
| ค่านั่งเครื่องแคชเชียร์เป็นค่าจ้างหรือไม่ ต้องนำมาคำนวณเงินสมทบประกันสังคมหรือไม่ เมื่อการจ่ายเงินขึ้นอยู่กับความประพฤติและผลการปฏิบัติงานของลูกจ้าง
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการตีความคำว่า “ค่าจ้าง” ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 5 ว่าเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างในลักษณะของ “ค่านั่งเครื่องแคชเชียร์” ซึ่งกำหนดอัตราไว้เดือนละ 500 บาทต่อคน แต่การได้รับเงินจริงมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับการประเมินความประพฤติ ความตั้งใจในการทำงาน และข้อผิดพลาดในการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานนั้น จะถือเป็นค่าจ้างที่ต้องนำมาคำนวณเป็นเงินสมทบกองทุนประกันสังคมหรือไม่ คดีนี้มีจุดสำคัญอยู่ที่การแยกความแตกต่างระหว่างเงินที่จ่ายเป็นค่าตอบแทนการทำงานตามปกติ กับเงินที่จ่ายเพื่อสร้างแรงจูงใจ ส่งเสริมวินัยในการทำงาน และกระตุ้นให้พนักงานปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยแม้นายจ้างจะกำหนดอัตราเงินไว้เท่ากันทุกคนในเบื้องต้น แต่จำนวนเงินที่ได้รับจริงอาจถูกปรับลดหรือไม่ได้รับเลย หากพนักงานมีความประพฤติไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ประเด็นดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อหน้าที่ของนายจ้างในการนำเงินดังกล่าวไปคำนวณเป็นฐานเงินสมทบประกันสังคม ตลอดจนสิทธิในการเรียกคืนเงินสมทบที่ได้ชำระไปแล้ว หากภายหลังปรากฏว่าเงินดังกล่าวไม่ใช่ค่าจ้างตามความหมายของกฎหมาย คดีนี้จึงเป็นแนวทางสำคัญสำหรับนายจ้าง ลูกจ้าง และผู้ปฏิบัติงานด้านกฎหมายแรงงานในการพิจารณาว่าเงินประเภทใดเป็นค่าจ้าง และเงินประเภทใดเป็นเพียงเครื่องมือในการส่งเสริมประสิทธิภาพการทำงาน ซึ่งไม่อยู่ในฐานะที่จะต้องนำมาคำนวณเป็นเงินสมทบกองทุนประกันสังคมตามกฎหมาย ข้อเท็จจริงของคดี โจทก์ประกอบกิจการศูนย์การค้าและมีสาขาจำนวน 9 แห่ง โดยกำหนดให้ลูกจ้างทำงานสัปดาห์ละ 6 วัน และมีวันหยุดสัปดาห์ละ 1 วัน หมุนเวียนกันไป พนักงานแคชเชียร์ได้รับค่าจ้างเป็นรายเดือน ต่อมาโจทก์ได้นำระบบการจ่ายค่านั่งเครื่องแคชเชียร์มาใช้กับพนักงานแคชเชียร์ โดยกำหนดอัตราค่านั่งเครื่องเดือนละ 500 บาทต่อคนเท่ากันทุกคนเป็นประจำทุกเดือน แต่การได้รับเงินจริงจะขึ้นอยู่กับการประเมินผลการปฏิบัติงานและความประพฤติของพนักงานแต่ละราย หลักเกณฑ์ดังกล่าวกำหนดให้มีการหักคะแนนเมื่อพนักงานมีความประพฤติไม่เหมาะสม ฝ่าฝืนกฎระเบียบ หรือปฏิบัติงานผิดพลาด โดยคะแนนที่ถูกหักจะถูกนำไปคำนวณเป็นจำนวนเงินเพื่อลดค่านั่งเครื่องที่พนักงานพึงได้รับ ดังนั้นแม้จะกำหนดวงเงินไว้เดือนละ 500 บาทเท่ากันทุกคน แต่พนักงานแต่ละคนอาจได้รับเงินจริงไม่เท่ากัน และในบางเดือนพนักงานบางรายอาจไม่ได้รับค่านั่งเครื่องเลย ข้อเท็จจริงยังปรากฏว่า สาเหตุที่โจทก์นำระบบค่านั่งเครื่องมาใช้ เนื่องจากพนักงานแคชเชียร์มีข้อผิดพลาดในการทำงานและมีปัญหาเรื่องการปฏิบัติตามระเบียบขององค์กร โจทก์จึงใช้มาตรการดังกล่าวเพื่อส่งเสริมให้พนักงานมีความรับผิดชอบมากขึ้น ลดข้อผิดพลาดในการทำงาน และสร้างแรงจูงใจให้ปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยในช่วงหนึ่งโจทก์เคยยกเลิกระบบดังกล่าวและเปลี่ยนไปใช้ระบบเงินรางวัลดีเด่นประจำสาขา ก่อนจะกลับมาใช้ระบบค่านั่งเครื่องอีกครั้งในเวลาต่อมา ต่อมาหน่วยงานประกันสังคมมีความเห็นว่าค่านั่งเครื่องดังกล่าวเป็นค่าจ้างตามกฎหมายประกันสังคม และต้องนำมาคำนวณเป็นเงินสมทบกองทุนประกันสังคม โจทก์จึงได้ชำระเงินสมทบเพิ่มเติมจากค่านั่งเครื่องสำหรับช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนกรกฎาคม 2552 เป็นจำนวน 34,814 บาท และยังนำส่งเงินสมทบที่คำนวณจากค่านั่งเครื่องในช่วงเวลาต่อมาอีกด้วย อย่างไรก็ตาม โจทก์เห็นว่าค่านั่งเครื่องไม่ใช่ค่าจ้างตามกฎหมาย จึงฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ และขอให้จำเลยคืนเงินสมทบที่ได้ชำระไปแล้วทั้งหมด ประเด็นข้อพิพาทที่ศาลต้องวินิจฉัย ประเด็นสำคัญของคดีนี้ไม่ได้อยู่ที่ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการจ่ายเงิน เพราะคู่ความต่างยอมรับตรงกันว่ามีการจ่ายค่านั่งเครื่องตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดจริง แต่ข้อพิพาทสำคัญอยู่ที่ลักษณะทางกฎหมายของเงินดังกล่าวว่าเป็น “ค่าจ้าง” หรือไม่ หากค่านั่งเครื่องเป็นค่าจ้างตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 นายจ้างย่อมมีหน้าที่ต้องนำเงินดังกล่าวไปรวมคำนวณเป็นฐานเงินสมทบกองทุนประกันสังคม และการที่หน่วยงานประกันสังคมเรียกเก็บเงินสมทบเพิ่มเติมก็ย่อมชอบด้วยกฎหมาย ในทางกลับกัน หากค่านั่งเครื่องมิใช่ค่าจ้าง แต่เป็นเพียงเงินจูงใจหรือเงินส่งเสริมประสิทธิภาพการทำงาน นายจ้างย่อมไม่มีหน้าที่ต้องนำเงินดังกล่าวมาคำนวณเป็นเงินสมทบกองทุนประกันสังคม และเงินสมทบที่ได้ชำระไปแล้วก็ย่อมเป็นเงินที่เรียกเก็บโดยไม่ชอบ ซึ่งหน่วยงานประกันสังคมต้องคืนให้แก่นายจ้าง ดังนั้น ปัญหาหลักของคดีจึงอยู่ที่การตีความคำว่า “ค่าจ้าง” ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 ว่าครอบคลุมถึงค่านั่งเครื่องแคชเชียร์ในลักษณะดังกล่าวหรือไม่ และการจ่ายเงินประเภทนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นค่าตอบแทนการทำงานตามปกติ หรือเป็นเพียงเครื่องมือในการจูงใจและควบคุมคุณภาพการทำงานของพนักงานเท่านั้น หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง มาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 กำหนดความหมายของคำว่า “ค่าจ้าง” ไว้อย่างกว้าง โดยหมายถึงเงินทุกประเภทที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเป็นค่าตอบแทนในการทำงานในวันและเวลาทำงานปกติ ไม่ว่าจะคำนวณตามระยะเวลาหรือคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ รวมถึงเงินที่จ่ายให้ในวันหยุดและวันลาซึ่งลูกจ้างไม่ได้ทำงานด้วย และไม่ว่าจะเรียกชื่อเงินดังกล่าวว่าอย่างไรก็ตาม แม้กฎหมายจะกำหนดนิยามไว้อย่างกว้าง แต่ศาลยังคงต้องพิจารณาถึงวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการจ่ายเงินแต่ละประเภทว่าเป็นการตอบแทนการทำงานโดยตรงหรือไม่ เพราะการที่นายจ้างเรียกชื่อเงินอย่างหนึ่งอย่างใด ไม่ได้เป็นปัจจัยชี้ขาดว่าต้องถือเป็นค่าจ้างเสมอไป หากเงินดังกล่าวมีวัตถุประสงค์พิเศษอื่นที่แตกต่างจากการตอบแทนแรงงานโดยตรง ศาลย่อมมีอำนาจวินิจฉัยตามสภาพที่แท้จริงของเงินนั้นได้ คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างสำคัญของการตีความคำว่า “ค่าจ้าง” โดยศาลไม่ได้พิจารณาเฉพาะชื่อเรียกของเงินหรือวิธีการจ่ายเงิน แต่พิจารณาถึงเหตุผล วัตถุประสงค์ และเงื่อนไขในการได้รับเงินดังกล่าวประกอบกันทั้งหมด เพื่อวินิจฉัยว่าเงินนั้นเป็นค่าตอบแทนการทำงานตามปกติ หรือเป็นเงินส่งเสริมพฤติกรรมและประสิทธิภาพในการทำงานเท่านั้น คำวินิจฉัยของศาลฎีกาเกี่ยวกับลักษณะของค่านั่งเครื่องแคชเชียร์ ศาลฎีกาพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ยุติแล้วว่า แม้โจทก์จะกำหนดอัตราค่านั่งเครื่องของพนักงานแคชเชียร์ไว้เดือนละ 500 บาทต่อคนเท่ากันทุกเดือน แต่เงินจำนวนดังกล่าวไม่ได้จ่ายให้แก่พนักงานทุกคนโดยอัตโนมัติหรือได้รับเต็มจำนวนเสมอไป เนื่องจากมีระบบการประเมินความประพฤติและข้อผิดพลาดในการปฏิบัติงานประกอบอยู่ด้วย หากพนักงานมีความประพฤติไม่เป็นไปตามกฎระเบียบ หรือปฏิบัติงานผิดพลาด ก็จะถูกหักคะแนนและนำคะแนนดังกล่าวมาคำนวณลดจำนวนเงินค่านั่งเครื่องลงตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ จากข้อเท็จจริงดังกล่าว ศาลเห็นว่าการได้รับค่านั่งเครื่องจำนวนมากหรือน้อย หรือแม้แต่ไม่ได้รับเลยในบางเดือน มิได้ขึ้นอยู่กับการมาทำงานตามปกติของพนักงาน แต่ขึ้นอยู่กับผลการประเมินความประพฤติ ความรับผิดชอบ และความตั้งใจในการทำงานของพนักงานแต่ละรายเป็นสำคัญ กล่าวอีกนัยหนึ่ง เงินดังกล่าวมิได้เกิดขึ้นเพราะพนักงานปฏิบัติงานตามหน้าที่ในวันและเวลาทำงานปกติเท่านั้น แต่เป็นผลจากการผ่านเกณฑ์การประเมินตามที่นายจ้างกำหนดเพิ่มเติมขึ้นมา ศาลฎีกาจึงเห็นว่า วัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการจ่ายค่านั่งเครื่องมิใช่เพื่อเป็นค่าตอบแทนแรงงานหรือค่าตอบแทนสำหรับการทำงานตามปกติ แต่เป็นมาตรการที่นายจ้างจัดทำขึ้นเพื่อส่งเสริมให้พนักงานมีความตั้งใจในการทำงาน มีวินัยในการปฏิบัติงาน มีความประพฤติที่เหมาะสม ลดข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นจากการทำงาน และสร้างแรงจูงใจให้พนักงานรักษามาตรฐานการปฏิบัติงานให้อยู่ในระดับที่นายจ้างต้องการ เมื่อพิจารณาจากลักษณะและวัตถุประสงค์ของเงินดังกล่าว ศาลจึงวินิจฉัยว่าค่านั่งเครื่องแคชเชียร์ไม่มีลักษณะเป็นค่าตอบแทนการทำงานในวันและเวลาทำงานปกติตามความหมายของคำว่า “ค่าจ้าง” ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 แม้จะมีการกำหนดจำนวนเงินเป็นรายเดือนและจ่ายให้แก่พนักงานกลุ่มเดียวกันก็ตาม เพราะสาระสำคัญของการจ่ายเงินมิได้เป็นการตอบแทนแรงงานโดยตรง แต่เป็นการให้รางวัลหรือแรงจูงใจจากผลการประเมินพฤติกรรมและคุณภาพการทำงานของพนักงานเป็นหลัก เหตุผลที่ศาลไม่ถือว่าค่านั่งเครื่องเป็นค่าจ้าง สาระสำคัญของการวินิจฉัยคดีนี้อยู่ที่หลักการว่าการจะถือว่าเงินจำนวนหนึ่งเป็นค่าจ้างหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาว่าเงินดังกล่าวจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานตามปกติหรือไม่ ไม่ใช่พิจารณาเพียงว่ามีการจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างเท่านั้น ศาลเห็นว่า หากเงินที่นายจ้างจ่ายมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับการทำงานตามปกติของลูกจ้าง กล่าวคือ เมื่อลูกจ้างมาปฏิบัติงานตามหน้าที่แล้วมีสิทธิได้รับเงินดังกล่าวโดยไม่ต้องผ่านเงื่อนไขพิเศษอื่น เงินนั้นย่อมมีแนวโน้มเป็นค่าจ้างตามกฎหมาย แต่ในกรณีค่านั่งเครื่องแคชเชียร์ ลูกจ้างมิได้มีสิทธิได้รับเงินเต็มจำนวนเพียงเพราะมาปฏิบัติงานตามหน้าที่เท่านั้น เพราะยังต้องผ่านการประเมินด้านความประพฤติและประสิทธิภาพในการทำงานอีกชั้นหนึ่ง ข้อเท็จจริงที่พนักงานบางรายไม่ได้รับค่านั่งเครื่องเลยในบางเดือน ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่าเงินดังกล่าวมิใช่ค่าตอบแทนที่เกิดจากการทำงานตามปกติโดยตรง เพราะหากเป็นค่าจ้างตามความหมายของกฎหมาย การที่ลูกจ้างมาทำงานตามกำหนดย่อมเป็นเหตุให้ได้รับค่าตอบแทนตามสิทธิ เว้นแต่จะมีเหตุอื่นตามกฎหมาย แต่ค่านั่งเครื่องกลับขึ้นอยู่กับผลการประเมินด้านพฤติกรรมและคุณภาพการทำงานเป็นสำคัญ นอกจากนี้ ศาลยังพิจารณาถึงสาเหตุที่โจทก์จัดทำระบบค่านั่งเครื่องขึ้นมา ซึ่งเกิดจากปัญหาความผิดพลาดในการทำงานของพนักงานแคชเชียร์และปัญหาด้านวินัยในการปฏิบัติงาน จึงเป็นที่ชัดเจนว่าระบบดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อปรับปรุงพฤติกรรมและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน มิใช่เพื่อกำหนดค่าตอบแทนสำหรับการทำงานประจำตามหน้าที่ของพนักงาน ดังนั้น แม้จะจ่ายเป็นประจำทุกเดือนและกำหนดจำนวนเงินไว้ล่วงหน้า ก็ไม่อาจเปลี่ยนสภาพของเงินดังกล่าวให้กลายเป็นค่าจ้างได้ หากวัตถุประสงค์ที่แท้จริงยังคงเป็นเพียงการจูงใจและส่งเสริมการปฏิบัติงานเท่านั้น ผลทางกฎหมายเมื่อค่านั่งเครื่องไม่ใช่ค่าจ้าง เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่าค่านั่งเครื่องแคชเชียร์ไม่ใช่ค่าจ้างตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 ผลทางกฎหมายที่ตามมาคือ นายจ้างไม่มีหน้าที่ต้องนำเงินดังกล่าวมารวมเป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบกองทุนประกันสังคม ด้วยเหตุนี้ คำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคมที่กำหนดให้โจทก์ต้องชำระเงินสมทบเพิ่มเติมจากค่านั่งเครื่องในช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนกรกฎาคม 2552 พร้อมเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน จึงเป็นคำวินิจฉัยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าค่านั่งเครื่องเป็นค่าจ้าง ทั้งที่ศาลฎีกาเห็นว่าเงินดังกล่าวไม่มีลักษณะเป็นค่าจ้างตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ นอกจากนี้ คดีได้ความว่าโจทก์ได้ชำระเงินสมทบจากค่านั่งเครื่องสำหรับช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนกรกฎาคม 2552 เป็นจำนวน 34,814 บาท และยังได้นำส่งเงินสมทบที่คำนวณจากค่านั่งเครื่องในช่วงเดือนเมษายน 2556 เป็นต้นมาให้แก่จำเลยอีกด้วย เมื่อเงินต้นทางที่ใช้คำนวณไม่ใช่ค่าจ้าง เงินสมทบที่นำส่งโดยอาศัยฐานดังกล่าวย่อมไม่มีมูลทางกฎหมายรองรับ จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องคืนเงินสมทบที่ได้รับไว้แก่โจทก์ตามจำนวนที่คำนวณจากค่านั่งเครื่องทั้งหมด ศาลฎีกาจึงพิพากษากลับจากศาลแรงงานกลาง โดยเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ และสั่งให้จำเลยคืนเงินสมทบจำนวน 34,814 บาท พร้อมคืนเงินสมทบในส่วนที่โจทก์นำส่งจากค่านั่งเครื่องตั้งแต่เดือนเมษายน 2556 เป็นต้นมาแก่โจทก์ด้วย โดยไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ประเด็นอื่นเพิ่มเติม เนื่องจากไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม วิเคราะห์หลักกฎหมายและเจตนารมณ์ของมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 คดีนี้สะท้อนให้เห็นว่าการตีความคำว่า “ค่าจ้าง” ตามกฎหมายประกันสังคมมิได้พิจารณาเพียงรูปแบบการจ่ายเงินหรือชื่อเรียกของเงินเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาถึงวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการจ่ายเงินด้วย เนื่องจากมาตรา 5 กำหนดให้ค่าจ้างหมายถึงเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเป็นค่าตอบแทนในการทำงานในวันและเวลาทำงานปกติ ดังนั้นหัวใจสำคัญของบทบัญญัตินี้จึงอยู่ที่ความสัมพันธ์ระหว่าง “เงินที่จ่าย” กับ “การทำงานตามหน้าที่ปกติ” ของลูกจ้าง เจตนารมณ์ของกฎหมายประกันสังคมต้องการให้การจัดเก็บเงินสมทบเป็นไปบนพื้นฐานของรายได้ที่เกิดจากการทำงานตามปกติของลูกจ้าง เพราะรายได้ดังกล่าวสะท้อนฐานะทางเศรษฐกิจที่แท้จริงของผู้ประกันตนและเป็นฐานในการคำนวณสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ในระบบประกันสังคม แต่หากเงินบางประเภทไม่ได้เกิดจากการทำงานตามปกติโดยตรง หากเกิดจากการประเมินพิเศษ การให้รางวัล การส่งเสริมประสิทธิภาพ หรือการจูงใจในการทำงาน เงินประเภทนั้นย่อมอาจไม่อยู่ในความหมายของค่าจ้างตามมาตรา 5 ได้ ในคดีนี้ ศาลให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงที่ว่าค่านั่งเครื่องมิได้เป็นสิทธิที่พนักงานจะได้รับโดยอัตโนมัติจากการมาปฏิบัติงานตามหน้าที่ แต่ขึ้นอยู่กับผลการประเมินความประพฤติและคุณภาพการทำงานเป็นสำคัญ จึงแสดงให้เห็นว่าเงินดังกล่าวมิได้จ่ายเพื่อตอบแทนแรงงานโดยตรง แต่จ่ายเพื่อควบคุมคุณภาพการปฏิบัติงานและสร้างแรงจูงใจในการทำงานมากกว่า เมื่อวัตถุประสงค์ของการจ่ายเงินแตกต่างจากการตอบแทนแรงงานโดยตรง เงินดังกล่าวจึงไม่อยู่ในขอบเขตของค่าจ้างตามมาตรา 5 แนวคิดดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งในทางปฏิบัติ เพราะนายจ้างจำนวนมากมีการจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างในหลากหลายรูปแบบ ทั้งเงินรางวัล เงินจูงใจ เงินส่งเสริมประสิทธิภาพ หรือเงินตอบแทนพิเศษต่าง ๆ ซึ่งไม่ใช่ทุกกรณีที่จะถือเป็นค่าจ้างตามกฎหมายประกันสังคม การพิจารณาจึงต้องมุ่งไปที่สาระสำคัญของเงินนั้นมากกว่าชื่อเรียกหรือวิธีการจ่ายเงินเพียงอย่างเดียว ความสำคัญของคำพิพากษาต่อการบริหารงานบุคคลและการคำนวณเงินสมทบประกันสังคม คำพิพากษานี้มีความสำคัญต่อทั้งนายจ้างและผู้ปฏิบัติงานด้านทรัพยากรบุคคล เนื่องจากเป็นแนวทางในการพิจารณาว่าเงินประเภทใดควรนำมารวมคำนวณเป็นฐานเงินสมทบประกันสังคม และเงินประเภทใดไม่อยู่ในขอบเขตของค่าจ้างตามกฎหมาย จากข้อเท็จจริงของคดี ศาลมิได้ปฏิเสธว่าค่านั่งเครื่องเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้าง แต่ศาลพิจารณาว่าเงินดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมวินัยและประสิทธิภาพในการทำงาน มิใช่เพื่อชดเชยหรือแลกเปลี่ยนกับแรงงานที่ลูกจ้างได้ปฏิบัติในวันและเวลาทำงานปกติ ดังนั้นแม้จะมีการจ่ายเป็นประจำทุกเดือน ก็ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้เงินดังกล่าวกลายเป็นค่าจ้างตามกฎหมายได้ แนววินิจฉัยนี้ยังแสดงให้เห็นว่าศาลให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงเชิงเนื้อหามากกว่ารูปแบบภายนอก กล่าวคือ หากเงินใดมีเงื่อนไขพิเศษในการได้รับ ต้องผ่านการประเมิน หรือมีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นให้ลูกจ้างพัฒนาการทำงาน เงินนั้นอาจไม่ใช่ค่าจ้าง แม้จะจ่ายเป็นรายเดือนหรือมีการกำหนดจำนวนเงินไว้ล่วงหน้าก็ตาม สำหรับหน่วยงานที่มีระบบเงินรางวัลหรือเงินจูงใจลักษณะใกล้เคียงกับคดีนี้ คำพิพากษาดังกล่าวจึงเป็นแนวทางสำคัญในการประเมินความเสี่ยงทางกฎหมายเกี่ยวกับการนำส่งเงินสมทบประกันสังคม รวมทั้งการออกแบบระบบผลตอบแทนให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ขององค์กรและข้อกำหนดของกฎหมายประกันสังคมด้วย สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลแรงงานกลาง พิพากษายกฟ้อง โดยเห็นว่าคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคมยังมีผลใช้บังคับ ทำให้โจทก์ไม่ได้รับสิทธิตามที่ฟ้องขอ และยังคงมีหน้าที่รับผิดเกี่ยวกับเงินสมทบในส่วนที่เกิดจากการจ่ายค่านั่งเครื่องแคชเชียร์ 2. ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงาน วินิจฉัยว่า ค่านั่งเครื่องแคชเชียร์มิใช่ค่าจ้างตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 เนื่องจากจำนวนเงินที่พนักงานได้รับจริงขึ้นอยู่กับการประเมินความประพฤติ ความตั้งใจในการทำงาน และข้อผิดพลาดในการปฏิบัติหน้าที่ มิใช่การจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานในวันและเวลาทำงานปกติ แต่เป็นการจ่ายเพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพการทำงานและกระตุ้นให้พนักงานรักษาวินัยในการปฏิบัติงาน 3. ผลคำพิพากษาสุดท้าย ศาลฎีกาพิพากษากลับ เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคมที่กำหนดให้โจทก์ต้องชำระเงินสมทบจากค่านั่งเครื่อง พร้อมสั่งให้จำเลยคืนเงินสมทบจำนวน 34,814 บาท ซึ่งโจทก์ได้ชำระจากการคำนวณค่านั่งเครื่องในช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนกรกฎาคม 2552 และคืนเงินสมทบในส่วนที่โจทก์คำนวณจากค่านั่งเครื่องตั้งแต่เดือนเมษายน 2556 แล้วนำส่งให้แก่จำเลยด้วย เนื่องจากเงินดังกล่าวไม่ใช่ค่าจ้างและไม่ต้องนำมาคำนวณเป็นเงินสมทบกองทุนประกันสังคมตามกฎหมาย สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้แสดงให้เห็นหลักสำคัญในการตีความคำว่า “ค่าจ้าง” ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 ว่าไม่อาจพิจารณาจากชื่อเรียกของเงินหรือรูปแบบการจ่ายเงินเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาถึงวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการจ่ายเงินนั้นเป็นสำคัญ หากเงินดังกล่าวเป็นการจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานในวันและเวลาทำงานปกติ ย่อมเป็นค่าจ้างและต้องนำมาคำนวณเป็นเงินสมทบกองทุนประกันสังคม แต่หากเป็นการจ่ายเพื่อส่งเสริมวินัยในการทำงาน กระตุ้นประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน หรือเป็นรางวัลจากผลการประเมินความประพฤติและคุณภาพการทำงาน โดยลูกจ้างไม่ได้มีสิทธิได้รับโดยอัตโนมัติจากการทำงานตามปกติ เงินดังกล่าวย่อมอาจไม่ใช่ค่าจ้างตามมาตรา 5 หลักการที่ศาลฎีกาวางไว้ในคดีนี้ยังสะท้อนแนวคิดสำคัญในกฎหมายแรงงานและกฎหมายประกันสังคมว่า การพิจารณาสภาพทางกฎหมายของเงินที่นายจ้างจ่ายให้ลูกจ้างต้องยึดสาระสำคัญเหนือรูปแบบภายนอก กล่าวคือ แม้จะจ่ายเป็นรายเดือน กำหนดจำนวนเงินล่วงหน้า หรือจ่ายให้พนักงานกลุ่มเดียวกัน แต่หากเงื่อนไขการได้รับเงินขึ้นอยู่กับผลการประเมินพิเศษและมิได้เป็นผลตอบแทนโดยตรงจากการทำงานตามหน้าที่ปกติ เงินนั้นอาจไม่อยู่ในฐานะค่าจ้างได้ อีกประการหนึ่ง คดีนี้ตอกย้ำว่าหน่วยงานของรัฐและนายจ้างต้องใช้ความระมัดระวังในการกำหนดฐานเงินสมทบประกันสังคม เพราะหากมีการนำเงินที่ไม่ใช่ค่าจ้างมาคำนวณเป็นเงินสมทบ ย่อมก่อให้เกิดภาระทางการเงินที่เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด และเมื่อพิสูจน์ได้ภายหลังว่าเงินดังกล่าวไม่ใช่ค่าจ้าง ผู้มีหน้าที่รับเงินย่อมต้องคืนเงินสมทบที่เรียกเก็บไว้โดยไม่มีฐานทางกฎหมายให้แก่นายจ้างได้ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการตีความว่า “ค่านั่งเครื่องแคชเชียร์” เป็นค่าจ้างตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 หรือไม่ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าแม้จะมีการกำหนดอัตราเงินไว้เดือนละ 500 บาทเท่ากันทุกคน แต่จำนวนเงินที่ได้รับจริงขึ้นอยู่กับผลการประเมินความประพฤติและข้อผิดพลาดในการทำงาน จึงเป็นเงินที่จ่ายเพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพและวินัยในการทำงาน ไม่ใช่ค่าตอบแทนการทำงานในวันและเวลาทำงานปกติ สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. ค่าจ้างตามมาตรา 5 หัวใจสำคัญอยู่ที่การพิจารณาว่าเงินที่นายจ้างจ่ายนั้นเป็นค่าตอบแทนสำหรับการทำงานตามปกติหรือไม่ หากเป็นเพียงเงินจูงใจหรือเงินส่งเสริมประสิทธิภาพการทำงานที่ขึ้นอยู่กับการประเมินพิเศษ เงินดังกล่าวอาจไม่ใช่ค่าจ้างตามกฎหมายประกันสังคม 2. เงินจูงใจในการทำงาน ศาลเห็นว่าค่านั่งเครื่องมีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นให้พนักงานรักษาวินัย ลดข้อผิดพลาด และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน มิใช่การตอบแทนแรงงานโดยตรง จึงไม่ต้องนำมาคำนวณเป็นเงินสมทบกองทุนประกันสังคม อธิบายหลักกฎหมายตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 5 พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 5 กำหนดนิยามคำว่า “ค่าจ้าง” ไว้ว่า หมายถึงเงินทุกประเภทที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเป็นค่าตอบแทนในการทำงานในวันและเวลาทำงานปกติ ไม่ว่าจะคำนวณตามระยะเวลาหรือคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ และยังรวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายให้ในวันหยุดหรือวันลาซึ่งลูกจ้างไม่ได้ทำงานด้วย ทั้งนี้ไม่ว่าจะเรียกชื่อเงินดังกล่าวว่าอย่างไรก็ตาม เจตนารมณ์ของบทบัญญัตินี้มุ่งป้องกันมิให้นายจ้างหลีกเลี่ยงภาระการนำส่งเงินสมทบประกันสังคมโดยการเปลี่ยนชื่อเรียกของค่าจ้างเป็นชื่ออื่น เพราะหากพิจารณาเฉพาะชื่อเรียก นายจ้างอาจกำหนดชื่อใหม่ให้แก่เงินค่าตอบแทนต่าง ๆ แล้วอ้างว่าไม่ใช่ค่าจ้างเพื่อหลีกเลี่ยงการนำส่งเงินสมทบได้ ดังนั้น กฎหมายจึงกำหนดให้พิจารณาที่ลักษณะและวัตถุประสงค์ของการจ่ายเงินเป็นสำคัญ อย่างไรก็ตาม แม้มาตรา 5 จะให้นิยามค่าจ้างไว้อย่างกว้าง แต่ไม่ได้หมายความว่าเงินทุกประเภทที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างจะเป็นค่าจ้างทั้งหมด เพราะยังต้องพิจารณาว่าเงินนั้นเป็น “ค่าตอบแทนในการทำงาน” หรือไม่ หากเงินดังกล่าวมีวัตถุประสงค์อย่างอื่นที่แตกต่างจากการตอบแทนแรงงานโดยตรง เช่น เงินรางวัลจากผลการประเมิน เงินส่งเสริมประสิทธิภาพการทำงาน หรือเงินที่จ่ายเพื่อจูงใจให้ลูกจ้างปรับปรุงพฤติกรรมในการทำงาน เงินประเภทดังกล่าวอาจไม่อยู่ในความหมายของค่าจ้างได้ คดีนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการนำมาตรา 5 มาใช้ตีความในทางปฏิบัติ โดยศาลมิได้พิจารณาเพียงว่าค่านั่งเครื่องเป็นเงินที่จ่ายให้แก่ลูกจ้างเป็นประจำทุกเดือน แต่พิจารณาลงไปถึงเหตุผลที่มีการจัดตั้งระบบดังกล่าวขึ้น ลักษณะของเงื่อนไขในการได้รับเงิน และความสัมพันธ์ระหว่างเงินนั้นกับการทำงานตามปกติของลูกจ้าง เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าพนักงานแคชเชียร์อาจได้รับเงินมากหรือน้อย หรือไม่ได้รับเลยในบางเดือน ขึ้นอยู่กับผลการประเมินความประพฤติและข้อผิดพลาดในการทำงาน ศาลจึงเห็นว่าเงินดังกล่าวไม่ได้เกิดจากการทำงานตามหน้าที่ปกติโดยตรง แต่เป็นเครื่องมือในการส่งเสริมวินัยและประสิทธิภาพการทำงาน ดังนั้นจึงไม่ใช่ค่าจ้างตามมาตรา 5 แนววินิจฉัยนี้มีความสำคัญต่อการบริหารงานบุคคลและการคำนวณเงินสมทบประกันสังคมอย่างมาก เพราะเป็นหลักเกณฑ์ที่ช่วยแยกความแตกต่างระหว่างค่าจ้างกับเงินจูงใจในการทำงานได้อย่างชัดเจน และยืนยันว่าการพิจารณาสถานะทางกฎหมายของเงินแต่ละประเภทต้องพิจารณาจากสภาพที่แท้จริงของเงินนั้น มิใช่พิจารณาจากชื่อเรียกหรือรูปแบบการจ่ายเงินเพียงอย่างเดียว อันเป็นไปตามเจตนารมณ์ของมาตรา 5 ที่มุ่งให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทั้งนายจ้าง ลูกจ้าง และระบบประกันสังคมโดยรวม คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม ค่านั่งเครื่องแคชเชียร์ถือเป็นค่าจ้างตามพระราชบัญญัติประกันสังคมหรือไม่ คำตอบ คดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าค่านั่งเครื่องแคชเชียร์ไม่เป็นค่าจ้างตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 แม้โจทก์จะกำหนดอัตราค่านั่งเครื่องไว้เดือนละ 500 บาทต่อคนและมีการจ่ายเป็นประจำทุกเดือนก็ตาม เนื่องจากจำนวนเงินที่พนักงานได้รับจริงมิได้ขึ้นอยู่กับการมาทำงานตามปกติแต่เพียงอย่างเดียว หากขึ้นอยู่กับการประเมินความประพฤติ ความตั้งใจในการทำงาน และข้อผิดพลาดในการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานแต่ละคนด้วย หากพนักงานถูกหักคะแนนจากการฝ่าฝืนระเบียบหรือทำงานผิดพลาด เงินค่านั่งเครื่องก็จะถูกปรับลดลงตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด และในบางกรณีพนักงานอาจไม่ได้รับเงินดังกล่าวเลย ศาลจึงเห็นว่าเงินประเภทนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพและวินัยในการทำงานมากกว่าการตอบแทนแรงงานในวันและเวลาทำงานปกติ จึงไม่อยู่ในความหมายของคำว่าค่าจ้างตามกฎหมายประกันสังคม 2. คำถาม เหตุใดศาลจึงไม่พิจารณาเพียงว่ามีการจ่ายเงินให้ลูกจ้างทุกเดือนแล้วถือว่าเป็นค่าจ้าง คำตอบ ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับสภาพที่แท้จริงและวัตถุประสงค์ของการจ่ายเงินมากกว่ารูปแบบภายนอกหรือชื่อเรียกของเงินนั้น แม้ค่านั่งเครื่องจะถูกกำหนดเป็นจำนวนเงินรายเดือนและมีการจ่ายให้แก่พนักงานแคชเชียร์เป็นประจำ แต่สิทธิในการได้รับเงินดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติจากการปฏิบัติงานตามหน้าที่ปกติ หากยังต้องผ่านการประเมินด้านความประพฤติและคุณภาพการทำงานอีกด้วย พนักงานที่มีข้อผิดพลาดหรือฝ่าฝืนระเบียบอาจได้รับเงินลดลงหรือไม่ได้รับเลย จึงแตกต่างจากค่าจ้างซึ่งเป็นค่าตอบแทนที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับจากการทำงานตามหน้าที่ปกติ หลักการดังกล่าวสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของมาตรา 5 ที่มุ่งคุ้มครองเฉพาะเงินที่เป็นค่าตอบแทนแรงงานโดยตรง มิใช่เงินจูงใจหรือเงินรางวัลที่มีเงื่อนไขพิเศษในการได้รับ 3. คำถาม หลักเกณฑ์สำคัญที่ใช้แยกความแตกต่างระหว่างค่าจ้างกับเงินจูงใจในการทำงานคืออะไร คำตอบ หลักสำคัญที่ศาลใช้พิจารณาคือการตรวจสอบว่าเงินดังกล่าวจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานตามวันและเวลาทำงานปกติหรือไม่ หากลูกจ้างมีสิทธิได้รับเงินเพียงเพราะมาปฏิบัติงานตามหน้าที่โดยไม่ต้องผ่านเงื่อนไขพิเศษอื่น เงินนั้นย่อมมีลักษณะเป็นค่าจ้าง แต่หากเงินดังกล่าวเกิดจากการประเมินเพิ่มเติมเกี่ยวกับความประพฤติ ประสิทธิภาพ ความรับผิดชอบ หรือคุณภาพของการปฏิบัติงาน และอาจถูกลดจำนวนหรือไม่ได้รับเลยเมื่อไม่ผ่านเกณฑ์ เงินดังกล่าวย่อมมีลักษณะเป็นเงินจูงใจหรือเงินส่งเสริมประสิทธิภาพการทำงานมากกว่าค่าจ้าง คดีนี้ศาลเห็นว่าค่านั่งเครื่องถูกกำหนดขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาความผิดพลาดในการทำงานและสร้างแรงจูงใจให้พนักงานรักษาวินัย จึงมีลักษณะเป็นเงินจูงใจ ไม่ใช่ค่าตอบแทนแรงงานโดยตรง 4. คำถาม หากเงินที่นายจ้างจ่ายให้ลูกจ้างมีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นการทำงาน เงินดังกล่าวต้องนำมาคำนวณเงินสมทบประกันสังคมหรือไม่ คำตอบ จากแนววินิจฉัยในคดีนี้ ศาลฎีกาไม่ได้กำหนดว่าการจ่ายเงินให้ลูกจ้างทุกประเภทจะต้องนำมาคำนวณเป็นเงินสมทบประกันสังคมเสมอไป แต่ต้องพิจารณาก่อนว่าเงินดังกล่าวมีลักษณะเป็นค่าจ้างตามมาตรา 5 หรือไม่ หากเงินนั้นจ่ายเพื่อเป็นค่าตอบแทนสำหรับการทำงานในวันและเวลาทำงานปกติ เงินดังกล่าวย่อมเป็นค่าจ้างและต้องนำมาคำนวณเป็นเงินสมทบ แต่หากเป็นเงินที่มีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้น ส่งเสริม หรือจูงใจให้ลูกจ้างพัฒนาคุณภาพการทำงาน รักษาวินัย หรือปรับปรุงความประพฤติ โดยสิทธิในการได้รับเงินขึ้นอยู่กับผลการประเมินหรือเงื่อนไขพิเศษ เงินดังกล่าวอาจไม่ใช่ค่าจ้างได้ ในคดีนี้ศาลเห็นว่าค่านั่งเครื่องมีขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาการทำงานผิดพลาดและกระตุ้นให้พนักงานปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพ จึงไม่อยู่ในฐานะค่าจ้างที่ต้องนำมาคำนวณเป็นเงินสมทบกองทุนประกันสังคม 5. คำถาม เมื่อลูกจ้างบางคนไม่ได้รับค่านั่งเครื่องเลยในบางเดือน ข้อเท็จจริงดังกล่าวมีความสำคัญต่อการวินิจฉัยอย่างไร คำตอบ ข้อเท็จจริงที่พนักงานบางรายไม่ได้รับค่านั่งเครื่องเลยในบางเดือนเป็นข้อเท็จจริงสำคัญที่ศาลนำมาประกอบการวินิจฉัย เนื่องจากแสดงให้เห็นว่าเงินดังกล่าวมิใช่สิทธิที่ลูกจ้างจะได้รับโดยอัตโนมัติจากการมาปฏิบัติงานตามหน้าที่ปกติ หากแต่ขึ้นอยู่กับผลการประเมินด้านความประพฤติและการปฏิบัติงานของพนักงานแต่ละคนด้วย หากเงินดังกล่าวเป็นค่าจ้างโดยแท้ ลูกจ้างย่อมมีสิทธิได้รับจากการทำงานตามปกติเป็นหลัก แต่เมื่อพนักงานบางคนอาจได้รับเงินลดลงหรือไม่ได้รับเลย เพราะถูกหักคะแนนจากการฝ่าฝืนระเบียบหรือปฏิบัติงานผิดพลาด จึงสะท้อนให้เห็นว่าเงินดังกล่าวมีลักษณะเป็นแรงจูงใจหรือรางวัลที่ขึ้นอยู่กับผลการประเมินมากกว่าการตอบแทนแรงงานโดยตรง ศาลจึงใช้ข้อเท็จจริงส่วนนี้เป็นเหตุผลสำคัญในการวินิจฉัยว่าค่านั่งเครื่องไม่ใช่ค่าจ้างตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 6. คำถาม หากนายจ้างนำส่งเงินสมทบประกันสังคมจากเงินที่ภายหลังศาลวินิจฉัยว่าไม่ใช่ค่าจ้าง นายจ้างมีสิทธิเรียกคืนหรือไม่ คำตอบ ตามข้อเท็จจริงในคดีนี้ โจทก์ได้ชำระเงินสมทบที่คำนวณจากค่านั่งเครื่องสำหรับช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนกรกฎาคม 2552 จำนวน 34,814 บาท และยังนำส่งเงินสมทบจากค่านั่งเครื่องในช่วงเวลาต่อมาอีกด้วย เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่าค่านั่งเครื่องไม่ใช่ค่าจ้างตามมาตรา 5 ย่อมส่งผลให้เงินดังกล่าวไม่ต้องถูกนำมารวมเป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบประกันสังคมอีกต่อไป ดังนั้นเงินสมทบที่โจทก์นำส่งโดยอาศัยฐานคำนวณที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายจึงเป็นเงินที่หน่วยงานประกันสังคมไม่มีสิทธิเรียกเก็บไว้ ศาลจึงมีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ และสั่งให้จำเลยคืนเงินสมทบจำนวน 34,814 บาท รวมทั้งคืนเงินสมทบที่โจทก์นำส่งจากค่านั่งเครื่องตั้งแต่เดือนเมษายน 2556 เป็นต้นมาแก่โจทก์ด้วย หลักการดังกล่าวสะท้อนว่าหากพิสูจน์ได้ว่าเงินที่ใช้เป็นฐานคำนวณไม่ใช่ค่าจ้าง นายจ้างย่อมมีสิทธิได้รับเงินสมทบส่วนนั้นคืน 7. คำถาม คดีนี้มีความสำคัญต่อการตีความคำว่าค่าจ้างตามมาตรา 5 อย่างไร คำตอบ คดีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการตีความคำว่าค่าจ้างตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 เพราะศาลฎีกาได้ยืนยันหลักการว่าการพิจารณาว่าเงินประเภทใดเป็นค่าจ้างหรือไม่ ต้องพิจารณาจากวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการจ่ายเงิน มิใช่พิจารณาเฉพาะชื่อเรียก วิธีการจ่าย หรือความสม่ำเสมอในการจ่ายเงินเท่านั้น แม้ค่านั่งเครื่องแคชเชียร์จะมีการกำหนดอัตราไว้ล่วงหน้าและจ่ายเป็นประจำทุกเดือน แต่ศาลเห็นว่าการได้รับเงินจริงขึ้นอยู่กับผลการประเมินความประพฤติและคุณภาพการทำงานของพนักงานเป็นสำคัญ จึงมิใช่ค่าตอบแทนสำหรับการทำงานในวันและเวลาทำงานปกติ คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าศาลให้ความสำคัญกับสภาพความเป็นจริงทางกฎหมายมากกว่ารูปแบบภายนอก และเป็นแนวทางสำคัญสำหรับการวินิจฉัยเงินประเภทอื่นที่มีลักษณะเป็นเงินจูงใจ เงินรางวัล หรือเงินส่งเสริมประสิทธิภาพในการทำงานในอนาคต 8. คำถาม นายจ้างควรนำหลักการจากคดีนี้ไปปรับใช้ในการบริหารงานบุคคลอย่างไร คำตอบ คดีนี้แสดงให้เห็นว่าการออกแบบระบบผลตอบแทนขององค์กรควรกำหนดวัตถุประสงค์และหลักเกณฑ์ให้ชัดเจนว่าต้องการจ่ายเงินเพื่อเป็นค่าตอบแทนการทำงานตามปกติ หรือเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมและประสิทธิภาพในการทำงาน หากเป็นเงินที่จ่ายจากผลการประเมินความประพฤติ ความรับผิดชอบ หรือคุณภาพการทำงาน และพนักงานอาจได้รับมากน้อยแตกต่างกันหรือไม่ได้รับเลยในบางกรณี นายจ้างควรกำหนดหลักเกณฑ์การประเมินให้ชัดเจน โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการจ่ายเงินนั้น คดีนี้ยังเป็นบทเรียนสำคัญว่าการกำหนดสถานะทางกฎหมายของเงินแต่ละประเภทมีผลต่อภาระในการนำส่งเงินสมทบประกันสังคมโดยตรง ดังนั้นก่อนกำหนดระบบเงินรางวัลหรือเงินจูงใจต่าง ๆ นายจ้างควรพิจารณาลักษณะของเงินดังกล่าวอย่างรอบคอบ เพื่อให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ที่ศาลฎีกาได้วางไว้ในคดีนี้ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8093/2560 โจทก์กำหนดอัตราค่านั่งเครื่องของพนักงานแคชเชียร์ในอัตราเดือนละ ๕๐๐ บาทต่อคน เท่ากันทุกเดือน โดยมีหลักเกณฑ์ว่าหากพนักงานแคชเชียร์มีความประพฤติไม่ดี ทำความผิดหรือทำงานมีข้อผิดพลาดก็จะหักคะแนนและนำไปปรับลดเงินค่านั่งเครื่องตามหลักเกณฑ์ของโจทก์ ในบางเดือนอาจมีพนักงานแคชเชียร์บางคนไม่ได้รับค่านั่งเครื่องเลย แต่การจ่ายค่านั่งเครื่องให้จริงเป็นจำนวนมากน้อยหรือไม่จ่ายค่านั่งเครื่องเลยย่อมขึ้นอยู่กับการประเมินผลในเรื่องความประพฤติปฏิบัติตนและความตั้งใจในการทำงาน การจ่ายค่านั่งเครื่องดังกล่าวจึงเป็นการจ่ายให้เพื่อส่งเสริมให้พนักงานแคชเชียร์ตั้งใจทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความประพฤติที่ดี ลดข้อผิดพลาดในการทำงานให้น้อยลง และกระตุ้นให้พนักงานตั้งใจทำงานเป็นสำคัญ ไม่ได้มีลักษณะเป็นการตอบแทนในการทำงานในวันและเวลาทำงานปกติตามความหมายของคำว่าค่าจ้างตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ค่านั่งเครื่องแคชเชียร์ของพนักงานแคชเชียร์จึงไม่ใช่ค่าจ้าง โจทก์ไม่ต้องนำค่านั่งเครื่องดังกล่าวมาคำนวณเป็นเงินสมทบกองทุนประกันสังคม โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยที่ 1820/2555 ของคณะกรรมการอุทธรณ์ลงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2555 ให้จำเลยคืนเงินสมทบเพิ่มเติม 34,814 บาท และคืนเงินสมทบจากการหักเงินค่านั่งเครื่องตั้งแต่เดือนเมษายน 2556 ไปจนคดีถึงที่สุดแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงยุติในชั้นพิจารณาของศาลแรงงานกลางโดยคู่ความมิได้โต้แย้งกันและตามที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมาว่า โจทก์เป็นศูนย์การค้า มีสาขา 9 แห่ง ให้ลูกจ้างทำงานสัปดาห์ละ 6 วัน มีวันหยุด 1 วัน ต่อสัปดาห์ หมุนเวียนกันไป แบ่งเวลาทำงานเป็นสองช่วง คือเวลา 9 นาฬิกา ถึง 18 นาฬิกา และเวลา 10 นาฬิกา ถึง 19 นาฬิกา พนักงานแคชเชียร์เป็นพนักงานที่มีกำหนดจ่ายค่าจ้างเป็นรายเดือน เมื่อปี 2552 โจทก์นำระบบการจ่ายค่านั่งเครื่องแคชเชียร์มาใช้กับพนักงานแคชเชียร์จนถึงเดือนกรกฎาคม 2552 จึงเปลี่ยนมาใช้ระบบจ่ายเงินรางวัลดีเด่นแก่พนักงานแคชเชียร์สาขาละ 3 รางวัล ลดหลั่นกันลงไปแทน จนกระทั่งปลายปี 2553 โจทก์เปลี่ยนกลับมาใช้ระบบการจ่ายค่านั่งเครื่องแคชเชียร์ให้แก่พนักงานแคชเชียร์เช่นเดิม โจทก์มีหลักเกณฑ์การจ่ายค่านั่งเครื่องให้แก่พนักงานแคชเชียร์โดยกำหนดอัตราค่านั่งเครื่องเดือนละ 500 บาท ให้แก่พนักงานแคชเชียร์ทุกคนในอัตราเท่า ๆ กันเป็นประจำทุกเดือนก่อน จากนั้นโจทก์จะประเมินผลจากความประพฤติในการทำงานและการปฏิบัติหน้าที่ผิดพลาดของพนักงานแคชเชียร์โดยกำหนดเป็นคะแนนที่ถูกหักแล้วนำมาคำนวณเป็นเงินเพื่อหักออกจากค่านั่งเครื่องที่กำหนดไว้ตามตารางการจ่ายค่านั่งเครื่อง พนักงานแคชเชียร์บางคนเคยไม่ได้รับค่านั่งเครื่องในบางเดือน การจ่ายค่านั่งเครื่องของพนักงานแคชเชียร์เกิดขึ้นจากกรณีที่พนักงานแคชเชียร์มีความประพฤติไม่อยู่ในกฎระเบียบข้อบังคับปฏิบัติงานผิดพลาด ส่งผลเสียต่อหน่วยงานและนำไปสู่การลงโทษพนักงาน โจทก์ชำระเงินสมทบโดยคำนวณจากการจ่ายค่านั่งเครื่องเพิ่มเติมของเดือนมกราคมถึงเดือนกรกฎาคม 2552 เป็นเงิน 34,814 บาท ให้แก่จำเลยแล้ว นอกจากนี้โจทก์นำเงินสมทบโดยคำนวณจากการจ่ายค่านั่งเครื่องตั้งแต่เดือนเมษายน 2556 เป็นต้นไปให้แก่จำเลยด้วย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ค่านั่งเครื่องของพนักงานแคชเชียร์เป็นค่าจ้างที่ต้องนำมาคำนวณเป็นเงินสมทบกองทุนประกันสังคมหรือไม่ และจำเลยต้องคืนเงินสมทบที่โจทก์ชำระให้แก่จำเลยหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 5 ให้ความหมายของค่าว่า ค่าจ้าง หมายความว่า เงินทุกประเภทที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเป็นค่าตอบแทนในการทำงานในวันและเวลาทำงานปกติ ไม่ว่าจะคำนวณตามระยะเวลาหรือคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ และให้หมายความรวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายให้ในวันหยุดและวันลาซึ่งลูกจ้างไม่ได้ทำงานด้วย ทั้งนี้ ไม่ว่าจะกำหนด คำนวณ หรือจ่ายในลักษณะใดหรือโดยวิธีการใดและไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไร คดีนี้ข้อเท็จจริงยุติว่าโจทก์กำหนดอัตราค่านั่งเครื่องของพนักงานแคชเชียร์ในอัตราเดือนละ 500 บาทต่อคน เท่ากันทุกเดือน โดยมีหลักเกณฑ์ว่าหากพนักงานแคชเชียร์มีความประพฤติไม่ดี ทำความผิดหรือทำงานมีข้อผิดพลาดก็จะหักคะแนนและนำไปปรับลดเงินค่านั่งเครื่อง ซึ่งหลักเกณฑ์การหักคะแนนเป็นไปตามตารางการจ่ายค่านั่งเครื่องแคชเชียร์ ในบางเดือนอาจมีพนักงานแคชเชียร์บางคนไม่ได้รับค่านั่งเครื่องเลย สาเหตุที่มีระบบการจ่ายค่านั่งเครื่องเกิดจากกรณีพนักงานแคชเชียร์ทำงานผิดพลาดและมีความประพฤติไม่ถูกต้องตามระเบียบ จากข้อเท็จจริงดังกล่าวจะเห็นได้ว่าการจ่ายค่านั่งเครื่องให้แก่พนักงานแคชเชียร์ของโจทก์นั้นแม้ในเบื้องต้นจะกำหนดอัตราค่านั่งเครื่องในอัตราเท่ากันทุกเดือน แต่การจ่ายค่านั่งเครื่องให้จริงเป็นจำนวนมากน้อยหรือไม่จ่ายค่านั่งเครื่องเลยย่อมขึ้นอยู่กับการประเมินผลในเรื่องความประพฤติปฏิบัติตนและความตั้งใจในการทำงาน การจ่ายค่านั่งเครื่องดังกล่าวจึงเป็นการจ่ายให้เพื่อส่งเสริมให้พนักงานแคชเชียร์ตั้งใจทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความประพฤติที่ดี ลดข้อผิดพลาดในการทำงานให้น้อยลง และกระตุ้นให้พนักงานตั้งใจทำงานเป็นสำคัญ ไม่ได้มีลักษณะเป็นการตอบแทนในการทำงานในวันและเวลาทำงานปกติตามความหมายของคำว่าค่าจ้างตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 ค่านั่งเครื่องแคชเชียร์ของพนักงานแคชเชียร์จึงไม่ใช่ค่าจ้าง โจทก์ไม่ต้องนำค่านั่งเครื่องดังกล่าวมาคำนวณเป็นเงินสมทบกองทุนประกันสังคม ที่คณะกรรมการอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มีคำวินิจฉัยที่ 1820/2555 ลงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2555 ให้โจทก์ชำระเงินสมทบในส่วนของค่านั่งเครื่องตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนกรกฎาคม 2552 พร้อมเงินเพิ่มในอัตราร้อยละสองต่อเดือนจึงไม่ชอบ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น เมื่อค่านั่งเครื่องไม่ใช่ค่าจ้างที่ต้องนำมาคำนวณเป็นเงินสมทบกองทุนประกันสังคมดังที่ศาลฎีกาวินิจฉัยไว้และคดีได้ความว่าโจทก์นำส่งเงินสมทบที่คำนวณจากค่านั่งเครื่องสำหรับเดือนมกราคมถึงเดือนกรกฎาคม 2552 จำนวน 34,814 บาท และนำส่งเงินสมทบที่คำนวณจากค่านั่งเครื่องตั้งเดือนเดือนเมษายน 2556 ให้แก่จำเลย จำเลยจึงต้องคืนเงินสมทบที่โจทก์คำนวณจากค่านั่งเครื่องแล้วนำส่งให้แก่จำเลยดังกล่าวแก่โจทก์ด้วย สำหรับอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำวินิจฉัยคณะกรรมการอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 ที่ 1820/2555 ลงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2555 ให้จำเลยคืนเงินสมทบ 34,814 บาท และคืนเงินสมทบในส่วนที่โจทก์คำนวณจากค่านั่งเครื่องตั้งแต่เดือนเมษายน 2556 แล้วนำมาส่งจำเลย แก่โจทก์
|




