
| (ฎีกาที่ 731/2568) เงินไมตรีจิต & ภาษีลาออก
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กรณีที่โจทก์ได้รับ “เงินไมตรีจิต” และค่าชดเชยวันหยุดคงเหลือจากการลาออก ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าแม้โจทก์จะกลับเข้าทำงานใหม่กับนายจ้างเดิม แต่สัญญาจ้างงานเดิมถือว่าสิ้นสุดลงจริง เงินดังกล่าวจึงเป็นเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 48 (5) และสามารถใช้สิทธิทางภาษีได้เฉพาะบางส่วนตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด
สรุปข้อเท็จจริง • โจทก์ยื่นหนังสือลาออกเมื่อ 27 มีนาคม 2561 และได้รับเงิน 16,344,650 บาท ประกอบด้วยเงินไมตรีจิตและเงินชดเชยวันหยุดคงเหลือ • โจทก์กลับเข้าทำงานกับบริษัทเดิมในสัญญาใหม่ แต่สวัสดิการและอายุงานเริ่มนับใหม่ • โจทก์ยื่นแบบภาษี (ภ.ง.ด.91) ขอคืนภาษี แต่กรมสรรพากรเห็นว่าเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(1) ต้องเสียภาษีเต็มจำนวน • คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ยืนยันการประเมินภาษี พร้อมปรับลดเบี้ยปรับบางส่วน • ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาเพิกถอนการประเมิน แต่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษากลับ • คดีขึ้นสู่ศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัยปัญหาการตีความมาตรา 48(5)
คำวินิจฉัยของศาลฎีกา 1. สัญญาจ้างเดิมสิ้นสุดลงจริง – แม้โจทก์จะทำงานต่อกับบริษัทเดิม แต่ถือว่าเป็นสัญญาใหม่ มีสวัสดิการและอายุงานใหม่ 2. เงินไมตรีจิตและวันหยุดคงเหลือ ถือว่าเป็น “เงินได้พึงประเมินที่จ่ายครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน” ตามมาตรา 48(5) 3. สิทธิหักภาษีจำกัด – ใช้สิทธิทางภาษีได้เฉพาะส่วนที่ไม่เกิน “เงินเดือนสุดท้าย × จำนวนปีที่ทำงาน” ตามข้อ 3(2) ของประกาศอธิบดีฯ ฉบับที่ 45 4. โจทก์มีสิทธิเสียภาษีแบบพิเศษได้เพียง 8,442,000 บาท ส่วนเกินต้องเสียภาษีปกติ 5. ไม่มีภาษีที่ต้องชำระเพิ่ม และไม่ต้องรับผิดเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม
การวิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมาย • มาตรา 48(5) ป.รัษฎากร กำหนดสิทธิหักภาษีกรณีเงินได้จากการออกจากงาน • กรณีนี้ศาลตีความว่า “การลาออก” ที่มีการจ่ายเงินไมตรีจิตจำนวนมากและเริ่มสัญญาใหม่ ถือเป็นการสิ้นสุดสัญญาจ้างเดิมจริง ไม่ใช่การโอนงาน • ประกาศอธิบดีฯ ฉบับที่ 45 กำหนดเงื่อนไขว่า การใช้สิทธิหักภาษีมีเพดานคำนวณ • แนววินิจฉัยนี้ชี้ให้เห็นว่า แม้บริษัทจะรับพนักงานกลับเข้าทำงาน แต่หากมีการชำระเงินก้อนพิเศษเพื่อยุติสัญญาเดิม ก็ยังถือเป็นการออกจากงานที่ใช้มาตรา 48(5) ได้ • อย่างไรก็ตาม สิทธิการหักภาษีจะไม่ครอบคลุม “ทั้งจำนวน” แต่จำกัดตามเพดานเงินเดือน × ปีที่ทำงาน
ข้อคิดทางกฎหมาย • การลาออกพร้อมได้รับเงินไมตรีจิต ถือเป็นการสิ้นสุดสัญญาจ้างตามกฎหมาย แม้จะกลับเข้าทำงานใหม่ • การเสียภาษีเงินได้ตามมาตรา 48(5) มีขอบเขตจำกัด ไม่ครอบคลุมเงินที่เกินจากเพดานที่กฎหมายกำหนด • ลูกจ้างควรเข้าใจว่า เงินก้อนจากการลาออกกับเงินชดเชยเลิกจ้าง มีผลทางภาษีแตกต่างกัน • นายจ้างควรวางโครงสร้างการจ่ายเงินให้สอดคล้องกับกฎหมายภาษีเพื่อลดความเสี่ยง
IRAC Analysis Issue: เงินไมตรีจิตและค่าชดเชยวันหยุดคงเหลือที่โจทก์ได้รับจากการลาออก สามารถถือเป็นเงินได้ที่ใช้สิทธิหักภาษีตามมาตรา 48(5) ได้ทั้งจำนวนหรือไม่ Rule: • ป.รัษฎากร มาตรา 48(5) – สิทธิเลือกเสียภาษีในกรณีเงินก้อนจากการออกจากงาน • ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร ฉบับที่ 45 – กำหนดวิธีคำนวณและเพดาน “เงินเดือนสุดท้าย × จำนวนปีที่ทำงาน” Application: • ศาลฎีกาพิจารณาว่าโจทก์ลาออกจริง สัญญาจ้างเดิมสิ้นสุดลง • เงินไมตรีจิตเข้าข่ายเงินได้ตามมาตรา 48(5) แต่ใช้สิทธิหักภาษีได้เพียงบางส่วน • ส่วนเกินจากเพดานต้องเสียภาษีตามปกติ Conclusion: เงินไมตรีจิตถือเป็นเงินได้พึงประเมินจากการออกจากงานตามมาตรา 48(5) แต่ใช้สิทธิหักภาษีได้เพียง 8,442,000 บาท ส่วนเกินต้องเสียภาษีเต็มจำนวน
English Summary The Supreme Court Decision No. 731/2025 concerns tax treatment of “ex-gratia” payments upon resignation. The Court ruled that although the employee was rehired under a new contract, the original employment ended, making the payment taxable under Section 48(5) of the Revenue Code. However, tax benefits applied only up to the limit of “final salary × years of service,” allowing partial tax relief but not on the full amount. สรุปคำแปลภาษาอังกฤษ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 731/2568 เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บภาษีจากเงิน “ไมตรีจิต” ที่ลูกจ้างได้รับเมื่อยื่นลาออก ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ลูกจ้างจะได้รับการว่าจ้างใหม่ภายใต้สัญญาจ้างฉบับใหม่ แต่ถือว่าสัญญาจ้างเดิมสิ้นสุดลงแล้ว เงินดังกล่าวจึงเข้าลักษณะต้องเสียภาษีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 48 (5) อย่างไรก็ดี สิทธิประโยชน์ทางภาษีสามารถใช้ได้เพียงในวงเงินไม่เกิน “เงินเดือนครั้งสุดท้าย × จำนวนปีที่ทำงาน” เท่านั้น ทำให้สามารถได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีเพียงบางส่วน มิใช่ทั้งหมด ได้เลยครับ ผมได้คัดเลือกคำศัพท์ที่น่าสนใจ 15 คำจากข้อความที่ให้มา โดยเน้นคำที่มีความสำคัญต่อ กฎหมาย–ภาษี–แรงงาน และเหมาะสำหรับผู้ที่เตรียมสอบทางกฎหมาย 15 คำศัพท์กฎหมาย–ภาษีที่น่าสนใจ 1. tax treatment – การจัดเก็บภาษี / วิธีการประเมินภาษี 2. ex-gratia payment – เงินไมตรีจิต (เงินจ่ายโดยสมัครใจ ไม่บังคับตามกฎหมาย) 3. resignation – การลาออกจากงาน 4. Court ruled – ศาลมีคำวินิจฉัย / ศาลพิพากษา 5. employee – ลูกจ้าง / พนักงาน 6. rehired – ได้รับการว่าจ้างใหม่ 7. contract – สัญญา (โดยเฉพาะสัญญาจ้างแรงงาน) 8. employment ended – การสิ้นสุดการจ้างงาน 9. payment taxable – เงินได้ที่ต้องเสียภาษี 10. Section 48(5) – มาตรา 48(5) (การอ้างอิงบทกฎหมาย) 11. Revenue Code – ประมวลรัษฎากร 12. tax benefits – สิทธิประโยชน์ทางภาษี 13. final salary – เงินเดือนครั้งสุดท้าย 14. years of service – จำนวนปีที่ทำงาน 15. tax relief – การลดหย่อนภาษี / สิทธิผ่อนปรนทางภาษี ตัวอย่างการใช้คำศัพท์ในประโยคพร้อมคำแปล 1. tax treatment – การจัดเก็บภาษี / วิธีการประเมินภาษี The tax treatment of severance pay can be different from normal wages, because the law sees it as a one-time payment instead of regular income. • Literal: วิธีการจัดเก็บภาษีของเงินชดเชยเลิกจ้างอาจแตกต่างจากค่าจ้างปกติ เพราะกฎหมายถือว่าเป็นเงินก้อนครั้งเดียว ไม่ใช่รายได้ประจำ • Natural: ภาษีเงินชดเชยเลิกจ้างไม่เหมือนกับค่าจ้างรายเดือน เพราะกฎหมายมองว่าเป็นเงินก้อนครั้งเดียว
2. ex-gratia payment – เงินไมตรีจิต The company gave an ex-gratia payment to the employee after he resigned, even though they had no legal duty to do so. • Literal: บริษัทจ่ายเงินไมตรีจิตให้แก่ลูกจ้างหลังจากเขาลาออก แม้บริษัทจะไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องจ่าย • Natural: บริษัทให้เงินพิเศษกับพนักงานหลังลาออก ถึงแม้ตามกฎหมายไม่จำเป็นต้องจ่ายก็เถอะ
3. resignation – การลาออกจากงาน Her resignation shocked her coworkers, because she had been with the firm for over ten years. • Literal: การลาออกของเธอทำให้เพื่อนร่วมงานตกใจ เพราะเธอทำงานกับบริษัทมานานกว่าสิบปี • Natural: เพื่อนร่วมงานงงมากที่เธอลาออก เพราะอยู่กับบริษัทมาตั้งสิบกว่าปีแล้ว
4. Court ruled – ศาลมีคำวินิจฉัย / ศาลพิพากษา The Court ruled that the payment was taxable, since it did not qualify as legal severance under labor law. • Literal: ศาลมีคำวินิจฉัยว่าเงินดังกล่าวต้องเสียภาษี เพราะไม่เข้าลักษณะเป็นเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน • Natural: ศาลตัดสินว่าเงินก้อนนี้ต้องเสียภาษี เพราะไม่ใช่เงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน
5. employee – ลูกจ้าง / พนักงาน The employee asked for clarification about his tax duties, because he received both salary and an extra payment. • Literal: ลูกจ้างขอให้มีการชี้แจงเกี่ยวกับหน้าที่ทางภาษีของตน เพราะเขาได้รับทั้งเงินเดือนและเงินพิเศษ • Natural: พนักงานถามเรื่องภาษีให้ชัด ๆ เพราะได้เงินทั้งเดือนกับเงินพิเศษเพิ่มมา
6. rehired – ได้รับการว่าจ้างใหม่ After resigning, he was rehired by the same company, but under a completely new contract. • Literal: หลังจากลาออก เขาได้รับการว่าจ้างใหม่จากบริษัทเดิม แต่ภายใต้สัญญาใหม่โดยสิ้นเชิง • Natural: เขาลาออกแล้วก็ได้กลับเข้าทำงานบริษัทเดิมอีก แต่คราวนี้เป็นสัญญาใหม่เลย
7. contract – สัญญา The new contract had different benefits, including a smaller contribution to the pension fund. • Literal: สัญญาใหม่มีสิทธิประโยชน์ที่แตกต่างออกไป รวมทั้งการสมทบกองทุนบำนาญที่ลดลง • Natural: สัญญาใหม่สิทธิประโยชน์ไม่เหมือนเดิม สมทบกองทุนบำนาญยังลดลงอีกด้วย
8. employment ended – การสิ้นสุดการจ้างงาน His employment ended officially on March 31, but he signed a new agreement the very next day. • Literal: การจ้างงานของเขาสิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการในวันที่ 31 มีนาคม แต่เขาก็ลงนามในสัญญาใหม่ในวันถัดมา • Natural: งานของเขาสิ้นสุดวันที่ 31 มีนา แต่วันรุ่งขึ้นก็เซ็นสัญญาใหม่แล้ว
9. payment taxable – เงินได้ที่ต้องเสียภาษี The tax office declared the payment taxable, because it was not classified as compensation under labor law. • Literal: สำนักงานสรรพากรประกาศว่าเงินดังกล่าวเป็นเงินได้ที่ต้องเสียภาษี เพราะไม่ได้ถูกจัดให้เป็นค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงาน • Natural: สรรพากรบอกว่าเงินนี้ต้องเสียภาษี เพราะไม่ใช่เงินชดเชยตามกฎหมาย
10. Section 48(5) – มาตรา 48(5) The taxpayer claimed a right under Section 48(5), which allows special tax calculation on lump-sum payments. • Literal: ผู้เสียภาษีอ้างสิทธิตามมาตรา 48(5) ซึ่งให้นำเงินก้อนมาคำนวณภาษีพิเศษได้ • Natural: เขายก มาตรา 48(5) มาอ้าง เพราะกฎหมายให้คำนวณภาษีเงินก้อนได้แบบพิเศษ
11. Revenue Code – ประมวลรัษฎากร The Revenue Code provides detailed rules about income tax, and courts often rely on these sections to decide disputes. • Literal: ประมวลรัษฎากรกำหนดกฎเกณฑ์เกี่ยวกับภาษีเงินได้ไว้อย่างละเอียด และศาลก็มักอ้างอิงมาตราเหล่านี้ในการวินิจฉัยข้อพิพาท • Natural: ประมวลรัษฎากรมีกฎเรื่องภาษีชัดเจน ศาลก็มักใช้มาตราเหล่านี้ในการตัดสินคดี
12. tax benefits – สิทธิประโยชน์ทางภาษี He tried to claim tax benefits on the full payment, but the law allowed him only a partial deduction. • Literal: เขาพยายามใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับเงินทั้งหมด แต่กฎหมายอนุญาตให้หักได้เพียงบางส่วน • Natural: เขาอยากใช้สิทธิภาษีกับเงินก้อนทั้งหมด แต่กฎหมายให้หักได้แค่บางส่วนเท่านั้น
13. final salary – เงินเดือนครั้งสุดท้าย The tax deduction was limited to his final salary multiplied by years of service, which made the allowed amount much smaller. • Literal: การหักภาษีถูกจำกัดอยู่ที่เงินเดือนครั้งสุดท้ายคูณจำนวนปีที่ทำงาน ซึ่งทำให้จำนวนที่อนุญาตให้น้อยกว่ามาก • Natural: กฎหมายให้หักภาษีได้แค่ เงินเดือนสุดท้าย × ปีที่ทำงาน เลยได้สิทธิน้อยกว่าที่คิดไว้เยอะ
14. years of service – จำนวนปีที่ทำงาน His twelve years of service were taken into account, but the benefit still did not cover the whole payment. • Literal: จำนวนปีที่เขาทำงานสิบสองปีถูกนำมาคิดรวม แต่สิทธิก็ยังไม่ครอบคลุมเงินทั้งหมด • Natural: ถึงจะทำงานมา 12 ปีแล้ว สิทธิก็ยังไม่ครอบคลุมเงินก้อนที่ได้ทั้งหมดอยู่ดี
15. tax relief – การลดหย่อนภาษี The court allowed him partial tax relief, so he did not have to pay the full amount of tax. • Literal: ศาลอนุญาตให้เขาได้รับการลดหย่อนภาษีบางส่วน จึงไม่ต้องจ่ายภาษีเต็มจำนวน • Natural: ศาลให้เขาลดหย่อนภาษีได้บางส่วน เลยไม่ต้องเสียภาษีเต็มก้อน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 731/2568 สัญญาจ้างเดิมระหว่างโจทก์กับบริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน อ. สิ้นสุดไปตามหนังสือลาออกของโจทก์ ฉบับลงวันที่ 27 มีนาคม 2561 แล้ว พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า การที่โจทก์ยื่นหนังสือลาออกและได้รับเงินด้วยไมตรีจิต แม้โจทก์จะกลับมาทำงานกับบริษัทเดิม ในเวลาต่อมานั้น ก็ถือเป็นการออกจากงานตาม ป.รัษฎากร มาตรา 48 (5) แล้ว โจทก์ได้รับเงินจำนวน 16,344,650 บาท จากนายจ้าง เนื่องจากโจทก์ลาออกจากงานตามสัญญาจ้างเดิมด้วยความสมัครใจ มิใช่การเลิกจ้างที่จะเป็นเหตุให้ได้รับเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน เงินจำนวนดังกล่าวจึงไม่ใช่เงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน ตาม ข้อ 1 (ค) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45) ฯ แต่ถือได้ว่าเป็นเงินได้พึงประเมินที่จ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานที่มีวิธีการคำนวนแตกต่างไปจากวิธีการตาม (ก) ตามข้อ 1 (ง) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45) ฯ โจทก์จึงสามารถนำเงินได้จำนวนดังกล่าวไปใช้สิทธิเสียภาษีตาม ป.รัษฎากร มาตรา 48 (5) แต่เงินได้ตามข้อ 1 (ง) ดังกล่าว จะใช้สิทธิเสียภาษีในกรณีนี้ได้เพียงเฉพาะส่วนที่ไม่เกินกว่าจำนวนเงินเดือนสุดท้ายคูณด้วยจำนวนปีที่ทำงาน ตามข้อ 3 (2) วรรคสอง ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45) ฯ
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีเงินได้ประจำปีภาษี 2561 ตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภ.ง.ด.12 เลขที่ ภงด 12 - 01007300 – 25630612 – 001 - 00008 เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ที่ สภ.1 (อธ.3) /200/2564 และงดหรือลดเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มตามการประเมิน จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง
ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาว่า ให้เพิกถอนการประเมินภาษีเงินได้ประจำปี 2561 หนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภ.ง.ด. 12 เลขที่ 12 – 01007300 – 25630612 – 001 - 0008 (ที่ถูก - 00008) และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เลขที่ สภ.1 (อธ.3)/200/2564 ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท และให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงจำเลยที่ 4 จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ประจำปีภาษี 2561 (ภ.ง.ด. 91) แสดงเงินได้จากเงินเดือน 8,442,000 บาท และเงินได้ที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานตามใบแนบ ภ.ง.ด.91 จำนวน 16,344,650 บาท มีภาษีที่ชำระไว้เกินและขอคืนภาษี 1,736,870 บาท ต่อมาเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 ประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยเห็นว่าเงินได้ที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานตามใบแนบ ภ.ง.ด. 91 ที่โจทก์ยื่นไม่เป็นไปตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ของเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งนายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานตามมาตรา 48 (5) และมาตรา 50 (1) แห่งประมวลรัษฎากร เนื่องจากโจทก์ออกจากงานมีระยะเวลาการทำงานน้อยกว่า 5 ปี และในปีภาษี 2561 โจทก์มีระยะเวลาทำงานไม่น้อยกว่า 5 ปี และเข้าทำงานที่บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน อ. ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561 และสิ้นสุดการทำงานถึงวันที่ 27 เมษายน 2561 เนื่องจากลาออกจากงานโดยสมัครใจ แต่มีการทำสัญญาจ้างงานใหม่วันที่ 28 เมษายน 2561 และยังทำงานต่อมา การลาออกดังกล่าวจึงไม่ใช่การเลิกจ้างตามมาตรา 118 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ดังนั้น เงินด้วยไมตรีจิตและเงินสำหรับวันหยุดที่ยังไม่ใช้ จำนวน 16,344,650 บาท ที่นายจ้างจ่ายให้จึงเข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีตามมาตรา 48 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ให้โจทก์ชำระภาษีเพิ่มเติมพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มรวม 502,320.97 บาท โจทก์ไม่เห็นด้วยจึงอุทธรณ์การประเมินซึ่งมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีมติให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์โดยให้เหตุผลว่า โจทก์สามารถนำระยะเวลาการทำงานกับนายจ้างเดิมมารวมกับระยะเวลาการทำงานกับนายจ้างใหม่ได้และทำให้โจทก์มีระยะเวลาการทำงานไม่น้อยกว่า 5 ปี แต่เงินด้วยไมตรีจิตและเงินสำหรับวันหยุดที่ยังไม่ใช้ดังกล่าว ถือไม่ได้ว่าเป็นเงินได้ที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน โจทก์จึงไม่มีสิทธิเลือกเสียภาษีตามมาตรา 48 (5) แห่งประมวลรัษฎากร การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว ในส่วนของเบี้ยปรับ เห็นว่า โจทก์ให้ความร่วมมือชำระภาษีตามการประเมินไว้แล้ว ให้ลดเบี้ยปรับคงเหลือเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย จึงมีภาษีที่ต้องชำระ เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม 389,439.84 บาท
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า เงินด้วยไมตรีจิตและเงินสำหรับวันหยุดที่ยังไม่ใช้ จำนวน 16,344,650 บาท ซึ่งโจทก์ได้รับจากนายจ้างในปีภาษี 2561 เป็นเงินที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานตามประมวลรัษฎากร มาตรา 48 (5) หรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นควรวินิจฉัยก่อนว่า การที่โจทก์ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์กลุ่มสถาบันการเงินอันมีผลเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2561 และในวันที่ 28 เมษายน 2561 โจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการปฏิบัติหน้าที่นักวิเคราะห์ตามสัญญาจ้างแรงงานฉบับใหม่ จะถือว่าโจทก์ออกจากงานตามความในประมวลรัษฎากร มาตรา 48 (5) หรือไม่ คดีนี้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามทางนำสืบของโจทก์โดยจำเลยทั้งสี่มิได้นำสืบโต้แย้งว่า บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน อ. มีนโยบายปรับปรุงโครงสร้างองค์กรโจทก์กับพนักงานอื่นรวม 11 คน จึงลาออกจากงานโดยบริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน อ. จ่ายผลประโยชน์ตอบแทนให้ และโจทก์ได้รับเงินจากบริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน อ. เนื่องจากกรณีดังกล่าวประกอบด้วยเงินด้วยไมตรีจิต (Ex – Gratia) 16,180,500 บาท และเงินสำหรับวันหยุดที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิอีก 7 วัน (Payment for Unused vacation 7 days) 164,150 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 16,344,650 บาท และการที่โจทก์ได้รับการว่าจ้างจากบริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน อ. ให้เข้าทำงานในวันที่ 28 เมษายน 2561 ครั้งใหม่เป็นการได้รับพิจารณาจากบริษัทให้ว่าจ้างพนักงานบางส่วนรวมทั้งโจทก์ไม่ใช่ทุกคนที่ลาออกเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2561 จะได้รับการว่าจ้างใหม่ โจทก์ได้รับการว่าจ้างใหม่โดยโจทก์ลงนามในสัญญาจ้างฉบับใหม่ สัญญาจ้างฉบับใหม่มีข้อเสนอในการจ้างงานของบริษัทที่แตกต่างไปจากฉบับเดิมและเป็นการเริ่มนับอายุงานใหม่โดยนับจากวันที่ 28 เมษายน 2561 สวัสดิการบางหัวข้อแตกต่างไปจากสัญญาฉบับเดิม เช่น จำนวนเงินสมทบที่บริษัทจ่ายให้กับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพลดลงจากร้อยละ 10 ตามสัญญาจ้างเดิมเป็นร้อยละ 5 ตามสัญญาจ้างใหม่ รวมถึงรหัสประจำตัวของพนักงานก็จะเป็นรหัสใหม่ไม่ใช่รหัสประจำตัวของพนักงานเดิม เป็นต้น ประกอบกับก่อนที่โจทก์จะเป็นพนักงานของบริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน อ. ในปี 2553 โจทก์ทำงานกับบริษัทหลักทรัพย์ ส. ต่อมาปี 2556 บริษัทหลักทรัพย์ ส. ตกลงโอนการจ้างของโจทก์ไปให้บริษัทหลักทรัพย์ ฟ. ทำให้โจทก์เป็นพนักงานของบริษัทหลักทรัพย์ ฟ. และให้นับอายุการทำงานซึ่งได้ทำกับบริษัทหลักทรัพย์ ส. มารวมคำนวณอายุงานทั้งหมดของโจทก์ ในปี 2557 บริษัทหลักทรัพย์ ฟ. ตกลงโอนการจ้างงานของโจทก์ไปให้บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน อ. และให้นับอายุการทำงานซึ่งได้ทำกับบริษัทหลักทรัพย์ ฟ. มารวมคำนวณอายุงานทั้งหมดของโจทก์ ซึ่งในการโอนการจ้างงานแต่ละครั้งมีการนับอายุการทำงานต่อเนื่องกันมาตลอด โดยไม่ปรากฏว่ามีการยื่นหนังสือลาออกหรือการจ่ายเงินด้วยไมตรีจิตดังเช่นกรณีนี้แต่อย่างใด จึงเห็นได้ว่าการที่บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน อ. มีนโยบายปรับปรุงองค์กรจึงให้พนักงานลาออกโดยบริษัทยินยอมจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนให้พนักงานทุกคนที่ยื่นหนังสือลาออกนั้นเป็นข้อบ่งชี้ว่า บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน อ. ต้องการยุติสัญญาจ้างของพนักงานทุกคนที่ยื่นหนังสือลาออก ซึ่งโจทก์เป็นหนึ่งในพนักงานที่ยื่นหนังสือลาออกและได้รับผลประโยชน์ตอบแทน การที่บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน อ. ยอมจ่ายเงินจำนวนมากถึง 16,344,650 บาท ให้แก่โจทก์ และจ่ายเงินจำนวนมากให้แก่พนักงานคนอื่น ๆ ที่มีสถานภาพเดียวกับโจทก์นั้นก็เพื่อต้องการให้สัญญาจ้างเดิมและการนับอายุงานตามสัญญาจ้างเดิมระหว่างโจทก์กับบริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน อ. สิ้นสุดลงอย่างแท้จริง หากบริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน อ. เพียงแต่ต้องการเปลี่ยนตำแหน่งงานและสวัสดิการของโจทก์กับพนักงานคนอื่นโดยให้ทำงานต่อเนื่องกันไปดังที่จำเลยทั้งสี่อ้าง บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน อ. ย่อมสามารถใช้วิธีการโอนการจ้างงานดังที่เคยปฏิบัติกับโจทก์ได้ โดยไม่จำต้องจ่ายเงินจำนวนมากดังกล่าวให้แก่โจทก์และพนักงานคนอื่น อีกทั้ง การที่โจทก์ได้รับการว่าจ้างใหม่จากบริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน อ. นั้นก็ไม่ใช่เงื่อนไขหรือข้อเสนอในการยื่นหนังสือลาออก และไม่ใช่ว่าพนักงานทุกคนที่ยื่นหนังสือลาออกจะได้รับการจ้างงานใหม่ และข้อเท็จจริงปรากฏต่อไปอีกว่า เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2563 โจทก์ถูกเลิกจ้างจากบริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน อ. โจทก์ได้รับค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงานโดยนับอายุงานใหม่นับแต่วันที่ 28 เมษายน 2561 เพียงเท่าเงินเดือน 3 เดือน และโจทก์ไม่สามารถใช้สิทธิในการเลือกเสียภาษีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 48 (5) เนื่องจากมีระยะเวลาการทำงานน้อยกว่า 5 ปี จึงไม่เข้าเงื่อนไขที่จะใช้สิทธิดังกล่าวได้อีก ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้นแสดงให้เห็นว่าสัญญาจ้างเดิมระหว่างโจทก์กับบริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน อ. สิ้นสุดไปตามหนังสือลาออกของโจทก์ฉบับลงวันที่ 27 มีนาคม 2561 แล้ว พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า การที่โจทก์ยื่นหนังสือลาออกและได้รับเงินด้วยไมตรีจิตดังกล่าว แม้โจทก์จะกลับมาทำงานกับบริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน อ. ในเวลาต่อมานั้น ก็ถือเป็นการออกจากงานตามประมวลรัษฎากร มาตรา 48 (5) แล้ว ฎีกาของโจทก์ในส่วนนี้ฟังขึ้น
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า เงินได้จำนวน 16,344,650 บาท ที่โจทก์ได้รับจะสามารถใช้สิทธิเสียภาษีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 48 (5) ได้ทั้งจำนวนหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าโจทก์ได้รับเงินจำนวน 16,344,650 บาท จากนายจ้าง เนื่องจากโจทก์ลาออกจากงานตามสัญญาจ้างเดิมด้วยความสมัครใจ มิใช่การเลิกจ้างที่จะเป็นเหตุให้ได้รับเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน เงินจำนวนดังกล่าวจึงไม่ใช่เงินชดเชยตามกฎหมายแรงงานตาม ข้อ 1 (ค) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไข ของเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งนายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานตามมาตรา 48 (5) และมาตรา 50 (1) แห่งประมวลรัษฎากร แต่ถือได้ว่าเป็นเงินได้พึงประเมินที่จ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานที่มีวิธีการคำนวณแตกต่างไปจากวิธีการตาม (ก) ตามข้อ 1 (ง) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45) ฯ โจทก์จึงสามารถนำเงินได้จำนวนดังกล่าวไปใช้สิทธิเสียภาษีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 48 (5) แต่เงินได้ตามข้อ 1 (ง) ดังกล่าว จะใช้สิทธิเสียภาษีในกรณีนี้ได้เพียงเฉพาะส่วนที่ไม่เกินกว่าจำนวนเงินเดือนสุดท้ายคูณด้วยจำนวนปีที่ทำงาน ตามข้อ 3 (2) วรรคสอง ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45) ฯ เมื่อปรากฏว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าเริ่มทำงานตั้งแต่ปี 2549 และมีการโอนการจ้างงานโดยนายจ้างนับอายุงานให้ต่อเนื่องเรื่อยมาเป็นเวลา 12 ปี ซึ่งได้รับเงินเดือนเดือนสุดท้ายอัตรา 703,500 บาท ต่อเดือน โดยจำเลยไม่ได้ให้การปฏิเสธในส่วนนี้ไว้โดยชัดแจ้ง โจทก์จึงมีสิทธิที่จะนำเงินได้ตามข้อ 1 (ง) มาใช้สิทธิเสียภาษีได้เพียง 8,442,000 บาท ส่วนที่เกินกว่านั้นไม่อาจนำมาใช้สิทธิได้ และเมื่อวินิจฉัยดังนี้ทำให้ไม่มีภาษีที่ต้องชำระเพิ่มเติม โจทก์ย่อมไม่ต้องรับผิดในเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามการประเมิน สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย จึงไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว พิพากษากลับ ให้แก้ไขการประเมินภาษีเงินได้ประจำปี 2561 ตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภ.ง.ด. 12 เลขที่ 12 – 01007300 – 25630612 – 001 – 00008 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เลขที่ สภ.1 (อธ.3)/200/2564 โดยกำหนดให้โจทก์มีสิทธินำเงินได้จำนวน 8,442,000 บาท มาใช้สิทธิเสียภาษีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 48 (5) ได้ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ มาตรา 48 (5) แห่งประมวลรัษฎากร มีหลักกฎหมายสำคัญเกี่ยวกับ เงินได้จากการออกจากงาน หรือที่นิยมเรียกกันว่า “เงินไมตรีจิตจากการลาออก” หรือ “เงินบำเหน็จ” ที่นายจ้างจ่ายให้ลูกจ้างเพียงครั้งเดียวเมื่อสิ้นสุดการทำงาน
หลักการสำคัญของมาตรา 48 (5)
1. สิทธิเลือกเสียภาษีแยกต่างหาก
ผู้มีเงินได้ (ลูกจ้าง) มีสิทธิเลือกที่จะไม่ต้องนำเงินบำเหน็จ/เงินไมตรีจิตที่ได้รับจากการออกจากงานไปรวมคำนวณกับเงินได้อื่น ๆ แต่สามารถเลือกเสียภาษีแยกออกมาตามวิธีพิเศษที่กฎหมายกำหนด
2. เงินได้ที่เข้าหลักเกณฑ์
o ต้องเป็นเงินตามมาตรา 40 (1) หรือ (2) (ได้จากการจ้างแรงงานหรือเงินบำนาญ)
o ต้องเป็นเงินที่นายจ้างจ่าย “ครั้งเดียว” เพราะเหตุออกจากงาน
o ต้องคำนวณจ่ายตามระยะเวลาที่ทำงาน และสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด
3. สิทธิลดหย่อน/หักค่าใช้จ่าย
o กฎหมายให้สิทธิลดหย่อนพิเศษ คือ 7,000 บาทต่อจำนวนปีที่ทำงาน (แต่ไม่เกินจำนวนเงินได้ที่ได้รับจริง)
o หลังจากนั้น เงินที่เหลือสามารถหักค่าใช้จ่ายเพิ่มได้อีก ร้อยละ 50 ก่อนนำไปคำนวณภาษี
o ถ้าเป็นกรณีเงินบำเหน็จและเงินบำนาญรวมกัน ให้หักลดหย่อนเฉพาะส่วนเงินบำเหน็จ และลดจาก 7,000 บาท เหลือ 3,500 บาทต่อปี
4. วิธีนับจำนวนปีที่ทำงาน
o นับตามจำนวนปีที่ทำงานจริง
o เศษของปี หากครบ 183 วันขึ้นไป ให้นับเป็นหนึ่งปี ถ้าน้อยกว่านั้นให้ปัดทิ้ง
จุดมุ่งหมายของมาตรา 48 (5)
• เป็น มาตรการลดภาระภาษี ให้แก่ลูกจ้างหรือข้าราชการที่ออกจากงาน
• ยอมรับว่าเงินก้อนนี้มีลักษณะเป็น เงินชดเชยหรือไมตรีจิต ไม่ใช่เงินได้ที่เกิดขึ้นเป็นปกติทุกปี
• เพื่อให้ผู้รับเงินได้รับการผ่อนปรน ไม่ถูกเรียกเก็บภาษีในอัตราสูงจนเกินสมควร
สรุปได้ว่า มาตรา 48 (5) เปิดช่องทางพิเศษให้ผู้ที่ได้รับเงินจากการลาออกสามารถเสียภาษีในอัตราที่เบากว่า โดยใช้วิธีการหักค่าใช้จ่ายตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด แต่ก็มี “เพดาน” และ “เงื่อนไข” ที่ต้องปฏิบัติตาม ไม่ใช่ว่าจะได้รับยกเว้นทั้งหมดครับ
|



.jpg)