ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




การนำสืบพยานบุคคลเพิ่มเติมตัดทอนหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขเอกสาร

คำพิพากษาศาลฎีกา 944/2546, การสืบพยานบุคคลพิสูจน์กรรมสิทธิ์ที่ดิน, หลักการหักล้างข้อสันนิษฐานสิทธิครอบครอง มาตรา 1373, การออกโฉนดที่ดินโดยไม่ถูกต้อง, ผู้ซื้อโดยสุจริตตามกฎหมายแต่ไม่ได้กรรมสิทธิ์เต็ม, การโอนสิทธิในที่ดินโดยผู้ไม่มีสิทธิ, การฟ้องเพิกถอนโฉนดและสิทธิของคู่ความ, แนวคำพิพากษาศาลฎีกาคดีโฉนดไม่ชอบ, ประเด็นการตีความมาตรา 94 ป.วิ.พ. เรื่องพยานเอกสารและพยานบุคคล, คดีที่ดินพิพาทเกี่ยวกับ ส.ค.1 และ น.ส.3 ก., ข้อกฎหมายสิทธิของผู้ซื้อในที่ดินที่ออกโฉนดผิด,

      ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ  

บทนำ 

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ออกโฉนดโดยไม่ชอบ การที่บุคคลผู้ไม่มีสิทธิได้นำที่ดินของผู้อื่นไปขอออกเอกสารสิทธิและขายต่อให้ผู้ซื้อโดยสุจริต รวมถึงประเด็นว่าการนำสืบพยานบุคคลพิสูจน์สิทธิครอบครองย่อมกระทำได้โดยไม่เป็นการฝ่าฝืนมาตรา 94 ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง อีกทั้งยังมีการวินิจฉัยถึงการหักล้างข้อสันนิษฐานตามมาตรา 1373 ว่าชื่อผู้ปรากฏในทะเบียนที่ดินไม่ได้มีผลเด็ดขาด ศาลยังพิจารณาถึงอำนาจในการสั่งเพิกถอนโฉนดแม้โจทก์จะมิได้ร้องขอโดยตรง และวินิจฉัยไม่ให้ถือว่าศาลล่างพิพากษาเกินคำขอในส่วนที่มีการพิมพ์ผิดในคำขอท้ายฟ้อง

ข้อเท็จจริงโดยสรุป

โจทก์อ้างครอบครองที่ดินพิพาทตามแบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค.1) มาหลายสิบปี โดยเนื้อที่บางส่วนไม่ได้ออก น.ส.3 ก. ให้โจทก์ครบถ้วน ต่อมานายวานได้นำที่ดินส่วนนี้ไปขอออก น.ส.3 ก. เป็นชื่อของตนโดยมิได้ครอบครองมาก่อน และจำเลยทั้งสองอ้างซื้อจากนายวานโดยสุจริตและนำไปขอออกโฉนดในภายหลัง เมื่อจำเลยเข้าไปทำประโยชน์ในที่ดิน โจทก์จึงฟ้องขอให้ศาลรับรองกรรมสิทธิ์ ห้ามจำเลยเกี่ยวข้อง ให้ส่งมอบที่ดิน และเพิกถอนโฉนดที่ออกโดยไม่ชอบ

จำเลยทั้งสองให้การว่าโจทก์ฟ้องขาดอายุความ และการออกโฉนดชอบด้วยกฎหมาย จึงมีกรรมสิทธิ์โดยสมบูรณ์

ประเด็นข้อกฎหมายสำคัญที่ศาลต้องวินิจฉัย

1 การนำสืบพยานบุคคลพิสูจน์ความถูกต้องของเอกสารสิทธิเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 94 ป.วิ.พ. หรือไม่

2 ผู้ซื้อโดยสุจริตที่จดทะเบียนซื้อขายแล้ว ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินหรือไม่ หากผู้ขายไม่มีสิทธิ

3 ข้อสันนิษฐานตามมาตรา 1373 เรื่องชื่อในทะเบียนที่ดินสามารถหักล้างได้หรือไม่

4 ศาลอุทธรณ์พิพากษาเกินคำขอหรือไม่ในส่วนที่พิมพ์ผิด

5 ศาลมีอำนาจเพิกถอนโฉนดโดยไม่ต้องมีคำขอหรือไม่

การวินิจฉัยของศาลฎีกา

1 การนำสืบพยานบุคคลไม่ฝ่าฝืนมาตรา 94 ป.วิ.พ.

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การพิสูจน์ว่าที่ดินเป็นของผู้ใด หรือการออก น.ส.3 ก. ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ไม่มีกฎหมายบังคับต้องใช้พยานเอกสารโดยเฉพาะ จึงสามารถใช้พยานบุคคลพิสูจน์ได้ และไม่เป็นการแก้ไข เพิ่มเติม หรือตัดทอนข้อความในเอกสารตามมาตรา 94

2 ผู้ซื้อโดยสุจริตไม่ได้สิทธิ หากผู้ขายไม่มีสิทธิ

หลักกฎหมายว่าด้วยการโอนกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์กำหนดว่า

“ผู้รับโอนย่อมได้รับสิทธิเพียงเท่าที่ผู้โอนมี”

เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า นายวานไม่ใช่ผู้มีสิทธิในที่ดินพิพาท แม้จำเลยทั้งสองซื้อโดยสุจริตและจดทะเบียนแล้ว ก็ไม่อาจมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทได้

3 การหักล้างข้อสันนิษฐานมาตรา 1373

มาตรา 1373 เป็นเพียง “ข้อสันนิษฐาน” ว่าผู้มีชื่อในทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง แต่สามารถนำสืบพยานหลักฐานหักล้างได้ ศาลเห็นว่าหลักฐานฝ่ายโจทก์หนักแน่นกว่าจึงรับฟังได้ว่าที่ดินเป็นของโจทก์

4 ประเด็นคำขอท้ายฟ้องและข้อกล่าวหาเรื่องพิพากษาเกินคำขอ

คำขอท้ายฟ้องมีการพิมพ์ผิดจาก “จำเลยที่ 1” เป็น “จำเลยที่ 2” ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าข้อความดังกล่าวเห็นชัดว่าเป็นการพิมพ์ผิด โจทก์ประสงค์จะให้ “จำเลยที่ 1” โอนที่ดินให้โจทก์ ศาลอุทธรณ์จึงไม่ได้พิพากษาเกินคำขอ

5 อำนาจศาลสั่งเพิกถอนโฉนด แม้ไม่มีคำขอโดยตรง

ศาลฎีกายืนยันว่า หากโฉนดออกโดยไม่ชอบ ศาลมีอำนาจพิพากษาเพิกถอนได้ เพราะเป็นผลโดยตรงจากการวินิจฉัยสิทธิในที่ดิน แม้คำพิพากษาจะไม่มีผลผูกพันผู้ว่าราชการจังหวัดโดยตรง แต่ผูกพันเฉพาะคู่ความในคดี ซึ่งเพียงพอสำหรับการบังคับตามคำพิพากษา

6 ผลสุดท้าย

ศาลฎีกาเห็นพ้องกับศาลชั้นต้น จึงแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นทั้งหมด

4. หลักกฎหมายที่สำคัญตามคำพิพากษานี้

1 มาตรา 94 ป.วิ.พ. ไม่ตัดสิทธิการนำสืบพยานบุคคลพิสูจน์ว่าเอกสารออกโดยไม่ถูกต้อง หากไม่ใช่กรณีต้องใช้เอกสารโดยเฉพาะ

2 มาตรา 1373 เป็นข้อสันนิษฐานที่สามารถหักล้างได้

3 ผู้ซื้อโดยสุจริตไม่ได้สิทธิ หากผู้ขายไม่มีสิทธิ

4 ศาลมีอำนาจเพิกถอนโฉนด แม้ไม่มีคำขอ หากเป็นผลจากการวินิจฉัยสิทธิ

5 คำขอที่พิมพ์ผิดไม่ถือเป็นข้อจำกัด หากเจตนาของโจทก์ชัดเจน

ข้อคิดทางกฎหมายท้ายบทความ

คดีนี้ตอกย้ำว่า

“เอกสารสิทธิที่ออกโดยไม่ชอบ ไม่อาจสร้างสิทธิให้แก่ผู้ไม่มีสิทธิได้”

แม้ผู้ซื้อจะสุจริตเพียงใดก็ตาม อีกทั้งศาลยังมีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารสิทธิในที่ดิน เพื่อป้องกันการนำที่ดินของประชาชนไปออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบ โดยศาลยังสามารถออกคำสั่งเพิกถอนโฉนดได้แม้ไม่มีการร้องขอ โดยถือเป็นผลตามเนื้อหาคดีและเพื่อความเป็นธรรมโดยรวม

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น พิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ ให้จำเลยทั้งสองส่งมอบที่ดิน ห้ามเข้าเกี่ยวข้อง เพิกถอนโฉนด และให้จำเลยชำระค่าเสียหายรายปี

2. ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แก้เพียงให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ยื่นคำขอเพิกถอนโฉนดเอง โดยถือว่าศาลชั้นต้นไม่อาจบังคับถึงผู้ว่าราชการจังหวัด

3. ศาลฎีกา เห็นว่าศาลชั้นต้นมีอำนาจสั่งเพิกถอนได้ และคำขอท้ายฟ้องเพียงพิมพ์ผิด จึงพิพากษาแก้ให้เป็นไปตามศาลชั้นต้นทั้งหมด

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 944/2546

  ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์   ว. นำที่ดินพิพาทของโจทก์ไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์โดยไม่ชอบ และ ว. ไม่ได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท การที่ ว. นำไปขายให้จำเลยทั้งสอง แม้จำเลยทั้งสองจะซื้อและจดทะเบียนการซื้อขายโดยสุจริตก็หามีสิทธิในที่ดินพิพาทไม่ เพราะผู้ซื้อต้องรับไปเพียงสิทธิของผู้ขายเท่านั้นเมื่อ ว. ผู้ขายไม่มีสิทธิ จำเลยทั้งสองย่อมไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาทด้วย

การนำสืบเพื่อพิสูจน์ว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ใด การออกเอกสารสิทธิที่พิพาทชอบหรือไม่ ไม่มีกฎหมายบังคับให้ต้องมีเอกสารมาแสดง อีกทั้งมิใช่การนำสืบเพิ่มเติม ตัดทอนหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสาร จึงสามารถนำสืบพยานบุคคลได้ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 เพียงให้เป็นข้อสันนิษฐานไว้เท่านั้น อสังหาริมทรัพย์ที่ได้จดทะเบียนไว้ในทะเบียนที่ดิน ผู้มีชื่อในทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง ดังนั้นจึงสามารถนำสืบข้อเท็จจริงหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าวได้

คำขอท้ายฟ้องโจทก์ขอให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนโฉนดที่ดินพิพาทเป็นชื่อของโจทก์ แต่มีข้อความต่อไปว่า ถ้าจำเลยที่ 1 ไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ด้วย ข้อความดังกล่าวย่อมชัดแจ้งว่า เป็นเพียงการพิมพ์ผิดเท่านั้น ที่ถูกโจทก์ต้องการให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทให้โจทก์ แต่พิมพ์ผิดเป็นจำเลยที่ 2 โจทก์หาได้ประสงค์ให้จำเลยที่ 2 โอนที่ดินพิพาทให้โจทก์ไม่ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่พิพากษาให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ดำเนินการจึงไม่เกินคำขอ

โฉนดที่ดินออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้โจทก์จะมิได้ขอให้ศาลเพิกถอน ศาลก็ชอบที่จะพิพากษาให้เพิกถอนได้ คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนโฉนดที่ดินมิได้บังคับแก่ผู้ที่มีอำนาจสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินซึ่งเป็นบุคคลภายนอก แต่เป็นการบังคับเฉพาะคู่ความในคดีเท่านั้น ศาลชั้นต้นจึงพิพากษาให้เพิกถอนโฉนดที่ดินได้

โจทก์ฟ้องว่า ที่ดินพิพาทตั้งอยู่ตำบลห้วยใต้ อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ เนื้อที่ประมาณ 3 งาน 46 ตารางวา เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) ของโจทก์ ซึ่งโจทก์ได้ครอบครองทำประโยชน์มาหลายสิบปีแล้ว เมื่อเดือนกันยายน 2537 จำเลยทั้งสองบุกรุกเข้าทำนาในที่ดินพิพาท อ้างว่าเป็นของจำเลยที่ 1 ตามโฉนดที่ดินเลขที่ 17457 โจทก์จึงไปตรวจสอบที่สำนักงานที่ดินอำเภอขุขันธ์ ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ขอออกโฉนดที่ดินพิพาทเป็นชื่อของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายโจทก์เสียหายไม่สามารถทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทได้ขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทตามโฉนดที่ดินเลขที่ 17457 ตำบลห้วยใต้ อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ เป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเข้าเกี่ยวข้อง และให้ส่งมอบที่ดินพิพาทคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นชื่อโจทก์ หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 2 และให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทแก่โจทก์ไปดำเนินการเอง ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ปีละ1,000 บาท นับแต่ปี 2537 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะส่งมอบที่ดินพิพาทคืนโจทก์

จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ของโจทก์แต่เป็นของผู้มีชื่อซึ่งได้ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1078 หากมีการบุกรุกผู้ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์เป็นผู้บุกรุกเข้าแย่งการครอบครองเกิน 1 ปีแล้วฟ้องโจทก์ขาดอายุความ จำเลยที่ 1 ได้ซื้อที่ดินพิพาทจากผู้มีชื่อโดยทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เมื่อปี 2539 ถือว่าได้มาโดยสุจริต และได้เข้าครอบครองนับแต่นั้นมา ต่อมาได้นำหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ไปเปลี่ยนเป็นโฉนดที่ดินการออกโฉนดที่ดินชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 1 จึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท ที่ดินพิพาทเป็นที่สวนไม่สามารถทำนาได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจเรียกค่าเสียหาย ขอให้ยกฟ้องและพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 ห้ามโจทก์และบริวารเข้าเกี่ยวข้อง

การนำสืบพยานแก้ไขเอกสาร

การนำสืบพยานแก้ไขเอกสาร เป็นประเด็นสำคัญอย่างยิ่งในกระบวนพิจารณาคดีแพ่ง เพราะเกี่ยวข้องกับ “ความน่าเชื่อถือของเอกสาร” และ “ขอบเขตการรับฟังพยานบุคคล” ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 หากเข้าใจไม่ถูกต้อง อาจทำให้การนำสืบถูกศาลห้ามรับฟัง หรือทำให้คดีอ่อนลงโดยไม่จำเป็น

1. หลักทั่วไปของมาตรา 94 ป.วิ.พ.

มาตรา 94 วางหลักว่า เมื่อกฎหมาย “บังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง” ห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานบุคคล

1. เพื่อแทนเอกสารที่ไม่มีมาแสดง

2. เพื่ออ้างว่ามีข้อความเพิ่มเติม ตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารนั้นอีก

กล่าวอย่างง่ายคือ เมื่อเรื่องใดกฎหมายกำหนดให้ต้องใช้เอกสาร และคู่ความมีเอกสารอยู่แล้ว ย่อมไม่อาจอาศัยพยานบุคคลมา “เล่าแทน” หรือ “เสริม–ลด–แก้” ข้อความในเอกสารตามอำเภอใจได้ เพราะจะกระทบต่อความมั่นคงแน่นอนของพยานเอกสาร ซึ่งถือเป็นพยานหลักฐานที่มีน้ำหนักสูง

2. ขอบเขตของคำว่า “การนำสืบพยานแก้ไขเอกสาร”

การนำสืบพยานเพื่อแก้ไขเอกสารในความหมายที่ต้องห้าม คือการอ้างว่ามี

– รายละเอียดเพิ่มเติมที่ไม่ได้ระบุในเอกสาร

– การตัดทอนข้อความที่มีอยู่แล้วในเอกสาร

– การเปลี่ยนแปลงเนื้อหาสาระของสัญญาหรือข้อความในเอกสาร

เช่น ในสัญญากู้เงินระบุอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี แต่คู่ความฝ่ายหนึ่งนำพยานบุคคลมาสืบว่า แท้จริงแล้วตกลงกัน “นอกสัญญา” ว่าดอกเบี้ยร้อยละ 20 ต่อปี การนำสืบเช่นนี้ถือเป็นการพยายาม “เปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความ” ในเอกสาร จึงต้องห้ามตามมาตรา 94

3. กรณียกเว้นที่ยังสามารถนำสืบพยานบุคคลได้

แม้มาตรา 94 จะวางข้อห้ามไว้ แต่ก็มีข้อยกเว้นสำคัญ คือมิให้ถือเป็นการตัดสิทธิของคู่ความในการนำสืบว่า

1. เอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารปลอม

2. เอกสารไม่ถูกต้องทั้งหมดหรือบางส่วน

3. หนี้หรือสัญญาในเอกสารไม่สมบูรณ์

4. อีกฝ่ายตีความเอกสารผิด

กรณีเหล่านี้ ไม่ถือว่าเป็นการ “แก้ไขเนื้อหา” ของเอกสารโดยสร้างข้อความใหม่ แต่เป็นการโต้แย้ง “ความแท้จริง–ความถูกต้อง–ผลทางกฎหมาย” ของเอกสาร จึงยังนำพยานบุคคลมาพิสูจน์ได้ เช่น

– นำสืบว่าลายมือชื่อในสัญญาไม่ใช่ของตน

– นำสืบว่าถูกบังคับ ขู่เข็ญ หรือฉ้อฉลให้ลงนาม

– นำสืบว่าเอกสารมีการกรอกข้อความเพิ่มภายหลังโดยไม่ได้ยินยอม

4. เส้นแบ่งระหว่าง “อธิบายเอกสาร” กับ “แก้ไขเอกสาร”

ในทางปฏิบัติ มักเกิดปัญหาว่า การสอบถามพยานเกี่ยวกับความหมายของเอกสาร เป็นเพียงการ “อธิบาย” หรือเป็นการ “แก้ไข” เนื้อหากันแน่

1. หากพยานเพียงอธิบายเจตนาร่วมกันขณะทำสัญญาในกรอบข้อความที่มีอยู่แล้วในเอกสาร มักถือว่าเป็น “การตีความ” ซึ่งพอรับฟังได้

2. แต่หากพยานกล่าวถึงเงื่อนไขใหม่ที่ไม่ปรากฏเลยในเอกสาร และมีผลเปลี่ยนสาระสำคัญของข้อตกลง เช่น เพิ่มสิทธิ ยกเว้นความรับผิด หรือปรับเปลี่ยนเนื้อหาที่ขัดกับข้อความในเอกสาร มักจะเข้าข่ายต้องห้ามตามมาตรา 94

ดังนั้น การตั้งคำถามต่อพยานต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง ไม่ให้ล้ำเส้นจาก “การตีความและชี้แจง” ไปเป็น “การสร้างเนื้อหาใหม่” แทนเอกสาร

5. ความสัมพันธ์กับการพิสูจน์ว่าเอกสารออกโดยไม่ชอบ

ในหลายคดี โดยเฉพาะคดีที่ดินและเอกสารสิทธิ ศาลฎีกาวางหลักว่า การนำสืบพยานบุคคลเพื่อพิสูจน์ว่า

– เอกสารสิทธิออกโดยไม่ชอบ

– ผู้ออกเอกสารไม่มีอำนาจ

– ผู้นั้นไม่เคยครอบครองทรัพย์สิน

มิใช่ “การแก้ไขข้อความในเอกสาร” แต่เป็นการพิสูจน์ “ข้อเท็จจริงเบื้องหลังเอกสาร” ว่าควรเชื่อถือได้เพียงใด จึงไม่ต้องห้ามตามมาตรา 94 และยังสอดคล้องกับหลักที่ว่า ข้อสันนิษฐานบางประการ เช่น ผู้มีชื่อในทะเบียนที่ดินเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง ยังสามารถถูกหักล้างได้ด้วยพยานหลักฐานอื่น

6. แนวทางปฏิบัติสำหรับการร่างคำถามและวางกลยุทธ์นำสืบ

ในทางจัดทำคดี หากจำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับเอกสาร ควร

1. ตรวจสอบให้ชัดเจนว่า เรื่องใดกฎหมายกำหนดให้ใช้เอกสารเป็นพิเศษ

2. วางประเด็นว่าเราต้องการ “ตีความเอกสาร” หรือ “โต้แย้งความถูกต้องของเอกสาร”

3. หากจะโต้แย้งว่าเอกสารไม่ถูกต้อง ควรอ้างในทำนองว่า เอกสารเป็นปลอม ไม่สมบูรณ์ หรืออีกฝ่ายตีความผิด มากกว่าจะกล่าวอ้างเงื่อนไขใหม่ที่ไม่มีอยู่ในเอกสาร

4. ตั้งคำถามพยานในลักษณะให้เล่าข้อเท็จจริงประกอบการตีความ มากกว่าการให้ยืนยันเนื้อหาใหม่ที่ขัดกับข้อความในเอกสาร

กล่าวโดยสรุป การนำสืบพยานแก้ไขเอกสารเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ต้องอาศัยการแยกให้ออกว่าอะไรคือ “การเติม–ตัด–แก้เนื้อหาในเอกสาร” ซึ่งถูกห้าม และอะไรคือ “การโต้แย้งความถูกต้องหรือการตีความเอกสาร” ซึ่งยังทำได้ตามกฎหมาย หากวางยุทธศาสตร์ให้ดี ย่อมสามารถใช้ทั้งเอกสารและพยานบุคคลร่วมกันเพื่อสร้างน้ำหนักแห่งคดีโดยไม่ฝ่าฝืนมาตรา 94 และยังคงรักษาความมั่นคงแน่นอนของพยานเอกสารไว้ได้ในเวลาเดียวกัน

โจทก์แก้ฟ้องแย้งว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของ ส.ค.1 เลขที่ 101 ของตน ทางราชการออก น.ส.3 ก. ให้โจทก์ไม่ครบ ทำให้ส่วนที่ขาดถูกออก น.ส.3 ก. เป็นชื่อนายวาน ทั้งที่นายวานไม่เคยครอบครอง และขายเพียงที่ดินด้านทิศใต้ที่ตนครอบครองจริง จึงขอให้ยกฟ้องแย้ง เพราะจำเลยไม่เคยทำประโยชน์ในที่พิพาทมาก่อน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ ให้จำเลยส่งมอบ ห้ามเข้าเกี่ยวข้อง เพิกถอนโฉนด และชดใช้ค่าเสียหายปีละ 1,000 บาท พร้อมยกฟ้องแย้ง จำเลยจึงอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เพียงให้จำเลยที่ 1 ไปยื่นคำขอเพิกถอนโฉนด หากไม่ไปให้ถือคำพิพากษาแทนเจตนาอื่นเป็นไปตามศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่ศาลล่างรับฟังว่าที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของ ส.ค.1 ของโจทก์ มิใช่การอาศัยพยานนอกสำนวน แต่เป็นดุลพินิจในการชั่งน้ำหนักพยาน ข้ออ้างจำเลยฟังไม่ขึ้น การสืบพยานว่าการออก น.ส.3 ก. และโฉนดของนายวานไม่ถูกต้อง ไม่ใช่การแก้ไขเอกสาร จึงไม่ต้องห้ามตามมาตรา 94 และเมื่อวานไม่มีสิทธิในที่ดิน การขายให้จำเลยแม้โดยสุจริตก็ทำให้จำเลยไม่ได้กรรมสิทธิ์

ข้อสันนิษฐานมาตรา 1373 ว่าผู้มีชื่อในทะเบียนเป็นผู้ครอบครอง สามารถหักล้างได้ และโจทก์นำสืบได้ว่าที่ดินเป็นของตน ส่วนประเด็นว่าศาลอุทธรณ์พิพากษาเกินคำขอ ศาลเห็นว่าเป็นเพียงการพิมพ์ผิดในคำขอท้ายฟ้อง ซึ่งเจตนาโจทก์ต้องการให้จำเลยที่ 1 โอน จึงไม่ถือว่าเกินคำขอ

ศาลฎีกายังเห็นว่า โฉนดที่ออกโดยไม่ชอบ ศาลมีอำนาจเพิกถอนได้ แม้โจทก์ไม่ได้ร้องขอ และคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ผูกพันบุคคลภายนอก แต่ผูกพันแค่คู่ความ จึงเพิกถอนได้ ศาลฎีกาแก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นทั้งหมด

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. คำถาม-คำตอบ

คำถาม: ข้อเท็จจริงสำคัญในคดีพิพาทเกี่ยวกับที่ดินและเอกสารสิทธิในบทความนี้คืออะไร

คำตอบ: ข้อเท็จจริงสำคัญคือ โจทก์เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตามแบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค.1) มายาวนาน แต่มีบุคคลอื่นนำที่ดินส่วนหนึ่งไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์และโฉนดที่ดินเป็นชื่อตนเอง ทั้งที่ไม่เคยครอบครอง จากนั้นนำไปขายต่อให้จำเลยซึ่งอ้างตนเป็นผู้ซื้อโดยสุจริตและถือโฉนดที่ดิน ศาลจึงต้องวินิจฉัยว่าใครเป็นผู้มีสิทธิในที่ดินแท้จริง เอกสารสิทธิออกโดยชอบหรือไม่ และจำเลยจะได้กรรมสิทธิ์จากการซื้อดังกล่าวหรือไม่

2. คำถาม-คำตอบ

คำถาม: กรณีมีเอกสารสิทธิที่ดิน ศาลยังรับฟังการนำสืบพยานบุคคลได้หรือไม่ตามมาตรา 94 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

คำตอบ: ศาลวินิจฉัยว่า การนำสืบพยานบุคคลเพื่อพิสูจน์ว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ใด หรือการออกเอกสารสิทธิชอบหรือไม่ ไม่ใช่การนำสืบเพื่อเพิ่มเติม ตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงข้อความในเอกสารโดยตรง และไม่มีกฎหมายบังคับให้ต้องใช้พยานเอกสารเพียงอย่างเดียว จึงไม่ต้องห้ามตามมาตรา 94 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง คู่ความยังสามารถใช้พยานบุคคลมาพิสูจน์ความไม่ถูกต้องของเอกสารหรือกระบวนการออกเอกสารสิทธิได้

3. คำถาม-คำตอบ

คำถาม: ข้อสันนิษฐานตามมาตรา 1373 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เกี่ยวกับผู้มีชื่อในทะเบียนที่ดินมีผลอย่างไร และสามารถหักล้างได้หรือไม่

คำตอบ: มาตรา 1373 เป็นเพียงข้อสันนิษฐานว่าผู้มีชื่อในทะเบียนที่ดินเป็นผู้มีสิทธิครอบครองอสังหาริมทรัพย์เท่านั้น มิใช่หลักเด็ดขาด ศาลยืนยันว่าสามารถนำพยานหลักฐานอื่นมาหักล้างได้ หากพิสูจน์ได้ว่าบุคคลที่มีชื่อในโฉนดหรือทะเบียนที่ดินไม่เคยครอบครอง ไม่ได้ทำประโยชน์ หรือการออกเอกสารสิทธินั้นเกิดจากการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ข้อสันนิษฐานก็ย่อมตกไป และศาลสามารถวินิจฉัยให้สิทธิในที่ดินกลับไปยังผู้ครอบครองที่แท้จริง

4. คำถาม-คำตอบ

คำถาม: ผู้ซื้อที่ดินโดยสุจริตและจดทะเบียนถูกต้องจะได้กรรมสิทธิ์หรือไม่ หากผู้ขายไม่มีสิทธิในที่ดิน

คำตอบ: หลักกฎหมายแพ่งกำหนดว่า ผู้ซื้อย่อมได้รับสิทธิเพียงเท่าที่ผู้ขายมี หากผู้ขายไม่มีสิทธิในที่ดิน แม้ผู้ซื้อจะซื้อโดยสุจริตและจดทะเบียนการซื้อขายต่อเจ้าพนักงานที่ดินแล้วก็ตาม ก็ไม่อาจได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ศาลจึงวินิจฉัยว่า การที่บุคคลผู้ไม่มีสิทธิในที่ดินนำเอกสารสิทธิไปขายให้ผู้ซื้อโดยสุจริต ไม่ก่อให้เกิดกรรมสิทธิ์แก่ผู้ซื้อ แต่ผู้ซื้อมิได้ไร้สิทธิทั้งหมด ยังอาจใช้สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้ขายได้ตามกฎหมาย

5. คำถาม-คำตอบ

คำถาม: กรณีเอกสารสิทธิหรือโฉนดที่ดินออกโดยไม่ชอบ ศาลมีอำนาจเพิกถอนได้หรือไม่ แม้คู่ความมิได้ร้องขอโดยตรง

คำตอบ: ศาลวินิจฉัยว่า เมื่อปรากฏชัดว่าโฉนดที่ดินออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาให้เพิกถอนโฉนดที่ดินดังกล่าวได้ แม้คู่ความจะไม่ได้ร้องขอให้เพิกถอนอย่างชัดแจ้งในคำฟ้อง ทั้งนี้ การเพิกถอนดังกล่าวมีผลผูกพันเฉพาะระหว่างคู่ความในคดี ไม่เป็นการบังคับถึงผู้ว่าราชการจังหวัดหรือเจ้าพนักงานซึ่งเป็นบุคคลภายนอก แต่คู่ความสามารถนำคำพิพากษาไปใช้เป็นฐานในการดำเนินการทางปกครองเพื่อเพิกถอนโฉนดตามขั้นตอนกฎหมายต่อไปได้

6. คำถาม-คำตอบ

คำถาม: หากคำขอท้ายฟ้องมีการพิมพ์ผิด ศาลจะถือว่าพิพากษาเกินคำขอหรือไม่ และตีความคำขออย่างไร

คำตอบ: ในกรณีที่คำขอท้ายฟ้องระบุหมายเลขจำเลยหรือข้อความผิดพลาด แต่เมื่อพิจารณาข้อความทั้งหมดแล้วเห็นได้ชัดว่าเป็นการพิมพ์ผิด และเจตนาที่แท้จริงของโจทก์มุ่งหมายให้จำเลยรายหนึ่งเป็นผู้ต้องกระทำการ เช่น โอนที่ดินหรือยื่นคำขอเพิกถอนโฉนด ศาลย่อมสามารถตีความคำขอให้ตรงกับเจตนานั้นได้ การพิพากษาให้จำเลยรายที่ถูกต้องกระทำการ จึงไม่ถือเป็นการพิพากษาเกินคำขอตามมาตรา 142 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และเป็นไปเพื่อความยุติธรรมและสอดคล้องกับข้อเท็จจริงในคดี




เรื่องพยานหลักฐาน

พยานมิชอบและยกประโยชน์แห่งความสงสัย,ป.วิ.อ ม. 226, ม. 227,(ฎีกา 5172/2566)
รับฟังคำรับสารภาพชั้นจับกุมไม่ได้, พยานหลักฐาน (คดียาเสพติด) (ฎีกา 642/2567)
คำซัดทอดในคดีอาญา, พยานบอกเล่าในคดีอาญา, คำให้การชั้นสอบสวนในคดีอาญา, คดีร่วมกันฆ่าผู้อื่น,
คู่ความสละประเด็นข้อพิพาท, หลักความประสงค์ของคู่ความ