ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




เงินค่าบริการของโรงแรมถือเป็นค่าจ้างที่ต้องนำส่งเงินสมทบประกันสังคมหรือไม่ ศาลฎีกาวางหลักไว้อย่างไรเกี่ยวกับความหมายของ “ค่าจ้าง” ตามกฎหมายประกันสังคม

เงินค่าบริการถือเป็นค่าจ้างหรือไม่, เงิน service charge ต้องส่งประกันสังคมหรือไม่, ความหมายของค่าจ้างตามกฎหมายประกันสังคม, เงินสมทบกองทุนประกันสังคมคำนวณอย่างไร, เงินค่าบริการโรงแรมเป็นค่าจ้างหรือไม่, คดีประกันสังคมเกี่ยวกับเงินค่าบริการ, นายจ้างต้องนำเงิน service charge ส่งประกันสังคมหรือไม่, หลักกฎหมายมาตรา 5 พ.ร.บ.ประกันสังคม, เงินตอบแทนการทำงานในเวลาปกติคืออะไร, เงินที่ไม่ถือเป็นค่าจ้างตามกฎหมาย, คำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับค่าจ้าง, เงินค่าบริการ 

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการตีความคำว่า “ค่าจ้าง” ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 5 ว่าเงินค่าบริการหรือ service charge ที่โรงแรมเรียกเก็บจากลูกค้าแล้วนำมาเฉลี่ยจ่ายให้แก่ลูกจ้างนั้น ถือเป็นค่าจ้างที่ต้องนำมาคำนวณเพื่อส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมหรือไม่ คดีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อกิจการโรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจบริการที่มีการเรียกเก็บค่าบริการจากลูกค้า เนื่องจากเกี่ยวข้องโดยตรงกับภาระหน้าที่ในการนำส่งเงินสมทบประกันสังคม รวมถึงหลักการสำคัญในการแยกความแตกต่างระหว่าง “ค่าตอบแทนการทำงาน” กับ “เงินที่นายจ้างเป็นเพียงคนกลางในการจัดเก็บและกระจายให้ลูกจ้าง” ศาลฎีกาวางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า แม้ลูกจ้างจะได้รับเงินดังกล่าวเป็นประจำ แต่หากเงินนั้นมิใช่เงินที่นายจ้างจ่ายตอบแทนการทำงานในวันและเวลาทำงานปกติ และมีลักษณะไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับจำนวนลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ ก็อาจไม่ถือเป็นค่าจ้างตามความหมายของกฎหมายประกันสังคมได้

สรุปข้อเท็จจริงของคดี

โจทก์เป็นบริษัทจำกัดประกอบกิจการโรงแรม โดยสำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ 3 ตรวจสอบบัญชีค่าจ้างประจำปี 2553 และ 2554 แล้วมีคำสั่งให้โจทก์ชำระเงินสมทบกองทุนประกันสังคมเพิ่มเติมรวมกว่า 2 ล้านบาท พร้อมเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน เนื่องจากเห็นว่าเงินค่าบริการที่โรงแรมเรียกเก็บจากลูกค้าและนำมาเฉลี่ยจ่ายให้แก่ลูกจ้างนั้น เป็นค่าจ้างที่ต้องนำมารวมคำนวณเงินสมทบ

โจทก์ไม่เห็นด้วยจึงอุทธรณ์คำสั่ง โดยวางเงินตามจำนวนที่ถูกเรียกเก็บไว้ก่อน แต่คณะกรรมการอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยยกอุทธรณ์ โจทก์จึงฟ้องต่อศาลแรงงานกลางเพื่อขอเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว และขอคืนเงินที่ชำระไว้

ประเด็นสำคัญของคดีจึงอยู่ที่ว่า “เงินค่าบริการ” ที่เรียกเก็บจากลูกค้าแล้วนำมาเฉลี่ยจ่ายแก่ลูกจ้างนั้น เป็น “ค่าจ้าง” ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 หรือไม่

คำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางและศาลฎีกา

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีส่วนได้เสียในเงินค่าบริการดังกล่าว และเป็นเพียงคนกลางในการเรียกเก็บจากลูกค้าเพื่อนำมาเฉลี่ยจ่ายให้แก่ลูกจ้างเท่านั้น อีกทั้งเงินค่าบริการมีจำนวนไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับจำนวนลูกค้าที่มาใช้บริการ จึงมิใช่เงินที่จ่ายตอบแทนการทำงานในวันและเวลาทำงานปกติ

ศาลแรงงานกลางจึงเห็นว่า เงินค่าบริการดังกล่าวไม่ใช่ค่าจ้างตามมาตรา 5 ของพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 และพิพากษาเพิกถอนคำสั่งของสำนักงานประกันสังคม รวมทั้งให้คืนเงินที่เรียกเก็บเพิ่มเติมแก่โจทก์

เมื่อจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานได้วินิจฉัยยืนตามศาลแรงงานกลาง โดยอธิบายว่า ค่าจ้างที่จะนำมาเป็นฐานในการคิดเงินสมทบต้องเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายตอบแทนการทำงานในวันและเวลาทำงานปกติ แต่ข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่า เงินค่าบริการมิใช่เงินของนายจ้าง และโจทก์เป็นเพียงผู้เรียกเก็บแทนลูกจ้างเพื่อนำมาเฉลี่ยแจกจ่าย อีกทั้งจำนวนเงินยังไม่แน่นอนตามจำนวนลูกค้า จึงไม่ใช่ค่าจ้างตามกฎหมาย

วิเคราะห์หลักกฎหมายตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533

มาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 กำหนดความหมายของคำว่า “ค่าจ้าง” ไว้อย่างกว้าง โดยหมายถึงเงินทุกประเภทที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเป็นค่าตอบแทนการทำงานในวันและเวลาทำงานปกติ ไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไร หรือคำนวณในลักษณะใดก็ตาม

เจตนารมณ์ของบทบัญญัตินี้ มีเป้าหมายเพื่อป้องกันมิให้นายจ้างหลีกเลี่ยงการส่งเงินสมทบโดยเปลี่ยนชื่อเรียกของเงินค่าตอบแทน เช่น โบนัส ค่าครองชีพ หรือค่าตอบแทนพิเศษ ทั้งที่แท้จริงแล้วเป็นผลตอบแทนจากการทำงาน

อย่างไรก็ตาม แม้กฎหมายจะตีความคำว่า “ค่าจ้าง” อย่างกว้าง แต่ก็ยังต้องพิจารณาองค์ประกอบสำคัญว่า เงินนั้นเป็น “เงินที่นายจ้างจ่ายตอบแทนการทำงานในวันและเวลาทำงานปกติ” หรือไม่ หากขาดองค์ประกอบดังกล่าว ก็อาจไม่ถือเป็นค่าจ้างตามกฎหมายประกันสังคม

ในคดีนี้ ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับลักษณะทางกฎหมายของเงินค่าบริการ โดยเห็นว่าโรงแรมไม่ได้จ่ายเงินดังกล่าวจากทรัพย์สินของตนเอง แต่เป็นเพียงผู้เรียกเก็บจากลูกค้าแล้วนำมาเฉลี่ยให้แก่ลูกจ้าง อีกทั้งจำนวนเงินยังไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับปริมาณลูกค้า จึงไม่มีลักษณะเป็นค่าตอบแทนการทำงานในเวลาปกติอย่างแท้จริง

วิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลฎีกาและผลกระทบทางกฎหมาย

ศาลฎีกาอ้างอิงแนวคำพิพากษาก่อนหน้าที่เคยวินิจฉัยในลักษณะเดียวกัน เพื่อยืนยันหลักว่า การพิจารณาว่าเงินใดเป็นค่าจ้างหรือไม่นั้น ต้องดูสภาพที่แท้จริงของเงินดังกล่าว ไม่ใช่ดูเพียงว่าลูกจ้างได้รับเงินนั้นเป็นประจำหรือไม่

แนววินิจฉัยนี้มีผลสำคัญต่อกิจการโรงแรมและธุรกิจบริการ เพราะช่วยกำหนดเส้นแบ่งระหว่าง “ค่าตอบแทนจากนายจ้าง” กับ “เงินที่ลูกค้าเป็นผู้จ่ายผ่านนายจ้าง” หากนายจ้างเป็นเพียงตัวกลางในการรวบรวมและกระจายเงิน โดยมิได้มีส่วนได้เสียในเงินดังกล่าว เงินนั้นก็อาจไม่ต้องนำมาคำนวณเป็นฐานเงินสมทบประกันสังคม

อย่างไรก็ตาม คดีนี้มิได้วางหลักว่าเงินค่าบริการทุกกรณีจะไม่ถือเป็นค่าจ้างเสมอไป เพราะยังต้องพิจารณาข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี เช่น วิธีจัดเก็บ วิธีคำนวณ การควบคุมของนายจ้าง และลักษณะการจ่ายเงินว่ามีความแน่นอนหรือผูกพันกับเวลาทำงานปกติหรือไม่

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลแรงงานกลาง

   พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของสำนักงานประกันสังคมที่เรียกเก็บเงินสมทบเพิ่มเติมจากโจทก์ และเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ พร้อมให้สำนักงานประกันสังคมคืนเงินจำนวน 2,138,500 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันพิพากษาจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยเห็นว่าเงินค่าบริการมิใช่ค่าจ้างตามกฎหมายประกันสังคม

2. ศาลอุทธรณ์

   ไม่มีการวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ เนื่องจากคดีแรงงานดังกล่าวอุทธรณ์ตรงต่อศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานตามกฎหมายวิธีพิจารณาคดีแรงงาน

3. ศาลฎีกา

   พิพากษายืนตามศาลแรงงานกลาง โดยวินิจฉัยว่าเงินค่าบริการที่โรงแรมเรียกเก็บจากลูกค้าแล้วนำมาเฉลี่ยจ่ายให้ลูกจ้างนั้น มิใช่เงินที่นายจ้างจ่ายตอบแทนการทำงานในวันและเวลาทำงานปกติ อีกทั้งมีลักษณะไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับจำนวนลูกค้า โรงแรมจึงเป็นเพียงคนกลางในการจัดเก็บและเฉลี่ยเงินดังกล่าว เงินค่าบริการจึงไม่ใช่ค่าจ้างที่ต้องนำมาคำนวณเพื่อส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้สะท้อนหลักสำคัญของกฎหมายประกันสังคมว่า การตีความคำว่า “ค่าจ้าง” แม้จะต้องตีความอย่างกว้างเพื่อคุ้มครองสิทธิของลูกจ้างและรักษาเสถียรภาพของกองทุนประกันสังคม แต่ก็ไม่อาจขยายความไปถึงเงินทุกประเภทที่ลูกจ้างได้รับโดยปราศจากการพิจารณาลักษณะทางกฎหมายที่แท้จริงของเงินนั้นได้ หลักสำคัญอยู่ที่ว่าเงินดังกล่าวต้องเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายตอบแทนการทำงานในวันและเวลาทำงานปกติ หากนายจ้างเป็นเพียงตัวกลางในการเรียกเก็บและกระจายเงินจากลูกค้าโดยไม่มีส่วนได้เสีย เงินนั้นย่อมมีลักษณะแตกต่างจากค่าจ้างตามกฎหมาย แนววินิจฉัยนี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการพิจารณาภาระหน้าที่ด้านเงินสมทบของนายจ้างในธุรกิจบริการ และยืนยันว่าการตีความกฎหมายต้องคำนึงถึงสภาพแท้จริงของนิติสัมพันธ์มากกว่าชื่อเรียกของเงินที่จ่าย

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้

ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการตีความว่า “เงินค่าบริการ” หรือ service charge ของกิจการโรงแรม เป็น “ค่าจ้าง” ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 5 หรือไม่ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า หากนายจ้างเป็นเพียงคนกลางในการเรียกเก็บเงินจากลูกค้าเพื่อนำมาเฉลี่ยจ่ายให้ลูกจ้าง และเงินดังกล่าวมิใช่ค่าตอบแทนการทำงานในวันและเวลาทำงานปกติ เงินนั้นย่อมไม่ใช่ค่าจ้างที่ต้องนำมาคำนวณเงินสมทบประกันสังคม

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1. “ค่าจ้าง”

   ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยยึดหลักตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 ว่า ค่าจ้างต้องเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายตอบแทนการทำงานในวันและเวลาทำงานปกติ หากขาดองค์ประกอบดังกล่าว แม้ลูกจ้างจะได้รับเงินจริง ก็อาจไม่ถือเป็นค่าจ้างตามกฎหมาย

2. “เงินค่าบริการ”

   เงินค่าบริการในคดีนี้มีลักษณะเป็นเงินที่ลูกค้าจ่ายผ่านโรงแรม โดยโรงแรมเป็นเพียงตัวกลางในการจัดเก็บและเฉลี่ยให้ลูกจ้าง อีกทั้งจำนวนเงินยังไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับจำนวนลูกค้าที่มาใช้บริการ ศาลฎีกาจึงเห็นว่าไม่มีลักษณะเป็นค่าจ้างที่ต้องนำส่งเงินสมทบประกันสังคม

อธิบายหลักกฎหมาย พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 5

1. ความหมายของคำว่า “ค่าจ้าง” ตามกฎหมายประกันสังคม

พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 5 กำหนดให้ “ค่าจ้าง” หมายถึงเงินทุกประเภทที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเป็นค่าตอบแทนการทำงานในวันและเวลาทำงานปกติ ไม่ว่าจะคำนวณตามระยะเวลา หรือตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ และยังรวมถึงเงินที่จ่ายในวันหยุดและวันลาที่ลูกจ้างไม่ได้ทำงานด้วย กฎหมายใช้ถ้อยคำกว้างเพื่อป้องกันการหลีกเลี่ยงหน้าที่ส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม โดยไม่คำนึงว่าเงินนั้นจะเรียกชื่ออย่างไร หรือจ่ายในรูปแบบใด หลักสำคัญที่สุดจึงอยู่ที่ว่า เงินดังกล่าวมีลักษณะเป็น “ค่าตอบแทนการทำงาน” หรือไม่ หากเป็นเงินที่เกิดจากการทำงานในหน้าที่ตามปกติของลูกจ้าง ย่อมมีแนวโน้มที่จะถือเป็นค่าจ้างตามกฎหมาย แม้จะใช้ชื่อเรียกอย่างอื่นก็ตาม แต่หากเงินนั้นไม่มีลักษณะเป็นการตอบแทนการทำงานโดยตรง ก็อาจไม่ถือเป็นค่าจ้างตามมาตรา 5 ได้

2. หลักการตีความเรื่องค่าจ้างตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย

เจตนารมณ์ของมาตรา 5 มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความมั่นคงแก่ลูกจ้างและรักษาเสถียรภาพของกองทุนประกันสังคม โดยกำหนดให้นายจ้างและลูกจ้างร่วมกันนำส่งเงินสมทบจากฐานค่าจ้างที่แท้จริง กฎหมายจึงกำหนดนิยามคำว่า “ค่าจ้าง” ไว้อย่างกว้างและครอบคลุม เพื่อป้องกันมิให้นายจ้างหลีกเลี่ยงการส่งเงินสมทบด้วยการเปลี่ยนชื่อเรียกของเงินตอบแทน อย่างไรก็ตาม แม้จะตีความอย่างกว้าง ก็ยังต้องพิจารณาสภาพแท้จริงของเงินนั้นว่าเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายตอบแทนการทำงานในเวลาปกติหรือไม่ คดีนี้ศาลฎีกาจึงให้ความสำคัญกับลักษณะทางกฎหมายของเงินค่าบริการ โดยเห็นว่าโรงแรมมิใช่ผู้จ่ายค่าตอบแทนดังกล่าวจากทรัพย์สินของตนเอง แต่เป็นเพียงตัวกลางในการรวบรวมและเฉลี่ยเงินจากลูกค้า เงินค่าบริการจึงไม่มีลักษณะเป็นค่าจ้างตามมาตรา 5 ของกฎหมายประกันสังคม 

5. วิเคราะห์คำวินิจฉัยของศาลฎีกาเกี่ยวกับสถานะของนายจ้างในฐานะ “คนกลาง”

ประเด็นสำคัญที่ศาลฎีกาให้ความสำคัญอย่างมากในคดีนี้ คือ การพิจารณาว่าโรงแรมมีสถานะเป็น “ผู้จ่ายค่าจ้าง” หรือเป็นเพียง “คนกลาง” ในการรวบรวมเงินค่าบริการจากลูกค้าแล้วนำมาเฉลี่ยจ่ายให้ลูกจ้างเท่านั้น เพราะหากโรงแรมเป็นผู้จ่ายค่าตอบแทนจากทรัพย์สินของตนเอง เงินดังกล่าวย่อมมีแนวโน้มเป็นค่าจ้างตามมาตรา 5 แต่หากโรงแรมเป็นเพียงผู้รวบรวมเงินจากลูกค้าเพื่อส่งต่อให้ลูกจ้าง เงินนั้นอาจไม่ใช่ค่าจ้างตามกฎหมายประกันสังคม ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยโดยพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ว่า โจทก์ไม่มีส่วนได้เสียกับเงินค่าบริการ และจำนวนเงินดังกล่าวขึ้นอยู่กับจำนวนลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ ไม่ใช่จำนวนชั่วโมงทำงานหรืออัตราค่าจ้างประจำของลูกจ้าง ลักษณะดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าเงินค่าบริการมิใช่ผลตอบแทนที่นายจ้างตกลงจ่ายให้แก่ลูกจ้างโดยตรงตามสัญญาจ้างแรงงาน แต่เป็นผลประโยชน์ที่เกิดจากการให้บริการแก่ลูกค้าในแต่ละช่วงเวลาเท่านั้น

6. เหตุผลที่ศาลฎีกาเห็นว่าเงินค่าบริการไม่ใช่ค่าตอบแทนการทำงานในเวลาปกติ

แม้ลูกจ้างจะได้รับเงินค่าบริการเป็นประจำ แต่ศาลฎีกาเห็นว่าลักษณะของเงินดังกล่าวยังไม่เข้าองค์ประกอบของคำว่า “ค่าจ้าง” ตามมาตรา 5 เนื่องจากมิใช่เงินที่นายจ้างจ่ายตอบแทนการทำงานในวันและเวลาทำงานปกติ ศาลให้เหตุผลสำคัญว่า จำนวนเงินค่าบริการไม่มีความแน่นอน และเปลี่ยนแปลงตามจำนวนลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการในแต่ละช่วงเวลา แตกต่างจากเงินเดือนหรือค่าจ้างประจำที่นายจ้างตกลงจ่ายให้ลูกจ้างอย่างแน่นอนตามระยะเวลาการทำงาน อีกทั้งเงินค่าบริการไม่ได้เกิดจากการที่นายจ้างนำทรัพย์สินของตนมาจ่ายเป็นค่าตอบแทน แต่เกิดจากเงินที่ลูกค้าชำระเพิ่มเติมจากค่าบริการของโรงแรมแล้วถูกนำมาเฉลี่ยให้ลูกจ้าง ศาลจึงเห็นว่าเงินดังกล่าวมีลักษณะเป็นผลประโยชน์พิเศษจากการให้บริการมากกว่าจะเป็นค่าจ้างตามสัญญาจ้างแรงงาน

7. ความแตกต่างระหว่างแนวคิดของกรมสรรพากรกับกฎหมายประกันสังคม

ในคดีนี้มีประเด็นที่น่าสนใจคือ กรมสรรพากรเคยมีความเห็นว่าเงินค่าบริการถือเป็นประโยชน์ที่ลูกจ้างได้รับจากการทำงาน แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความเห็นของกรมสรรพากรไม่ใช่กฎหมาย และไม่อาจใช้ผูกพันการตีความตามพระราชบัญญัติประกันสังคมได้ หลักการนี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้เงินประเภทเดียวกันอาจถูกตีความแตกต่างกันในแต่ละกฎหมาย แต่การพิจารณาต้องอาศัยวัตถุประสงค์และนิยามเฉพาะของกฎหมายนั้น ๆ กฎหมายภาษีอากรอาจมุ่งจัดเก็บภาษีจากผลประโยชน์ที่ลูกจ้างได้รับอย่างกว้าง แต่กฎหมายประกันสังคมจะพิจารณาเฉพาะเงินที่มีลักษณะเป็นค่าจ้างตามนิยามของมาตรา 5 เท่านั้น ดังนั้น แม้เงินค่าบริการอาจเป็นเงินได้พึงประเมินตามกฎหมายภาษีอากร แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องถือเป็นค่าจ้างเพื่อคำนวณเงินสมทบประกันสังคมเสมอไป

8. ผลกระทบของคำพิพากษาต่อธุรกิจโรงแรมและกิจการบริการ

แนวคำพิพากษานี้มีผลกระทบโดยตรงต่อกิจการโรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจบริการที่มีระบบเรียกเก็บค่าบริการจากลูกค้า เนื่องจากช่วยกำหนดแนวทางว่ากรณีใดเงินค่าบริการจะถือเป็นค่าจ้างและกรณีใดจะไม่ถือเป็นค่าจ้าง หากลักษณะของเงินค่าบริการเป็นเพียงเงินที่ลูกค้าจ่ายผ่านนายจ้างเพื่อให้กระจายแก่ลูกจ้าง และนายจ้างไม่มีส่วนได้เสียในเงินดังกล่าว ก็อาจไม่ต้องนำมารวมคำนวณเป็นฐานเงินสมทบประกันสังคม อย่างไรก็ตาม หากข้อเท็จจริงปรากฏว่านายจ้างเป็นผู้กำหนดอัตรา จ่ายเงินจากทรัพย์สินของตน หรือรับประกันจำนวนเงินให้แก่ลูกจ้าง เงินดังกล่าวก็อาจถูกตีความว่าเป็นค่าจ้างได้เช่นกัน คำพิพากษานี้จึงไม่ได้สร้างข้อยกเว้นโดยเด็ดขาด แต่เป็นการวางหลักให้พิจารณาจากสภาพที่แท้จริงของนิติสัมพันธ์และลักษณะทางเศรษฐกิจของเงินที่จ่ายเป็นสำคัญ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1 คำถาม

เงินค่าบริการของโรงแรมถือเป็นค่าจ้างตามกฎหมายประกันสังคมหรือไม่

คำตอบ

การพิจารณาว่าเงินค่าบริการของโรงแรมถือเป็นค่าจ้างตามกฎหมายประกันสังคมหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 5 ซึ่งกำหนดว่าค่าจ้างต้องเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเป็นค่าตอบแทนการทำงานในวันและเวลาทำงานปกติ คดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เงินค่าบริการของโรงแรมมิใช่ค่าจ้าง เนื่องจากโรงแรมเป็นเพียงคนกลางในการเรียกเก็บเงินจากลูกค้าแล้วนำมาเฉลี่ยจ่ายให้ลูกจ้าง อีกทั้งจำนวนเงินยังไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับจำนวนลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ จึงไม่มีลักษณะเป็นค่าตอบแทนการทำงานในเวลาปกติ อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าเงินค่าบริการทุกกรณีจะไม่ใช่ค่าจ้าง เพราะยังต้องดูข้อเท็จจริงว่าใครเป็นผู้จ่ายเงิน มีการรับประกันจำนวนเงินหรือไม่ และเงินนั้นมีลักษณะเป็นผลตอบแทนตามสัญญาจ้างแรงงานหรือไม่ด้วย หากข้อเท็จจริงแตกต่างออกไป ศาลอาจวินิจฉัยแตกต่างกันได้

2 คำถาม

เหตุใดศาลฎีกาจึงเห็นว่าโรงแรมเป็นเพียงคนกลางในการรับเงินค่าบริการ

คำตอบ

ศาลฎีกาพิจารณาจากข้อเท็จจริงว่า เงินค่าบริการที่เรียกเก็บจากลูกค้านั้นมิใช่ทรัพย์สินของโรงแรมโดยแท้ แต่เป็นเงินที่ลูกค้าชำระเพิ่มเติมเพื่อเป็นค่าบริการแก่พนักงาน โรงแรมมีหน้าที่เพียงรวบรวมเงินดังกล่าวแล้วนำมาเฉลี่ยจ่ายให้แก่ลูกจ้างตามหลักเกณฑ์ภายในเท่านั้น อีกทั้งโรงแรมไม่มีส่วนได้เสียในเงินดังกล่าวโดยตรง และจำนวนเงินยังเปลี่ยนแปลงไปตามจำนวนลูกค้าที่มาใช้บริการในแต่ละช่วงเวลา ศาลจึงเห็นว่าเงินดังกล่าวไม่มีลักษณะเป็นเงินที่นายจ้างตกลงจ่ายตอบแทนการทำงานในวันและเวลาทำงานปกติ การที่นายจ้างมีหน้าที่จัดเก็บและกระจายเงินให้แก่ลูกจ้างเพียงอย่างเดียว จึงทำให้สถานะของนายจ้างในกรณีนี้เป็นเพียง “คนกลาง” มิใช่ผู้จ่ายค่าจ้างตามความหมายของกฎหมายประกันสังคม

3 คำถาม

เงินที่ลูกจ้างได้รับเป็นประจำทุกเดือนจะถือเป็นค่าจ้างเสมอไปหรือไม่

คำตอบ

การที่ลูกจ้างได้รับเงินเป็นประจำทุกเดือน มิได้หมายความว่าเงินดังกล่าวจะถือเป็นค่าจ้างตามกฎหมายประกันสังคมเสมอไป เพราะการพิจารณาต้องดูสภาพแท้จริงของเงินนั้นว่ามีลักษณะเป็นค่าตอบแทนการทำงานในวันและเวลาทำงานปกติหรือไม่ ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 หากเงินนั้นเกิดจากการที่นายจ้างตกลงจ่ายให้แก่ลูกจ้างโดยตรงเพื่อแลกเปลี่ยนกับแรงงาน ย่อมมีลักษณะเป็นค่าจ้าง แต่หากเป็นเงินที่เกิดจากปัจจัยภายนอก เช่น เงินที่ลูกค้าจ่ายเพิ่มเติม เงินที่มีจำนวนไม่แน่นอน หรือเงินที่นายจ้างเป็นเพียงผู้รวบรวมและส่งต่อ เงินดังกล่าวอาจไม่ใช่ค่าจ้างก็ได้ คดีนี้ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับธรรมชาติของเงินค่าบริการว่ามิใช่เงินตอบแทนการทำงานในเวลาปกติ แม้ลูกจ้างจะได้รับเป็นประจำก็ตาม หลักการนี้จึงแสดงให้เห็นว่าการพิจารณาคำว่า “ค่าจ้าง” ต้องพิจารณาเนื้อหาทางกฎหมายมากกว่ารูปแบบภายนอกของการจ่ายเงิน

4 คำถาม

เหตุใดจำนวนเงินค่าบริการที่ไม่แน่นอนจึงมีผลต่อการวินิจฉัยว่าไม่ใช่ค่าจ้าง

คำตอบ

ศาลฎีกาเห็นว่า “ค่าจ้าง” ตามพระราชบัญญัติประกันสังคมต้องมีลักษณะเป็นค่าตอบแทนการทำงานในวันและเวลาทำงานปกติ ซึ่งโดยธรรมชาติแล้วมักเป็นเงินที่มีหลักเกณฑ์การจ่ายแน่นอนหรือคาดหมายได้ตามสัญญาจ้างแรงงาน แต่เงินค่าบริการในคดีนี้มีลักษณะผันแปรตามจำนวนลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการของโรงแรม จึงไม่มีจำนวนที่แน่นอนและไม่ได้ขึ้นอยู่กับระยะเวลาการทำงานของลูกจ้างโดยตรง ศาลจึงเห็นว่าเงินดังกล่าวเป็นผลประโยชน์ที่เกิดจากการให้บริการแก่ลูกค้า มากกว่าจะเป็นค่าตอบแทนจากนายจ้างโดยตรง หลักการนี้มีความสำคัญเพราะแสดงให้เห็นว่าศาลไม่ได้พิจารณาเฉพาะชื่อเรียกของเงินเท่านั้น แต่ยังดูถึงโครงสร้างทางเศรษฐกิจและลักษณะการจ่ายเงินจริงด้วย หากเงินใดขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอกที่ไม่แน่นอนและมิใช่ภาระผูกพันโดยตรงของนายจ้าง เงินนั้นอาจไม่ถือเป็นค่าจ้างตามกฎหมายประกันสังคม

5 คำถาม

ความเห็นของกรมสรรพากรมีผลผูกพันต่อการตีความกฎหมายประกันสังคมหรือไม่

คำตอบ

ศาลฎีกาวินิจฉัยไว้อย่างชัดเจนว่า ความเห็นของกรมสรรพากรไม่ใช่กฎหมาย และไม่ผูกพันต่อการตีความพระราชบัญญัติประกันสังคม แม้กรมสรรพากรจะเห็นว่าเงินค่าบริการเป็นประโยชน์ที่ลูกจ้างได้รับจากการทำงานและอาจต้องนำมาคำนวณภาษีเงินได้ แต่การตีความตามกฎหมายประกันสังคมต้องพิจารณาตามวัตถุประสงค์และนิยามเฉพาะของกฎหมายนั้นโดยตรง หลักการนี้สะท้อนว่ากฎหมายแต่ละฉบับมีเป้าหมายแตกต่างกัน กฎหมายภาษีอากรมุ่งจัดเก็บภาษีจากรายได้หรือประโยชน์ที่บุคคลได้รับ ส่วนกฎหมายประกันสังคมมุ่งคำนวณเงินสมทบจากฐานค่าจ้างที่เป็นผลตอบแทนการทำงานในเวลาปกติ ดังนั้น เงินประเภทเดียวกันอาจถูกตีความแตกต่างกันได้ในแต่ละกฎหมาย คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าการอ้างอิงความเห็นของหน่วยงานอื่นไม่อาจใช้แทนบทบัญญัติและเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ศาลกำลังพิจารณาได้

6 คำถาม

นายจ้างสามารถอ้างว่าเป็นเพียงคนกลางเพื่อหลีกเลี่ยงการส่งเงินสมทบประกันสังคมได้หรือไม่

คำตอบ

นายจ้างไม่อาจอ้างตนเป็นเพียงคนกลางเพื่อหลีกเลี่ยงการส่งเงินสมทบประกันสังคมได้โดยอัตโนมัติ เพราะศาลจะพิจารณาจากข้อเท็จจริงและสภาพแท้จริงของนิติสัมพันธ์เป็นสำคัญ หากปรากฏว่านายจ้างเป็นผู้กำหนดอัตราเงิน จ่ายเงินจากทรัพย์สินของตน รับประกันจำนวนเงิน หรือใช้เงินดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของผลตอบแทนการทำงาน เงินนั้นก็อาจถูกวินิจฉัยว่าเป็นค่าจ้างตามมาตรา 5 ได้ คดีนี้ศาลฎีกาเห็นว่าโรงแรมไม่มีส่วนได้เสียในเงินค่าบริการ และเงินดังกล่าวขึ้นอยู่กับจำนวนลูกค้าที่มาใช้บริการ จึงถือว่าโรงแรมเป็นเพียงผู้รวบรวมและเฉลี่ยเงินให้แก่ลูกจ้างเท่านั้น หลักการนี้จึงไม่ได้เปิดช่องให้นายจ้างหลีกเลี่ยงหน้าที่ตามกฎหมาย แต่เป็นการวางแนวพิจารณาว่าจะต้องดูเนื้อหาทางเศรษฐกิจและข้อเท็จจริงที่แท้จริงของการจ่ายเงินในแต่ละกรณี มิใช่ดูเพียงคำกล่าวอ้างของนายจ้างฝ่ายเดียว

7 คำถาม

หากนายจ้างนำเงินค่าบริการมารวมกับเงินเดือนจะมีผลอย่างไรตามกฎหมายประกันสังคม

คำตอบ

หากนายจ้างนำเงินค่าบริการมารวมกับเงินเดือน หรือกำหนดให้เป็นส่วนหนึ่งของผลตอบแทนประจำที่ลูกจ้างได้รับอย่างแน่นอน ข้อเท็จจริงดังกล่าวอาจทำให้เงินค่าบริการมีลักษณะเป็น “ค่าจ้าง” ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 5 ได้ เพราะศาลจะพิจารณาจากลักษณะที่แท้จริงของเงิน มิใช่ดูเฉพาะชื่อเรียก หากเงินดังกล่าวกลายเป็นภาระที่นายจ้างต้องจ่ายแน่นอนและเกี่ยวข้องโดยตรงกับการทำงานในวันและเวลาทำงานปกติ ก็อาจถือเป็นค่าตอบแทนตามสัญญาจ้างแรงงานได้ แตกต่างจากคดีนี้ที่ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่าโรงแรมเป็นเพียงคนกลางในการเรียกเก็บเงินจากลูกค้า และจำนวนเงินไม่มีความแน่นอนขึ้นอยู่กับจำนวนผู้มาใช้บริการ หลักการนี้จึงสะท้อนว่าการจัดรูปแบบการจ่ายเงินและข้อเท็จจริงทางบัญชีของนายจ้างมีผลอย่างมากต่อการพิจารณาว่าเงินใดต้องนำมาคำนวณเงินสมทบประกันสังคม

8 คำถาม

คำพิพากษานี้มีความสำคัญต่อการตีความกฎหมายประกันสังคมอย่างไร

คำตอบ

คำพิพากษานี้มีความสำคัญอย่างมากต่อการตีความกฎหมายประกันสังคม เพราะศาลฎีกาได้วางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า การพิจารณาว่าเงินใดเป็น “ค่าจ้าง” ต้องพิจารณาจากสภาพแท้จริงของเงินนั้น ไม่ใช่ดูเพียงชื่อเรียกหรือข้อเท็จจริงว่าลูกจ้างได้รับเงินเป็นประจำเท่านั้น ศาลให้ความสำคัญกับองค์ประกอบสำคัญตามมาตรา 5 คือ เงินนั้นต้องเป็นค่าตอบแทนการทำงานในวันและเวลาทำงานปกติ และต้องเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างโดยตรง คดีนี้จึงกลายเป็นแนวทางสำคัญสำหรับกิจการโรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจบริการต่าง ๆ ที่มีระบบเรียกเก็บค่าบริการจากลูกค้า เนื่องจากช่วยกำหนดเกณฑ์ในการแยกความแตกต่างระหว่าง “ค่าจ้าง” กับ “เงินผลประโยชน์พิเศษ” ที่นายจ้างเป็นเพียงผู้รวบรวมและส่งต่อให้ลูกจ้าง หลักวินิจฉัยดังกล่าวยังช่วยสร้างความชัดเจนในการบังคับใช้กฎหมายประกันสังคมในทางปฏิบัติอีกด้วย

เพิ่มเติมวิเคราะห์เชิงลึกเกี่ยวกับหลักกฎหมายในคดีนี้

1. หลักการตีความคำว่า “ค่าจ้าง” โดยเน้นสภาพแท้จริงของนิติสัมพันธ์

คดีนี้สะท้อนหลักสำคัญของกฎหมายแรงงานและกฎหมายประกันสังคมว่า การพิจารณาสถานะทางกฎหมายของเงินที่ลูกจ้างได้รับนั้น ต้องพิจารณาจาก “สภาพแท้จริงของนิติสัมพันธ์” มากกว่ารูปแบบภายนอกหรือชื่อเรียกของเงินดังกล่าว แม้มาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 จะบัญญัติความหมายของคำว่า “ค่าจ้าง” ไว้อย่างกว้างและครอบคลุมเงินทุกประเภทที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้าง แต่ศาลฎีกายังยืนยันว่าองค์ประกอบสำคัญที่สุดคือ เงินนั้นต้องเป็น “ค่าตอบแทนการทำงานในวันและเวลาทำงานปกติ” หากขาดองค์ประกอบดังกล่าว แม้ลูกจ้างจะได้รับเงินจริง หรือได้รับต่อเนื่องเป็นประจำ ก็อาจไม่ถือเป็นค่าจ้างตามกฎหมายได้ หลักการนี้จึงเป็นตัวอย่างสำคัญของการใช้วิธีตีความตามเนื้อหาที่แท้จริงของธุรกรรม มากกว่าการยึดติดกับรูปแบบหรือถ้อยคำที่ใช้เรียกเงิน

2. หลักความแตกต่างระหว่าง “รายได้ของลูกจ้าง” กับ “ค่าจ้างตามกฎหมาย”

คดีนี้ยังชี้ให้เห็นว่า ไม่ใช่รายได้ทุกประเภทของลูกจ้างจะถือเป็นค่าจ้างตามกฎหมายประกันสังคม แม้ลูกจ้างจะได้รับประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากเงินค่าบริการ แต่ศาลฎีกาเห็นว่าเงินดังกล่าวมิใช่ค่าจ้าง เพราะไม่ได้เป็นเงินที่นายจ้างจ่ายตอบแทนการทำงานโดยตรง หลักการนี้มีความสำคัญอย่างมาก เพราะในทางปฏิบัติ ลูกจ้างอาจได้รับเงินหลายประเภท เช่น โบนัส ค่าบริการ เงินรางวัล หรือผลตอบแทนพิเศษจากบุคคลภายนอก ซึ่งแต่ละประเภทอาจมีสถานะทางกฎหมายแตกต่างกัน การพิจารณาว่าเงินใดต้องนำมาคำนวณเงินสมทบประกันสังคม จึงต้องวิเคราะห์ถึงแหล่งที่มาของเงิน ลักษณะการจ่าย และความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างอย่างละเอียด มิใช่พิจารณาเพียงว่าลูกจ้างได้รับผลประโยชน์หรือมีรายได้เพิ่มขึ้นเท่านั้น

3. หลักการคุ้มครองกองทุนประกันสังคมกับข้อจำกัดในการตีความกฎหมาย

แม้กฎหมายประกันสังคมจะมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองลูกจ้างและสร้างเสถียรภาพแก่กองทุนประกันสังคม แต่ศาลฎีกาเห็นว่า การตีความกฎหมายต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตของบทบัญญัติที่กฎหมายกำหนดไว้ การตีความขยายความหมายของคำว่า “ค่าจ้าง” เกินกว่าที่กฎหมายบัญญัติ อาจทำให้เกิดภาระแก่นายจ้างเกินสมควร และกระทบต่อหลักความแน่นอนของกฎหมาย คดีนี้จึงสะท้อนดุลยภาพระหว่างการคุ้มครองกองทุนประกันสังคมกับหลักความชอบด้วยกฎหมายในการจัดเก็บเงินสมทบ กล่าวคือ แม้รัฐจะมีอำนาจจัดเก็บเงินสมทบเพื่อประโยชน์สาธารณะ แต่การใช้อำนาจดังกล่าวต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายอย่างเคร่งครัด และต้องพิสูจน์ได้ว่าเงินที่เรียกเก็บเข้าองค์ประกอบของคำว่า “ค่าจ้าง” ตามมาตรา 5 จริง 

4. วิเคราะห์ผลทางปฏิบัติสำหรับนายจ้างในธุรกิจบริการ

คำพิพากษานี้มีผลในทางปฏิบัติอย่างมากต่อกิจการโรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจบริการที่มีระบบเรียกเก็บค่าบริการจากลูกค้า เพราะช่วยให้เห็นแนวทางว่า การจัดโครงสร้างของเงินค่าบริการอาจมีผลโดยตรงต่อภาระในการนำส่งเงินสมทบประกันสังคม หากข้อเท็จจริงปรากฏว่านายจ้างเป็นเพียงผู้รวบรวมเงินจากลูกค้าแล้วนำมาเฉลี่ยให้ลูกจ้าง โดยมิได้มีส่วนได้เสียในเงินดังกล่าว และไม่มีการรับประกันจำนวนเงิน เงินนั้นอาจไม่ถือเป็นค่าจ้างตามมาตรา 5 แต่หากนายจ้างนำเงินค่าบริการมารวมเป็นส่วนหนึ่งของเงินตอบแทนประจำ กำหนดอัตราแน่นอน หรือใช้เป็นเครื่องมือกำหนดรายได้ของลูกจ้าง เงินดังกล่าวอาจถูกตีความเป็นค่าจ้างได้ ดังนั้น คดีนี้จึงมีผลต่อการจัดทำระบบบัญชี สัญญาจ้างแรงงาน ระเบียบการจ่ายค่าตอบแทน และการบริหารความเสี่ยงด้านประกันสังคมของธุรกิจบริการอย่างมีนัยสำคัญ

5. หลักเรื่องภาระพิสูจน์ในคดีประกันสังคม

อีกประเด็นที่น่าสนใจในคดีนี้คือเรื่อง “ภาระพิสูจน์” กล่าวคือ เมื่อสำนักงานประกันสังคมมีคำสั่งเรียกเก็บเงินสมทบเพิ่มเติม หน่วยงานของรัฐย่อมมีหน้าที่พิสูจน์ให้ได้ว่าเงินที่เรียกเก็บนั้นเข้าองค์ประกอบของคำว่า “ค่าจ้าง” ตามกฎหมายอย่างแท้จริง ไม่ใช่อาศัยเพียงข้อสันนิษฐานว่าลูกจ้างได้รับเงินแล้วจะต้องถือเป็นค่าจ้างทั้งหมด คดีนี้ศาลฎีกายอมรับข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โรงแรมไม่มีส่วนได้เสียกับเงินค่าบริการ และเป็นเพียงตัวกลางในการจัดเก็บและเฉลี่ยเงินให้แก่ลูกจ้าง จึงทำให้สำนักงานประกันสังคมไม่อาจพิสูจน์ได้ว่าเงินดังกล่าวเป็นค่าจ้างตามมาตรา 5 หลักการนี้มีความสำคัญต่อคดีแรงงานและคดีประกันสังคมในอนาคต เพราะแสดงให้เห็นว่าหน่วยงานของรัฐต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงให้ครบถ้วนก่อนใช้อำนาจเรียกเก็บเงินสมทบเพิ่มเติมจากนายจ้าง

6. วิเคราะห์แนวคิดเรื่อง “ค่าตอบแทนการทำงาน” ในมุมมองของศาลฎีกา

ศาลฎีกาในคดีนี้ใช้แนวคิดเรื่อง “ค่าตอบแทนการทำงาน” อย่างเคร่งครัด โดยพิจารณาว่าเงินที่จะถือเป็นค่าจ้างได้ ต้องเป็นเงินที่เกิดจากความผูกพันตามสัญญาจ้างแรงงาน และเป็นภาระหน้าที่ของนายจ้างโดยตรงในการจ่ายให้แก่ลูกจ้าง การที่ลูกจ้างได้รับเงินจากแหล่งอื่น แม้จะเกี่ยวเนื่องกับการทำงาน ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นค่าจ้างเสมอไป คดีนี้จึงสะท้อนแนวคิดว่า เงินค่าบริการมีลักษณะใกล้เคียงกับผลประโยชน์พิเศษที่เกิดจากพฤติกรรมของลูกค้า มากกว่าจะเป็นค่าตอบแทนที่นายจ้างตกลงจ่ายให้แก่ลูกจ้างโดยตรง หลักการดังกล่าวช่วยจำกัดขอบเขตการตีความคำว่า “ค่าจ้าง” ไม่ให้กว้างจนเกินสมควร และยังช่วยสร้างความแน่นอนในการบังคับใช้กฎหมายแก่ทั้งนายจ้างและลูกจ้าง

7. ความสำคัญของคำพิพากษานี้ต่อแนวคำพิพากษาในอนาคต

แนวคำพิพากษานี้ถือเป็นบรรทัดฐานสำคัญในคดีประกันสังคมเกี่ยวกับธุรกิจบริการ เพราะศาลฎีกาได้วางหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนในการพิจารณาว่าเงินประเภทใดจะถือเป็นค่าจ้าง โดยเน้นทั้งแหล่งที่มาของเงิน ลักษณะการจ่าย ความแน่นอนของจำนวนเงิน และบทบาทของนายจ้างในกระบวนการจ่ายเงิน หลักวินิจฉัยดังกล่าวสามารถนำไปใช้เทียบเคียงกับเงินประเภทอื่นได้ เช่น เงินทิป เงินรางวัลจากลูกค้า หรือผลตอบแทนพิเศษที่มิได้เกิดจากการจ่ายโดยตรงของนายจ้าง นอกจากนี้ คำพิพากษายังสะท้อนแนวคิดสำคัญของศาลฎีกาว่า แม้กฎหมายประกันสังคมจะเป็นกฎหมายเพื่อประโยชน์สาธารณะ แต่การใช้อำนาจของรัฐในการเรียกเก็บเงินสมทบต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตของบทบัญญัติกฎหมายอย่างเคร่งครัด และต้องตีความโดยอาศัยข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้อย่างชัดเจน

8. บทสรุปทางกฎหมายของคดีนี้

คดีนี้เป็นตัวอย่างสำคัญของการตีความกฎหมายประกันสังคมโดยอาศัยสภาพแท้จริงของนิติสัมพันธ์ ศาลฎีกาวางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า เงินที่จะถือเป็นค่าจ้างตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 ต้องเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างโดยตรงเพื่อเป็นค่าตอบแทนการทำงานในวันและเวลาทำงานปกติ หากนายจ้างเป็นเพียงตัวกลางในการเรียกเก็บและเฉลี่ยเงินจากลูกค้า และเงินดังกล่าวมีลักษณะไม่แน่นอนตามจำนวนผู้มาใช้บริการ เงินนั้นย่อมไม่มีสถานะเป็นค่าจ้างที่ต้องนำมาคำนวณเงินสมทบประกันสังคม แนววินิจฉัยนี้จึงมีความสำคัญอย่างมากต่อการกำหนดขอบเขตหน้าที่ของนายจ้างในการนำส่งเงินสมทบ และเป็นแนวทางสำคัญในการพิจารณาเงินผลประโยชน์ประเภทอื่นในคดีแรงงานและคดีประกันสังคมต่อไปในอนาคต 

ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8245/2560

ค่าจ้างที่ต้องนำมาเป็นฐานในการคิดเงินสมทบต้องเป็นไปตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 5 ซึ่งบัญญัติว่า "ค่าจ้าง" หมายความว่า เงินทุกประเภทที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเป็นค่าตอบแทนการทำงานในวันและเวลาทำงานปกติ ไม่ว่าจะคำนวณตามระยะเวลาหรือคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้และให้หมายความรวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายให้ในวันหยุดและวันลาซึ่งลูกจ้างไม่ได้ทำงานด้วยทั้งนี้ ไม่ว่าจะกำหนด คำนวณหรือจ่ายในลักษณะใดหรือโดยวิธีการใด และไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไร เมื่อศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ไม่มีส่วนได้เสียกับเงินค่าบริการที่เรียกเก็บจากลูกค้าของโจทก์ โจทก์เป็นคนกลางในการเรียกเก็บเงินค่าบริการจากลูกค้าเพื่อนำมาคำนวณเฉลี่ยจ่ายให้แก่ลูกจ้างเท่านั้น ทั้งลักษณะธรรมชาติของเงินค่าบริการนี้มีจำนวนไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับจำนวนลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ เมื่อเงินค่าบริการนี้มิได้จ่ายเป็นการตอบแทนการทำงานในเวลาทำงานปกติ จึงมิได้เป็นค่าจ้าง

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 โดยสำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ 3 จำนวน 2 ฉบับ คือคำสั่งที่ รง 0619/56621 และคำสั่งที่ รง 0619/56622 ลงวันที่ 18 กรกฎาคม 2556 และคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 2 ที่ 1899/2556 ลงวันที่ 10 ตุลาคม 2556 และขอให้จำเลยที่ 1 คืนเงินสมทบเพิ่มเติมที่ได้รับไว้ 2,138,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 สิงหาคม 2556 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 1 จนถึงวันที่ชำระเงินคืนให้แก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของสำนักงานประกันสังคม จำเลยที่ 1 ที่ รง 0619/56621 ลงวันที่ 18 กรกฎาคม 2556 คำสั่งที่ รง 0619/56622 ลงวันที่ 18 กรกฎาคม 2556 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ จำเลยที่ 2 ที่ 1899/2556 ลงวันที่ 10 ตุลาคม 2556 ให้จำเลยที่ 1 คืนเงินจำนวน 2,138,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันพิพากษา (วันที่ 2 มิถุนายน 2558) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลาง ฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการโรงแรมชื่อว่าโรงแรมเซ็นจูรี่โฮเต็ล จำเลยที่ 1 เป็นสำนักงานประกันสังคม จำเลยที่ 2 เป็นคณะกรรมการอุทธรณ์ จำเลยที่ 1 โดยสำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ 3 มีหนังสือที่ รง 0619/56621 ลงวันที่ 18 กรกฎาคม 2556 แจ้งผลการตรวจสอบบัญชีค่าจ้างประจำปี 2553 ให้โจทก์ชำระเงินสมทบกองทุนประกันสังคมเพิ่มเติมตั้งแต่เดือนมกราคม 2553 ถึงเดือนธันวาคม 2553 จำนวน 1,064,850 บาท พร้อมเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน และหนังสือที่ รง 0619/56622 ลงวันที่ 18 กรกฎาคม 2556 แจ้งผลการตรวจสอบบัญชีค่าจ้างประจำปี 2554 ให้โจทก์ชำระเงินสมทบกองทุนประกันสังคมเพิ่มเติมตั้งแต่เดือนมกราคม 2554 ถึงเดือนธันวาคม 2554 จำนวนเงิน 1,075,134 บาท พร้อมเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน ต่อมาสำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ 3 มีหนังสือที่ รง 0619/65864 ลงวันที่ 29 สิงหาคม 2556 แจ้งผลการตรวจสอบบัญชีค่าจ้างประจำปี 2553 ให้โจทก์ชำระเงินสมทบกองทุนประกันสังคมเพิ่มตั้งแต่เดือนมกราคม 2553 ถึงเดือนธันวาคม 2553 จำนวนเงิน 1,063,366 บาท โจทก์ไม่เห็นด้วย จึงอุทธรณ์คำสั่งต่อจำเลยที่ 2 โดยวางเงินจำนวน 2,138,500 บาท จำเลยที่ 2 มีคำวินิจฉัยที่ 1899/2556 ลงวันที่ 10 ตุลาคม 2556 ยกอุทธรณ์ สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ 3 มีหนังสือแจ้งคำวินิจฉัยให้โจทก์ทราบเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2556 แล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีส่วนได้เสียกับเงินค่าบริการที่เรียกเก็บจากลูกค้าของโจทก์ โจทก์เป็นคนกลางในการเรียกเก็บเงินค่าบริการจากลูกค้าเพื่อนำมาคำนวณเฉลี่ยจ่ายให้แก่ลูกจ้างเท่านั้น ที่กรมสรรพากรเห็นว่าค่าบริการถือเป็นประโยชน์ใด ๆ ที่ได้รับจากการทำงานก็เป็นความเห็นของกรมสรรพากร ไม่ใช่กฎหมาย ดังนั้นเงินค่าบริการจึงมิใช่เงินของโจทก์ที่จ่ายให้แก่ลูกจ้างเพื่อตอบแทนการทำงานและไม่ถือว่าเป็นค่าจ้าง โจทก์จึงไม่ต้องนำเงินค่าบริการดังกล่าวมาคิดคำนวณเพื่อจ่ายเป็นเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่า เงินค่าบริการเป็นค่าจ้างที่ต้องนำมาคำนวณเพื่อจ่ายเป็นเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมหรือไม่ เห็นว่า ค่าจ้างที่ต้องนำมาเป็นฐานในการคิดเงินสมทบต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 5 ซึ่งบัญญัติว่า "ค่าจ้าง" หมายความว่า เงินทุกประเภทที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเป็นค่าตอบแทนการทำงานในวันและเวลาทำงานปกติ ไม่ว่าจะคำนวณตามระยะเวลาหรือคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ และให้หมายความรวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายให้ในวันหยุดและวันลาซึ่งลูกจ้างไม่ได้ทำงานด้วย ทั้งนี้ ไม่ว่าจะกำหนด คำนวณหรือจ่ายในลักษณะใดหรือโดยวิธีการใด และไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไร เมื่อศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ไม่มีส่วนได้เสียกับเงินค่าบริการที่เรียกเก็บจากลูกค้าของโจทก์ โจทก์เป็นคนกลางในการเรียกเก็บเงินค่าบริการจากลูกค้าเพื่อนำมาคำนวณเฉลี่ยจ่ายให้แก่ลูกจ้างเท่านั้น ทั้งลักษณะธรรมชาติของเงินค่าบริการนี้มีจำนวนไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับจำนวนลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ เงินค่าบริการนี้จึงมิได้จ่ายเป็นการตอบแทนการทำงานในเวลาทำงานปกติ เทียบตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8694/2550 ระหว่าง นายอนิรุธ โจทก์ บริษัทเดอะ เอวาซอน ภูเก็ต จำกัด จำเลย ดังนั้นที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมาจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์จำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน

เงินค่าบริการของโรงแรม ต้องนำส่งประกันสังคมจริงหรือไม่  ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เงินค่าบริการที่โรงแรมเรียกเก็บจากลูกค้าแล้วนำมาเฉลี่ยจ่ายให้ลูกจ้าง ไม่ถือเป็น “ค่าจ้าง” ตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม มาตรา 5 หากโรงแรมเป็นเพียงคนกลางในการจัดเก็บและกระจายเงินดังกล่าว




ประกันสังคม

ควบบริษัทแล้วสิทธิการลดอัตราเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนยังคงอยู่หรือไม่ นายจ้างใหม่มีสิทธินับระยะเวลาจ่ายเงินสมทบต่อจากบริษัทเดิมได้เพียงใด article
ค่านั่งเครื่องแคชเชียร์เป็นค่าจ้างหรือไม่ ต้องนำมาคำนวณเงินสมทบประกันสังคมหรือไม่ เมื่อการจ่ายเงินขึ้นอยู่กับความประพฤติและผลการปฏิบัติงานของลูกจ้าง article
เจ็บป่วยฉุกเฉินเลือกไปรักษาโรงพยาบาลนอกสิทธิประกันสังคมได้หรือไม่ ผู้ประกันตนมีสิทธิขอคืนค่ารักษาพยาบาลเมื่อใดตามกฎหมายประกันสังคม
ลูกจ้างว่างงานเพราะโควิด นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างหรือไม่ วิเคราะห์กฎหมายแรงงานและประกันสังคมเมื่อเกิดเหตุสุดวิสัยตามคำสั่งรัฐ
สิทธิรับเงินบำนาญชราภาพตามกฎหมายประกันสังคมกรณีส่งเงินสมทบครบแต่ยื่นคำขอล่าช้าศาลวินิจฉัยอย่างไรและมีผลต่อสิทธิย้อนหลังหรือไม่