
| สิทธิรับเงินบำนาญชราภาพตามกฎหมายประกันสังคมกรณีส่งเงินสมทบครบแต่ยื่นคำขอล่าช้าศาลวินิจฉัยอย่างไรและมีผลต่อสิทธิย้อนหลังหรือไม่
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับสิทธิในการได้รับเงินบำนาญชราภาพของผู้ประกันตนตามกฎหมายประกันสังคม โดยเฉพาะประเด็นสำคัญว่าการที่ผู้ประกันตนมีสิทธิครบถ้วนตามเงื่อนไขแล้วแต่ยื่นคำขอล่าช้า จะทำให้เสียสิทธิหรือไม่ และการกลับเข้าเป็นผู้ประกันตนภายหลังจะมีผลกระทบต่อสิทธิเดิมอย่างไร คดีนี้จึงเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญในการตีความบทบัญญัติมาตรา76 มาตรา77ทวิ และมาตรา56 รวมถึงการใช้ดุลพินิจของศาลแรงงานเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ประกันตน ข้อเท็จจริงของคดี โจทก์เป็นลูกจ้างและเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา33 ส่งเงินสมทบครบ181เดือน และมีอายุครบ55ปี ต่อมาโจทก์สิ้นสภาพการเป็นลูกจ้างทำให้ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง จึงมีสิทธิได้รับบำนาญชราภาพตั้งแต่เดือนถัดไป แต่โจทก์มิได้ยื่นคำขอทันที กลับได้รับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ให้ส่งเงินสมทบต่อในฐานะมาตรา39 เพื่อเพิ่มสิทธิ ต่อมาโจทก์จึงยื่นคำขอภายหลัง ประเด็นข้อกฎหมายและคำวินิจฉัย ประเด็นสำคัญคือ หนึ่ง ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับบำนาญตั้งแต่เมื่อใด สอง การยื่นคำขอล่าช้ามีผลตัดสิทธิหรือไม่ สาม การกลับเข้าเป็นผู้ประกันตนมีผลต่อสิทธิเดิมหรือไม่ ศาลวินิจฉัยว่า สิทธิรับบำนาญเกิดขึ้นทันทีเมื่อครบเงื่อนไขตามมาตรา76และมาตรา77ทวิ การยื่นคำขอล่าช้าไม่ตัดสิทธิ หากมีเหตุผลและความจำเป็นตามมาตรา56 การกลับเข้าเป็นผู้ประกันตนทำให้หยุดรับบำนาญชั่วคราว แต่ไม่ทำลายสิทธิเดิม วิเคราะห์หลักกฎหมาย กฎหมายประกันสังคมมุ่งคุ้มครองแรงงานให้มีหลักประกันในยามชราภาพ หลักสำคัญคือสิทธิประโยชน์ต้องเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติเมื่อครบเงื่อนไข มิใช่ขึ้นอยู่กับการยื่นคำขอเพียงอย่างเดียว การตีความมาตรา56 ต้องคำนึงถึงความเป็นธรรมและพฤติการณ์จริงของผู้ประกันตน มิใช่ตีความเคร่งครัดจนตัดสิทธิ เจตนารมณ์ของกฎหมาย มาตรา76และ77ทวิมีเจตนาให้ผู้ประกันตนได้รับสิทธิเมื่อมีคุณสมบัติครบถ้วน ส่วนมาตรา56เป็นเพียงขั้นตอนทางปกครอง มิใช่เงื่อนไขที่ทำให้สิทธิสูญสิ้นโดยเด็ดขาด หากมีเหตุผลสมควร แนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง ศาลฎีกามีแนววินิจฉัยสอดคล้องกันว่ากฎหมายแรงงานและประกันสังคมต้องตีความเพื่อคุ้มครองลูกจ้างเป็นหลัก และไม่ควรใช้ข้อกำหนดทางเทคนิคมาตัดสิทธิที่เกิดขึ้นแล้ว สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1 ศาลชั้นต้น พิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ และให้จำเลยจ่ายเงินบำนาญตั้งแต่เดือนมกราคม2557 เป็นต้นไป 2 ศาลอุทธรณ์ แก้ให้จ่ายเฉพาะช่วงเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์2557 และให้จ่ายอีกครั้งตั้งแต่เดือนมีนาคม2562 พร้อมเพิ่มอัตราบำนาญ 3 ศาลฎีกา พิพากษายืน เห็นว่าการยื่นคำขอล่าช้ามีเหตุสมควร และต้องคุ้มครองสิทธิของโจทก์ตามกฎหมาย สรุปข้อคิดทางกฎหมาย การตีความกฎหมายประกันสังคมต้องยึดหลักคุ้มครองสิทธิของผู้ประกันตนเป็นสำคัญ สิทธิในบำนาญชราภาพเป็นสิทธิที่เกิดขึ้นโดยผลของกฎหมายเมื่อครบเงื่อนไข มิใช่สิทธิที่ขึ้นอยู่กับการดำเนินการทางปกครองเพียงอย่างเดียว การยื่นคำขอล่าช้าไม่อาจตัดสิทธิได้หากมีเหตุผลสมควร และศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจเพื่อแก้ไขความไม่เป็นธรรม ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับสิทธิในการได้รับบำนาญชราภาพตามมาตรา76 และการตีความการยื่นคำขอล่าช้าตามมาตรา56 มาตรากฎหมายสำคัญ 1 สิทธิรับบำนาญชราภาพ เป็นสิทธิที่เกิดขึ้นทันทีเมื่อครบเงื่อนไขตามกฎหมาย ไม่ต้องรอการยื่นคำขอเป็นเงื่อนไขก่อสิทธิ 2 การยื่นคำขอล่าช้า แม้ยื่นเกินกำหนด แต่หากมีเหตุผลสมควร ศาลสามารถรับรองสิทธิย้อนหลังได้ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม ผู้ประกันตนที่มีสิทธิรับบำนาญชราภาพแล้วแต่ไม่ได้ยื่นคำขอภายในกำหนดเวลาจะเสียสิทธิหรือไม่ คำตอบ การยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนล่าช้าไม่ทำให้สิทธิของผู้ประกันตนสูญสิ้นโดยอัตโนมัติ แม้มาตรา 56 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคมจะกำหนดให้ต้องยื่นคำขอภายในสองปีนับแต่วันที่มีสิทธิ แต่บทบัญญัติดังกล่าวเป็นเพียงเงื่อนไขทางกระบวนการ มิใช่เงื่อนไขก่อสิทธิ โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้ประกันตนสามารถแสดงเหตุผลและความจำเป็นได้ว่าไม่อาจยื่นคำขอได้ภายในกำหนด เช่น ได้รับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่หรือมีเหตุขัดข้องโดยสุจริต ศาลย่อมสามารถพิจารณารับรองสิทธิย้อนหลังได้ ทั้งนี้ต้องพิจารณาจากพฤติการณ์แห่งคดีโดยรวมว่าผู้ประกันตนมีเจตนาที่แท้จริงในการขอรับสิทธิหรือไม่ หลักการดังกล่าวสะท้อนถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายประกันสังคมที่มุ่งคุ้มครองผู้ประกันตน มิใช่จำกัดสิทธิด้วยข้อกำหนดทางเทคนิคเพียงอย่างเดียว 2. คำถาม สิทธิรับเงินบำนาญชราภาพเกิดขึ้นเมื่อใดตามกฎหมาย คำตอบ สิทธิรับเงินบำนาญชราภาพเกิดขึ้นโดยผลของกฎหมายทันทีเมื่อผู้ประกันตนมีคุณสมบัติครบตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 76 และมาตรา 77 ทวิ กล่าวคือ ต้องมีการส่งเงินสมทบไม่น้อยกว่า 180 เดือน มีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ และสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน เมื่อครบองค์ประกอบดังกล่าว สิทธิในการรับบำนาญจะเกิดขึ้นทันทีโดยไม่ต้องรอการยื่นคำขอเป็นเงื่อนไขก่อสิทธิ การยื่นคำขอเป็นเพียงขั้นตอนในการใช้สิทธิเท่านั้น ดังนั้น แม้ผู้ประกันตนจะยังไม่ยื่นคำขอ สิทธิในบำนาญก็ยังคงมีอยู่และสามารถเรียกร้องย้อนหลังได้หากมีเหตุอันสมควร 3. คำถาม การกลับเข้าเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 มีผลต่อสิทธิรับบำนาญอย่างไร คำตอบ การกลับเข้าเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ภายหลังจากที่มีสิทธิรับบำนาญแล้ว มิได้ทำให้สิทธิเดิมสูญสิ้น แต่มีผลเพียงทำให้การรับบำนาญต้องหยุดชั่วคราวในช่วงเวลาที่กลับเข้าเป็นผู้ประกันตน เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้ผู้ประกันตนต้องสิ้นสุดสถานะก่อนจึงจะมีสิทธิรับบำนาญ เมื่อสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนอีกครั้ง ผู้ประกันตนย่อมสามารถกลับมารับบำนาญได้ต่อเนื่อง พร้อมทั้งได้รับสิทธิในการปรับเพิ่มอัตราบำนาญจากการส่งเงินสมทบเพิ่มเติมในช่วงเวลาที่กลับเข้าเป็นผู้ประกันตนดังกล่าว 4. คำถาม การส่งเงินสมทบเพิ่มเติมหลังครบ 180 เดือนมีผลอย่างไรต่อเงินบำนาญ คำตอบ ตามกฎกระทรวงที่ออกตามมาตรา 77 วรรคสอง การส่งเงินสมทบเกิน 180 เดือนจะทำให้ผู้ประกันตนได้รับการปรับเพิ่มอัตราเงินบำนาญในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อระยะเวลาการส่งเงินสมทบครบทุก 12 เดือน ซึ่งเป็นการเพิ่มสิทธิประโยชน์โดยตรงแก่ผู้ประกันตน การส่งเงินสมทบเพิ่มเติมจึงไม่ใช่การสูญเสียสิทธิเดิม แต่เป็นการเพิ่มผลประโยชน์ในอนาคต อย่างไรก็ตาม ต้องพิจารณาว่าการส่งเงินสมทบดังกล่าวอยู่ในช่วงเวลาที่ผู้ประกันตนยังคงสถานะหรือไม่ และต้องไม่ขัดต่อเงื่อนไขของกฎหมายในเรื่องการสิ้นสุดสิทธิรับบำนาญ 5. คำถาม ศาลแรงงานสามารถกำหนดสิทธิให้เกินกว่าที่คู่ความร้องขอได้หรือไม่ คำตอบ ศาลแรงงานมีอำนาจตามมาตรา 52 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน ในการกำหนดคำพิพากษาให้สอดคล้องกับความเป็นธรรม แม้จะเกินกว่าที่คู่ความร้องขอไว้ในคำฟ้องก็ตาม หลักการนี้แตกต่างจากคดีแพ่งทั่วไป เนื่องจากคดีแรงงานเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับสิทธิขั้นพื้นฐานของลูกจ้างและผู้ประกันตน ศาลจึงมีบทบาทเชิงรุกในการคุ้มครองสิทธิ และสามารถพิจารณาข้อเท็จจริงโดยรอบเพื่อกำหนดผลคดีให้เป็นธรรมได้ 6. คำถาม การตีความกฎหมายประกันสังคมควรยึดหลักใดเป็นสำคัญ คำตอบ การตีความกฎหมายประกันสังคมต้องยึดหลักการคุ้มครองผู้ประกันตนเป็นสำคัญ เนื่องจากกฎหมายดังกล่าวมีลักษณะเป็นกฎหมายสวัสดิการสังคม มิใช่กฎหมายลงโทษหรือจำกัดสิทธิ การตีความจึงต้องมุ่งให้ผู้ประกันตนได้รับประโยชน์สูงสุดตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย หากมีข้อสงสัยควรตีความไปในทางที่เป็นคุณแก่ผู้ประกันตน และหลีกเลี่ยงการตีความเคร่งครัดที่อาจทำให้เกิดความไม่เป็นธรรม 7. คำถาม คำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์สามารถถูกเพิกถอนได้ในกรณีใด คำตอบ คำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์สามารถถูกเพิกถอนได้เมื่อปรากฏว่าการวินิจฉัยนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย เช่น มีการตีความบทบัญญัติผิดพลาด ใช้ดุลพินิจโดยไม่เหมาะสม หรือเป็นการลดทอนสิทธิของผู้ประกันตนโดยไม่มีฐานทางกฎหมายรองรับ ศาลแรงงานมีอำนาจตรวจสอบและเพิกถอนคำวินิจฉัยดังกล่าวเพื่อให้เป็นไปตามหลักกฎหมายและความเป็นธรรม 8. คำถาม เหตุใดศาลจึงให้ความสำคัญกับพฤติการณ์ของผู้ประกันตนในคดีประเภทนี้ คำตอบ พฤติการณ์ของผู้ประกันตนเป็นองค์ประกอบสำคัญในการพิจารณาว่าการกระทำของผู้ประกันตนเป็นไปโดยสุจริตหรือไม่ และมีเหตุผลสมควรเพียงใดในการไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด เช่น การยื่นคำขอล่าช้า หากปรากฏว่าผู้ประกันตนมีเจตนาที่แท้จริงในการใช้สิทธิและมีเหตุอันสมควร ศาลย่อมให้ความคุ้มครองสิทธินั้น การพิจารณาพฤติการณ์จึงเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเป็นธรรมและป้องกันมิให้กฎหมายถูกใช้ในทางที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้ประกันตน อธิบายกฎหมาย ข้อ1 พรบจัดตั้งศาลแรงงานมาตรา52 มาตรานี้ให้อำนาจศาลแรงงานในการกำหนดคำพิพากษาให้เป็นธรรม แม้คู่ความจะมิได้ร้องขอไว้โดยตรง ศาลสามารถพิจารณาข้อเท็จจริงทั้งหมดและกำหนดผลคดีให้สอดคล้องกับหลักความเป็นธรรมและเจตนารมณ์ของกฎหมายแรงงาน ซึ่งแตกต่างจากคดีแพ่งทั่วไปที่ศาลต้องยึดตามคำขอของคู่ความเป็นหลัก ข้อ2 พรบประกันสังคมมาตรา33 มาตรา39 มาตรา56 มาตรา76 มาตรา77ทวิ มาตรา77ตรี มาตรา33 กำหนดสถานะผู้ประกันตนลูกจ้าง มาตรา39 กำหนดสิทธิสมัครต่อเนื่อง มาตรา56 กำหนดขั้นตอนการยื่นคำขอและข้อยกเว้น มาตรา76 กำหนดเงื่อนไขการมีสิทธิ มาตรา77ทวิ กำหนดเวลาเริ่มรับบำนาญ มาตรา77ตรี กำหนดผลเมื่อสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน ข้อ3 กฎกระทรวงปี2550 กำหนดวิธีคำนวณบำนาญจากค่าจ้างเฉลี่ยหกสิบเดือน และกำหนดการเพิ่มอัตราบำนาญเมื่อส่งเงินสมทบเกินระยะเวลา ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3307/2567 พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 76 บัญญัติว่า "ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพต่อเมื่อผู้ประกันตนได้จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบเดือน ไม่ว่าระยะเวลาหนึ่งร้อยแปดสิบเดือนจะติดต่อกันหรือไม่ก็ตาม" และมาตรา 77 ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบเดือน ให้มีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพตั้งแต่เดือนถัดจากเดือนที่อายุครบห้าสิบห้าปีบริบูรณ์ เว้นแต่เมื่อมีอายุครบห้าสิบห้าปีบริบูรณ์และความเป็นผู้ประกันตนยังไม่สิ้นสุดลงตามมาตรา 38 หรือมาตรา 41 ให้ผู้นั้นมีสิทธิได้รับตั้งแต่เดือนถัดจากเดือนที่ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง" จึงเห็นได้ว่า ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพต่อเมื่อผู้ประกันตนได้จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบเดือน ไม่ว่าระยะเวลาหนึ่งร้อยแปดสิบเดือนจะติดต่อกันหรือไม่ก็ตาม มีอายุครบห้าสิบห้าปีบริบูรณ์ และต้องสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน โจทก์มีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ ในวันที่ 20 กันยายน 2551 จ่ายเงินสมทบเพื่อประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพมาจนถึงวันสิ้นสภาพการเป็นลูกจ้างเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2556 รวม 181 เดือน ติดต่อกัน และโจทก์สิ้นสภาพการเป็นลูกจ้างเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2556 อันเป็นเหตุให้ความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 สิ้นสุดลงตามมาตรา 38 (2) โจทก์จึงมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพตั้งแต่เดือนมกราคม 2557 อันเป็นเดือนถัดจากเดือนที่ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลงตามมาตรา 76 และมาตรา 77 ทวิ วรรคหนึ่ง การที่โจทก์จะมีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพจะต้องได้ความด้วยว่าโจทก์ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนแสดงความประสงค์ขอรับประโยชน์ทดแทนนั้นตามสิทธิของโจทก์ตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 56 โดยมาตรา 56 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ประกันตนหรือบุคคลอื่นใดเห็นว่าตนมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนตามมาตรา 54 และประสงค์จะขอรับประโยชน์ทดแทนนั้น ให้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนต่อสำนักงานตามระเบียบที่เลขาธิการกำหนด ภายในสองปีนับแต่วันที่มีสิทธิ ..." และวรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณียื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนเกินระยะเวลาที่กำหนดไว้ในวรรคหนึ่ง ผู้ยื่นคำขอต้องแสดงเหตุผลและความจำเป็นที่ไม่อาจยื่นภายในกำหนดเวลาดังกล่าวต่อเลขาธิการ หากเลขาธิการเห็นว่ามีเหตุผลและความจำเป็นเพียงพอให้รับคำขอนั้นไว้พิจารณา" คดีนี้แม้โจทก์ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนเกินระยะเวลาที่กำหนดไว้ในมาตรา 56 วรรคหนึ่ง และไม่ได้แสดงเหตุผลและความจําเป็นที่ไม่อาจยื่นภายในกําหนดเวลาดังกล่าวต่อเลขาธิการสำนักงานประกันสังคมตามมาตรา 56 วรรคสอง แต่เมื่อพิจารณาพฤติการณ์ของโจทก์ที่ไปติดต่อขอรับเงินบำนาญชราภาพแล้ว แต่ได้รับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ให้ส่งเงินสมทบต่อไปก่อน โจทก์จึงไม่ได้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ทั้งที่ตนมีสิทธิได้รับแล้ว แต่แสดงความจำนงกลับเข้าเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2557 ภายหลังโจทก์มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ประมาณ 2 เดือน แล้วส่งเงินสมทบในกรณีเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ต่อไปจนถึงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2562 รวม 60 เดือน จึงลาออกจากความเป็นผู้ประกันตน และยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพต่อสำนักงานประกันสังคมจังหวัดนนทบุรี เป็นพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่าโจทก์ประสงค์ที่จะได้รับเงินบำนาญชราภาพในกรณีเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และประสงค์จะเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ต่อไปเพื่อให้ได้รับเงินบำนาญชราภาพเพิ่มอีกร้อยละหนึ่งจุดห้าต่อระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบครบทุกสิบสองเดือนตามกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ ระยะเวลา และอัตราการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ พ.ศ. 2550 ข้อ 3 วรรคหนึ่ง ซึ่งนับว่ามีเหตุผลและความจำเป็นที่ทำให้โจทก์ไม่ได้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนภายในกำหนดเวลาและเงื่อนไขตามมาตรา 56 วรรคหนึ่ง และไม่ได้ยื่นคำขอเพื่อแสดงเหตุผลและความจำเป็นต่อเลขาธิการสำนักงานประกันสังคมตามมาตรา 56 วรรคสอง เมื่อโจทก์ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2562 ต่อสำนักงานประกันสังคมจังหวัดนนทบุรี แล้ว จึงต้องถือว่าโจทก์ได้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพอันเนื่องมาจากความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 สิ้นสุดลง จำเลยจึงต้องจ่ายเงินบำนาญชราภาพให้แก่โจทก์ตั้งแต่เดือนมกราคม 2557 ซึ่งเป็นเดือนถัดจากเดือนที่ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง ตามมาตรา 77 ทวิ วรรคหนึ่ง ในอัตราเดือนละ 2,644.40 บาท เป็นต้นไป ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่โจทก์มีสิทธิได้รับโดยคำนวณจากค่าจ้างเฉลี่ยหกสิบเดือนสุดท้ายของโจทก์ก่อนความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 สิ้นสุดลง แต่เมื่อได้ความว่าในเดือนมีนาคม 2557 โจทก์กลับเข้าเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ย่อมเป็นเหตุให้สิ้นสุดเงื่อนไขการได้รับเงินบำนาญชราภาพที่จะได้รับต่อไป จำเลยจึงต้องงดการจ่ายเงินบำนาญชราภาพให้แก่โจทก์ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2557 เป็นต้นไปถึงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2562 อันเป็นวันที่โจทก์ลาออกจากความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 และทำให้ความเป็นผู้ประกันตนของโจทก์สิ้นสุดลงอีกครั้งตามมาตรา 77 ตรี วรรคหนึ่ง โจทก์ส่งเงินสมทบในกรณีเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2557 จนถึงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2562 รวมเป็นเวลา 60 เดือน จำเลยจึงต้องจ่ายเงินเพิ่มอีกร้อยละหนึ่งจุดห้าของค่าจ้างที่ใช้ในการคำนวณเงินบำนาญชราภาพเดิมก่อนกลับเข้าเป็นผู้ประกันตนต่อระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบครบทุกสิบสองเดือนในช่วงระยะเวลาที่กลับเข้าเป็นผู้ประกันตนในครั้งหลัง ตามกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ ระยะเวลา และอัตราการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ พ.ศ. 2550 ข้อ 3 วรรคหนึ่ง คิดเป็นเงินเพิ่มเดือนละ 991.65 บาท รวมเป็นเงินบำนาญชราภาพที่จำเลยต้องจ่ายให้แก่โจทก์ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2562 เป็นต้นไป เดือนละ 3,636.05 บาท แม้ตามคำขอท้ายคำฟ้องของโจทก์จะระบุว่าขอรับเงินบำนาญชราภาพตั้งแต่เดือนมกราคม 2557 ในอัตราเดือนละ 2,644.50 บาท เพียงเท่านั้นก็ตาม แต่ศาลฎีกาเห็นสมควรเพื่อความเป็นธรรม โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 52 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 จึงกำหนดให้โจทก์ได้รับเงินบำนาญชราภาพตามสิทธิที่เพิ่มขึ้น ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยคณะกรรมการอุทธรณ์และให้จำเลยจ่ายเงินบำนาญชราภาพเดือนละ 2,644.40 บาท ตั้งแต่เดือนมกราคม 2557 จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานภาค 1 พิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยดังกล่าวและให้จ่ายบำนาญตามที่โจทก์ขอ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แก้ให้จ่ายเฉพาะเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ 2557 และให้จ่ายอีกครั้งตั้งแต่เดือนมีนาคม 2562 เดือนละ 3,636.05 บาท ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ส่งเงินสมทบครบ 181 เดือน และมีอายุครบ 55 ปี จึงมีสิทธิรับบำนาญตั้งแต่เดือนมกราคม 2557 แต่ไม่ได้ยื่นคำขอทันทีเพราะได้รับคำแนะนำให้ส่งเงินสมทบต่อในฐานะมาตรา 39 เพื่อเพิ่มสิทธิ ต่อมาเมื่อยื่นคำขอในปี 2562 สำนักงานประกันสังคมกลับกำหนดสิทธิให้เริ่มรับบำนาญเพียงบางส่วน ศาลเห็นว่า สิทธิรับบำนาญเกิดขึ้นทันทีเมื่อครบเงื่อนไขตามมาตรา 76 และมาตรา 77 ทวิ แม้โจทก์ยื่นคำขอล่าช้า แต่มีเหตุผลและความจำเป็นตามมาตรา 56 เพราะได้รับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ การกลับเข้าเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ทำให้หยุดรับบำนาญชั่วคราวในช่วงนั้น แต่ไม่ตัดสิทธิเดิม เมื่อสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนอีกครั้งในปี 2562 โจทก์ย่อมมีสิทธิกลับมารับบำนาญ พร้อมได้รับเงินเพิ่มจากการส่งเงินสมทบอีก 60 เดือน คิดเป็นเงินเพิ่ม 991.65 บาท รวมเป็นเดือนละ 3,636.05 บาท ศาลฎีกายังเห็นว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์เป็นการลดทอนสิทธิและไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงต้องเพิกถอน และเพื่อความเป็นธรรมตามกฎหมายแรงงาน ศาลมีอำนาจกำหนดให้โจทก์ได้รับสิทธิครบถ้วน แม้เกินคำขอในบางส่วน ทั้งนี้ข้ออ้างของจำเลยที่นำคดีอื่นมาเปรียบเทียบไม่อาจใช้ได้เพราะข้อเท็จจริงแตกต่างกัน ศาลฎีกาจึงพิพากษายืน ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 255/2563 ลงวันที่ 16 มีนาคม 2563 และให้จำเลยจ่ายเงินบำนาญชราภาพ 2,644.40 บาท ต่อเดือน นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2557 เป็นต้นไปแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานภาค 1 พิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 255/2563 ลงวันที่ 16 มีนาคม 2563 กับให้จำเลยจ่ายเงินบำนาญชราภาพให้แก่โจทก์จำนวน 2,644.40 บาท ต่อเดือน นับแต่เดือนมกราคม 2557 เป็นต้นไป จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายเงินบำนาญชราภาพประจำเดือนมกราคมและเดือนกุมภาพันธ์ 2557 เดือนละ 2,644.40 บาท และจ่ายเงินบำนาญชราภาพตั้งแต่เดือนมีนาคม 2562 เป็นต้นไปเดือนละ 3,636.05 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 1 จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงและข้อเท็จจริงยุติในชั้นพิจารณาของศาลแรงงานภาค 1 ว่า โจทก์เคยเป็นลูกจ้างของบริษัท ช. (โรงแรม อ.) และเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 โดยจ่ายเงินสมทบเพื่อประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพมาจนถึงวันสิ้นสภาพการเป็นลูกจ้างเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2556 รวม 181 เดือน และโจทก์มีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ในวันที่ 20 กันยายน 2551 ค่าจ้างเฉลี่ยหกสิบเดือนสุดท้ายของโจทก์ก่อนความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 สิ้นสุดลง คือ เดือนละ 13,222 บาท โจทก์ได้รับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่สำนักงานประกันสังคมจังหวัดนนทบุรีในขณะที่โจทก์สิ้นสภาพการเป็นลูกจ้างว่า ขณะนั้นโจทก์มีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพเดือนละ 2,644.44 บาท หากโจทก์ยังไม่ขอรับเงินบำนาญชราภาพให้แสดงความจำนงเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 และส่งเงินสมทบต่อไปอีก 60 เดือน โจทก์จะมีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพเดือนละ 3,600 บาท เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2557 โจทก์แสดงความจำนงเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 และส่งเงินสมทบต่อไปจนถึงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2562 รวม 60 เดือน แล้วลาออกจากความเป็นผู้ประกันตน และยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพต่อสำนักงานประกันสังคมจังหวัดนนทบุรี เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2562 สำนักงานประกันสังคมจังหวัดนนทบุรีมีคำสั่งว่า โจทก์มีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพ ตั้งแต่งวดเดือนมีนาคม 2562 เป็นต้นไป เดือนละ 1,320 บาท โจทก์ยื่นอุทธรณ์เป็นหนังสือต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ คณะกรรมการอุทธรณ์วินิจฉัยว่า คำสั่งของสำนักงานประกันสังคมจังหวัดนนทบุรีชอบด้วยบทบัญญัติมาตรา 77 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 และกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ ระยะเวลาและอัตราการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ พ.ศ. 2550 ข้อ 2 จึงมีมติยกอุทธรณ์ตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 255/2563 ฉบับลงวันที่ 16 มีนาคม 2563 แล้วศาลแรงงานภาค 1 วินิจฉัยว่า สิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพของโจทก์เกิดขึ้นทันทีตั้งแต่เดือนมกราคม 2557 ซึ่งเป็นเดือนถัดจากเดือนที่ความเป็นผู้ประกันตนของโจทก์ตามมาตรา 33 สิ้นสุดลง จึงต้องนำค่าจ้างเฉลี่ยหกสิบเดือนสุดท้ายของโจทก์ในขณะนั้นมาเป็นฐานในการคำนวณเพื่อจ่ายเงินบำนาญชราภาพให้แก่โจทก์ แม้ต่อมาโจทก์จะเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 และส่งเงินสมทบต่อไปอีก 60 เดือน ก็เป็นเพียงการเพิ่มสิทธิได้รับการปรับอัตราเงินบำนาญชราภาพขึ้นอีกร้อยละหนึ่งจุดห้าต่อระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบครบทุกสิบสองเดือนเท่านั้น โจทก์มีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพเพิ่มขึ้นอีก 991.65 บาท รวมเงินบำนาญชราภาพเดิม 2,644.40 บาท จึงเป็นเงินบำนาญชราภาพเดือนละ 3,636.05 บาท นับแต่เดือนมีนาคม 2562 เป็นต้นไป คำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 255/2563 ลงวันที่ 16 มีนาคม 2563 เป็นการลดทอนสิทธิของโจทก์และไม่เป็นไปตามบทบัญญัติมาตรา 77 ทวิ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 ประกอบข้อ 2 แห่งกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ ระยะเวลา และอัตราการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ พ.ศ. 2550 จึงมีเหตุให้เพิกถอนคำวินิจฉัยดังกล่าว แต่เงินบำนาญชราภาพที่โจทก์ขอมาไม่ได้คำนวณอัตราที่โจทก์มีสิทธิได้ปรับเพิ่มขึ้นรวมไว้ด้วย ถือว่าโจทก์สละสิทธิในส่วนที่เพิ่มขึ้น จึงกำหนดให้ตามที่โจทก์ขอ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า โจทก์มีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพตั้งแต่เดือนมกราคม 2557 ซึ่งเป็นเดือนถัดจากเดือนที่ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 77 ทวิ วรรคหนึ่ง เงินบำนาญชราภาพที่จำเลยต้องจ่ายเป็นรายเดือนให้แก่โจทก์ขณะนั้นจึงเท่ากับร้อยละยี่สิบของจำนวนเงิน 13,222 บาท ซึ่งเป็นค่าจ้างเฉลี่ยหกสิบเดือนสุดท้ายของโจทก์ก่อนความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 สิ้นสุดลง คิดเป็นเงิน 2,644.40 บาท การที่โจทก์ยังไม่ขอรับเงินในทันทีโดยโจทก์แสดงความจำนงเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 อีกนั้น มิได้ทำให้โจทก์เสียสิทธิที่มีอยู่ การที่โจทก์ไปติดต่อขอรับเงินบำนาญชราภาพแล้ว แต่ได้รับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ให้ส่งเงินสมทบต่อไปก่อน จึงไม่ได้ยื่นคำขอรับเงินบำนาญชราภาพประจำเดือนมกราคมและเดือนกุมภาพันธ์ 2557 ภายใน 2 ปี นับแต่วันที่มีสิทธิ ถือได้ว่ามีเหตุผลและความจำเป็นเพียงพอตามมาตรา 56 วรรคสอง จำเลยจึงต้องจ่ายเงินบำนาญชราภาพประจำเดือนมกราคมและเดือนกุมภาพันธ์ 2557 เดือนละ 2,644.40 บาท ให้แก่โจทก์ แต่จำเลยไม่ต้องจ่ายเงินบำนาญชราภาพในระหว่างเดือนมีนาคม 2557 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2562 ที่โจทก์กลับเข้าเป็นผู้ประกันตน เมื่อความเป็นผู้ประกันตนของโจทก์สิ้นสุดลงอีกครั้งในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2562 โดยในช่วงระยะเวลาที่โจทก์กลับเข้าเป็นผู้ประกันตนในครั้งหลัง โจทก์จ่ายเงินสมทบแล้ว 60 เดือน จำเลยจึงต้องจ่ายเงินบำนาญชราภาพให้แก่โจทก์ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2562 เดือนละ 2,644.40 บาท ซึ่งเป็นจำนวนเดิมที่โจทก์มีสิทธิได้รับก่อนกลับเข้าเป็นผู้ประกันตน และจ่ายเพิ่มอีกร้อยละ 7.5 ของจำนวนเงิน 13,222 บาท ซึ่งเป็นค่าจ้างที่ใช้ในการคำนวณเงินบำนาญชราภาพเดิม คิดเป็นเงิน 991.65 บาท รวมเงินบำนาญชราภาพที่จำเลยต้องจ่ายให้แก่โจทก์ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2562 เป็นต้นไปเดือนละ 3,636.05 บาท คำสั่งของสำนักงานประกันสังคมจังหวัดนนทบุรีและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 255/2563 ลงวันที่ 16 มีนาคม 2563 จึงไม่ชอบ กรณีมีเหตุให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ดังกล่าว และเพื่อความเป็นธรรม โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 52 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 จึงกำหนดให้จำเลยจ่ายเงินบำนาญชราภาพให้แก่โจทก์ตามสิทธิ คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 255/2563 ลงวันที่ 16 มีนาคม 2563 หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 เป็นกฎหมายที่มุ่งสร้างหลักประกันให้แก่ลูกจ้างและบุคคลอื่นซึ่งเป็นผู้ประกันตน โดยจัดตั้งกองทุนประกันสังคมขึ้นเพื่อให้การสงเคราะห์แก่ลูกจ้างและบุคคลอื่นซึ่งเป็นผู้ประกันตนให้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย กรณีทุพพลภาพ หรือกรณีตาย อันมิใช่เนื่องจากการทำงาน กรณีคลอดบุตร กรณีสงเคราะห์บุตร กรณีชราภาพ และกรณีว่างงาน (ยกเว้น ผู้ประกันตนตามมาตรา 39) ตามมาตรา 54 วรรคหนึ่ง สำหรับผู้ประกันตนจะมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพตามมาตรา 54 วรรคหนึ่ง (6) หรือไม่นั้น มาตรา 76 บัญญัติว่า "ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพต่อเมื่อผู้ประกันตนได้จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบเดือน ไม่ว่าระยะเวลาหนึ่งร้อยแปดสิบเดือนจะติดต่อกันหรือไม่ก็ตาม" และสำหรับกรณีผู้ประกันตนจะมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพตั้งแต่เมื่อใดนั้น มาตรา 77 ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบเดือน ให้มีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพตั้งแต่เดือนถัดจากเดือนที่อายุครบห้าสิบห้าปีบริบูรณ์ เว้นแต่เมื่อมีอายุครบห้าสิบห้าปีบริบูรณ์และความเป็นผู้ประกันตนยังไม่สิ้นสุดลงตามมาตรา 38 หรือมาตรา 41 ให้ผู้นั้นมีสิทธิได้รับตั้งแต่เดือนถัดจากเดือนที่ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง" จึงเห็นได้ว่า ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพต่อเมื่อผู้ประกันตนได้จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบเดือน ไม่ว่าระยะเวลาหนึ่งร้อยแปดสิบเดือนจะติดต่อกันหรือไม่ก็ตาม มีอายุครบห้าสิบห้าปีบริบูรณ์ และต้องสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน เมื่อคดีนี้ศาลแรงงานภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์มีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ ในวันที่ 20 กันยายน 2551 จ่ายเงินสมทบเพื่อประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพมาจนถึงวันสิ้นสภาพการเป็นลูกจ้างเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2556 รวม 181 เดือน ติดต่อกัน และโจทก์สิ้นสภาพการเป็นลูกจ้างเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2556 อันเป็นเหตุให้ความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 สิ้นสุดลงตามมาตรา 38 (2) โจทก์จึงมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพตั้งแต่เดือนมกราคม 2557 อันเป็นเดือนถัดจากเดือนที่ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลงตามมาตรา 76 และมาตรา 77 ทวิ วรรคหนึ่ง ส่วนโจทก์จะมีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพเพียงใด นั้น มาตรา 77 วรรคสอง บัญญัติว่า "หลักเกณฑ์ วิธีการ ระยะเวลา และอัตราการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง" ซึ่งกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ ระยะเวลา และอัตราการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ พ.ศ. 2550 ข้อ 2 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า "การจ่ายเงินบำนาญชราภาพให้จ่ายเป็นรายเดือนในอัตราร้อยละยี่สิบของค่าจ้างเฉลี่ยหกสิบเดือนสุดท้ายที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบก่อนความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง" และวรรคสอง กำหนดว่า "ในกรณีที่ผู้ประกันตนได้จ่ายเงินสมทบเกินหนึ่งร้อยแปดสิบเดือน ให้ปรับเพิ่มอัตราเงินบำนาญชราภาพตามวรรคหนึ่งขึ้นอีกในอัตราร้อยละหนึ่งจุดห้าต่อระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบครบทุกสิบสองเดือน" เมื่อศาลแรงงานภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงว่า ค่าจ้างเฉลี่ยหกสิบเดือนสุดท้ายของโจทก์ก่อนความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 สิ้นสุดลง คือ เดือนละ 13,222 บาท โจทก์จึงมีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพเป็นรายเดือนในอัตราร้อยละยี่สิบของจำนวนเงิน 13,222 บาท คิดเป็นเงิน 2,644.40 บาท อย่างไรก็ตาม การที่โจทก์จะมีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพตามอัตราดังกล่าวข้างต้น จะต้องได้ความด้วยว่าโจทก์ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนแสดงความประสงค์ขอรับประโยชน์ทดแทนนั้นตามสิทธิของโจทก์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 56 โดยเห็นว่า มาตรา 56 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ประกันตนหรือบุคคลอื่นใดเห็นว่าตนมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนตามมาตรา 54 และประสงค์จะขอรับประโยชน์ทดแทนนั้น ให้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนต่อสำนักงานตามระเบียบที่เลขาธิการกำหนด ภายในสองปีนับแต่วันที่มีสิทธิ ..." และวรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณียื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนเกินระยะเวลาที่กำหนดไว้ในวรรคหนึ่ง ผู้ยื่นคำขอต้องแสดงเหตุผลและความจำเป็นที่ไม่อาจยื่นภายในกำหนดเวลาดังกล่าวต่อเลขาธิการ หากเลขาธิการเห็นว่ามีเหตุผลและความจำเป็นเพียงพอให้รับคำขอนั้นไว้พิจารณา" คดีนี้แม้โจทก์ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนเกินระยะเวลาที่กำหนดไว้ในมาตรา 56 วรรคหนึ่ง และไม่ได้แสดงเหตุผลและความจําเป็นที่ไม่อาจยื่นภายในกําหนดเวลาดังกล่าวต่อเลขาธิการสำนักงานประกันสังคมตามมาตรา 56 วรรคสอง แต่เมื่อพิจารณาพฤติการณ์ของโจทก์ที่ไปติดต่อขอรับเงินบำนาญชราภาพแล้ว แต่ได้รับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ให้ส่งเงินสมทบต่อไปก่อน โจทก์จึงไม่ได้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ทั้งที่ตนมีสิทธิได้รับแล้ว แต่แสดงความจำนงกลับเข้าเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2557 ภายหลังโจทก์มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ประมาณ 2 เดือน แล้วส่งเงินสมทบในกรณีเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ต่อไปจนถึงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2562 รวม 60 เดือน จึงลาออกจากความเป็นผู้ประกันตน และยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพต่อสำนักงานประกันสังคมจังหวัดนนทบุรี เป็นพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่าโจทก์ประสงค์ที่จะได้รับเงินบำนาญชราภาพในกรณีเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และประสงค์จะเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ต่อไปเพื่อให้ได้รับเงินบำนาญชราภาพเพิ่มอีกร้อยละหนึ่งจุดห้าต่อระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบครบทุกสิบสองเดือนตามกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ ระยะเวลา และอัตราการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ พ.ศ. 2550 ข้อ 3 วรรคหนึ่ง ซึ่งนับว่ามีเหตุผลและความจำเป็นที่ทำให้โจทก์ไม่ได้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนภายในกำหนดเวลาและเงื่อนไขตามมาตรา 56 วรรคหนึ่ง และไม่ได้ยื่นคำขอเพื่อแสดงเหตุผลและความจำเป็นต่อเลขาธิการสำนักงานประกันสังคมตามมาตรา 56 วรรคสอง เมื่อโจทก์ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2562 ต่อสำนักงานประกันสังคมจังหวัดนนทบุรี แล้ว จึงต้องถือว่าโจทก์ได้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพอันเนื่องมาจากความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 สิ้นสุดลง จำเลยจึงต้องจ่ายเงินบำนาญชราภาพให้แก่โจทก์ตั้งแต่เดือนมกราคม 2557 ซึ่งเป็นเดือนถัดจากเดือนที่ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง ตามมาตรา 77 ทวิ วรรคหนึ่ง ในอัตราเดือนละ 2,644.40 บาท เป็นต้นไป ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่โจทก์มีสิทธิได้รับโดยคำนวณจากค่าจ้างเฉลี่ยหกสิบเดือนสุดท้ายของโจทก์ก่อนความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 สิ้นสุดลง แต่เมื่อได้ความว่าในเดือนมีนาคม 2557 โจทก์กลับเข้าเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ย่อมเป็นเหตุให้สิ้นสุดเงื่อนไขการได้รับเงินบำนาญชราภาพที่จะได้รับต่อไป จำเลยจึงต้องงดการจ่ายเงินบำนาญชราภาพให้แก่โจทก์ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2557 เป็นต้นไปถึงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2562 อันเป็นวันที่โจทก์ลาออกจากความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 และทำให้ความเป็นผู้ประกันตนของโจทก์สิ้นสุดลงอีกครั้งตามมาตรา 77 ตรี วรรคหนึ่ง ข้อเท็จจริงยุติว่าโจทก์ส่งเงินสมทบในกรณีเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2557 จนถึงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2562 รวมเป็นเวลา 60 เดือน จำเลยจึงต้องจ่ายเงินเพิ่มอีกร้อยละหนึ่งจุดห้าของค่าจ้างที่ใช้ในการคำนวณเงินบำนาญชราภาพเดิมก่อนกลับเข้าเป็นผู้ประกันตนต่อระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบครบทุกสิบสองเดือนในช่วงระยะเวลาที่กลับเข้าเป็นผู้ประกันตนในครั้งหลัง ตามกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ ระยะเวลา และอัตราการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ พ.ศ. 2550 ข้อ 3 วรรคหนึ่ง คิดเป็นเงินเพิ่มเดือนละ 991.65 บาท รวมเป็นเงินบำนาญชราภาพที่จำเลยต้องจ่ายให้แก่โจทก์ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2562 เป็นต้นไป เดือนละ 3,636.05 บาท ทั้งนี้ แม้ตามคำขอท้ายคำฟ้องของโจทก์จะระบุว่าขอรับเงินบำนาญชราภาพตั้งแต่เดือนมกราคม 2557 ในอัตราเดือนละ 2,644.50 บาท เพียงเท่านั้นก็ตาม แต่ศาลฎีกาเห็นสมควรเพื่อความเป็นธรรม โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 52 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 จึงกำหนดให้โจทก์ได้รับเงินบำนาญชราภาพตามสิทธิที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว คำสั่งของสำนักงานประกันสังคมจังหวัดนนทบุรีและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 255/2563 ลงวันที่ 16 มีนาคม 2563 จึงไม่ชอบ กรณีมีเหตุให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ดังกล่าว ส่วนที่จำเลยฎีกาอ้างว่า หากการที่โจทก์ส่งเงินสมทบต่อเป็นเพียงการเพิ่มสิทธิได้รับการปรับอัตราเงินบำนาญชราภาพเท่านั้น เมื่อโจทก์มีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพตั้งแต่เดือนมกราคม 2557 ซึ่งเป็นเดือนถัดจากเดือนที่ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลงตามมาตรา 77 ทวิ วรรคหนึ่ง แต่ยังมิได้ยื่นคำขอและต่อมากลับเข้าเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และได้อัตราค่าจ้างสูงกว่าค่าจ้างเดิม จะทำให้โจทก์ได้รับเงินบำนาญชราภาพน้อยกว่าที่ควรได้รับจริงอันเป็นการเสียสิทธิที่พึงได้รับตามกฎหมาย นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่จำเลยหยิบยกขึ้นอ้างเพื่อเปรียบเทียบแตกต่างจากข้อเท็จจริงคดีนี้ กรณีที่มีข้อเท็จจริงแตกต่างกัน ผลของคดีย่อมแตกต่างกันไปได้ สำหรับที่จำเลยฎีกาอ้างคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3616/2564 มานั้น ก็มีข้อเท็จจริงแตกต่างจากคดีนี้ จึงไม่อาจนำมาปรับใช้วินิจฉัยคดีนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน |
ลูกจ้างว่างงานเพราะโควิด นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างหรือไม่ วิเคราะห์กฎหมายแรงงานและประกันสังคมเมื่อเกิดเหตุสุดวิสัยตามคำสั่งรัฐ |



