซัดทอดจากผู้ร่วมกระทำผิด

o แม้คำให้การของผู้ร่วมกระทำจะรับฟังได้ในทางกฎหมาย แต่ถือเป็น “พยานบอกเล่า” ซึ่งมีน้ำหนักน้อย หากไม่มีพยานยืนยันหรือหลักฐานอื่นประกอบ ย่อมไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์ความผิด

3. หลักยกประโยชน์แห่งความสงสัย

o มาตรา 227 วรรคสอง ป.วิ.อ. กำหนดว่า หากพยานหลักฐานมีข้อสงสัย ศาลต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย ซึ่งเป็นหลักพื้นฐานของกระบวนการยุติธรรมทางอาญา

💬 ข้อคิดทางกฎหมาย

การรับสารภาพชั้นจับกุมไม่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานได้ แม้จำเลยจะลงชื่อในบันทึกโดยสมัครใจ หากถ้อยคำนั้นมีลักษณะเป็นการยอมรับผิด

ศาลให้ความสำคัญกับสิทธิของผู้ถูกจับและหลักการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม

การซัดทอดของผู้ร่วมกระทำผิดต้องใช้ความระมัดระวังสูง เพราะมีน้ำหนักน้อยและอาจเกิดจากแรงจูงใจอื่น

หลัก “ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย” คือกลไกสำคัญที่คุ้มครองสิทธิของประชาชนในกระบวนการยุติธรรม

⚖️ IRAC Analysis

Issue (ประเด็น):

คำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมต่อเจ้าพนักงานผู้จับ สามารถรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่

Rule (กฎเกณฑ์):

ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 84 วรรคสี่ และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 ห้ามนำคำรับสารภาพของผู้ถูกจับที่ให้ต่อเจ้าพนักงานผู้จับมาใช้เป็นพยานหลักฐาน เว้นแต่เป็นถ้อยคำอื่นซึ่งมิใช่ส่วนหนึ่งของคำรับสารภาพ

Application (การประยุกต์):

ในคดีนี้ คำให้การของจำเลยและผู้ร่วมกระทำผิดที่ระบุว่าซื้อยาเสพติดมาเพื่อจำหน่ายต่อ เป็นส่วนหนึ่งของการรับสารภาพว่ากระทำผิด จึงต้องห้ามฟังเป็นพยาน ส่วนคำรับสารภาพของผู้ร่วมกระทำเป็นเพียงพยานซัดทอด มีน้ำหนักน้อย ไม่สามารถยืนยันได้ว่าจำเลยร่วมกระทำความผิด

Conclusion (ข้อสรุป):

ศาลฎีกาเห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์ยังมีข้อสงสัยตามสมควร จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย พิพากษายืนยกฟ้อง


❓ คำถาม–คำตอบ

คำถามที่ 1:

ถ้อยคำรับสารภาพชั้นจับกุมสามารถนำมาใช้เป็นหลักฐานในศาลได้หรือไม่?

คำตอบ:

ไม่ได้ หากเป็นคำให้การที่ให้ต่อเจ้าพนักงานผู้จับ เพราะต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 84 วรรคสี่ เพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้ถูกจับและป้องกันการบังคับให้รับสารภาพ

คำถามที่ 2:

หากผู้ร่วมกระทำผิดให้การซัดทอดจำเลย คำให้การดังกล่าวมีน้ำหนักมากน้อยเพียงใด?

คำตอบ:

ถือเป็น “พยานบอกเล่าซัดทอด” ซึ่งรับฟังได้แต่มีน้ำหนักน้อย ต้องมีพยานหลักฐานอื่นประกอบยืนยัน มิฉะนั้นศาลต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตามมาตรา 227


1) ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 84 (วรรคท้าย) “ถ้อยคำใด ๆ ที่ผู้ถูกจับให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานผู้จับ หรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจในชั้นจับกุมหรือรับมอบตัวผู้ถูกจับ ถ้าถ้อยคำนั้นเป็นคำรับสารภาพของผู้ถูกจับว่าตนได้กระทำความผิดห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน แต่ถ้าเป็นถ้อยคำอื่น จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้ถูกจับได้ต่อเมื่อได้มีการแจ้งสิทธิตามวรรคหนึ่ง หรือตามมาตรา 83 วรรคสอง แก่ผู้ถูกจับแล้วแต่กรณี”  2) พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 “มาตรา 3 บทบัญญัติหรือวิธีพิจารณาใดซึ่งพระราชบัญญัตินี้มิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ ให้นำบทบัญญัติหรือวิธีพิจารณาแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา กฎหมายว่าด้วยศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว กฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง หรือกฎหมายว่าด้วยธรรมนูญศาลทหาร มาใช้บังคับเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัตินี้”  3) ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 (พยานบอกเล่า) “ข้อความซึ่งเป็นการบอกเล่าที่พยานบุคคลใดนำมาเบิกความต่อศาลหรือที่บันทึกไว้ในเอกสารหรือวัตถุอื่นใดซึ่งอ้างเป็นพยานหลักฐานต่อศาล หากนำเสนอเพื่อพิสูจน์ความจริงแห่งข้อความนั้น ให้ถือเป็นพยานบอกเล่า ห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานบอกเล่า เว้นแต่ (1) ตามสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานบอกเล่านั้นน่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ หรือ (2) มีเหตุจำเป็น เนื่องจากไม่สามารถนำบุคคลซึ่งเป็นผู้ที่ได้เห็น ได้ยิน หรือทราบข้อความเกี่ยวในเรื่องที่จะให้การเป็นพยานนั้นด้วยตนเองโดยตรงมาเป็นพยานได้ และมีเหตุผลสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่จะรับฟังพยานบอกเล่านั้น …(วรรคท้ายว่าด้วยการจดรายงานเมื่อศาลไม่รับพยานบอกเล่า)… ” 4) ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 (หลัก “ยกประโยชน์แห่งความสงสัย”) “มาตรา 22 ให้ศาลใช้ดุลพินิจวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวง อย่าพิพากษาลงโทษจนกว่าจะแน่ใจว่ามีการกระทำผิดจริงและจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดนั้น เมื่อมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำผิดหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย”  5) ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227/1 (น้ำหนักพยานซัดทอด/บอกเล่า) “ในการวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานบอกเล่า พยานซัดทอด พยานที่จำเลยไม่มีโอกาสถามค้าน หรือพยานหลักฐานที่มีข้อบกพร่องประการอื่นอันอาจกระทบถึงความน่าเชื่อถือของพยานหลักฐานนั้น ศาลจะต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง และไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานนั้นโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลย เว้นแต่จะมีเหตุผลอันหนักแน่น มีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดี หรือมีพยานหลักฐานประกอบอื่นมาสนับสนุน พยานหลักฐานประกอบตามวรรคหนึ่ง หมายถึง พยานหลักฐานอื่นที่รับฟังได้ และมีแหล่งที่มาเป็นอิสระต่างหากจากพยานหลักฐานที่ต้องการพยานหลักฐานประกอบนั้น ทั้งจะต้องมีคุณค่าเชิงพิสูจน์ที่สามารถสนับสนุนให้พยานหลักฐานอื่นที่ไปประกอบมีความน่าเชื่อถือมากขึ้นด้วย”


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 642/2567

แม้ในชั้นจับกุมจำเลยและ ก. จะให้การรับสารภาพตามบันทึกการจับกุมว่าเมทแอมเฟตามีนและอาวุธปืนเป็นของทั้งสองคน แต่คำให้การดังกล่าวเป็นถ้อยคำรับสารภาพของจำเลยผู้ถูกจับที่ให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานผู้จับ จึงต้องห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 84 วรรคสี่ ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 ที่โจทก์ฎีกาว่าจำเลยและ ก. ได้ให้ถ้อยคำต่อผู้จับกุมยอมรับว่ายาเสพติดเป็นของตัวเองจริง โดยซื้อมาจาก ค. เพื่อนำมาจำหน่ายให้แก่กลุ่มวัยรุ่นและผู้ใช้แรงงานในพื้นที่ ถ้อยคำดังกล่าวมิได้เป็นเพียงถ้อยคำรับสารภาพว่าได้กระทำความผิด หากแต่เป็นถ้อยคำอื่นซึ่งจำเลยและ ก. ได้ให้ถ้อยคำอื่นนั้นต่อเจ้าพนักงานผู้จับกุมภายหลังที่เจ้าพนักงานได้แจ้งสิทธิแก่จำเลยและผู้ถูกจับตามกฎหมายแล้ว ทั้งโจทก์มีภาพถ่ายประกอบสำนวนที่ได้ให้จำเลยและ ก. ชี้ของกลางที่ยึดได้ในที่เกิดเหตุ ซึ่งอยู่ในความครอบครองของจำเลยและ ก. จึงเป็นพยานหลักฐานของโจทก์ที่เกิดขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมาย สามารถนำมารับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของจำเลยได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 84 วรรคสี่ ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 นั้น ถ้อยคำอื่นตามบทบัญญัติดังกล่าวจะต้องไม่ใช่ถ้อยคำที่เป็นส่วนหนึ่งของคำรับสารภาพของจำเลย เมื่อพิจารณาข้อความตามบันทึกจับกุมที่ระบุว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นของจำเลย โดยมีรายละเอียดด้วยว่าซื้อมาจากบุคคลอื่นเพื่อนำมาจำหน่ายต่อ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคำรับสารภาพของจำเลยนั่นเอง จึงต้องห้ามไม่ให้รับฟังเป็นพยาน ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 84 วรรคสี่ ส่วนคำรับสารภาพชั้นจับกุมของ ก. แม้จะไม่ห้ามรับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีของจำเลย แต่ก็ถือเป็นพยานบอกเล่าและซัดทอด ซึ่งมีเงื่อนไขให้รับฟังและมีน้ำหนักน้อยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/3 และ 227/1

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91, 100/1 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 72 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 83, 91 บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย 855/2563 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 57, 66 วรรคสอง, 91 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 5 ปี และปรับ 450,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 6 ปี 6 เดือน และปรับ 450,000 บาท บวกโทษจำคุก 4 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย 855/2563 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้ เป็นจำคุก 6 ปี 10 เดือน และปรับ 450,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังได้เกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 104, 162 จำคุก 2 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน บวกโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย 855/2563 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษจำคุกคดีนี้แล้ว เป็นจำคุก 5 เดือน ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกาในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด

ศาลฎีกาแผนกคดียาเสพติดวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยและนายกิตติศักดิ์ พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีน 36 เม็ด และอาวุธปืนประจุปากไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้และเครื่องกระสุนปืน 1 ชุด เป็นของกลาง ในชั้นสอบสวนพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่จำเลยและนายกิตติศักดิ์ว่า เสพเมทแอมเฟตามีน ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต นายกิตติศักดิ์ให้การรับสารภาพและศาลได้มีคำพิพากษาไปแล้วตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย 135/2564 ของศาลชั้นต้น จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการเดียวว่า จำเลยร่วมกับนายกิตติศักดิ์กระทำความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพตามบันทึกการจับกุม แต่ก็ต้องห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 84 วรรคสี่ ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยและนายกิตติศักดิ์ได้ให้ถ้อยคำต่อร้อยตำรวจโทผ่องและดาบตำรวจประจวบ ผู้จับกุมว่า ยอมรับว่ายาเสพติดดังกล่าว (36 เม็ด) เป็นของตัวเองจริง โดยซื้อยาเสพติดจากนายคำ ในราคาเม็ดละ 50 บาท โดยนายกิตติศักดิ์และจำเลยนำมาจำหน่ายต่อให้แก่กลุ่มวัยรุ่นและผู้ใช้แรงงานในพื้นที่ ในราคาเม็ดละ 100 บาท โดยถ้อยคำดังกล่าวมิได้เป็นเพียงเฉพาะถ้อยคำคำรับสารภาพว่าได้กระทำผิด หากแต่เป็นถ้อยคำอื่นซึ่งจำเลยและนายกิตติศักดิ์ได้ให้ถ้อยคำอื่นนั้นต่อเจ้าพนักงานผู้จับกุมภายหลังที่เจ้าพนักงานผู้นั้นได้แจ้งสิทธิแก่จำเลยและผู้ถูกจับตามกฎหมายแล้ว และลงลายมือชื่อในบันทึกการจับกุม ไว้เป็นหลักฐานด้วยความสมัครใจ อีกทั้งโจทก์ยังมีภาพถ่ายประกอบสำนวน ที่ร้อยตำรวจเอกพัชชระ พนักงานสอบสวน ได้ให้จำเลยและนายกิตติศักดิ์ชี้เมทแอมเฟตามีนและอาวุธปืนของกลางที่ยึดได้จากกระท่อมที่เกิดเหตุที่อยู่ในความครอบครองของจำเลยและนายกิตติศักดิ์จริง เป็นพยานหลักฐานของโจทก์ที่เกิดขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมายสามารถนำมารับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของจำเลยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 84 วรรคสี่ ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 ได้เช่นกัน เห็นว่า ถ้อยคำอื่นตามบทบัญญัติดังกล่าว จะต้องไม่ใช่ถ้อยคำที่เป็นส่วนหนึ่งของคำรับสารภาพของจำเลยด้วย เมื่อถ้อยคำในบันทึกการจับกุมตามที่โจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยรับว่าเป็นเจ้าของเมทแอมเฟตามีนและอาวุธปืนของกลางร่วมกับนายกิตติศักดิ์โดยมีรายละเอียดด้วยว่าซื้อมาจากบุคคลอื่นเพื่อนำมาจำหน่ายต่อซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคำรับสารภาพ จึงไม่สามารถรับฟังคำรับสารภาพของจำเลยดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานได้ ส่วนคำรับสารภาพชั้นจับกุมของนายกิตติศักดิ์แม้จะไม่ห้ามรับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีของจำเลย ก็ถือเป็นพยานบอกเล่าและซัดทอดซึ่งมีเงื่อนไขให้รับฟังและมีน้ำหนักน้อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 และ 227/1 ส่วนภาพถ่ายระบุเพียงว่า เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมถ่ายรูปไว้ขณะทำการตรวจค้นและตรวจยึดของกลางได้จากสถานที่เกิดเหตุเท่านั้น ไม่ได้มีข้อความว่าจำเลยให้การรับว่าเมทแอมเฟตามีนและอาวุธปืนพร้อมเครื่องกระสุนปืนของกลางเป็นของตน และภาพถ่ายประกอบสำนวนการสอบสวน ทำขึ้นเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2563 เป็นเอกสารที่ร้อยตำรวจเอกพัชชระพนักงานสอบสวนเป็นผู้ทำขึ้นซึ่งระบุว่า จำเลยและนายกิตติศักดิ์ชี้ยืนยันเมทแอมเฟตามีนและอาวุธปืนพร้อมเครื่องกระสุนปืน 1 ชุด ของกลาง ที่เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมยึดได้จากกระท่อมที่เกิดเหตุและอยู่ในความครอบครองของจำเลยและนายกิตติศักดิ์ ซึ่งจำเลยก็ให้การปฏิเสธในวันเดียวกันนั้นว่าไม่ได้กระทำผิดทั้งสองข้อหาดังกล่าวร่วมกับนายกิตติศักดิ์ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา โดยนำสืบว่าเหตุที่ไปกระท่อมนาที่เกิดเหตุเพราะนายกิตติศักดิ์ว่าจ้างจำเลยให้เข้าไปติดตั้งไฟฟ้าที่กระท่อมที่เกิดเหตุของนายกิตติศักดิ์ ประกอบกับเมทแอมเฟตามีนของกลางบรรจุอยู่ในขวดพลาสติกพันด้วยเทปกาวสีดำซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋าสะพายของนายกิตติศักดิ์ ในลักษณะมิดชิด ไม่ได้เปิดเผยชัดแจ้งถึงขนาดที่จำเลยจะรู้เห็นหรือร่วมครอบครองได้ ส่วนอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลางวางอยู่บนพื้นกระท่อม ซึ่งกระท่อมดังกล่าวเป็นกระท่อมของนายกิตติศักดิ์ ย่อมเป็นไปได้ที่จำเลยจะไม่ได้รู้เห็นหรือร่วมครอบครองกับนายกิตติศักดิ์ดังนี้แล้ว พยานหลักฐานโจทก์จึงมีข้อสงสัยตามสมควรว่าจำเลยร่วมกระทำความผิดกับนายกิตติศักดิ์หรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้แก่จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งสองข้อหาดังกล่าวมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน

1) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1849/2555 — “ถ้อยคำอื่น vs คำรับสารภาพในชั้นจับกุม”

ประเด็น: แยกเส้นบาง ๆ ระหว่าง “ถ้อยคำอื่น” ที่อาจฟังได้ กับ “คำรับสารภาพ” ต่อเจ้าพนักงานผู้จับที่ต้องห้าม (ป.วิ.อ. ม.84 วรรคท้าย)

ข้อเท็จจริงโดยย่อ: จำเลยถูกจับและให้ข้อมูลในชั้นจับกุม เจ้าพนักงานอ้างว่าถ้อยคำบางช่วงเป็นเพียงคำบอกเล่าข้อเท็จจริงทั่วไป จึงขอให้ศาลรับฟังเพื่อมัดจำเลย แต่จำเลยแย้งว่าใจความหลักคือ “ยอมรับผิด” ในการครอบครองของกลาง ซึ่งเป็นคำรับสารภาพโดยตรง

วินิจฉัย/หลักกฎหมาย: แนวฎีกานี้ใช้เพื่อย้ำว่า หากเนื้อหาถ้อยคำในบันทึกจับกุมมีสาระ “รับว่ากระทำผิด” แม้มีรายละเอียดรายรอบ ก็ยังเป็น “ส่วนหนึ่งของคำรับสารภาพ” ต้องห้ามฟังทั้งหมด ไม่ใช่แยกหยิบบางตอนมาใช้ได้โดยเรียกว่า “ถ้อยคำอื่น” จึงคุ้มครองสิทธิผู้ถูกจับ และบังคับให้โจทก์ต้องหาหลักฐานอิสระอื่นมายืนยัน

เชื่อมโยงกับ 642/2567: ศาลฎีกาใน 642/2567 ย้ำหลักเดียวกันว่า ข้อความ “ซื้อยาไว้จำหน่าย” เป็นแกนรับสารภาพ ห้ามฟัง ไม่ใช่ถ้อยคำอื่น

2) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2443/2560 — “บันทึกจับกุมที่มีใจความรับผิด = คำรับสารภาพต้องห้าม”

ประเด็น: โจทก์หยิบ “บางตอน” ของบันทึกจับกุมมาอ้างเป็นถ้อยคำอื่นหลังแจ้งสิทธิแล้ว ขอให้ฟังได้ แต่แก่นข้อความเป็นการรับว่ากระทำผิด

ข้อเท็จจริงโดยย่อ: หลังจับกุม ผู้ต้องหาถูกสอบถามและลงลายมือชื่อ โดยเจ้าพนักงานอ้างว่าได้แจ้งสิทธิครบถ้วน ภายหลังพนักงานสอบสวนใช้บันทึกดังกล่าวสนับสนุนคดี โดยถือเป็นถ้อยคำอื่นมิใช่คำรับสารภาพ

วินิจฉัย/หลักกฎหมาย: แนวฎีกานี้ ชี้ว่า แม้จะแจ้งสิทธิแล้ว แต่ถ้อยคำที่ “รับว่ากระทำผิด” ซึ่งเป็นหัวใจของความผิด ก็ยังอยู่ใต้บังคับ มาตรา 84 วรรคสี่ ห้ามฟัง ศาลต้องคัดแยกอย่างเคร่งครัด มิให้การสืบสวนในชั้นจับกุมลัดขั้นตอนของการพิสูจน์ในชั้นศาล

เชื่อมโยงกับ 642/2567: ใช้ตรรกะเดียวกันกับคดี 642/2567 ที่ปฏิเสธถ้อยคำในบันทึกจับกุม ซึ่งใจความคือ “เป็นเจ้าของยา/ซื้อมาจำหน่าย”

3) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1863/2560 — “พยานซัดทอด: ฟังได้…แต่ต้องมีหลักฐานประกอบอิสระ”

ประเด็น: น้ำหนัก “พยานซัดทอด/บอกเล่า” ตาม ม.226/3 และเกณฑ์ ม.227/1 ที่บอกว่าห้ามเชื่อเพียงลำพัง ต้องมีพยานประกอบจากแหล่งที่มาอิสระ

ข้อเท็จจริงโดยย่อ: ในคดีอุกฉกรรจ์ พนักงานสอบสวนและโจทก์หยิบคำให้การของผู้ร่วมกระทำหรือผู้เกี่ยวข้องมาซัดทอดจำเลย แต่ไม่มีประจักษ์พยานหรือพยานนิติวิทยาศาสตร์หนุนหลังเพียงพอ

วินิจฉัย/หลักกฎหมาย: ศาลชี้ว่า “พยานซัดทอด” เป็นบอกเล่าชนิดหนึ่ง ต้องชั่งน้ำหนักอย่างระมัดระวัง (ม.227/1) จะลงโทษไม่ได้หากไม่มี “พยานหลักฐานประกอบ” ที่มีแหล่งกำเนิดอิสระมาหนุนให้คำซัดทอดน่าเชื่อถือขึ้น (แนวเดียวกับหลักสากลและคำแนะนำขององค์กรสิทธิมนุษยชนด้านพยานบอกเล่า)

เชื่อมโยงกับ 642/2567: ศาลฎีกาใน 642/2567 ก็ตัดน้ำหนัก “คำซัดทอด” ของผู้ร่วมกระทำว่าเป็นบอกเล่าย้ำว่ามีน้ำหนักน้อย ต้องมีหลักฐานประกอบอื่น ซึ่งไม่พอ จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัย

4) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2104/2567 — “ซัดทอดล้วน ๆ โดยไร้พยานประกอบ → ยกฟ้อง”

ประเด็น: ใช้มาตรา 227/1 กับ 227 วรรคสอง เต็มรูป: ถ้าคดีพึ่งพิง “ซัดทอด” โดยลำพัง และไม่มีหลักฐานอิสระสนับสนุนเพียงพอ ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย

ข้อเท็จจริงโดยย่อ: โจทก์อ้างคำให้การของผู้ร่วมกระทำ/ผู้เสียหายเป็นหลักสำคัญ แต่ไม่มีประจักษ์พยานหรือหลักฐานแวดล้อมที่หนักแน่นจากแหล่งกำเนิดอิสระมาสนับสนุนให้คำซัดทอดมีน้ำหนักยกระดับ

วินิจฉัย/หลักกฎหมาย: ศาลฎีกาเห็นว่า “คำซัดทอด” เป็นพยานที่ต้องประเมินด้วยความระมัดระวัง (ม.227/1) หากไม่มีพยานประกอบที่มีคุณค่าเชิงพิสูจน์ก็ไม่พอให้ลงโทษ เมื่อยัง “สงสัยตามสมควร” ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัย (ม.227 วรรคสอง) จึงพิพากษายกฟ้อง

เชื่อมโยงกับ 642/2567: แนวเดียวกัน—แม้มีคำชี้ของกลาง/บันทึกภาพ แต่ไม่ยืนยัน “รู้เห็นร่วม” ของจำเลยอย่างชัดเจน เมื่อฐานหลักฐานพึ่งพิงคำซัดทอดมากไป น้ำหนักไม่พอ

อ้างอิง: สรุปฎีกา 2104/2567 ที่เผยแพร่สาธารณะ (ย้ำมาตรา 227/1, 227 วรรคสอง). 

5) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 476/2567 — “จะรับฟังพยานบอกเล่าได้เมื่อใด – มาตรฐานความสงสัยสมควร”

ประเด็น: เกณฑ์การรับฟังพยานบอกเล่า และเส้นตัดสินว่าคดีพ้น “ข้อสงสัยโดยสมควร” หรือยัง (ม.226/3, 227/1 และ 227 วรรคสอง)

ข้อเท็จจริงโดยย่อ: คดีอาญาที่โจทก์อาศัยคำบอกเล่าของพยานบุคคลซึ่งไม่ได้เห็นเหตุการณ์โดยตรงและหลักฐานเอกสารประกอบบางส่วน โจทก์ยืนยันว่าเข้าข้อยกเว้นของพยานบอกเล่า แต่จำเลยโต้ว่าเนื้อหาขาดความน่าเชื่อถือและยังไม่พ้นข้อสงสัย

วินิจฉัย/หลักกฎหมาย: ศาลชี้ว่าศาลจะรับฟังพยานบอกเล่าได้ก็ต่อเมื่อเข้าเงื่อนไขยกเว้นตามกฎหมาย และเมื่อนำมาชั่งน้ำหนักต้องใช้อย่างระมัดระวัง ไม่อาจลงโทษโดยอาศัยเพียงบอกเล่าล้วน ๆ หากยังเหลือ “ข้อสงสัยสมควร” ต้องยกประโยชน์ให้จำเลย

เชื่อมโยงกับ 642/2567: สนับสนุนหลักเดียวกัน—แม้มีเอกสาร/ภาพถ่ายหรือคำบอกเล่า แต่หากไม่ทำให้คดีพ้นข้อสงสัย ก็ลงโทษไม่ได้ 




เรื่องพยานหลักฐาน

การนำสืบพยานบุคคลเพิ่มเติมตัดทอนหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขเอกสาร
พยานถูกข่มขู่ใช้ไม่ได้จริงหรือ คดีอนาจารเด็ก ศาลฎีกาชี้ชัด หลักฐานมิชอบฟังไม่ได้ ยกฟ้องเพราะมีข้อสงสัยตามกฎหมายอาญา
คำซัดทอดในคดีอาญา, พยานบอกเล่าในคดีอาญา, คำให้การชั้นสอบสวนในคดีอาญา, คดีร่วมกันฆ่าผู้อื่น,
คู่ความสละประเด็นข้อพิพาท, หลักความประสงค์ของคู่ความ