ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




(ฎีกาที่ 731/2568) เงินไมตรีจิต & ภาษีลาออก

คำพิพากษาศาลฎีกา 731/2568, เงินไมตรีจิตจากนายจ้าง, ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา, ประมวลรัษฎากรมาตรา 48(5), การลาออกจากงานและภาษี, เงินชดเชยกับเงินไมตรีจิต, การตีความสิทธิหักภาษี, ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรฉบับที่ 45, คดีแรงงานกับภาษีอากร, แนววินิจฉัยภาษีเงินได้จากการลาออก, ภาษีกับสิทธิพนักงาน, แนวปฏิบัติศาลฎีกาคดีภาษี 

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กรณีที่โจทก์ได้รับ “เงินไมตรีจิต” และค่าชดเชยวันหยุดคงเหลือจากการลาออก ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าแม้โจทก์จะกลับเข้าทำงานใหม่กับนายจ้างเดิม แต่สัญญาจ้างงานเดิมถือว่าสิ้นสุดลงจริง เงินดังกล่าวจึงเป็นเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 48 (5) และสามารถใช้สิทธิทางภาษีได้เฉพาะบางส่วนตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด


สรุปข้อเท็จจริง

โจทก์ยื่นหนังสือลาออกเมื่อ 27 มีนาคม 2561 และได้รับเงิน 16,344,650 บาท ประกอบด้วยเงินไมตรีจิตและเงินชดเชยวันหยุดคงเหลือ

โจทก์กลับเข้าทำงานกับบริษัทเดิมในสัญญาใหม่ แต่สวัสดิการและอายุงานเริ่มนับใหม่

โจทก์ยื่นแบบภาษี (ภ.ง.ด.91) ขอคืนภาษี แต่กรมสรรพากรเห็นว่าเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(1) ต้องเสียภาษีเต็มจำนวน

คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ยืนยันการประเมินภาษี พร้อมปรับลดเบี้ยปรับบางส่วน

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาเพิกถอนการประเมิน แต่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษากลับ

คดีขึ้นสู่ศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัยปัญหาการตีความมาตรา 48(5)


คำวินิจฉัยของศาลฎีกา

1. สัญญาจ้างเดิมสิ้นสุดลงจริง – แม้โจทก์จะทำงานต่อกับบริษัทเดิม แต่ถือว่าเป็นสัญญาใหม่ มีสวัสดิการและอายุงานใหม่

2. เงินไมตรีจิตและวันหยุดคงเหลือ ถือว่าเป็น “เงินได้พึงประเมินที่จ่ายครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน” ตามมาตรา 48(5)

3. สิทธิหักภาษีจำกัด – ใช้สิทธิทางภาษีได้เฉพาะส่วนที่ไม่เกิน “เงินเดือนสุดท้าย × จำนวนปีที่ทำงาน” ตามข้อ 3(2) ของประกาศอธิบดีฯ ฉบับที่ 45

4. โจทก์มีสิทธิเสียภาษีแบบพิเศษได้เพียง 8,442,000 บาท ส่วนเกินต้องเสียภาษีปกติ

5. ไม่มีภาษีที่ต้องชำระเพิ่ม และไม่ต้องรับผิดเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม


การวิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมาย

มาตรา 48(5) ป.รัษฎากร กำหนดสิทธิหักภาษีกรณีเงินได้จากการออกจากงาน

กรณีนี้ศาลตีความว่า “การลาออก” ที่มีการจ่ายเงินไมตรีจิตจำนวนมากและเริ่มสัญญาใหม่ ถือเป็นการสิ้นสุดสัญญาจ้างเดิมจริง ไม่ใช่การโอนงาน

ประกาศอธิบดีฯ ฉบับที่ 45 กำหนดเงื่อนไขว่า การใช้สิทธิหักภาษีมีเพดานคำนวณ

แนววินิจฉัยนี้ชี้ให้เห็นว่า แม้บริษัทจะรับพนักงานกลับเข้าทำงาน แต่หากมีการชำระเงินก้อนพิเศษเพื่อยุติสัญญาเดิม ก็ยังถือเป็นการออกจากงานที่ใช้มาตรา 48(5) ได้

อย่างไรก็ตาม สิทธิการหักภาษีจะไม่ครอบคลุม “ทั้งจำนวน” แต่จำกัดตามเพดานเงินเดือน × ปีที่ทำงาน


ข้อคิดทางกฎหมาย

การลาออกพร้อมได้รับเงินไมตรีจิต ถือเป็นการสิ้นสุดสัญญาจ้างตามกฎหมาย แม้จะกลับเข้าทำงานใหม่

การเสียภาษีเงินได้ตามมาตรา 48(5) มีขอบเขตจำกัด ไม่ครอบคลุมเงินที่เกินจากเพดานที่กฎหมายกำหนด

ลูกจ้างควรเข้าใจว่า เงินก้อนจากการลาออกกับเงินชดเชยเลิกจ้าง มีผลทางภาษีแตกต่างกัน

นายจ้างควรวางโครงสร้างการจ่ายเงินให้สอดคล้องกับกฎหมายภาษีเพื่อลดความเสี่ยง


IRAC Analysis

Issue:

เงินไมตรีจิตและค่าชดเชยวันหยุดคงเหลือที่โจทก์ได้รับจากการลาออก สามารถถือเป็นเงินได้ที่ใช้สิทธิหักภาษีตามมาตรา 48(5) ได้ทั้งจำนวนหรือไม่

Rule:

ป.รัษฎากร มาตรา 48(5) – สิทธิเลือกเสียภาษีในกรณีเงินก้อนจากการออกจากงาน

ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร ฉบับที่ 45 – กำหนดวิธีคำนวณและเพดาน “เงินเดือนสุดท้าย × จำนวนปีที่ทำงาน”

Application:

ศาลฎีกาพิจารณาว่าโจทก์ลาออกจริง สัญญาจ้างเดิมสิ้นสุดลง

เงินไมตรีจิตเข้าข่ายเงินได้ตามมาตรา 48(5) แต่ใช้สิทธิหักภาษีได้เพียงบางส่วน

ส่วนเกินจากเพดานต้องเสียภาษีตามปกติ

Conclusion:

เงินไมตรีจิตถือเป็นเงินได้พึงประเมินจากการออกจากงานตามมาตรา 48(5) แต่ใช้สิทธิหักภาษีได้เพียง 8,442,000 บาท ส่วนเกินต้องเสียภาษีเต็มจำนวน


English Summary 

The Supreme Court Decision No. 731/2025 concerns tax treatment of “ex-gratia” payments upon resignation. The Court ruled that although the employee was rehired under a new contract, the original employment ended, making the payment taxable under Section 48(5) of the Revenue Code. However, tax benefits applied only up to the limit of “final salary × years of service,” allowing partial tax relief but not on the full amount.

สรุปคำแปลภาษาอังกฤษ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 731/2568 เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บภาษีจากเงิน “ไมตรีจิต” ที่ลูกจ้างได้รับเมื่อยื่นลาออก ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ลูกจ้างจะได้รับการว่าจ้างใหม่ภายใต้สัญญาจ้างฉบับใหม่ แต่ถือว่าสัญญาจ้างเดิมสิ้นสุดลงแล้ว เงินดังกล่าวจึงเข้าลักษณะต้องเสียภาษีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 48 (5) อย่างไรก็ดี สิทธิประโยชน์ทางภาษีสามารถใช้ได้เพียงในวงเงินไม่เกิน “เงินเดือนครั้งสุดท้าย × จำนวนปีที่ทำงาน” เท่านั้น ทำให้สามารถได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีเพียงบางส่วน มิใช่ทั้งหมด

ได้เลยครับ ผมได้คัดเลือกคำศัพท์ที่น่าสนใจ 15 คำจากข้อความที่ให้มา โดยเน้นคำที่มีความสำคัญต่อ กฎหมาย–ภาษี–แรงงาน และเหมาะสำหรับผู้ที่เตรียมสอบทางกฎหมาย

15 คำศัพท์กฎหมาย–ภาษีที่น่าสนใจ

1. tax treatment – การจัดเก็บภาษี / วิธีการประเมินภาษี

2. ex-gratia payment – เงินไมตรีจิต (เงินจ่ายโดยสมัครใจ ไม่บังคับตามกฎหมาย)

3. resignation – การลาออกจากงาน

4. Court ruled – ศาลมีคำวินิจฉัย / ศาลพิพากษา

5. employee – ลูกจ้าง / พนักงาน

6. rehired – ได้รับการว่าจ้างใหม่

7. contract – สัญญา (โดยเฉพาะสัญญาจ้างแรงงาน)

8. employment ended – การสิ้นสุดการจ้างงาน

9. payment taxable – เงินได้ที่ต้องเสียภาษี

10. Section 48(5) – มาตรา 48(5) (การอ้างอิงบทกฎหมาย)

11. Revenue Code – ประมวลรัษฎากร

12. tax benefits – สิทธิประโยชน์ทางภาษี

13. final salary – เงินเดือนครั้งสุดท้าย

14. years of service – จำนวนปีที่ทำงาน

15. tax relief – การลดหย่อนภาษี / สิทธิผ่อนปรนทางภาษี

ตัวอย่างการใช้คำศัพท์ในประโยคพร้อมคำแปล

1. tax treatment – การจัดเก็บภาษี / วิธีการประเมินภาษี

The tax treatment of severance pay can be different from normal wages,

because the law sees it as a one-time payment instead of regular income.

Literal: วิธีการจัดเก็บภาษีของเงินชดเชยเลิกจ้างอาจแตกต่างจากค่าจ้างปกติ

เพราะกฎหมายถือว่าเป็นเงินก้อนครั้งเดียว ไม่ใช่รายได้ประจำ

Natural: ภาษีเงินชดเชยเลิกจ้างไม่เหมือนกับค่าจ้างรายเดือน

เพราะกฎหมายมองว่าเป็นเงินก้อนครั้งเดียว


2. ex-gratia payment – เงินไมตรีจิต

The company gave an ex-gratia payment to the employee after he resigned,

even though they had no legal duty to do so.

Literal: บริษัทจ่ายเงินไมตรีจิตให้แก่ลูกจ้างหลังจากเขาลาออก

แม้บริษัทจะไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องจ่าย

Natural: บริษัทให้เงินพิเศษกับพนักงานหลังลาออก

ถึงแม้ตามกฎหมายไม่จำเป็นต้องจ่ายก็เถอะ


3. resignation – การลาออกจากงาน

Her resignation shocked her coworkers,

because she had been with the firm for over ten years.

Literal: การลาออกของเธอทำให้เพื่อนร่วมงานตกใจ

เพราะเธอทำงานกับบริษัทมานานกว่าสิบปี

Natural: เพื่อนร่วมงานงงมากที่เธอลาออก

เพราะอยู่กับบริษัทมาตั้งสิบกว่าปีแล้ว


4. Court ruled – ศาลมีคำวินิจฉัย / ศาลพิพากษา

The Court ruled that the payment was taxable,

since it did not qualify as legal severance under labor law.

Literal: ศาลมีคำวินิจฉัยว่าเงินดังกล่าวต้องเสียภาษี

เพราะไม่เข้าลักษณะเป็นเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน

Natural: ศาลตัดสินว่าเงินก้อนนี้ต้องเสียภาษี

เพราะไม่ใช่เงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน


5. employee – ลูกจ้าง / พนักงาน

The employee asked for clarification about his tax duties,

because he received both salary and an extra payment.

Literal: ลูกจ้างขอให้มีการชี้แจงเกี่ยวกับหน้าที่ทางภาษีของตน

เพราะเขาได้รับทั้งเงินเดือนและเงินพิเศษ

Natural: พนักงานถามเรื่องภาษีให้ชัด ๆ

เพราะได้เงินทั้งเดือนกับเงินพิเศษเพิ่มมา


6. rehired – ได้รับการว่าจ้างใหม่

After resigning, he was rehired by the same company,

but under a completely new contract.

Literal: หลังจากลาออก เขาได้รับการว่าจ้างใหม่จากบริษัทเดิม

แต่ภายใต้สัญญาใหม่โดยสิ้นเชิง

Natural: เขาลาออกแล้วก็ได้กลับเข้าทำงานบริษัทเดิมอีก

แต่คราวนี้เป็นสัญญาใหม่เลย


7. contract – สัญญา

The new contract had different benefits,

including a smaller contribution to the pension fund.

Literal: สัญญาใหม่มีสิทธิประโยชน์ที่แตกต่างออกไป

รวมทั้งการสมทบกองทุนบำนาญที่ลดลง

Natural: สัญญาใหม่สิทธิประโยชน์ไม่เหมือนเดิม

สมทบกองทุนบำนาญยังลดลงอีกด้วย


8. employment ended – การสิ้นสุดการจ้างงาน

His employment ended officially on March 31,

but he signed a new agreement the very next day.

Literal: การจ้างงานของเขาสิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการในวันที่ 31 มีนาคม

แต่เขาก็ลงนามในสัญญาใหม่ในวันถัดมา

Natural: งานของเขาสิ้นสุดวันที่ 31 มีนา

แต่วันรุ่งขึ้นก็เซ็นสัญญาใหม่แล้ว


9. payment taxable – เงินได้ที่ต้องเสียภาษี

The tax office declared the payment taxable,

because it was not classified as compensation under labor law.

Literal: สำนักงานสรรพากรประกาศว่าเงินดังกล่าวเป็นเงินได้ที่ต้องเสียภาษี

เพราะไม่ได้ถูกจัดให้เป็นค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงาน

Natural: สรรพากรบอกว่าเงินนี้ต้องเสียภาษี

เพราะไม่ใช่เงินชดเชยตามกฎหมาย


10. Section 48(5) – มาตรา 48(5)

The taxpayer claimed a right under Section 48(5),

which allows special tax calculation on lump-sum payments.

Literal: ผู้เสียภาษีอ้างสิทธิตามมาตรา 48(5)

ซึ่งให้นำเงินก้อนมาคำนวณภาษีพิเศษได้

Natural: เขายก มาตรา 48(5) มาอ้าง

เพราะกฎหมายให้คำนวณภาษีเงินก้อนได้แบบพิเศษ


11. Revenue Code – ประมวลรัษฎากร

The Revenue Code provides detailed rules about income tax,

and courts often rely on these sections to decide disputes.

Literal: ประมวลรัษฎากรกำหนดกฎเกณฑ์เกี่ยวกับภาษีเงินได้ไว้อย่างละเอียด

และศาลก็มักอ้างอิงมาตราเหล่านี้ในการวินิจฉัยข้อพิพาท

Natural: ประมวลรัษฎากรมีกฎเรื่องภาษีชัดเจน

ศาลก็มักใช้มาตราเหล่านี้ในการตัดสินคดี


12. tax benefits – สิทธิประโยชน์ทางภาษี

He tried to claim tax benefits on the full payment,

but the law allowed him only a partial deduction.

Literal: เขาพยายามใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับเงินทั้งหมด

แต่กฎหมายอนุญาตให้หักได้เพียงบางส่วน

Natural: เขาอยากใช้สิทธิภาษีกับเงินก้อนทั้งหมด

แต่กฎหมายให้หักได้แค่บางส่วนเท่านั้น


13. final salary – เงินเดือนครั้งสุดท้าย

The tax deduction was limited to his final salary multiplied by years of service,

which made the allowed amount much smaller.

Literal: การหักภาษีถูกจำกัดอยู่ที่เงินเดือนครั้งสุดท้ายคูณจำนวนปีที่ทำงาน

ซึ่งทำให้จำนวนที่อนุญาตให้น้อยกว่ามาก

Natural: กฎหมายให้หักภาษีได้แค่ เงินเดือนสุดท้าย × ปีที่ทำงาน

เลยได้สิทธิน้อยกว่าที่คิดไว้เยอะ


14. years of service – จำนวนปีที่ทำงาน

His twelve years of service were taken into account,

but the benefit still did not cover the whole payment.

Literal: จำนวนปีที่เขาทำงานสิบสองปีถูกนำมาคิดรวม

แต่สิทธิก็ยังไม่ครอบคลุมเงินทั้งหมด

Natural: ถึงจะทำงานมา 12 ปีแล้ว

สิทธิก็ยังไม่ครอบคลุมเงินก้อนที่ได้ทั้งหมดอยู่ดี


15. tax relief – การลดหย่อนภาษี

The court allowed him partial tax relief,

so he did not have to pay the full amount of tax.

Literal: ศาลอนุญาตให้เขาได้รับการลดหย่อนภาษีบางส่วน

จึงไม่ต้องจ่ายภาษีเต็มจำนวน

Natural: ศาลให้เขาลดหย่อนภาษีได้บางส่วน

เลยไม่ต้องเสียภาษีเต็มก้อน

1.เงินไมตรีจิต (Ex-gratia payment) – เงินก้อนที่บริษัทจ่ายเมื่อพนักงานลาออก 2.มาตรา 48 (5) ประมวลรัษฎากร – สิทธิเลือกเสียภาษีในกรณีลาออกหรือเลิกจ้าง 3.การสิ้นสุดสัญญาจ้างเดิม – ศาลตีความว่าการลาออกทำให้สัญญาจ้างเดิมสิ้นสุดจริง 4.สิทธิภาษีจำกัด – ใช้สิทธิได้เฉพาะ “เงินเดือนครั้งสุดท้าย × จำนวนปีที่ทำงาน” 5.การตีความเงินได้พึงประเมิน – เงินไมตรีจิตถือเป็นเงินได้ที่ต้องนำมาคิดภาษี

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 731/2568

สัญญาจ้างเดิมระหว่างโจทก์กับบริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน อ. สิ้นสุดไปตามหนังสือลาออกของโจทก์ ฉบับลงวันที่ 27 มีนาคม 2561 แล้ว พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า การที่โจทก์ยื่นหนังสือลาออกและได้รับเงินด้วยไมตรีจิต แม้โจทก์จะกลับมาทำงานกับบริษัทเดิม ในเวลาต่อมานั้น ก็ถือเป็นการออกจากงานตาม ป.รัษฎากร มาตรา 48 (5) แล้ว โจทก์ได้รับเงินจำนวน 16,344,650 บาท จากนายจ้าง เนื่องจากโจทก์ลาออกจากงานตามสัญญาจ้างเดิมด้วยความสมัครใจ มิใช่การเลิกจ้างที่จะเป็นเหตุให้ได้รับเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน เงินจำนวนดังกล่าวจึงไม่ใช่เงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน ตาม ข้อ 1 (ค) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45) ฯ แต่ถือได้ว่าเป็นเงินได้พึงประเมินที่จ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานที่มีวิธีการคำนวนแตกต่างไปจากวิธีการตาม (ก) ตามข้อ 1 (ง) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45) ฯ โจทก์จึงสามารถนำเงินได้จำนวนดังกล่าวไปใช้สิทธิเสียภาษีตาม ป.รัษฎากร มาตรา 48 (5) แต่เงินได้ตามข้อ 1 (ง) ดังกล่าว จะใช้สิทธิเสียภาษีในกรณีนี้ได้เพียงเฉพาะส่วนที่ไม่เกินกว่าจำนวนเงินเดือนสุดท้ายคูณด้วยจำนวนปีที่ทำงาน ตามข้อ 3 (2) วรรคสอง ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45) ฯ


โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีเงินได้ประจำปีภาษี 2561 ตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภ.ง.ด.12 เลขที่ ภงด 12 - 01007300 – 25630612 – 001 - 00008 เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ที่ สภ.1 (อธ.3) /200/2564 และงดหรือลดเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มตามการประเมิน

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง


ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาว่า ให้เพิกถอนการประเมินภาษีเงินได้ประจำปี 2561 หนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภ.ง.ด. 12 เลขที่ 12 – 01007300 – 25630612 – 001 - 0008 (ที่ถูก - 00008) และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เลขที่ สภ.1 (อธ.3)/200/2564 ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท และให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงจำเลยที่ 4

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา


ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ประจำปีภาษี 2561 (ภ.ง.ด. 91) แสดงเงินได้จากเงินเดือน 8,442,000 บาท และเงินได้ที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานตามใบแนบ ภ.ง.ด.91 จำนวน 16,344,650 บาท มีภาษีที่ชำระไว้เกินและขอคืนภาษี 1,736,870 บาท ต่อมาเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 ประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยเห็นว่าเงินได้ที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานตามใบแนบ ภ.ง.ด. 91 ที่โจทก์ยื่นไม่เป็นไปตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ของเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งนายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานตามมาตรา 48 (5) และมาตรา 50 (1) แห่งประมวลรัษฎากร เนื่องจากโจทก์ออกจากงานมีระยะเวลาการทำงานน้อยกว่า 5 ปี และในปีภาษี 2561 โจทก์มีระยะเวลาทำงานไม่น้อยกว่า 5 ปี และเข้าทำงานที่บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน อ. ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561 และสิ้นสุดการทำงานถึงวันที่ 27 เมษายน 2561 เนื่องจากลาออกจากงานโดยสมัครใจ แต่มีการทำสัญญาจ้างงานใหม่วันที่ 28 เมษายน 2561 และยังทำงานต่อมา การลาออกดังกล่าวจึงไม่ใช่การเลิกจ้างตามมาตรา 118 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ดังนั้น เงินด้วยไมตรีจิตและเงินสำหรับวันหยุดที่ยังไม่ใช้ จำนวน 16,344,650 บาท ที่นายจ้างจ่ายให้จึงเข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีตามมาตรา 48 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ให้โจทก์ชำระภาษีเพิ่มเติมพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มรวม 502,320.97 บาท โจทก์ไม่เห็นด้วยจึงอุทธรณ์การประเมินซึ่งมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีมติให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์โดยให้เหตุผลว่า โจทก์สามารถนำระยะเวลาการทำงานกับนายจ้างเดิมมารวมกับระยะเวลาการทำงานกับนายจ้างใหม่ได้และทำให้โจทก์มีระยะเวลาการทำงานไม่น้อยกว่า 5 ปี แต่เงินด้วยไมตรีจิตและเงินสำหรับวันหยุดที่ยังไม่ใช้ดังกล่าว ถือไม่ได้ว่าเป็นเงินได้ที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน โจทก์จึงไม่มีสิทธิเลือกเสียภาษีตามมาตรา 48 (5) แห่งประมวลรัษฎากร การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว ในส่วนของเบี้ยปรับ เห็นว่า โจทก์ให้ความร่วมมือชำระภาษีตามการประเมินไว้แล้ว ให้ลดเบี้ยปรับคงเหลือเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย จึงมีภาษีที่ต้องชำระ เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม 389,439.84 บาท


คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า เงินด้วยไมตรีจิตและเงินสำหรับวันหยุดที่ยังไม่ใช้ จำนวน 16,344,650 บาท ซึ่งโจทก์ได้รับจากนายจ้างในปีภาษี 2561 เป็นเงินที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานตามประมวลรัษฎากร มาตรา 48 (5) หรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นควรวินิจฉัยก่อนว่า การที่โจทก์ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์กลุ่มสถาบันการเงินอันมีผลเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2561 และในวันที่ 28 เมษายน 2561 โจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการปฏิบัติหน้าที่นักวิเคราะห์ตามสัญญาจ้างแรงงานฉบับใหม่ จะถือว่าโจทก์ออกจากงานตามความในประมวลรัษฎากร มาตรา 48 (5) หรือไม่ คดีนี้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามทางนำสืบของโจทก์โดยจำเลยทั้งสี่มิได้นำสืบโต้แย้งว่า บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน อ. มีนโยบายปรับปรุงโครงสร้างองค์กรโจทก์กับพนักงานอื่นรวม 11 คน จึงลาออกจากงานโดยบริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน อ. จ่ายผลประโยชน์ตอบแทนให้ และโจทก์ได้รับเงินจากบริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน อ. เนื่องจากกรณีดังกล่าวประกอบด้วยเงินด้วยไมตรีจิต (Ex – Gratia) 16,180,500 บาท และเงินสำหรับวันหยุดที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิอีก 7 วัน (Payment for Unused vacation 7 days) 164,150 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 16,344,650 บาท และการที่โจทก์ได้รับการว่าจ้างจากบริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน อ. ให้เข้าทำงานในวันที่ 28 เมษายน 2561 ครั้งใหม่เป็นการได้รับพิจารณาจากบริษัทให้ว่าจ้างพนักงานบางส่วนรวมทั้งโจทก์ไม่ใช่ทุกคนที่ลาออกเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2561 จะได้รับการว่าจ้างใหม่ โจทก์ได้รับการว่าจ้างใหม่โดยโจทก์ลงนามในสัญญาจ้างฉบับใหม่ สัญญาจ้างฉบับใหม่มีข้อเสนอในการจ้างงานของบริษัทที่แตกต่างไปจากฉบับเดิมและเป็นการเริ่มนับอายุงานใหม่โดยนับจากวันที่ 28 เมษายน 2561 สวัสดิการบางหัวข้อแตกต่างไปจากสัญญาฉบับเดิม เช่น จำนวนเงินสมทบที่บริษัทจ่ายให้กับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพลดลงจากร้อยละ 10 ตามสัญญาจ้างเดิมเป็นร้อยละ 5 ตามสัญญาจ้างใหม่ รวมถึงรหัสประจำตัวของพนักงานก็จะเป็นรหัสใหม่ไม่ใช่รหัสประจำตัวของพนักงานเดิม เป็นต้น ประกอบกับก่อนที่โจทก์จะเป็นพนักงานของบริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน อ. ในปี 2553 โจทก์ทำงานกับบริษัทหลักทรัพย์ ส. ต่อมาปี 2556 บริษัทหลักทรัพย์ ส. ตกลงโอนการจ้างของโจทก์ไปให้บริษัทหลักทรัพย์ ฟ. ทำให้โจทก์เป็นพนักงานของบริษัทหลักทรัพย์ ฟ. และให้นับอายุการทำงานซึ่งได้ทำกับบริษัทหลักทรัพย์ ส. มารวมคำนวณอายุงานทั้งหมดของโจทก์ ในปี 2557 บริษัทหลักทรัพย์ ฟ. ตกลงโอนการจ้างงานของโจทก์ไปให้บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน อ. และให้นับอายุการทำงานซึ่งได้ทำกับบริษัทหลักทรัพย์ ฟ. มารวมคำนวณอายุงานทั้งหมดของโจทก์ ซึ่งในการโอนการจ้างงานแต่ละครั้งมีการนับอายุการทำงานต่อเนื่องกันมาตลอด โดยไม่ปรากฏว่ามีการยื่นหนังสือลาออกหรือการจ่ายเงินด้วยไมตรีจิตดังเช่นกรณีนี้แต่อย่างใด จึงเห็นได้ว่าการที่บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน อ. มีนโยบายปรับปรุงองค์กรจึงให้พนักงานลาออกโดยบริษัทยินยอมจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนให้พนักงานทุกคนที่ยื่นหนังสือลาออกนั้นเป็นข้อบ่งชี้ว่า บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน อ. ต้องการยุติสัญญาจ้างของพนักงานทุกคนที่ยื่นหนังสือลาออก ซึ่งโจทก์เป็นหนึ่งในพนักงานที่ยื่นหนังสือลาออกและได้รับผลประโยชน์ตอบแทน การที่บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน อ. ยอมจ่ายเงินจำนวนมากถึง 16,344,650 บาท ให้แก่โจทก์ และจ่ายเงินจำนวนมากให้แก่พนักงานคนอื่น ๆ ที่มีสถานภาพเดียวกับโจทก์นั้นก็เพื่อต้องการให้สัญญาจ้างเดิมและการนับอายุงานตามสัญญาจ้างเดิมระหว่างโจทก์กับบริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน อ. สิ้นสุดลงอย่างแท้จริง หากบริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน อ. เพียงแต่ต้องการเปลี่ยนตำแหน่งงานและสวัสดิการของโจทก์กับพนักงานคนอื่นโดยให้ทำงานต่อเนื่องกันไปดังที่จำเลยทั้งสี่อ้าง บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน อ. ย่อมสามารถใช้วิธีการโอนการจ้างงานดังที่เคยปฏิบัติกับโจทก์ได้ โดยไม่จำต้องจ่ายเงินจำนวนมากดังกล่าวให้แก่โจทก์และพนักงานคนอื่น อีกทั้ง การที่โจทก์ได้รับการว่าจ้างใหม่จากบริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน อ. นั้นก็ไม่ใช่เงื่อนไขหรือข้อเสนอในการยื่นหนังสือลาออก และไม่ใช่ว่าพนักงานทุกคนที่ยื่นหนังสือลาออกจะได้รับการจ้างงานใหม่ และข้อเท็จจริงปรากฏต่อไปอีกว่า เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2563 โจทก์ถูกเลิกจ้างจากบริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน อ. โจทก์ได้รับค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงานโดยนับอายุงานใหม่นับแต่วันที่ 28 เมษายน 2561 เพียงเท่าเงินเดือน 3 เดือน และโจทก์ไม่สามารถใช้สิทธิในการเลือกเสียภาษีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 48 (5) เนื่องจากมีระยะเวลาการทำงานน้อยกว่า 5 ปี จึงไม่เข้าเงื่อนไขที่จะใช้สิทธิดังกล่าวได้อีก ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้นแสดงให้เห็นว่าสัญญาจ้างเดิมระหว่างโจทก์กับบริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน อ. สิ้นสุดไปตามหนังสือลาออกของโจทก์ฉบับลงวันที่ 27 มีนาคม 2561 แล้ว พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า การที่โจทก์ยื่นหนังสือลาออกและได้รับเงินด้วยไมตรีจิตดังกล่าว แม้โจทก์จะกลับมาทำงานกับบริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน อ. ในเวลาต่อมานั้น ก็ถือเป็นการออกจากงานตามประมวลรัษฎากร มาตรา 48 (5) แล้ว ฎีกาของโจทก์ในส่วนนี้ฟังขึ้น


คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า เงินได้จำนวน 16,344,650 บาท ที่โจทก์ได้รับจะสามารถใช้สิทธิเสียภาษีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 48 (5) ได้ทั้งจำนวนหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าโจทก์ได้รับเงินจำนวน 16,344,650 บาท จากนายจ้าง เนื่องจากโจทก์ลาออกจากงานตามสัญญาจ้างเดิมด้วยความสมัครใจ มิใช่การเลิกจ้างที่จะเป็นเหตุให้ได้รับเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน เงินจำนวนดังกล่าวจึงไม่ใช่เงินชดเชยตามกฎหมายแรงงานตาม ข้อ 1 (ค) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไข ของเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งนายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานตามมาตรา 48 (5) และมาตรา 50 (1) แห่งประมวลรัษฎากร แต่ถือได้ว่าเป็นเงินได้พึงประเมินที่จ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานที่มีวิธีการคำนวณแตกต่างไปจากวิธีการตาม (ก) ตามข้อ 1 (ง) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45) ฯ โจทก์จึงสามารถนำเงินได้จำนวนดังกล่าวไปใช้สิทธิเสียภาษีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 48 (5) แต่เงินได้ตามข้อ 1 (ง) ดังกล่าว จะใช้สิทธิเสียภาษีในกรณีนี้ได้เพียงเฉพาะส่วนที่ไม่เกินกว่าจำนวนเงินเดือนสุดท้ายคูณด้วยจำนวนปีที่ทำงาน ตามข้อ 3 (2) วรรคสอง ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45) ฯ เมื่อปรากฏว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าเริ่มทำงานตั้งแต่ปี 2549 และมีการโอนการจ้างงานโดยนายจ้างนับอายุงานให้ต่อเนื่องเรื่อยมาเป็นเวลา 12 ปี ซึ่งได้รับเงินเดือนเดือนสุดท้ายอัตรา 703,500 บาท ต่อเดือน โดยจำเลยไม่ได้ให้การปฏิเสธในส่วนนี้ไว้โดยชัดแจ้ง โจทก์จึงมีสิทธิที่จะนำเงินได้ตามข้อ 1 (ง) มาใช้สิทธิเสียภาษีได้เพียง 8,442,000 บาท ส่วนที่เกินกว่านั้นไม่อาจนำมาใช้สิทธิได้ และเมื่อวินิจฉัยดังนี้ทำให้ไม่มีภาษีที่ต้องชำระเพิ่มเติม โจทก์ย่อมไม่ต้องรับผิดในเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามการประเมิน สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย จึงไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว

พิพากษากลับ ให้แก้ไขการประเมินภาษีเงินได้ประจำปี 2561 ตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภ.ง.ด. 12 เลขที่ 12 – 01007300 – 25630612 – 001 – 00008 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เลขที่ สภ.1 (อธ.3)/200/2564 โดยกำหนดให้โจทก์มีสิทธินำเงินได้จำนวน 8,442,000 บาท มาใช้สิทธิเสียภาษีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 48 (5) ได้ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ


มาตรา 48 (5) แห่งประมวลรัษฎากร มีหลักกฎหมายสำคัญเกี่ยวกับ เงินได้จากการออกจากงาน หรือที่นิยมเรียกกันว่า “เงินไมตรีจิตจากการลาออก” หรือ “เงินบำเหน็จ” ที่นายจ้างจ่ายให้ลูกจ้างเพียงครั้งเดียวเมื่อสิ้นสุดการทำงาน
หลักการสำคัญของมาตรา 48 (5)
1. สิทธิเลือกเสียภาษีแยกต่างหาก
ผู้มีเงินได้ (ลูกจ้าง) มีสิทธิเลือกที่จะไม่ต้องนำเงินบำเหน็จ/เงินไมตรีจิตที่ได้รับจากการออกจากงานไปรวมคำนวณกับเงินได้อื่น ๆ แต่สามารถเลือกเสียภาษีแยกออกมาตามวิธีพิเศษที่กฎหมายกำหนด
2. เงินได้ที่เข้าหลักเกณฑ์
o ต้องเป็นเงินตามมาตรา 40 (1) หรือ (2) (ได้จากการจ้างแรงงานหรือเงินบำนาญ)
o ต้องเป็นเงินที่นายจ้างจ่าย “ครั้งเดียว” เพราะเหตุออกจากงาน
o ต้องคำนวณจ่ายตามระยะเวลาที่ทำงาน และสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด
3. สิทธิลดหย่อน/หักค่าใช้จ่าย
o กฎหมายให้สิทธิลดหย่อนพิเศษ คือ 7,000 บาทต่อจำนวนปีที่ทำงาน (แต่ไม่เกินจำนวนเงินได้ที่ได้รับจริง)
o หลังจากนั้น เงินที่เหลือสามารถหักค่าใช้จ่ายเพิ่มได้อีก ร้อยละ 50 ก่อนนำไปคำนวณภาษี
o ถ้าเป็นกรณีเงินบำเหน็จและเงินบำนาญรวมกัน ให้หักลดหย่อนเฉพาะส่วนเงินบำเหน็จ และลดจาก 7,000 บาท เหลือ 3,500 บาทต่อปี
4. วิธีนับจำนวนปีที่ทำงาน
o นับตามจำนวนปีที่ทำงานจริง
o เศษของปี หากครบ 183 วันขึ้นไป ให้นับเป็นหนึ่งปี ถ้าน้อยกว่านั้นให้ปัดทิ้ง
จุดมุ่งหมายของมาตรา 48 (5)
เป็น มาตรการลดภาระภาษี ให้แก่ลูกจ้างหรือข้าราชการที่ออกจากงาน
ยอมรับว่าเงินก้อนนี้มีลักษณะเป็น เงินชดเชยหรือไมตรีจิต ไม่ใช่เงินได้ที่เกิดขึ้นเป็นปกติทุกปี
เพื่อให้ผู้รับเงินได้รับการผ่อนปรน ไม่ถูกเรียกเก็บภาษีในอัตราสูงจนเกินสมควร

สรุปได้ว่า มาตรา 48 (5) เปิดช่องทางพิเศษให้ผู้ที่ได้รับเงินจากการลาออกสามารถเสียภาษีในอัตราที่เบากว่า โดยใช้วิธีการหักค่าใช้จ่ายตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด แต่ก็มี “เพดาน” และ “เงื่อนไข” ที่ต้องปฏิบัติตาม ไม่ใช่ว่าจะได้รับยกเว้นทั้งหมดครับ
 

 
 

การวิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมาย •มาตรา 48(5) ป.รัษฎากร กำหนดสิทธิหักภาษีกรณีเงินได้จากการออกจากงาน •กรณีนี้ศาลตีความว่า “การลาออก” ที่มีการจ่ายเงินไมตรีจิตจำนวนมากและเริ่มสัญญาใหม่ ถือเป็นการสิ้นสุดสัญญาจ้างเดิมจริง ไม่ใช่การโอนงาน •ประกาศอธิบดีฯ ฉบับที่ 45 กำหนดเงื่อนไขว่า การใช้สิทธิหักภาษีมีเพดานคำนวณ •แนววินิจฉัยนี้ชี้ให้เห็นว่า แม้บริษัทจะรับพนักงานกลับเข้าทำงาน แต่หากมีการชำระเงินก้อนพิเศษเพื่อยุติสัญญาเดิม ก็ยังถือเป็นการออกจากงานที่ใช้มาตรา 48(5) ได้ •อย่างไรก็ตาม สิทธิการหักภาษีจะไม่ครอบคลุม “ทั้งจำนวน” แต่จำกัดตามเพดานเงินเดือน × ปีที่ทำงาน 



ประมวลรัษฎากร

สิทธิหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา และสถานะบุตรบุญธรรมตามกฎหมายภาษี
ภาระภาษีเงินได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์และอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์(ฎีกาที่ 4847/2566)
ประมาณการกำไรสุทธิคลาดเคลื่อนเกิน 25% ต้องเสียเงินเพิ่มหรือไม่ ศาลฎีกาวางหลัก “เหตุอันสมควร” ในคดีภาษีไว้อย่างไร article
สิทธิ ลดอัตราอากร และการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฎีกา 1392/2567)
ภาษีที่ดินห้องชุด & การยกเว้น 50 ล้าน, กรรมสิทธิ์รวม, พ.ร.บ.ภาษีที่ดิน, (ฎีกา 3227/2568)
(ฎีกา 893/2568)คดีกู้ยืมเงิน & หลักฐานไม่ปิดอากรแสตมป์
การเครดิตภาษีหัก ณ ที่จ่ายในชื่อคู่สมรส และข้อจำกัดตาม ป.รัษฎากร มาตรา 60(ฎีกาที่ 6752/2567)
ภาษีมูลค่าเพิ่มกรณีผู้ประกอบการต่างประเทศขายสินค้าในราชอาณาจักรเป็นปกติธุระ(ฎีกาที่ 6753/2567)
รายจ่ายที่มีลักษณะของการทำนิติกรรมอำพรางโดยให้บริษัทในเครือกู้ยืมเงิน
ประมวลรัษฎากร