ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ภาษีมูลค่าเพิ่มกรณีผู้ประกอบการต่างประเทศขายสินค้าในราชอาณาจักรเป็นปกติธุระ(ฎีกาที่ 6753/2567)

คำพิพากษาศาลฎีกา 6753/2567, ภาษีมูลค่าเพิ่มผู้ประกอบการต่างประเทศขายสินค้าในไทย, การตีความมาตรา 83/6 (1) ของประมวลรัษฎากร, สิทธิหน้าที่ผู้ซื้อสินค้าจากผู้ประกอบการนอกราชอาณาจักร, ตัวแทนผู้ประกอบการต่างประเทศในไทย, การจัดส่งสินค้าออนไลน์และการขายในราชอาณาจักร, ข้อกำหนดมาตรา 82/1 (1) มาตรา 85/2, ข้อกำหนดมาตรา 77/1 (7) ประมวลรัษฎากร, กรณีศึกษาคำพิพากษาภาษีไทย, วิเคราะห์คำวินิจฉัยศาลฎีกาเกี่ยวกับ VAT, แนวทางปฏิบัติผู้ประกอบการต่างประเทศขายสินค้า

   ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

     เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

บทนำ 

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการตีความภาษีมูลค่าเพิ่มในกรณีผู้ประกอบการต่างประเทศเข้ามาขายสินค้าในราชอาณาจักร ศาลวินิจฉัยว่ากรณีบริษัทต่างชาติผลิตสินค้าในประเทศไทยผ่านบริษัทในเครือและส่งออกในนามของผู้ซื้อ ถือเป็นการขายสินค้าในราชอาณาจักรเป็นปกติธุระ ไม่ใช่การประกอบกิจการชั่วคราว จึงไม่เข้าเงื่อนไขตามมาตรา 83/6 (1) ส่งผลให้การประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ข้อเท็จจริง

•โจทก์ซื้อสินค้าจาก บริษัท ม. (ผู้ประกอบการต่างประเทศ)

•บริษัท ม. สั่งผลิตสินค้าจาก บริษัท อ. ในประเทศไทย (บริษัทในเครือ) และส่งออกให้ลูกค้าของโจทก์ในนามโจทก์

•การส่งออกใช้ Form D และ Bill of Lading ในนามโจทก์ เพื่อให้ลูกค้าได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร

•บริษัท ม. มีการขายสินค้าลักษณะเดียวกันหลายครั้ง ครอบคลุมหลายปี ไม่ใช่เฉพาะช่วงเดือนภาษีพิพาท

•กรมสรรพากรประเมินว่าเป็นการขายสินค้าเป็นการชั่วคราวตามมาตรา 83/6 (1) และเรียกเก็บ VAT จากโจทก์

•ศาลภาษีอากรกลางและศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาเพิกถอนการประเมิน VAT

•จำเลยฎีกา

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้อยู่ที่การตีความบทบัญญัติของประมวลรัษฎากร มาตรา 83/6 (1) ประกอบมาตรา 85/3 และมาตรา 77/1 (7) ว่าผู้ประกอบการที่อยู่นอกราชอาณาจักร ซึ่งขายสินค้าที่ผลิตในประเทศไทยให้แก่ผู้ซื้อในไทย แล้วให้ส่งออกในนามของผู้ซื้อ ถือว่า “เข้ามาประกอบกิจการขายสินค้าในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว” หรือ “เข้ามาประกอบกิจการขายสินค้าในราชอาณาจักรเป็นปกติธุระ” ซึ่งมีผลต่อการมีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และการนำส่งภาษีโดยผู้ซื้อ

คำวินิจฉัยสำคัญของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร คือ การที่บริษัท ม. (ผู้ประกอบการต่างประเทศ) มีการสั่งผลิตสินค้าในไทยโดยบริษัทในเครือและขายให้โจทก์หลายครั้งติดต่อกันในช่วงเวลาหลายเดือน ถือเป็นการประกอบกิจการในลักษณะต่อเนื่อง ไม่ใช่ชั่วคราว จึงต้องถือว่าเข้ามาประกอบกิจการขายสินค้าในราชอาณาจักร “เป็นปกติธุระ” ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/1 (1) และมาตรา 77/1 (7) การประเมินภาษีของเจ้าพนักงานจึงชอบด้วยกฎหมาย

Key words ที่เป็นแก่นของคดีนี้ 5 ประเด็นสำคัญพร้อมคำอธิบายสั้น ๆ

1. มาตรา 83/6 (1) ประมวลรัษฎากร – หน้าที่นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มของผู้จ่ายเงิน

เป็นหัวใจสำคัญของคดี ศาลพิจารณาว่าผู้ซื้อจะมีหน้าที่นำส่ง VAT แทนผู้ขายต่อเมื่อผู้ขายต่างประเทศเข้ามาขายในไทย “เป็นการชั่วคราว” เท่านั้น แต่หากเข้ามาประกอบกิจการอย่างต่อเนื่อง ถือว่าไม่เข้าเงื่อนไข “ชั่วคราว”

2. คำว่า “เข้ามาประกอบกิจการขายสินค้าในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว”

ศาลตีความตามพจนานุกรมราชบัณฑิตยสถานว่า หมายถึง “ชั่วระยะเวลาไม่นาน ไม่ประจำ ไม่ตลอดไป” ซึ่งกรณีนี้บริษัท ม. มีการขายหลายครั้งต่อเนื่องหลายเดือน จึงไม่ใช่การประกอบกิจการชั่วคราว

3. มาตรา 77/1 (7) และ (8) – ความหมายของ “ผู้ประกอบการ” และ “ขาย”

ศาลชี้ว่าแม้ผู้ประกอบการจะอยู่นอกประเทศ หากขายสินค้าในราชอาณาจักรในทางธุรกิจหรือวิชาชีพ ก็ถือว่าเป็นผู้ประกอบการในราชอาณาจักร และมีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ไม่ว่าจดทะเบียนหรือไม่

4. การผลิตสินค้าในไทยโดยบริษัทในเครือของผู้ประกอบการต่างประเทศ

ข้อเท็จจริงแสดงว่าบริษัท ม. ถือหุ้นใหญ่ในบริษัท อ. ที่ผลิตสินค้าในไทย และสั่งผลิตหลายครั้งในช่วงพิพาท การมีฐานการผลิตในไทยและดำเนินการซ้ำหลายครั้งแสดงถึงการประกอบกิจการอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงชั่วคราว

5. การส่งออกสินค้าในนามผู้ซื้อไม่เปลี่ยนสถานะการขายในไทย

แม้มีใบตราส่ง (Bill of Lading) และหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Form D) ในนามของโจทก์ ศาลเห็นว่าไม่เปลี่ยนข้อเท็จจริงว่าสินค้าได้ขายให้โจทก์ในประเทศไทยแล้ว ถือว่าเป็นการขายสินค้าในราชอาณาจักร ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามกฎหมาย

คำวินิจฉัยของศาลฎีกา

•ศาลตีความคำว่า "การประกอบกิจการชั่วคราว" ตามความหมายในพจนานุกรมว่า ชั่วระยะเวลาไม่นาน ไม่ประจำ

•การที่บริษัท ม. สั่งผลิตและขายสินค้าในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง มีมูลค่าสูง และมีความสัมพันธ์ทางธุรกิจใกล้ชิดกับบริษัทในเครือ แสดงถึงการประกอบกิจการในราชอาณาจักรเป็นปกติธุระ

•จึงไม่เข้าข่ายการประกอบกิจการชั่วคราวตามมาตรา 83/6 (1)

•บริษัท อ. ในประเทศไทยเป็นตัวแทนของบริษัท ม. ตามมาตรา 82/1 (1) และมาตรา 77/1 (7) จึงต้องรับผิดชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม

•การประเมิน VAT ของกรมสรรพากรในฐานะการประกอบกิจการชั่วคราวไม่ชอบด้วยกฎหมาย

•พิพากษายืน ให้เพิกถอนการประเมิน

การวิเคราะห์ประเด็นกฎหมาย

•มาตรา 83/6 (1) ใช้กับกรณีผู้ประกอบการต่างประเทศเข้ามาขายสินค้าในไทยเป็นการชั่วคราวและไม่ได้จดทะเบียน VAT

•มาตรา 77/1 (7) กำหนดความหมายของผู้ประกอบการให้ครอบคลุมผู้ที่ขายสินค้าในทางธุรกิจแม้ไม่ได้จดทะเบียน

•ประเด็นสำคัญ คือ การพิสูจน์ว่าเป็น "การชั่วคราว" หรือ "ปกติธุระ" โดยใช้พฤติการณ์ทางธุรกิจ ความถี่ และมูลค่าการค้า

•การที่มีการผลิตและขายในไทยหลายครั้งต่อเนื่อง และมีบริษัทในเครือตั้งโรงงานในไทย ถือเป็นการประกอบกิจการอย่างต่อเนื่อง

•ศาลตีความเพื่อป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่มจากการอ้างว่าเป็นการขายชั่วคราว

IRAC Analysis

Issue: บริษัทต่างชาติที่มีการสั่งผลิตและขายสินค้าในไทยต่อเนื่องหลายครั้ง ผ่านบริษัทในเครือในไทย ถือว่าเป็นการประกอบกิจการชั่วคราวตามมาตรา 83/6 (1) หรือไม่

Rule: ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 83/6 (1) ผู้จ่ายเงินซื้อสินค้าจากผู้ประกอบการต่างประเทศที่ขายสินค้าในไทยเป็นการชั่วคราวและไม่ได้จดทะเบียน VAT ต้องนำส่ง VAT แทน แต่หากเป็นการขายปกติธุระ ต้องปฏิบัติตามมาตรา 82/1 (1) และ 77/1 (7)

Application: บริษัท ม. มีการขายสินค้าผ่านบริษัทในเครือในไทยต่อเนื่องหลายปี มูลค่าสูง และมีขั้นตอนการผลิตในไทยอย่างเป็นระบบ จึงไม่ใช่กิจการชั่วคราว

Conclusion: ไม่เข้าเงื่อนไขมาตรา 83/6 (1) การประเมิน VAT ในฐานะกิจการชั่วคราวไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลพิพากษายืนเพิกถอนการประเมิน

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

•การตีความคำว่า "การประกอบกิจการชั่วคราว" ต้องดูข้อเท็จจริงเชิงพฤติการณ์ ไม่ใช่เพียงลักษณะสัญญา

•ผู้ประกอบการต่างประเทศที่มีการดำเนินธุรกิจต่อเนื่องในไทยผ่านบริษัทในเครือ เสี่ยงถูกตีความว่าเป็นการขายสินค้าในราชอาณาจักรเป็นปกติธุระ

•ควรจัดโครงสร้างธุรกิจและภาษีให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริง เพื่อลดความเสี่ยงทางกฎหมาย

สรุปภาษาอังกฤษ 

The Supreme Court Decision No. 6753/2567 concerns VAT liability for a foreign company selling goods in Thailand. The Court ruled that continuous production and sales through an affiliated Thai company constituted regular business, not temporary operations under Section 83/6(1) of the Revenue Code. Therefore, the VAT assessment made on the basis of "temporary business" was unlawful, and the assessment was revoked.

สรุปย่อฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่บริษัท ม. ผู้ประกอบการต่างประเทศ สั่งผลิตสินค้าในไทยผ่านบริษัทในเครือและขายให้โจทก์เพื่อนำส่งออกในนามโจทก์ เป็นการประกอบกิจการขายสินค้าในราชอาณาจักรอย่างต่อเนื่อง มีคำสั่งซื้อและการส่งออกจำนวนมาก ครอบคลุมหลายปี จึงไม่ถือเป็น “การชั่วคราว” ตามมาตรา 83/6 (1) แห่งประมวลรัษฎากร แต่เป็นการขายปกติธุระ บริษัท อ. ในไทยทำหน้าที่เป็นตัวแทนของบริษัท ม. จึงมีหน้าที่ชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม การประเมินภาษีของเจ้าพนักงานในฐานะกิจการชั่วคราวไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาพิพากษายืนเพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6753/2567

บริษัท ม. ไม่ได้เข้ามาประกอบกิจการขายสินค้าในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 83/6 (1) แต่ถือเป็นการขายสินค้าในราชอาณาจักรเป็นปกติธุระ เมื่อพิจารณา ป.รัษฎากร มาตรา 82 (1) มาตรา 82/1 (1) มาตรา 83/2 มาตรา 85/2 และมาตรา 77/1 (7) ซึ่งข้อเท็จจริงในประเด็นนี้ได้ความจาก ต. และ ก. พยานจำเลยว่า บริษัท อ. ผลิตและขายสินค้าให้กับบริษัท ม. เมื่อผลิตสินค้าแล้วมิได้ส่งออกให้บริษัท ม. แต่มีหน้าที่รับผิดชอบในการเก็บรักษาสินค้าและส่งออกให้ลูกค้าของโจทก์ในนามของโจทก์ตามคำสั่งของบริษัท ม. ถือว่าบริษัท อ. เป็นตัวแทนของบริษัท ม. ผู้ประกอบการที่อยู่นอกราชอาณาจักร ดังนั้น บริษัท อ. จึงมีหน้าที่ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มตาม ป.รัษฎากร มาตรา 82/1 (1) ประกอบมาตรา 77/1 (7) พยานหลักฐานของจำเลยมีน้ำหนักน้อยกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ จึงยังรับฟังไม่ได้ว่า บริษัท ม. เข้ามาประกอบกิจการขายสินค้าในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 83/6 (1) ดังนั้น หนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ สำหรับเดือนภาษีมกราคม 2557 เดือนภาษีกุมภาพันธ์ 2557 และเดือนภาษีมีนาคม 2557 จำนวน 3 ฉบับ ที่ให้โจทก์รับผิดชำระค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 83/6 (1) ในฐานะที่โจทก์เป็นผู้ชำระค่าสินค้าให้ผู้ประกอบการนอกราชอาณาจักรซึ่งขายสินค้าเป็นการชั่วคราวและไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นการชั่วคราวตามมาตรา 85/3 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

โจทก์ฟ้องขอให้ยกเลิก กลับ หรือแก้ไขการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีมกราคม เดือนภาษีกุมภาพันธ์ และเดือนภาษีมีนาคม 2557 ของเจ้าพนักงานประเมิน และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า จากบทบัญญัติในมาตรา 83/6 ผู้จ่ายเงินค่าซื้อสินค้าจะมีหน้าที่ต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มก็ต่อเมื่อผู้ประกอบการเข้ามาขายสินค้าในราชอาณาจักรและผู้ประกอบการนั้นต้องเข้ามาประกอบกิจการเป็นการชั่วคราว และไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นการชั่วคราว กรณีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในประการแรกว่า บริษัท ม. ซึ่งเป็นผู้ประกอบการได้เข้ามาประกอบกิจการขายสินค้าในราชอาณาจักรหรือไม่ คดีนี้ แม้โจทก์จะอ้างว่าการซื้อขายระหว่างโจทก์กับบริษัท ม. เกิดขึ้นโดยผ่านระบบออนไลน์และไปรษณีย์ โจทก์ชำระเงินค่าสินค้าไปยังบริษัท ม. โดยตรง โจทก์ไม่ได้ครอบครองสินค้า แต่เพื่อให้ลูกค้าของโจทก์ซึ่งอยู่ในประเทศสมาชิกประชาคมอาเซียนได้รับสิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนหรือยกเว้นอากรศุลกากรภายใต้ความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน จึงต้องมีหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Form D) ซึ่งออกโดยหน่วยงานของประเทศไทย ซึ่งชื่อผู้ส่งออกสินค้าใน Form D ระบุว่าโจทก์เป็นผู้ส่งออก และในใบตราส่ง (Bill of Lading (B/L)) ระบุว่าส่งออกในนามของโจทก์ ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงที่ว่า สินค้าที่บริษัท อ. ผลิตในประเทศไทยก็คือสินค้าที่บริษัท ม. ทำสัญญาซื้อขายไว้กับโจทก์ และสั่งให้บริษัท อ. ผลิตเพื่อส่งออกไปยังลูกค้าของโจทก์ในต่างประเทศในนามของโจทก์ ดังนั้น เมื่อสินค้าที่บริษัท ม. ขายให้โจทก์ได้ถูกผลิตในประเทศไทยและถือว่าส่งมอบให้โจทก์แล้วในประเทศไทยเพื่อส่งออกไปในนามของโจทก์ จึงถือได้ว่าบริษัท ม. เป็นผู้ประกอบการที่อยู่นอกราชอาณาจักรซึ่งได้เข้ามาประกอบกิจการขายสินค้าในราชอาณาจักรให้แก่โจทก์แล้ว กรณีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า บริษัท ม. ซึ่งเป็นผู้ประกอบการได้เข้ามาประกอบกิจการขายสินค้าในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว และไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นการชั่วคราวตามประมวลรัษฎากร มาตรา 83/6 (1) ประกอบมาตรา 85/3 หรือไม่ นั้น จากบทบัญญัติมาตรา 85/3 ผู้ประกอบการที่อยู่นอกราชอาณาจักร และเข้ามาประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการในราชอาณาจักรเป็นการครั้งคราว ไม่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 85/3 หรือจะขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นการชั่วคราวก็ได้ แต่กรณีที่ไม่ได้ขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นการชั่วคราวและมีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มผู้ชำระค่าซื้อสินค้ามีหน้าที่นำส่งเงินภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการดังกล่าวมีหน้าที่ต้องเสีย เมื่อมีการชำระราคาสินค้าให้กับผู้ประกอบการตามประมวลรัษฎากร มาตรา 83/6 (1) ประกอบกับตามประมวลรัษฎากร หมวด 4 ภาษีมูลค่าเพิ่ม มาตรา 77/1 (5) บัญญัติว่า ""ผู้ประกอบการ" หมายความว่า บุคคลซึ่งขายสินค้าหรือให้บริการในทางธุรกิจหรือวิชาชีพ...ไม่ว่าจะได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วหรือไม่" (8) บัญญัติว่า ""ขาย" หมายความว่า จำหน่าย จ่าย โอนสินค้า..." ส่วนคำว่า "ชั่วคราว" ประมวลรัษฎากรมิได้ให้ความหมายไว้เป็นพิเศษ ต้องถือความหมายตามพจนานุกรม ซึ่งพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ให้ความหมายของคำว่า "ชั่วคราว" ว่า "ชั่วระยะเวลาไม่นาน ไม่ประจำ ไม่ตลอดไป" ดังนั้น การประกอบกิจการขายสินค้าในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว จึงหมายถึงการขาย จำหน่าย จ่าย โอนสินค้า ในทางธุรกิจหรือวิชาชีพในราชอาณาจักร เพียงชั่วระยะเวลาไม่นาน ไม่ประจำ ไม่ตลอดไป คดีนี้ เมื่อบริษัท ม. ได้รับคำสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์รวม 75 ครั้ง บริษัท ม. จึงสั่งซื้อสินค้าจากบริษัท อ. ซึ่งเป็นโรงงานผลิตในประเทศไทยที่บริษัท ม. ถือหุ้นร้อยละ 94.9998 จากนั้นบริษัท อ. จะทำการผลิตสินค้าในประเทศไทย แล้วจัดทำใบขนสินค้าขาออก รายการบรรจุหีบห่อ (Packing List) และดำเนินพิธีการศุลกากรส่งออกสินค้าตามคำสั่งของบริษัท ม. ไปยังลูกค้าโจทก์ที่ต่างประเทศในนามของโจทก์ตามใบตราส่ง (Bill of Lading (B/L)) รวม 81 ฉบับ โดยโจทก์ได้ชำระค่าซื้อสินค้าครั้งนี้ให้กับบริษัท ม. ในเดือนมกราคม เดือนกุมภาพันธ์ และเดือนมีนาคม 2557 รวมคิดเป็นค่าซื้อสินค้า 96,513,744.20 บาท และค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม 6,755,962.10 บาท จากพฤติการณ์ในการซื้อขายสินค้าระหว่างโจทก์กับบริษัท ม. ดังกล่าว เห็นได้ว่า การที่บริษัท ม. ขายสินค้าให้โจทก์ในระยะเวลา 3 เดือนภาษี ทำให้มีการส่งออกสินค้า 81 ครั้ง รวมมูลค่าการซื้อขายสินค้าถึง 96,513,744.20 บาท การสั่งซื้อสินค้าที่ผลิตในประเทศไทยโดยบริษัทในเครือของบริษัท ม. และหลักฐานการส่งออกในปริมาณและมูลค่าดังกล่าวถือว่าบริษัท ม. เข้ามาประกอบกิจการขายสินค้าในราชอาณาจักรหลายคราวโดยมีบริษัท อ. บริษัทในเครือของบริษัท ม. ตั้งโรงงานผลิตสินค้าในประเทศไทย นอกจากนี้ยังได้ความจากคำเบิกความของนางสาวพิมพ์นารา พนักงานบริษัท ค. ตัวแทนออกของให้บริการจัดเตรียมเอกสารส่งออกตามคำขอบริษัท อ. พยานโจทก์ว่า บริษัท ค. เป็นผู้จัดเตรียมเอกสารเพื่อส่งออกสินค้าที่บริษัท อ. ขายให้บริษัท ม. ในประเทศญี่ปุ่น ตามที่ปรากฏชื่อเป็นตัวแทนออกของ โดยจำเลยไม่ได้ถามค้านหรือโต้แย้งข้อเท็จจริงส่วนนี้ให้เห็นเป็นอย่างอื่น ประกอบกับตามบันทึกข้อความลงวันที่ 1 มิถุนายน 2559 เรื่องชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติม กรณีขอหารือประเด็นภาษีมูลค่าเพิ่มรายโจทก์ ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่สมุทรปราการ 3 ขอหารือเพิ่มเติมโดยระบุข้อเท็จจริงว่า โจทก์สั่งซื้อสินค้าจากบริษัท ม. ซึ่งต้องสั่งซื้อสินค้าจากผู้ผลิตในประเทศไทย คือ บริษัท อ. โดยมียอดซื้อสินค้าที่โจทก์สั่งซื้อจากบริษัท ม. ตามรอบระยะเวลาบัญชี วันที่ 29 พฤษภาคม 2556 ถึง 31 มีนาคม 2557 รอบระยะเวลาบัญชี วันที่ 1 เมษายน 2557 ถึง 31 มีนาคม 2558 และสำหรับรอบระยะเวลาบัญชี วันที่ 1 เมษายน 2558 ถึง 31 มีนาคม 2559 ยังคงมียอดซื้อสินค้าที่บริษัท ม. สั่งซื้อสินค้าจากบริษัท อ. อีกบางส่วน เชื่อได้ว่าบริษัท อ. ไม่ได้ผลิตสินค้าให้บริษัท ม. เฉพาะเดือนภาษีมกราคม 2557 ถึงเดือนภาษีมีนาคม 2557 อันเป็นเดือนภาษีพิพาท อันแสดงให้เห็นว่า บริษัท ม. ไม่ได้เข้ามาประกอบกิจการขายสินค้าในราชอาณาจักรเฉพาะเดือนภาษีพิพาทเท่านั้น แต่บริษัท ม. เข้ามาประกอบกิจการขายสินค้าในราชอาณาจักรก่อนหน้าและภายหลังเดือนภาษีพิพาทต่อเนื่องกันหลายปี ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า บริษัท ม. ไม่ได้เข้ามาประกอบกิจการขายสินค้าในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 83/6 (1) แต่ถือเป็นการขายสินค้าในราชอาณาจักรเป็นปกติธุระ เมื่อพิจารณา ป.รัษฎากร มาตรา 82 (1) มาตรา 82/1 (1) มาตรา 83/2 มาตรา 85/2 และมาตรา 77/1 (7) ซึ่งข้อเท็จจริงในประเด็นนี้ได้ความจากนางสาวเตือนจิตรและนายเกรียงชัย พยานจำเลยว่า บริษัท อ. ผลิตและขายสินค้าให้กับบริษัท ม. เมื่อผลิตสินค้าแล้วมิได้ส่งออกให้บริษัท ม. แต่มีหน้าที่รับผิดชอบในการเก็บรักษาสินค้าและส่งออกให้ลูกค้าของโจทก์ในนามของโจทก์ตามคำสั่งของบริษัท ม. ถือว่าบริษัท อ. เป็นตัวแทนของบริษัท ม. ผู้ประกอบการที่อยู่นอกราชอาณาจักร ดังนั้น บริษัท อ. จึงมีหน้าที่ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 82/1 (1) ประกอบมาตรา 77/1 (7) พยานหลักฐานของจำเลยมีน้ำหนักน้อยกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ จึงยังรับฟังไม่ได้ว่า บริษัท ม. เข้ามาประกอบกิจการขายสินค้าในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 83/6 (1) ดังนั้น หนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ สำหรับเดือนภาษีมกราคม 2557 เดือนภาษีกุมภาพันธ์ 2557 และเดือนภาษีมีนาคม 2557 จำนวน 3 ฉบับ ที่ให้โจทก์รับผิดชำระค่าภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 83/6 (1) ในฐานะที่โจทก์เป็นผู้ชำระค่าสินค้าให้ผู้ประกอบการนอกราชอาณาจักรซึ่งขายสินค้าเป็นการชั่วคราวและไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นการชั่วคราวตามมาตรา 85/3 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ

แนวคำถาม - ธงคำตอบ
ข้อ 1
ปัญหาสำคัญประการแรกคือ บริษัท ม. ซึ่งเป็นผู้ประกอบการต่างประเทศที่ขายสินค้าให้แก่โจทก์ซึ่งอยู่ในประเทศไทย โดยให้บริษัท อ. ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของบริษัท ม. ผลิตสินค้าในประเทศไทย และส่งออกในนามของโจทก์นั้น จะถือว่าเป็น “การเข้ามาประกอบกิจการขายสินค้าในราชอาณาจักร” ตามความหมายแห่งประมวลรัษฎากร มาตรา 83/6 (1) หรือไม่
คำตอบ
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้การขายจะดำเนินการผ่านระบบออนไลน์และมีการส่งออกในนามของโจทก์ แต่เนื่องจากสินค้าได้ผลิตในประเทศไทยโดยบริษัท อ. ตามคำสั่งของบริษัท ม. และขายให้แก่โจทก์ในประเทศไทยแล้วก่อนส่งออก จึงถือได้ว่าบริษัท ม. ได้เข้ามาประกอบกิจการขายสินค้าในราชอาณาจักรจริง ไม่ว่าผู้ขายจะมีสำนักงานใหญ่ในต่างประเทศหรือไม่ เพราะการขายดังกล่าวเกิดขึ้นในเขตประเทศไทยและอยู่ในบังคับของกฎหมายภาษีมูลค่าเพิ่ม
ข้อ 2
ประเด็นต่อมาคือ บริษัท ม. ที่เข้ามาประกอบกิจการขายสินค้าในราชอาณาจักรดังกล่าว จะถือว่าเป็นการเข้ามาประกอบกิจการ “เป็นการชั่วคราว” ตามมาตรา 83/6 (1) ของประมวลรัษฎากร ซึ่งจะมีผลให้ผู้ซื้อ (โจทก์) ต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มแทนหรือไม่
คำตอบ
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “ชั่วคราว” หมายถึงชั่วระยะเวลาไม่นาน ไม่ประจำ ไม่ตลอดไป แต่ในคดีนี้ บริษัท ม. มีการขายสินค้าให้โจทก์ต่อเนื่องกันหลายครั้งภายในระยะเวลา 3 เดือนภาษี รวมกว่า 75 ครั้ง และยังมีหลักฐานแสดงว่ามีการขายต่อเนื่องทั้งก่อนและหลังช่วงเดือนพิพาท จึงถือเป็นการประกอบกิจการเป็นปกติธุระ มิใช่เป็นการชั่วคราวตามมาตรา 83/6 (1) ดังนั้น โจทก์ในฐานะผู้ซื้อจึงไม่มีหน้าที่ต้องนำส่งภาษีแทนผู้ขาย
ข้อ 3
ประเด็นที่สามคือ การที่บริษัท ม. ถือหุ้นร้อยละ 94.9998 ในบริษัท อ. ซึ่งเป็นผู้ผลิตสินค้าในประเทศไทย จะมีผลอย่างไรต่อการพิจารณาว่าบริษัท ม. เป็นผู้ประกอบการที่ขายสินค้าในราชอาณาจักรหรือไม่
คำตอบ
ศาลฎีกาเห็นว่าการที่บริษัท ม. มีส่วนได้เสียโดยตรงในบริษัท อ. ที่ผลิตสินค้าในไทย ทำให้บริษัท ม. มีบทบาทควบคุมการผลิต การจัดส่ง และการขายสินค้าให้แก่ลูกค้าผ่านโจทก์โดยตรง ถือเป็นการดำเนินกิจการเชิงโครงสร้างทางธุรกิจในประเทศไทย มิใช่การทำธุรกรรมชั่วคราวเฉพาะคราว จึงต้องถือว่าบริษัท ม. เป็นผู้ประกอบการที่ขายสินค้าในราชอาณาจักรในทางปกติธุระและมีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/1 (1) ประกอบมาตรา 77/1 (7) แห่งประมวลรัษฎากร
ข้อ 4
ประเด็นสุดท้ายคือ การที่โจทก์เป็นผู้ส่งออกสินค้าในนามของตนเอง มีชื่อในใบตราส่ง (Bill of Lading) และได้รับหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Form D) จากหน่วยงานในประเทศไทย จะทำให้การขายสินค้าครั้งนี้ถือเป็นการส่งออกของผู้ประกอบการต่างประเทศและพ้นจากภาระภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่
คำตอบ
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เอกสารการส่งออกและชื่อผู้ส่งออกในเอกสารทางการค้าไม่อาจเปลี่ยนข้อเท็จจริงที่การขายสินค้าเกิดขึ้นในประเทศไทยได้ เพราะบริษัท ม. ได้ขายสินค้าให้โจทก์ในประเทศไทยก่อนส่งออก อีกทั้งสินค้าได้ผลิตในประเทศไทยโดยบริษัทในเครือของบริษัท ม. ดังนั้น แม้การส่งออกจะเกิดขึ้นในนามของโจทก์ แต่การขายระหว่างบริษัท ม. กับโจทก์ยังถือเป็นการขายในราชอาณาจักรอยู่ดี จึงอยู่ภายใต้บังคับภาษีมูลค่าเพิ่มตามกฎหมาย การประเมินของเจ้าพนักงานภาษีมูลค่าเพิ่มและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงชอบด้วยกฎหมาย
ทนาย ลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ ปรึกษากฎหมายทางแชทไลน์
 
 
1.ภาพโลโก้สำนักงานพีสิริ ทนายความ พร้อมชื่อและเบอร์ติดต่อ alt=สำนักงานพีสิริ ทนายความ ให้บริการปรึกษากฎหมายและคดีความ  2.ภาพหัวบทความคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6753/2567 alt=คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6753/2567 ภาษีมูลค่าเพิ่ม การตีความผู้ประกอบการต่างประเทศ การขายสินค้าในราชอาณาจักรเป็นปกติธุระ 3.ภาพย่อหน้าบทนำอธิบายเนื้อหาคำพิพากษา alt=บทนำคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6753/2567 การตีความภาษีมูลค่าเพิ่ม ผู้ประกอบการต่างประเทศขายสินค้าในราชอาณาจักรเป็นปกติธุระ ไม่เข้าข่ายกิจการชั่วคราวตามมาตรา 83/6 4.ภาพหัวข้อข้อเท็จจริงคดี alt=ข้อเท็จจริงคดีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6753/2567 การซื้อขายสินค้าระหว่างผู้ประกอบการต่างประเทศกับผู้ซื้อในไทย การผลิตในประเทศและส่งออกในนามผู้ซื้อ 5.ภาพรายการข้อเท็จจริงย่อ alt=สรุปข้อเท็จจริงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6753/2567 การผลิตและส่งออกสินค้าผ่านบริษัทในเครือในไทย การใช้ Form D และ Bill of Lading เพื่อสิทธิพิเศษทางศุลกากร การประเมิน VAT ไม่ชอบด้วยกฎหมาย



ประมวลรัษฎากร

สิทธิหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา และสถานะบุตรบุญธรรมตามกฎหมายภาษี
ภาระภาษีเงินได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์และอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์(ฎีกาที่ 4847/2566)
ประมาณการกำไรสุทธิคลาดเคลื่อนเกิน 25% ต้องเสียเงินเพิ่มหรือไม่ ศาลฎีกาวางหลัก “เหตุอันสมควร” ในคดีภาษีไว้อย่างไร article
สิทธิ ลดอัตราอากร และการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฎีกา 1392/2567)
ภาษีที่ดินห้องชุด & การยกเว้น 50 ล้าน, กรรมสิทธิ์รวม, พ.ร.บ.ภาษีที่ดิน, (ฎีกา 3227/2568)
(ฎีกาที่ 731/2568) เงินไมตรีจิต & ภาษีลาออก
(ฎีกา 893/2568)คดีกู้ยืมเงิน & หลักฐานไม่ปิดอากรแสตมป์
การเครดิตภาษีหัก ณ ที่จ่ายในชื่อคู่สมรส และข้อจำกัดตาม ป.รัษฎากร มาตรา 60(ฎีกาที่ 6752/2567)
รายจ่ายที่มีลักษณะของการทำนิติกรรมอำพรางโดยให้บริษัทในเครือกู้ยืมเงิน
ประมวลรัษฎากร