
| เมื่อพินัยกรรมยกมรดกทั้งหมดแต่ผู้รับบางรายไม่มีสิทธิรับมรดก ทรัพย์สินจะตกแก่ใคร และทายาทที่ถูกตัดมิให้รับมรดกกลับมามีสิทธิหรือไม่
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับปัญหาสำคัญของกฎหมายมรดกว่ากรณีเจ้ามรดกทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกทั้งหมดให้แก่บุคคลที่ระบุชื่อไว้ในพินัยกรรม พร้อมทั้งแสดงเจตนาว่าบุคคลอื่นที่มิได้ระบุชื่อไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกของตน จะถือว่าทายาทโดยธรรมที่ไม่ได้รับประโยชน์จากพินัยกรรมถูกตัดมิให้รับมรดกหรือไม่ และหากต่อมาปรากฏว่าข้อกำหนดพินัยกรรมในส่วนของผู้รับมรดกบางรายไม่มีผลใช้บังคับตามกฎหมาย ทรัพย์มรดกส่วนนั้นจะตกแก่ผู้รับพินัยกรรมที่เหลืออยู่แต่เพียงผู้เดียว หรือจะต้องตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย คดีนี้เริ่มต้นจากข้อพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดินและบ้านพิพาท ซึ่งคู่ความโต้แย้งกันถึงสิทธิในการรับมรดกและความชอบด้วยกฎหมายของการโอนทรัพย์มรดก โดยระหว่างการพิจารณาคู่ความได้สละประเด็นข้อเท็จจริงและขอให้ศาลวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายเป็นสำคัญ กล่าวคือ เมื่อข้อกำหนดพินัยกรรมบางส่วนไม่มีผลใช้บังคับแล้ว ทรัพย์มรดกในส่วนนั้นจะมีชะตากรรมทางกฎหมายอย่างไร ประเด็นดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการตีความบทบัญญัติว่าด้วยการตัดทายาทมิให้รับมรดก การจำหน่ายทรัพย์มรดกทั้งหมดโดยพินัยกรรม และผลทางกฎหมายของข้อกำหนดพินัยกรรมที่ตกเป็นอันเสียเปล่า เนื่องจากส่งผลโดยตรงต่อสิทธิของทายาทโดยธรรม ผู้รับพินัยกรรม และการจัดการทรัพย์มรดกภายหลังการถึงแก่ความตายของเจ้ามรดก อันเป็นหลักการพื้นฐานที่ใช้บังคับกับคดีมรดกจำนวนมากในทางปฏิบัติ สรุปข้อเท็จจริงของคดี คดีนี้มีจุดเริ่มต้นจากข้อพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 3449 และบ้านเลขที่ 374 จังหวัดอุทัยธานี โดยโจทก์อ้างว่าตนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ดังกล่าว และฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากบ้านและที่ดินพิพาท พร้อมทั้งเรียกค่าเสียหายเดือนละ 2,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะออกจากทรัพย์พิพาท จำเลยทั้งสองต่อสู้คดีโดยยื่นคำให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องโจทก์ พร้อมทั้งขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินระหว่างนางส้มโอกับโจทก์ ตลอดจนขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินที่นางส้มโอในฐานะผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์มรดกให้แก่ตนเองในฐานะส่วนตัว และขอให้นางส้มโอในฐานะผู้จัดการมรดกโอนที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 จำนวน 1 ใน 9 ส่วน โดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับมรดกในฐานะทายาทของเจ้ามรดก ระหว่างการพิจารณา จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้นางส้มโอเข้ามาเป็นโจทก์ร่วมในคดี ศาลอนุญาตตามคำร้อง ทำให้นางส้มโอเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายโจทก์ร่วมอย่างเป็นทางการ ภายหลังจากนั้น โจทก์และโจทก์ร่วมยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้ง โดยยืนยันว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิได้รับมรดกตามที่กล่าวอ้าง เนื่องจากเจ้ามรดกได้ทำพินัยกรรมกำหนดผู้รับมรดกไว้แล้ว และในพินัยกรรมยังมีข้อความระบุว่าบุคคลอื่นนอกจากผู้ที่ระบุชื่อไว้ในพินัยกรรมไม่มีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกของเจ้ามรดก ดังนั้นจำเลยที่ 1 จึงเป็นบุคคลที่ถูกตัดมิให้รับมรดกตามเจตนาของเจ้ามรดก สาระสำคัญของข้อพิพาทจึงมิได้อยู่ที่การครอบครองที่ดินหรือบ้านพิพาทเพียงอย่างเดียว แต่กลับอยู่ที่การตีความพินัยกรรมของเจ้ามรดกและผลทางกฎหมายของการจัดสรรทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมดังกล่าว เนื่องจากพินัยกรรมระบุให้ทรัพย์มรดกทั้งหมดตกแก่นางลูกจันทร์ โจทก์ร่วม และนางมาลัย พร้อมทั้งมีข้อความเพิ่มเติมว่าหากมีบุคคลอื่นนอกเหนือจากผู้ที่ระบุชื่อไว้ในพินัยกรรม บุคคลนั้นไม่มีสิทธิในทรัพย์สมบัติของเจ้ามรดกทั้งสิ้น อย่างไรก็ตาม ก่อนคดีจะมีการสืบพยานต่อไป คู่ความทุกฝ่ายได้แถลงสละประเด็นข้อพิพาทด้านข้อเท็จจริงและไม่ติดใจสืบพยานเพิ่มเติม โดยเห็นพ้องให้ศาลวินิจฉัยเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายเบื้องต้นเป็นสำคัญ กล่าวคือ เมื่อก่อนหน้านี้มีข้อยุติแล้วว่าข้อกำหนดพินัยกรรมในส่วนที่ยกทรัพย์ให้แก่นางลูกจันทร์และนางมาลัยไม่มีผลใช้บังคับตามกฎหมาย คงเหลือเพียงข้อกำหนดที่ยกทรัพย์ให้แก่โจทก์ร่วมเท่านั้น จึงเกิดข้อโต้แย้งว่าทรัพย์มรดกส่วนที่ข้อกำหนดพินัยกรรมตกเป็นอันเสียเปล่านั้นควรตกเป็นของโจทก์ร่วมเพียงผู้เดียวหรือควรตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมตามกฎหมาย ปัญหาดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะหากทรัพย์มรดกส่วนที่ข้อกำหนดพินัยกรรมไม่มีผลใช้บังคับตกเป็นของโจทก์ร่วมเพียงผู้เดียว โจทก์ร่วมย่อมมีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกทั้งหมดและการโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์มรดกให้แก่โจทก์อาจชอบด้วยกฎหมาย แต่หากทรัพย์มรดกส่วนนั้นต้องตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมตามกฎหมาย ย่อมมีผลโดยตรงต่อสิทธิของจำเลยที่ 1 และทายาทคนอื่น ๆ ในกองมรดก รวมถึงส่งผลต่อความชอบด้วยกฎหมายของการโอนทรัพย์มรดกที่เป็นเหตุแห่งข้อพิพาทในคดีนี้ ด้วยเหตุนี้ ประเด็นแห่งคดีจึงมุ่งไปสู่การตีความบทบัญญัติว่าด้วยการตัดทายาทมิให้รับมรดก การจำหน่ายทรัพย์มรดกทั้งหมดโดยพินัยกรรม และผลของข้อกำหนดพินัยกรรมที่ไม่มีผลใช้บังคับ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยเพื่อชี้ขาดสิทธิของคู่ความทั้งหมดในคดีนี้ คำวินิจฉัยของศาลฎีกาโดยละเอียด ศาลฎีกาเริ่มวินิจฉัยจากประเด็นสำคัญว่า ข้อความในพินัยกรรมที่ระบุว่าเจ้ามรดกยกทรัพย์มรดกทั้งหมดให้แก่นางลูกจันทร์ โจทก์ร่วม และนางมาลัย ประกอบกับข้อความอีกตอนหนึ่งที่ระบุว่าหากมีบุคคลอื่นนอกจากผู้ที่ระบุชื่อไว้ในพินัยกรรม บุคคลดังกล่าวย่อมไม่มีสิทธิในทรัพย์สมบัติของเจ้ามรดกทั้งสิ้น จะถือได้หรือไม่ว่าเจ้ามรดกมีเจตนาตัดทายาทโดยธรรมคนอื่น ได้แก่ นายจุล นางสาวลำพวน และจำเลยที่ 1 มิให้รับมรดก ในการวินิจฉัยประเด็นดังกล่าว ศาลฎีกาได้พิจารณาบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1608 ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการตัดทายาทมิให้รับมรดก โดยศาลอธิบายว่าบทบัญญัติดังกล่าวแบ่งการตัดสิทธิทายาทออกเป็นสองลักษณะ กล่าวคือ การตัดทายาทโดยตรงตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง และการตัดทายาทโดยปริยายตามวรรคสาม สำหรับการตัดทายาทโดยตรงนั้น เจ้ามรดกจะต้องแสดงเจตนาอย่างชัดแจ้งว่าประสงค์จะตัดทายาทคนใดมิให้รับมรดก และต้องระบุตัวบุคคลนั้นไว้อย่างแน่นอนในพินัยกรรมหรือในหนังสือที่ทำตามรูปแบบที่กฎหมายกำหนด ส่วนการตัดทายาทโดยปริยายตามวรรคสามนั้น แม้เจ้ามรดกจะไม่ได้ระบุชื่อทายาทที่ต้องการตัดสิทธิไว้โดยตรง แต่หากเจ้ามรดกได้ทำพินัยกรรมจำหน่ายทรัพย์มรดกทั้งหมดของตนไปแล้ว กฎหมายให้ถือว่าทายาทโดยธรรมที่ไม่ได้รับประโยชน์จากพินัยกรรมเป็นผู้ถูกตัดมิให้รับมรดก เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงในคดี ศาลฎีกาเห็นว่า แม้เจ้ามรดกจะไม่ได้ระบุชื่อนายจุล นางสาวลำพวน และจำเลยที่ 1 ไว้ในข้อความที่ตัดสิทธิรับมรดกโดยตรง แต่เจ้ามรดกได้แสดงเจตนาโดยชัดแจ้งผ่านพินัยกรรมว่าทรัพย์มรดกทั้งหมดตกแก่บุคคลสามคนที่ระบุชื่อไว้เท่านั้น และยังระบุเพิ่มเติมว่าบุคคลอื่นนอกเหนือจากนั้นไม่มีสิทธิในทรัพย์สมบัติของตน ดังนั้นเมื่อเจ้ามรดกได้จำหน่ายทรัพย์มรดกทั้งหมดผ่านพินัยกรรมแล้ว ย่อมเข้าหลักการตัดทายาทโดยปริยายตามกฎหมาย ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 และทายาทคนอื่นที่มิได้รับประโยชน์จากพินัยกรรมเป็นผู้ถูกตัดมิให้รับมรดกตามมาตรา 1608 วรรคสาม อุทธรณ์ของโจทก์และโจทก์ร่วมในประเด็นนี้จึงฟังขึ้น กล่าวคือ ศาลไม่เห็นด้วยกับข้อสันนิษฐานที่ว่าจำเลยที่ 1 ยังคงมีสิทธิรับมรดกตามปกติ ทั้งนี้เพราะผลของการทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกทั้งหมดให้แก่บุคคลที่ระบุชื่อไว้ ย่อมทำให้ทายาทคนอื่นที่มิได้รับประโยชน์จากพินัยกรรมถูกตัดสิทธิรับมรดกโดยผลของกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาเห็นว่าการวินิจฉัยเพียงว่าจำเลยที่ 1 ถูกตัดมิให้รับมรดกตามมาตรา 1608 วรรคสาม ยังไม่เพียงพอที่จะยุติข้อพิพาททั้งหมด เนื่องจากมีข้อเท็จจริงที่คู่ความยอมรับร่วมกันแล้วว่า ข้อกำหนดพินัยกรรมในส่วนที่ยกทรัพย์ให้แก่นางลูกจันทร์และนางมาลัยไม่มีผลใช้บังคับตามกฎหมาย คงมีผลสมบูรณ์เฉพาะในส่วนที่ยกทรัพย์ให้แก่โจทก์ร่วมเท่านั้น เมื่อข้อกำหนดพินัยกรรมในส่วนของนางลูกจันทร์และนางมาลัยไม่มีผลใช้บังคับ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปคือ ทรัพย์มรดกส่วนดังกล่าวจะตกเป็นของใคร โจทก์ร่วมอ้างว่าควรตกเป็นของตนเพียงผู้เดียว เพราะเป็นผู้รับประโยชน์ตามพินัยกรรมที่ยังเหลืออยู่ แต่ศาลฎีกาไม่เห็นด้วยกับข้อโต้แย้งดังกล่าว ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อข้อกำหนดพินัยกรรมในส่วนของนางลูกจันทร์และนางมาลัยไม่มีผลใช้บังคับ ทรัพย์มรดกในส่วนนั้นย่อมเป็นทรัพย์มรดกที่ไม่มีผู้รับตามพินัยกรรมโดยชอบด้วยกฎหมาย ผลทางกฎหมายจึงต้องเป็นไปตามบทบัญญัติว่าด้วยการตกทอดของทรัพย์มรดกในกรณีที่ข้อกำหนดพินัยกรรมเสียเปล่า กล่าวคือทรัพย์มรดกส่วนนั้นต้องตกแก่ทายาทโดยธรรมตามกฎหมาย มิใช่ตกแก่ผู้รับพินัยกรรมที่เหลืออยู่โดยอัตโนมัติ ศาลจึงวินิจฉัยว่าทรัพย์มรดกส่วนที่กำหนดให้แก่นางลูกจันทร์และนางมาลัย ซึ่งข้อกำหนดดังกล่าวไม่มีผลใช้บังคับ ต้องตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมตามกฎหมาย มิใช่ตกเป็นของโจทก์ร่วมแต่ผู้เดียว ดังนั้นโจทก์ร่วมจึงไม่มีสิทธินำทรัพย์มรดกทั้งหมดไปดำเนินการจดทะเบียนโอนหรือยกให้แก่โจทก์ได้โดยลำพัง เมื่อพิเคราะห์ผลทางกฎหมายดังกล่าวแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องกับผลแห่งคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยว่าการโอนทรัพย์มรดกทั้งหมดให้แก่โจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเห็นว่าการอ้างสิทธิของโจทก์ร่วมเหนือทรัพย์มรดกทั้งหมดไม่มีมูลเพียงพอ เนื่องจากยังมีส่วนของทรัพย์มรดกที่ต้องตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมตามกฎหมาย ด้วยเหตุผลดังกล่าว ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และกำหนดให้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาเป็นพับ โดยวางหลักสำคัญว่า แม้ทายาทโดยธรรมจะถูกตัดมิให้รับมรดกโดยผลของการที่เจ้ามรดกทำพินัยกรรมจำหน่ายทรัพย์มรดกทั้งหมดตามมาตรา 1608 วรรคสาม แต่หากข้อกำหนดพินัยกรรมบางส่วนไม่มีผลใช้บังคับ ทรัพย์มรดกในส่วนที่ข้อกำหนดนั้นเสียเปล่าย่อมไม่ตกแก่ผู้รับพินัยกรรมที่เหลืออยู่โดยอัตโนมัติ หากแต่ต้องกลับไปตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายมรดกต่อไป วิเคราะห์หลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1608 เรื่องการตัดทายาทมิให้รับมรดก ประเด็นสำคัญที่สุดประการแรกที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยในคดีนี้ คือ การตีความเจตนาของเจ้ามรดกว่าได้ตัดทายาทโดยธรรมบางคนมิให้รับมรดกแล้วหรือไม่ โดยเจ้ามรดกทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกทั้งหมดให้แก่บุคคลที่ระบุชื่อไว้ 3 คน และยังระบุเพิ่มเติมว่าบุคคลอื่นนอกจากที่ระบุในพินัยกรรมไม่มีสิทธิในทรัพย์สมบัติของตนทั้งสิ้น ปัญหาจึงเกิดขึ้นว่าแม้เจ้ามรดกจะมิได้ระบุชื่อทายาทที่ถูกตัดสิทธิไว้โดยตรง แต่การแสดงเจตนาในลักษณะดังกล่าวจะถือเป็นการตัดสิทธิทายาทตามกฎหมายหรือไม่ ศาลฎีกาอธิบายว่ามาตรา 1608 วางหลักการตัดทายาทมิให้รับมรดกไว้ 2 ลักษณะ ได้แก่ การตัดทายาทโดยตรงและการตัดทายาทโดยปริยาย การตัดทายาทโดยตรงเกิดขึ้นเมื่อเจ้ามรดกระบุชัดเจนว่าทายาทคนใดไม่มีสิทธิรับมรดก ส่วนการตัดทายาทโดยปริยายเกิดขึ้นเมื่อเจ้ามรดกทำพินัยกรรมจำหน่ายทรัพย์มรดกทั้งหมดของตนไปแล้ว แม้จะมิได้ระบุชื่อทายาทที่ต้องการตัดสิทธิไว้โดยตรงก็ตาม กฎหมายให้ถือว่าทายาทโดยธรรมที่มิได้รับประโยชน์จากพินัยกรรมเป็นผู้ถูกตัดมิให้รับมรดก คดีนี้ศาลฎีกาเห็นว่าการที่เจ้ามรดกยกทรัพย์มรดกทั้งหมดให้แก่ผู้รับพินัยกรรมที่ระบุชื่อไว้ ย่อมเป็นการจำหน่ายทรัพย์มรดกทั้งหมดตามความหมายของมาตรา 1608 วรรคสาม ส่งผลให้จำเลยที่ 1 และทายาทคนอื่นที่มิได้รับประโยชน์จากพินัยกรรมตกอยู่ในฐานะผู้ถูกตัดมิให้รับมรดกโดยผลของกฎหมาย แม้จะไม่มีการระบุชื่อไว้โดยตรงก็ตาม หลักกฎหมายดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่ากฎหมายมุ่งคุ้มครองเจตนาที่แท้จริงของเจ้ามรดกเป็นสำคัญ และมิให้การขาดข้อความตัดสิทธิโดยตรงกลายเป็นอุปสรรคต่อการบังคับตามเจตนาที่เจ้ามรดกได้แสดงไว้แล้วผ่านการจำหน่ายทรัพย์มรดกทั้งหมด วิเคราะห์หลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1620 วรรคสอง เรื่องผลของข้อกำหนดพินัยกรรมที่ไม่มีผลใช้บังคับ แม้ศาลฎีกาจะวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 และทายาทคนอื่นถูกตัดมิให้รับมรดกตามมาตรา 1608 วรรคสามแล้วก็ตาม แต่คดียังไม่สิ้นสุดเพียงเท่านั้น เนื่องจากข้อเท็จจริงยุติแล้วว่าข้อกำหนดพินัยกรรมในส่วนที่ยกทรัพย์ให้แก่นางลูกจันทร์และนางมาลัยไม่มีผลใช้บังคับตามกฎหมาย คงสมบูรณ์เฉพาะส่วนที่ยกทรัพย์ให้แก่โจทก์ร่วมเท่านั้น เมื่อเกิดกรณีที่ผู้รับพินัยกรรมบางรายไม่มีสิทธิรับทรัพย์ตามพินัยกรรม จึงต้องพิจารณาต่อไปว่าทรัพย์มรดกในส่วนนั้นจะตกแก่ผู้ใด หากไม่มีบทบัญญัติรองรับ อาจเกิดความเข้าใจได้ว่าทรัพย์ดังกล่าวควรตกแก่ผู้รับพินัยกรรมที่ยังเหลืออยู่เพียงคนเดียว แต่ศาลฎีกาไม่เห็นเช่นนั้น ศาลฎีกาวางหลักว่าเมื่อข้อกำหนดพินัยกรรมในส่วนหนึ่งไม่มีผลใช้บังคับ ทรัพย์มรดกในส่วนดังกล่าวย่อมมิได้มีผู้รับตามพินัยกรรมโดยชอบด้วยกฎหมายอีกต่อไป ผลจึงต้องเป็นไปตามมาตรา 1620 วรรคสอง ซึ่งกำหนดแนวทางแก้ไขกรณีที่การกำหนดผู้รับทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมไม่อาจมีผลได้ โดยให้ทรัพย์มรดกส่วนนั้นกลับเข้าสู่ระบบการรับมรดกตามกฎหมาย หลักการดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะทำให้เห็นว่าการที่เจ้ามรดกประสงค์ยกทรัพย์ให้บุคคลหนึ่ง มิได้หมายความว่าหากบุคคลนั้นไม่มีสิทธิรับมรดกแล้ว ทรัพย์จะไหลไปยังผู้รับพินัยกรรมรายอื่นโดยอัตโนมัติ เว้นแต่เจ้ามรดกจะกำหนดเงื่อนไขหรือกำหนดตัวผู้รับสำรองไว้โดยชัดแจ้ง หากมิได้กำหนดไว้ กฎหมายจะให้ทรัพย์ส่วนนั้นตกทอดตามกฎหมายแทน วิเคราะห์หลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1699 เรื่องการตกทอดแก่ทายาทโดยธรรม ภายหลังจากที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าข้อกำหนดพินัยกรรมในส่วนของนางลูกจันทร์และนางมาลัยไม่มีผลใช้บังคับ และต้องนำมาตรา 1620 วรรคสองมาใช้แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการกำหนดว่าทรัพย์มรดกดังกล่าวจะตกแก่บุคคลใด ซึ่งศาลฎีกาอาศัยมาตรา 1699 ประกอบการวินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นว่าทรัพย์มรดกในส่วนที่ข้อกำหนดพินัยกรรมเสียเปล่าไม่อาจตกแก่โจทก์ร่วมเพียงผู้เดียวได้ เพราะไม่มีบทบัญญัติใดรองรับให้เกิดผลเช่นนั้น ตรงกันข้าม เมื่อพินัยกรรมไม่สามารถกำหนดผู้รับทรัพย์ในส่วนนั้นได้ กฎหมายย่อมต้องให้ทรัพย์กลับเข้าสู่หลักการรับมรดกโดยธรรม มาตรา 1699 จึงมีบทบาทสำคัญในคดีนี้ เนื่องจากเป็นบทบัญญัติที่รองรับการตกทอดของทรัพย์มรดกในกรณีที่ไม่มีผู้รับตามพินัยกรรมที่ชอบด้วยกฎหมาย ส่งผลให้ทรัพย์มรดกส่วนที่กำหนดให้แก่นางลูกจันทร์และนางมาลัยต้องตกแก่ทายาทโดยธรรม มิใช่ตกแก่โจทก์ร่วมเพียงผู้เดียวตามที่โจทก์และโจทก์ร่วมกล่าวอ้าง แนววินิจฉัยดังกล่าวสะท้อนหลักการพื้นฐานของกฎหมายมรดกว่า พินัยกรรมมีผลใช้บังคับได้เพียงเท่าที่ไม่ขัดต่อกฎหมาย และเฉพาะในส่วนที่สามารถดำเนินการตามเจตนาของเจ้ามรดกได้จริงเท่านั้น หากส่วนใดของพินัยกรรมไม่อาจใช้บังคับได้ กฎหมายจะเข้ามากำหนดผลทางกฎหมายแทนผ่านระบบการรับมรดกโดยธรรม เพื่อป้องกันมิให้ทรัพย์มรดกตกอยู่ในภาวะไร้เจ้าของหรือเกิดการได้เปรียบเสียเปรียบโดยไม่มีฐานทางกฎหมายรองรับ ด้วยเหตุนี้ ศาลฎีกาจึงสรุปว่า แม้จำเลยที่ 1 และทายาทคนอื่นจะถูกตัดมิให้รับมรดกโดยผลของมาตรา 1608 วรรคสาม แต่เมื่อข้อกำหนดพินัยกรรมในส่วนของผู้รับมรดกบางรายไม่มีผลใช้บังคับ ทรัพย์มรดกในส่วนนั้นก็ยังคงต้องตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมตามมาตรา 1620 วรรคสอง ประกอบมาตรา 1699 หาได้ตกแก่โจทก์ร่วมแต่ผู้เดียวไม่ อันเป็นหลักกฎหมายสำคัญที่ทำให้ศาลฎีกาพิพากษายืนตามผลแห่งคำพิพากษาศาลชั้นต้นในที่สุด เจตนารมณ์ของกฎหมายที่เกี่ยวข้องในคดีนี้ เมื่อพิจารณาคำวินิจฉัยของศาลฎีกาโดยตลอดจะเห็นได้ว่าคดีนี้มิได้เป็นเพียงข้อพิพาทเกี่ยวกับการตีความข้อความในพินัยกรรมเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงเจตนารมณ์สำคัญของกฎหมายมรดกที่มุ่งสร้างความสมดุลระหว่างหลักเสรีภาพในการจัดการทรัพย์สินของเจ้ามรดกกับหลักความแน่นอนในการตกทอดทรัพย์สินภายหลังการเสียชีวิต ในส่วนของมาตรา 1608 กฎหมายเปิดโอกาสให้เจ้ามรดกมีอิสระในการกำหนดชะตากรรมของทรัพย์สินของตนเอง และสามารถตัดทายาทโดยธรรมมิให้รับมรดกได้ตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด โดยเฉพาะกรณีที่เจ้ามรดกได้ทำพินัยกรรมจำหน่ายทรัพย์มรดกทั้งหมดแล้ว กฎหมายย่อมเคารพเจตนาของเจ้ามรดกและถือว่าทายาทโดยธรรมที่ไม่ได้รับประโยชน์จากพินัยกรรมเป็นผู้ถูกตัดมิให้รับมรดกโดยปริยาย หลักการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองเจตนาที่แท้จริงของเจ้ามรดกและลดข้อพิพาทเกี่ยวกับการตีความว่าต้องระบุชื่อผู้ถูกตัดสิทธิไว้โดยตรงหรือไม่ อย่างไรก็ตาม กฎหมายมิได้ให้ความสำคัญกับเจตนาของเจ้ามรดกเพียงด้านเดียว หากแต่ยังคำนึงถึงความสมบูรณ์และความชอบด้วยกฎหมายของพินัยกรรมด้วย ดังจะเห็นได้จากการที่เมื่อข้อกำหนดพินัยกรรมบางส่วนไม่มีผลใช้บังคับ กฎหมายมิได้อนุญาตให้ผู้รับพินัยกรรมที่เหลืออยู่ได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ แต่กำหนดให้ทรัพย์มรดกส่วนนั้นกลับเข้าสู่ระบบการรับมรดกตามกฎหมาย เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่บุคคลที่กฎหมายรับรองสิทธิไว้ในฐานะทายาทโดยธรรม วิเคราะห์ผลของข้อกำหนดพินัยกรรมที่ไม่มีผลใช้บังคับ ประเด็นที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในคดีนี้คือ ผลทางกฎหมายของข้อกำหนดพินัยกรรมที่ไม่มีผลใช้บังคับ โดยข้อเท็จจริงยุติแล้วว่าข้อกำหนดพินัยกรรมในส่วนของนางลูกจันทร์และนางมาลัยไม่มีผลใช้บังคับ คงเหลือเพียงข้อกำหนดในส่วนของโจทก์ร่วมเท่านั้น โจทก์และโจทก์ร่วมพยายามตีความว่าผลของการที่ผู้รับพินัยกรรมบางรายไม่มีสิทธิรับมรดก ควรทำให้ทรัพย์มรดกดังกล่าวตกแก่ผู้รับพินัยกรรมที่ยังเหลืออยู่ทั้งหมด แต่ศาลฎีกาไม่ยอมรับแนวคิดดังกล่าว เนื่องจากไม่มีข้อความใดในพินัยกรรมที่กำหนดให้เกิดผลเช่นนั้น แนวคิดที่ศาลฎีกานำมาใช้คือ การแยกพิจารณาความสมบูรณ์ของข้อกำหนดพินัยกรรมแต่ละส่วนออกจากกัน กล่าวคือ ส่วนใดที่ชอบด้วยกฎหมายก็ยังคงมีผลใช้บังคับต่อไป ส่วนใดที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่มีผลใช้บังคับก็ต้องถือว่าเสียเปล่าเฉพาะส่วนนั้น ไม่กระทบต่อความสมบูรณ์ของข้อกำหนดส่วนอื่น เมื่อข้อกำหนดพินัยกรรมในส่วนของนางลูกจันทร์และนางมาลัยไม่มีผลใช้บังคับ จึงเกิดช่องว่างทางกฎหมายขึ้นเกี่ยวกับทรัพย์มรดกในส่วนนั้น และกฎหมายได้กำหนดกลไกแก้ไขปัญหาไว้โดยให้ทรัพย์ดังกล่าวกลับเข้าสู่ระบบการรับมรดกตามกฎหมาย มิใช่ปล่อยให้ตกเป็นของผู้รับพินัยกรรมที่เหลืออยู่โดยปราศจากฐานทางกฎหมายรองรับ แนววินิจฉัยดังกล่าวมีความสำคัญในทางปฏิบัติอย่างมาก เพราะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการขยายสิทธิของผู้รับพินัยกรรมเกินกว่าที่เจ้ามรดกได้กำหนดไว้ และช่วยรักษาหลักความแน่นอนของกฎหมายมรดกในกรณีที่ข้อกำหนดพินัยกรรมบางส่วนไม่อาจใช้บังคับได้ วิเคราะห์สถานะของทายาทโดยธรรมภายหลังข้อกำหนดพินัยกรรมบางส่วนเสียเปล่า แม้ศาลฎีกาจะวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 และทายาทคนอื่นที่ไม่ได้รับประโยชน์จากพินัยกรรมเป็นผู้ถูกตัดมิให้รับมรดกตามมาตรา 1608 วรรคสาม แต่ประเด็นสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจคือ การถูกตัดมิให้รับมรดกดังกล่าวมีผลเพียงใดเมื่อข้อกำหนดพินัยกรรมบางส่วนไม่สามารถใช้บังคับได้ คำวินิจฉัยของศาลฎีกาแสดงให้เห็นว่า การถูกตัดมิให้รับมรดกตามมาตรา 1608 วรรคสามเป็นผลสืบเนื่องจากการที่เจ้ามรดกได้จำหน่ายทรัพย์มรดกทั้งหมดผ่านพินัยกรรม แต่เมื่อทรัพย์มรดกบางส่วนไม่สามารถตกแก่ผู้รับพินัยกรรมได้ตามที่กำหนดไว้ในพินัยกรรม ระบบการรับมรดกตามกฎหมายย่อมกลับเข้ามามีบทบาทอีกครั้ง กล่าวอีกนัยหนึ่ง แม้ทายาทโดยธรรมจะถูกตัดสิทธิจากการรับมรดกตามพินัยกรรมในชั้นแรก แต่เมื่อข้อกำหนดพินัยกรรมบางส่วนไม่มีผลใช้บังคับ ทรัพย์มรดกส่วนนั้นก็ไม่สามารถตกแก่ผู้รับพินัยกรรมได้ และต้องตกทอดตามกฎหมายแก่ทายาทโดยธรรมตามลำดับที่กฎหมายกำหนด หลักการดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การตัดทายาทมิให้รับมรดกตามมาตรา 1608 มิใช่หลักกฎหมายที่สามารถแยกพิจารณาได้โดยลำพัง แต่ต้องพิจารณาร่วมกับบทบัญญัติว่าด้วยผลของพินัยกรรมที่ไม่มีผลใช้บังคับและบทบัญญัติว่าด้วยการตกทอดมรดกตามกฎหมายด้วย คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า แม้เจ้ามรดกจะมีเจตนาตัดทายาทบางคนมิให้รับมรดก และแม้ศาลจะรับรองผลของการตัดสิทธิดังกล่าวตามมาตรา 1608 วรรคสามแล้วก็ตาม แต่หากข้อกำหนดพินัยกรรมในส่วนของผู้รับมรดกบางรายไม่มีผลใช้บังคับ ทรัพย์มรดกในส่วนนั้นก็ยังคงต้องกลับมาตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมตามกฎหมายอยู่ดี อันเป็นผลโดยตรงจากการทำงานร่วมกันของมาตรา 1608 มาตรา 1620 วรรคสอง และมาตรา 1699 ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของคดีนี้ทั้งหมด สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินระหว่างนางส้มโอกับโจทก์ รวมทั้งเพิกถอนการโอนที่ดินที่นางส้มโอในฐานะผู้จัดการมรดกโอนให้แก่ตนเองในฐานะส่วนตัว และให้นางส้มโอในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 จำนวน 1 ใน 9 ส่วน หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน พร้อมทั้งยกฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วม และให้โจทก์กับโจทก์ร่วมใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง 2. ศาลอุทธรณ์ ไม่มีการพิจารณาคดีในชั้นศาลอุทธรณ์ เนื่องจากโจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น 3. ศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้เจ้ามรดกจะมิได้ระบุชื่อจำเลยที่ 1 และทายาทคนอื่นที่ถูกตัดมิให้รับมรดกไว้โดยตรง แต่เมื่อเจ้ามรดกได้ทำพินัยกรรมจำหน่ายทรัพย์มรดกทั้งหมดให้แก่บุคคลที่ระบุชื่อไว้ในพินัยกรรมแล้ว ย่อมถือว่าทายาทโดยธรรมที่ไม่ได้รับประโยชน์จากพินัยกรรมเป็นผู้ถูกตัดมิให้รับมรดกตามมาตรา 1608 วรรคสาม อย่างไรก็ตาม เมื่อข้อกำหนดพินัยกรรมในส่วนของนางลูกจันทร์และนางมาลัยไม่มีผลใช้บังคับ ทรัพย์มรดกในส่วนดังกล่าวย่อมไม่ตกแก่โจทก์ร่วมแต่ผู้เดียว แต่ต้องตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมตามกฎหมายตามมาตรา 1620 วรรคสอง ประกอบมาตรา 1699 ดังนั้นโจทก์ร่วมจึงไม่มีสิทธิโอนทรัพย์มรดกทั้งหมดให้แก่โจทก์ได้ ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามผลแห่งคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาเป็นพับ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้แสดงให้เห็นหลักกฎหมายมรดกที่สำคัญว่า การตัดทายาทมิให้รับมรดกโดยปริยายตามมาตรา 1608 วรรคสาม ย่อมเกิดขึ้นได้เมื่อเจ้ามรดกทำพินัยกรรมจำหน่ายทรัพย์มรดกทั้งหมด แม้มิได้ระบุชื่อผู้ถูกตัดสิทธิไว้โดยตรงก็ตาม แต่ผลของการตัดสิทธิดังกล่าวมิได้หมายความว่าผู้รับพินัยกรรมที่เหลืออยู่จะได้รับทรัพย์มรดกทุกส่วนโดยอัตโนมัติ หากข้อกำหนดพินัยกรรมบางส่วนไม่มีผลใช้บังคับ กฎหมายย่อมเข้ามากำหนดผลทางกฎหมายแทน โดยให้ทรัพย์มรดกส่วนนั้นกลับเข้าสู่ระบบการรับมรดกตามกฎหมาย หลักสำคัญที่ศาลฎีกาวางไว้คือ การตัดทายาทมิให้รับมรดกตามมาตรา 1608 และการตกทอดทรัพย์มรดกตามมาตรา 1620 วรรคสอง ประกอบมาตรา 1699 เป็นคนละประเด็นทางกฎหมายที่ต้องพิจารณาควบคู่กัน กล่าวคือ แม้ทายาทจะถูกตัดสิทธิจากพินัยกรรม แต่หากผู้รับพินัยกรรมไม่สามารถรับทรัพย์ได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ทรัพย์ส่วนนั้นก็ต้องกลับมาตกทอดตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายมรดก ไม่ใช่ตกแก่ผู้รับพินัยกรรมรายอื่นโดยอาศัยการตีความขยายสิทธิ แนววินิจฉัยนี้สะท้อนหลักการสำคัญของกฎหมายมรดกว่า ศาลต้องเคารพเจตนาของเจ้ามรดกเท่าที่ไม่ขัดต่อกฎหมาย และเมื่อเจตนาดังกล่าวไม่สามารถบังคับใช้ได้ครบถ้วน กฎหมายจะเข้ามาเติมเต็มช่องว่างโดยใช้ระบบทายาทโดยธรรมเป็นกลไกรองรับ เพื่อให้การตกทอดทรัพย์มรดกเป็นไปอย่างถูกต้องและมีความแน่นอนทางกฎหมาย ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า เมื่อเจ้ามรดกทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกทั้งหมดให้แก่บุคคลที่ระบุชื่อไว้ จะถือว่าทายาทโดยธรรมที่ไม่ได้รับประโยชน์จากพินัยกรรมถูกตัดมิให้รับมรดกหรือไม่ และหากต่อมาข้อกำหนดพินัยกรรมในส่วนของผู้รับมรดกบางรายไม่มีผลใช้บังคับ ทรัพย์มรดกในส่วนนั้นจะตกแก่ผู้รับพินัยกรรมที่เหลืออยู่ หรือจะต้องตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมตามกฎหมาย สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. การตัดทายาทมิให้รับมรดกโดยปริยาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1608 วรรคสาม ศาลฎีกาวางหลักว่า เมื่อเจ้ามรดกทำพินัยกรรมจำหน่ายทรัพย์มรดกทั้งหมดแล้ว ทายาทโดยธรรมที่ไม่ได้รับประโยชน์จากพินัยกรรมย่อมถือเป็นผู้ถูกตัดมิให้รับมรดก แม้เจ้ามรดกจะไม่ได้ระบุชื่อบุคคลดังกล่าวไว้โดยตรงก็ตาม 2. ทรัพย์มรดกที่ข้อกำหนดพินัยกรรมเสียเปล่าต้องตกทอดแก่ทายาทโดยธรรม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1620 วรรคสอง ประกอบมาตรา 1699 ศาลฎีกาวางหลักว่า เมื่อผู้รับพินัยกรรมบางรายไม่มีสิทธิรับทรัพย์ตามพินัยกรรม ทรัพย์มรดกในส่วนนั้นย่อมไม่ตกแก่ผู้รับพินัยกรรมที่เหลืออยู่โดยอัตโนมัติ แต่ต้องกลับมาตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมตามบทบัญญัติของกฎหมายมรดก ซึ่งเป็นหลักสำคัญที่ทำให้ผลแห่งคดีเป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในที่สุด คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม การทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกทั้งหมดให้แก่บุคคลบางคน มีผลเป็นการตัดสิทธิทายาทโดยธรรมคนอื่นโดยอัตโนมัติหรือไม่ คำตอบ ตามหลักกฎหมายที่ศาลฎีกาวินิจฉัยในคดีนี้ การที่เจ้ามรดกทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกทั้งหมดให้แก่บุคคลที่ระบุชื่อไว้ในพินัยกรรม อาจมีผลเป็นการตัดสิทธิทายาทโดยธรรมคนอื่นได้ แม้เจ้ามรดกจะมิได้ระบุชื่อบุคคลที่ถูกตัดสิทธิไว้โดยตรงก็ตาม ทั้งนี้เพราะกฎหมายบัญญัติว่า เมื่อเจ้ามรดกได้จำหน่ายทรัพย์มรดกทั้งหมดผ่านพินัยกรรมแล้ว ให้ถือว่าทายาทโดยธรรมที่มิได้รับประโยชน์จากพินัยกรรมเป็นผู้ถูกตัดมิให้รับมรดกโดยผลของกฎหมาย หลักการดังกล่าวมุ่งคุ้มครองเจตนาของเจ้ามรดกที่ประสงค์จะกำหนดผู้รับทรัพย์มรดกด้วยตนเอง อย่างไรก็ตาม การตัดสิทธิดังกล่าวจะต้องพิจารณาควบคู่กับความสมบูรณ์และผลใช้บังคับของพินัยกรรมด้วย หากต่อมาปรากฏว่าข้อกำหนดพินัยกรรมบางส่วนไม่มีผลใช้บังคับ ก็อาจส่งผลต่อการตกทอดของทรัพย์มรดกในส่วนนั้นตามบทบัญญัติอื่นของกฎหมายมรดกได้เช่นกัน ดังนั้น การถูกตัดมิให้รับมรดกจึงมิใช่ประเด็นที่พิจารณาแยกจากผลของพินัยกรรมทั้งหมดได้ 2. คำถาม การตัดทายาทมิให้รับมรดกโดยปริยายแตกต่างจากการตัดทายาทโดยตรงอย่างไร คำตอบ ศาลฎีกาอธิบายหลักกฎหมายในคดีนี้ไว้อย่างชัดเจนว่า การตัดทายาทมิให้รับมรดกมีได้ทั้งโดยตรงและโดยปริยาย การตัดทายาทโดยตรงคือกรณีที่เจ้ามรดกแสดงเจตนาอย่างชัดแจ้งในพินัยกรรมหรือเอกสารตามแบบที่กฎหมายกำหนดว่าทายาทคนใดไม่มีสิทธิรับมรดก โดยต้องระบุตัวบุคคลนั้นให้แน่นอน ส่วนการตัดทายาทโดยปริยายเป็นกรณีที่เจ้ามรดกมิได้ระบุชื่อทายาทที่ต้องการตัดสิทธิไว้โดยตรง แต่ได้ทำพินัยกรรมจำหน่ายทรัพย์มรดกทั้งหมดให้แก่บุคคลอื่นจนไม่เหลือทรัพย์มรดกสำหรับทายาทโดยธรรม กฎหมายจึงถือว่าทายาทที่ไม่ได้รับประโยชน์จากพินัยกรรมถูกตัดมิให้รับมรดกโดยผลของกฎหมาย คดีนี้เป็นตัวอย่างสำคัญของการตัดทายาทโดยปริยาย เนื่องจากเจ้ามรดกยกทรัพย์มรดกทั้งหมดให้แก่ผู้รับพินัยกรรมที่ระบุชื่อไว้ และยังมีข้อความยืนยันว่าบุคคลอื่นไม่มีสิทธิในทรัพย์สมบัติของตนอีกด้วย 3. คำถาม หากผู้รับพินัยกรรมบางรายไม่มีสิทธิรับทรัพย์ตามพินัยกรรม ทรัพย์มรดกส่วนนั้นจะตกแก่ผู้รับพินัยกรรมที่เหลืออยู่หรือไม่ คำตอบ ประเด็นนี้เป็นหัวใจสำคัญของคดีที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัย โดยโจทก์และโจทก์ร่วมเห็นว่าหากผู้รับพินัยกรรมบางรายไม่มีสิทธิรับทรัพย์ตามพินัยกรรม ทรัพย์ในส่วนนั้นควรตกแก่ผู้รับพินัยกรรมที่ยังเหลืออยู่เพียงคนเดียว แต่ศาลฎีกาไม่เห็นด้วย เนื่องจากไม่มีข้อความใดในพินัยกรรมที่กำหนดให้เกิดผลเช่นนั้น ศาลวางหลักว่า เมื่อข้อกำหนดพินัยกรรมในส่วนของผู้รับบางรายไม่มีผลใช้บังคับ ทรัพย์มรดกในส่วนนั้นย่อมไม่มีผู้รับตามพินัยกรรมโดยชอบด้วยกฎหมายอีกต่อไป ผลทางกฎหมายจึงต้องเป็นไปตามบทบัญญัติว่าด้วยการตกทอดมรดกตามกฎหมาย ไม่ใช่ขยายสิทธิของผู้รับพินัยกรรมที่เหลืออยู่ให้ได้รับทรัพย์เพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ หลักการดังกล่าวช่วยรักษาความแน่นอนทางกฎหมายและป้องกันการตีความขยายสิทธิที่เกินกว่าที่เจ้ามรดกได้กำหนดไว้ในพินัยกรรม 4. คำถาม เหตุใดศาลฎีกาจึงเห็นว่าทรัพย์มรดกส่วนที่ข้อกำหนดพินัยกรรมไม่มีผลใช้บังคับต้องตกแก่ทายาทโดยธรรม คำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าข้อกำหนดพินัยกรรมในส่วนของผู้รับบางรายไม่มีผลใช้บังคับ ทำให้ทรัพย์มรดกในส่วนนั้นไม่มีผู้รับตามพินัยกรรมที่ชอบด้วยกฎหมายอีกต่อไป เมื่อเกิดช่องว่างดังกล่าว กฎหมายมรดกจึงเข้ามากำหนดผลทางกฎหมายแทนโดยให้ทรัพย์มรดกกลับเข้าสู่ระบบการตกทอดตามกฎหมาย หลักการนี้มีความสำคัญเพราะช่วยให้ทรัพย์มรดกทุกส่วนมีผู้รับที่ชอบด้วยกฎหมายและไม่ตกอยู่ในภาวะไร้ผู้รับ นอกจากนี้ยังเป็นการรักษาความสมดุลระหว่างการเคารพเจตนาของเจ้ามรดกกับการบังคับใช้กฎหมายในกรณีที่เจตนาดังกล่าวไม่สามารถดำเนินการได้ครบถ้วน ศาลจึงวินิจฉัยว่าทรัพย์มรดกส่วนที่กำหนดให้แก่ผู้รับพินัยกรรมซึ่งไม่มีสิทธิรับทรัพย์ตามกฎหมาย ต้องตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมตามบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง มิใช่ตกแก่ผู้รับพินัยกรรมที่เหลืออยู่เพียงผู้เดียว 5. คำถาม การที่ทายาทถูกตัดมิให้รับมรดกแล้ว ยังมีโอกาสได้รับทรัพย์มรดกอีกหรือไม่ คำตอบ จากข้อเท็จจริงและคำวินิจฉัยในคดีนี้ จะเห็นได้ว่าการถูกตัดมิให้รับมรดกตามมาตรา 1608 วรรคสาม มิได้หมายความว่าทายาทจะหมดสิทธิในทรัพย์มรดกทุกกรณีเสมอไป เพราะยังต้องพิจารณาต่อว่าพินัยกรรมที่เป็นเหตุให้เกิดการตัดสิทธินั้นสามารถใช้บังคับได้ครบถ้วนหรือไม่ หากพินัยกรรมมีผลใช้บังคับสมบูรณ์ ทรัพย์มรดกย่อมตกแก่ผู้รับพินัยกรรมตามเจตนาของเจ้ามรดก แต่หากข้อกำหนดพินัยกรรมบางส่วนไม่มีผลใช้บังคับ ทรัพย์ในส่วนนั้นอาจกลับมาตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมตามกฎหมายได้ ดังที่ศาลฎีกาวินิจฉัยในคดีนี้ว่า แม้ทายาทบางคนจะถูกตัดสิทธิจากพินัยกรรม แต่เมื่อผู้รับพินัยกรรมบางรายไม่มีสิทธิรับทรัพย์ ทรัพย์มรดกในส่วนนั้นก็ต้องกลับเข้าสู่ระบบการรับมรดกตามกฎหมาย ดังนั้น สถานะของทายาทจึงต้องพิจารณาประกอบกับผลใช้บังคับของพินัยกรรมในแต่ละส่วนด้วย 6. คำถาม เหตุใดโจทก์ร่วมจึงไม่มีสิทธิโอนทรัพย์มรดกทั้งหมดให้แก่โจทก์ได้ คำตอบ ศาลฎีกาเห็นว่าแม้ข้อกำหนดพินัยกรรมในส่วนของโจทก์ร่วมยังคงมีผลใช้บังคับ แต่ข้อกำหนดในส่วนของผู้รับพินัยกรรมอีกสองรายไม่มีผลใช้บังคับตามกฎหมาย ส่งผลให้ทรัพย์มรดกในส่วนนั้นมิได้ตกเป็นของโจทก์ร่วม เมื่อทรัพย์มรดกบางส่วนต้องตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมตามกฎหมาย โจทก์ร่วมจึงไม่มีอำนาจถือเอาทรัพย์มรดกทั้งหมดเป็นของตนแต่เพียงผู้เดียว และไม่อาจดำเนินการโอนทรัพย์มรดกทั้งหมดให้แก่โจทก์ได้ การกระทำดังกล่าวจึงขัดต่อสิทธิของบุคคลอื่นที่มีส่วนในกองมรดกตามกฎหมาย หลักการนี้แสดงให้เห็นว่าอำนาจของผู้รับพินัยกรรมมีอยู่เพียงเท่าที่ได้รับสิทธิตามพินัยกรรมที่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น และไม่อาจขยายไปถึงทรัพย์มรดกส่วนที่กฎหมายกำหนดให้ตกแก่บุคคลอื่นได้ 7. คำถาม คดีนี้มีความสำคัญต่อการตีความพินัยกรรมอย่างไร คำตอบ คดีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการตีความพินัยกรรม เพราะศาลฎีกาได้อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างบทบัญญัติว่าด้วยการตัดทายาทมิให้รับมรดกกับบทบัญญัติว่าด้วยการตกทอดมรดกตามกฎหมายอย่างชัดเจน ศาลยืนยันว่าแม้เจ้ามรดกจะทำพินัยกรรมจำหน่ายทรัพย์มรดกทั้งหมดและส่งผลให้ทายาทโดยธรรมถูกตัดสิทธิรับมรดกโดยปริยาย แต่หากข้อกำหนดพินัยกรรมบางส่วนไม่มีผลใช้บังคับ ทรัพย์มรดกในส่วนนั้นจะไม่ตกแก่ผู้รับพินัยกรรมที่เหลืออยู่โดยอัตโนมัติ คำวินิจฉัยดังกล่าวช่วยวางแนวทางในการตีความพินัยกรรมที่มีปัญหาเกี่ยวกับผู้รับประโยชน์หลายคน และช่วยให้การบังคับใช้กฎหมายมรดกเป็นไปในแนวทางเดียวกัน โดยยึดหลักการเคารพเจตนาของเจ้ามรดกควบคู่กับการรักษาความถูกต้องตามบทบัญญัติของกฎหมาย 8. คำถาม หลักกฎหมายที่สำคัญที่สุดที่ได้รับจากคดีนี้คืออะไร คำตอบ หลักกฎหมายที่สำคัญที่สุดจากคดีนี้คือ การที่ศาลฎีกาแยกพิจารณาระหว่างผลของการตัดทายาทมิให้รับมรดกกับผลของข้อกำหนดพินัยกรรมที่ไม่มีผลใช้บังคับ แม้ทั้งสองประเด็นจะเกี่ยวข้องกัน แต่เป็นคนละขั้นตอนของการวินิจฉัยทางกฎหมาย กล่าวคือ ขั้นแรกต้องพิจารณาก่อนว่าทายาทโดยธรรมถูกตัดสิทธิจากพินัยกรรมหรือไม่ และขั้นต่อมาต้องพิจารณาว่าข้อกำหนดพินัยกรรมที่กำหนดผู้รับทรัพย์สามารถใช้บังคับได้จริงเพียงใด หากข้อกำหนดบางส่วนไม่มีผลใช้บังคับ ทรัพย์มรดกในส่วนนั้นย่อมกลับมาตกทอดตามกฎหมาย หลักการดังกล่าวทำให้เห็นว่ากฎหมายมรดกมิได้มุ่งคุ้มครองเฉพาะเจตนาของเจ้ามรดกเท่านั้น แต่ยังมุ่งสร้างความแน่นอนและความเป็นธรรมในการตกทอดทรัพย์สินด้วย จึงเป็นแนววินิจฉัยที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อคดีมรดกในทางปฏิบัติ อธิบายหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องในคดีนี้แยกตามกฎหมายและมาตรา หลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1608 เรื่องการตัดทายาทมิให้รับมรดก มาตรา 1608 เป็นบทบัญญัติที่รับรองสิทธิของเจ้ามรดกในการกำหนดชะตากรรมของทรัพย์สินภายหลังความตาย โดยเปิดโอกาสให้เจ้ามรดกสามารถตัดทายาทโดยธรรมคนใดมิให้รับมรดกได้ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด บทบัญญัตินี้แบ่งการตัดสิทธิออกเป็นสองลักษณะสำคัญ ได้แก่ การตัดทายาทโดยตรง และการตัดทายาทโดยปริยาย การตัดทายาทโดยตรงเกิดขึ้นเมื่อเจ้ามรดกแสดงเจตนาอย่างชัดแจ้งในพินัยกรรมหรือเอกสารตามแบบที่กฎหมายกำหนดว่าทายาทคนใดไม่มีสิทธิรับมรดก โดยต้องระบุตัวบุคคลดังกล่าวให้ชัดเจน ส่วนการตัดทายาทโดยปริยายเกิดขึ้นเมื่อเจ้ามรดกทำพินัยกรรมจำหน่ายทรัพย์มรดกทั้งหมดของตนให้แก่บุคคลอื่นจนไม่เหลือทรัพย์สำหรับทายาทโดยธรรม กฎหมายจึงถือว่าทายาทโดยธรรมที่ไม่ได้รับประโยชน์จากพินัยกรรมเป็นผู้ถูกตัดมิให้รับมรดกโดยผลของกฎหมาย ในคดีนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้เจ้ามรดกจะมิได้ระบุชื่อจำเลยที่ 1 หรือนายจุลและนางสาวลำพวนไว้ในข้อความตัดสิทธิโดยตรง แต่เจ้ามรดกได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกทั้งหมดให้แก่บุคคลที่ระบุชื่อไว้สามคน และยังระบุเพิ่มเติมว่าบุคคลอื่นที่มิได้ระบุชื่อไว้ไม่มีสิทธิในทรัพย์สมบัติของเจ้ามรดก ดังนั้นจึงเข้าหลักการตัดทายาทโดยปริยายตามมาตรา 1608 วรรคสาม ส่งผลให้จำเลยที่ 1 และทายาทอื่นที่ไม่ได้รับประโยชน์จากพินัยกรรมถูกตัดมิให้รับมรดกตามกฎหมาย หลักกฎหมายในส่วนนี้แสดงให้เห็นว่ากฎหมายมุ่งคุ้มครองเจตนาของเจ้ามรดกเป็นสำคัญ และมิให้การขาดข้อความตัดสิทธิโดยตรงกลายเป็นเหตุให้เจตนาของเจ้ามรดกไม่บรรลุผล ทั้งยังเป็นกลไกที่ช่วยให้การจัดสรรทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมเกิดผลอย่างแท้จริงตามที่เจ้ามรดกประสงค์ หลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1653 ประกอบมาตรา 1705 เรื่องข้อกำหนดพินัยกรรมที่ไม่มีผลใช้บังคับ แม้คดีนี้มิได้มีข้อพิพาทโดยตรงเกี่ยวกับความหมายของมาตรา 1653 และมาตรา 1705 แต่ข้อเท็จจริงที่คู่ความรับกันเป็นยุติแล้วคือ ข้อกำหนดพินัยกรรมในส่วนของนางลูกจันทร์และนางมาลัยไม่มีผลใช้บังคับตามกฎหมาย โดยศาลฎีกานำข้อยุติดังกล่าวมาเป็นฐานในการวินิจฉัยคดีต่อไป ความสำคัญของหลักกฎหมายส่วนนี้อยู่ที่การแสดงให้เห็นว่า พินัยกรรมมิใช่เอกสารที่มีผลสมบูรณ์โดยอัตโนมัติทุกกรณี แม้เจ้ามรดกจะได้แสดงเจตนาไว้ก็ตาม หากข้อกำหนดใดขัดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายหรือมีเหตุที่ทำให้ไม่อาจใช้บังคับได้ ข้อกำหนดนั้นย่อมตกเป็นอันเสียเปล่าหรือไม่มีผลทางกฎหมาย อย่างไรก็ตาม การที่ข้อกำหนดพินัยกรรมบางส่วนไม่มีผลใช้บังคับ มิได้หมายความว่าพินัยกรรมทั้งฉบับจะตกเป็นโมฆะทั้งหมดเสมอไป หากข้อกำหนดส่วนอื่นสามารถแยกออกจากกันได้และยังคงดำเนินการตามเจตนาของเจ้ามรดกได้ ข้อกำหนดส่วนนั้นย่อมยังคงมีผลใช้บังคับต่อไป ในคดีนี้ ศาลฎีกายอมรับว่าข้อกำหนดพินัยกรรมในส่วนของโจทก์ร่วมยังคงสมบูรณ์และใช้บังคับได้ ขณะที่ข้อกำหนดในส่วนของนางลูกจันทร์และนางมาลัยไม่มีผลใช้บังคับ จึงต้องพิจารณาผลทางกฎหมายของทรัพย์มรดกในส่วนดังกล่าวต่อไปตามบทบัญญัติอื่นของกฎหมายมรดก หลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1620 วรรคสอง เรื่องทรัพย์มรดกที่ไม่มีผู้รับตามพินัยกรรม มาตรา 1620 วรรคสอง เป็นบทบัญญัติที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในคดีนี้ เพราะเป็นกฎหมายที่ใช้แก้ไขปัญหาเมื่อข้อกำหนดพินัยกรรมไม่สามารถมีผลใช้บังคับได้ครบถ้วนตามที่เจ้ามรดกกำหนดไว้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อข้อกำหนดพินัยกรรมในส่วนของนางลูกจันทร์และนางมาลัยไม่มีผลใช้บังคับ ย่อมทำให้ทรัพย์มรดกในส่วนนั้นไม่มีผู้รับตามพินัยกรรมที่ชอบด้วยกฎหมายอีกต่อไป ผลทางกฎหมายจึงต้องเป็นไปตามมาตรา 1620 วรรคสอง หลักการสำคัญของบทบัญญัตินี้คือ การป้องกันไม่ให้ทรัพย์มรดกตกอยู่ในสภาพไร้ผู้รับ และป้องกันมิให้บุคคลใดได้รับประโยชน์เกินกว่าที่เจ้ามรดกกำหนดไว้โดยอาศัยการตีความขยายความหมายของพินัยกรรม ศาลฎีกาจึงไม่รับฟังข้อโต้แย้งของโจทก์ร่วมที่อ้างว่าทรัพย์มรดกส่วนที่ข้อกำหนดพินัยกรรมเสียเปล่าควรตกแก่ตนเพียงผู้เดียว เพราะพินัยกรรมมิได้มีข้อความใดกำหนดให้เกิดผลเช่นนั้น เมื่อไม่มีผู้รับตามพินัยกรรมในส่วนนั้น กฎหมายจึงเข้ามากำหนดผลทางกฎหมายแทนผ่านระบบการรับมรดกตามกฎหมาย หลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1699 เรื่องการตกทอดแก่ทายาทโดยธรรม มาตรา 1699 เป็นบทบัญญัติที่ทำงานเชื่อมโยงกับมาตรา 1620 วรรคสอง โดยกำหนดผลทางกฎหมายว่า เมื่อทรัพย์มรดกไม่สามารถตกแก่ผู้รับตามพินัยกรรมได้ ทรัพย์ดังกล่าวย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมตามกฎหมาย ศาลฎีกาวางหลักว่า แม้จำเลยที่ 1 และทายาทอื่นจะถูกตัดมิให้รับมรดกโดยผลของมาตรา 1608 วรรคสาม แต่เมื่อข้อกำหนดพินัยกรรมในส่วนของผู้รับมรดกบางรายไม่มีผลใช้บังคับ ทรัพย์มรดกในส่วนนั้นก็ต้องกลับเข้าสู่ระบบการตกทอดตามกฎหมาย หลักกฎหมายนี้สะท้อนแนวคิดสำคัญของกฎหมายมรดกว่า การรับมรดกโดยพินัยกรรมและการรับมรดกโดยธรรมมิใช่ระบบที่แยกขาดจากกันโดยสิ้นเชิง แต่เป็นระบบที่ทำงานต่อเนื่องกัน กล่าวคือ พินัยกรรมจะมีผลก่อน แต่หากพินัยกรรมไม่สามารถกำหนดผู้รับทรัพย์ได้ครบถ้วน กฎหมายจะเข้ามาเติมเต็มช่องว่างโดยใช้ระบบทายาทโดยธรรมเป็นกลไกรองรับ คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า แม้เจ้ามรดกจะประสงค์ยกทรัพย์มรดกทั้งหมดให้แก่บุคคลที่ระบุชื่อไว้ และแม้ทายาทโดยธรรมจะถูกตัดสิทธิรับมรดกโดยปริยายแล้วก็ตาม แต่เมื่อผู้รับพินัยกรรมบางรายไม่สามารถรับทรัพย์ได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ทรัพย์มรดกในส่วนนั้นย่อมต้องตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมตามมาตรา 1620 วรรคสอง ประกอบมาตรา 1699 หาได้ตกแก่ผู้รับพินัยกรรมที่เหลืออยู่โดยอัตโนมัติไม่ หลักการดังกล่าวถือเป็นหัวใจสำคัญที่สุดของคดีนี้ และเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ศาลฎีกาพิพากษายืนตามผลแห่งคำพิพากษาศาลชั้นต้นในที่สุด ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4397/2553 เจ้ามรดกทำพินัยกรรมมีข้อความย่อหน้าแรกระบุว่า ยกทรัพย์มรดกทั้งหมดให้แก่นางลูกจันทร์ โจทก์ร่วม และนางมาลัย และย่อหน้าที่สองระบุว่าหากว่าจะมีใครอื่นนอกจากที่ระบุชื่อไว้ในพินัยกรรมย่อมไม่มีสิทธิในทรัพย์สมบัติของเจ้ามรดกทั้งสิ้น ดังนั้น แม้เจ้ามรดกจะไม่ได้ระบุตัวทายาทที่ถูกตัดมิให้รับมรดกว่า คือ นายจุล นางสาวลำพวน และจำเลยที่ 1 ไว้โดยชัดแจ้ง แต่การที่เจ้ามรดกทำพินัยกรรมจำหน่ายทรัพย์มรดกของตนทั้งหมดให้แก่นางลูกจันทร์ โจทก์ร่วม และนางมาลัยไปหมดแล้ว ก็ต้องถือว่าจำเลยที่ 1 และทายาทคนอื่นที่ไม่ได้รับทรัพย์มรดกจากพินัยกรรม เป็นผู้ถูกตัดมิให้รับมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1608 วรรคสามแล้ว อย่างไรก็ตาม เมื่อข้อเท็จจริงยุติแล้วว่า ข้อกำหนดพินัยกรรมในส่วนของนางลูกจันทร์ และนางมาลัยไม่มีผลใช้บังคับ เพราะขัดต่อ ป.พ.พ. มาตรา 1653 ประกอบ มาตรา 1705 คงสมบูรณ์เฉพาะข้อกำหนดพินัยกรรมในส่วนของโจทก์ร่วม ดังนั้น ทรัพย์มรดกส่วนที่มีข้อกำหนดให้ตกเป็นของนางลูกจันทร์และนางมาลัยซึ่งเสียเปล่าไม่มีผลใช้บังคับนั้นจึงตกแก่ทายาทโดยธรรมตามกฎหมาย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1620 วรรคสอง ประกอบมาตรา 1699 โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 3449 และสิ่งปลูกสร้างคือบ้านเลขที่ 374 ถนนศรีอุทัย ตำบลอุทัยใหม่ อำเภอเมืองอุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานีของโจทก์ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 2,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากบ้านและที่ดินพิพาท จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การและฟ้องแย้งว่า ขอให้พิพากษายกฟ้องและให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินระหว่างนางส้มโอ กับโจทก์ฉบับลงวันที่ 3 เมษายน 2546 ในที่ดินโฉนดเลขที่ 3449 อำเภอเมืองอุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานี พร้อม บ้านเลขที่ 374 อำเภอเมืองอุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานี ให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินพิพาทของนางส้มโอ ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสุขหรือสุกหรือศุขและนางลำใย ที่โอนให้แก่ตนเองในฐานะส่วนตัวฉบับลงวันที่ 16 ตุลาคม 2545 และวันที่ 15 พฤศจิกายน 2545 ในที่ดินโฉนดเลขที่ 3449 อำเภอเมืองอุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานี ให้นางส้มโอ ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสุขหรือสุกหรือศุข และนางลำใย โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 3449 อำเภอเมืองอุทัยธานีจังหวัดอุทัยธานี ให้แก่จำเลยที่ 1 จำนวน 1 ใน 9 ส่วน หากนางส้มโอไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทน ระหว่างพิจารณา จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกนางส้มโอ เข้ามาเป็นโจทก์ร่วม ศาลมีคำสั่งอนุญาต โจทก์และโจทก์ร่วมยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกจากนายสุขหรือสุกหรือศุขและนางลำใย จำนวน 1 ใน 9 ส่วนตามพินัยกรรม เพราะวรรคสองของพินัยกรรมระบุว่าบุคคลอื่นนอกจากที่ระบุไว้ในพินัยกรรมย่อมไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดก จำเลยที่ 1 จึงถูกตัดมิให้รับทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมดังกล่าว ระหว่างพิจารณา โจทก์ โจทก์ร่วมและจำเลยทั้งสองแถลงสละประเด็นข้อพิพาท และไม่ติดใจสืบพยานโจทก์ โจทก์ร่วมและจำเลยทั้งสองอีกต่อไป แต่ขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อกฎหมายเบื้องต้นว่า เมื่อพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 25 มิถุนายน 2504 ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 617/2541 ของศาลชั้นต้นมีข้อกำหนดพินัยกรรมในส่วนทรัพย์มรดกที่ให้แก่นางลูกจันทร์ และนางมาลัย เป็นโมฆะแล้ว ทรัพย์มรดกดังกล่าวตกได้แก่โจทก์ร่วมแต่เพียงผู้เดียวหรือไม่ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินระหว่างนางส้มโอ กับโจทก์ ฉบับลงวันที่ 3 เมษายน 2546 ในที่ดินโฉนดเลขที่ 3449 อำเภอเมืองอุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 374 อำเภอเมืองอุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานี ให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินของนางส้มโอ ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสุขหรือสุกหรือศุขและนางลำใย ที่จดทะเบียนโอนให้แก่ตนเองในฐานะส่วนตัว ฉบับลงวันที่ 16 ตุลาคม 2545 และวันที่ 15 พฤศจิกายน 2545 ในที่ดินโฉนดเลขที่ 3449 อำเภอเมืองอุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานี และให้นางส้มโอ ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสุขหรือสุกหรือศุขและนางลำใย จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 3449 อำเภอเมืองอุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานี ให้แก่จำเลยที่ 1 จำนวน 1 ใน 9 ส่วน หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทน ยกฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วม ให้โจทก์และโจทก์ร่วมใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสองโดยกำหนดค่าทนายความจำนวน 3,000 บาท โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่เจ้ามรดกได้ทำพินัยกรรม มีข้อความย่อหน้าแรกระบุว่า ยกทรัพย์มรดกทั้งหมดให้แก่นางลูกจันทร์ โจทก์ร่วมและนางมาลัย และย่อหน้าที่สองระบุว่า หากว่าจะมีใครอื่นนอกจากที่ระบุชื่อไว้ในพินัยกรรมนี้ ย่อมไม่มีสิทธิในทรัพย์สมบัติของข้าพเจ้าทั้งสิ้น ข้อความทั้งสองวรรคในพินัยกรรมดังกล่าวแสดงว่าเจ้ามรดกได้แสดงเจตนาตัดทายาทอื่นอีก 3 คน คือ นายจุล นางสาวลำพวนและจำเลยที่ 1 มิให้รับมรดกของเจ้ามรดกทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1608 บัญญัติว่า "เจ้ามรดกจะตัดทายาทโดยธรรมของตนคนใดมิให้รับมรดกก็ได้แต่ด้วยแสดงเจตนาชัดแจ้ง (1) โดยพินัยกรรม (2) โดยทำเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ ตัวทายาทผู้ถูกตัดมิให้รับมรดกนั้นต้องระบุไว้ให้ชัดเจน แต่เมื่อบุคคลใดได้ทำพินัยกรรมจำหน่ายทรัพย์มรดกเสียทั้งหมดแล้วให้ถือว่าบรรดาทายาทโดยธรรมผู้ที่มิได้รับประโยชน์จากพินัยกรรม เป็นผู้ถูกตัดมิให้รับมรดก" จากบทบัญญัติดังกล่าวแสดงว่า วรรคที่ 1 และที่ 2 เป็นกรณีตัดทายาทไม่ให้รับมรดกโดยตรง คือ หากเจ้ามรดกต้องการตัดทายาทคนใดมิให้รับมรดกของตนก็ต้องแสดงเจตนาในพินัยกรรมโดยระบุตัวทายาทคนดังกล่าวโดยชัดแจ้งว่าถูกตัดมิให้รับมรดกของเจ้ามรดก ส่วนในวรรคสาม เป็นกรณีตัดทายาทไม่ให้รับมรดกโดยปริยายคือ แม้เจ้ามรดกไม่ได้ระบุตัวทายาทที่ประสงค์จะตัดมิให้รับมรดกไว้ แต่เจ้ามรดกทำพินัยกรรมจำหน่ายทรัพย์มรดกของตนไปทั้งหมดแล้ว ให้ถือว่าทายาทโดยธรรมผู้อื่นที่ไม่ได้รับประโยชน์จากพินัยกรรมเป็นผู้ถูกตัดมิให้รับมรดก ดังนั้น แม้เจ้ามรดกทั้งสองไม่ได้ระบุตัวทายาทที่ถูกตัดมิให้รับมรดก คือ นายจุล นางสาวลำพวนและจำเลยที่ 1 ให้รับมรดกไว้โดยชัดแจ้งก็ตาม แต่การที่เจ้ามรดกทั้งสองได้ทำพินัยกรรมจำหน่ายทรัพย์มรดกของตนทั้งหมดให้นางลูกจันทร์ โจทก์ร่วมและนางมาลัยไปหมดแล้ว ก็ต้องถือว่าจำเลยที่ 1 และทายาทคนอื่นที่ไม่ได้รับทรัพย์มรดกจากพินัยกรรมเป็นผู้ถูกตัดมิให้รับมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1608 วรรคสาม แล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังขึ้น อย่างไรก็ตามเมื่อข้อเท็จจริงยุติแล้วว่าข้อกำหนดพินัยกรรมในส่วนของนางลูกจันทร์และนางมาลัยไม่มีผลใช้บังคับ คงสมบูรณ์เฉพาะข้อกำหนดพินัยกรรมในส่วนของโจทก์ร่วม ดังนั้น ข้อกำหนดเกี่ยวกับทรัพย์มรดกส่วนของนางลูกจันทร์และนางมาลัยซึ่งเสียเปล่าไม่มีผลใช้บังคับจึงตกแก่ทายาทโดยธรรมตามกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1620 วรรคสอง ประกอบมาตรา 1699 ทรัพย์มรดกในส่วนของนางลูกจันทร์และนางมาลัยย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมตามกฎหมาย ตามบทบัญญัติดังกล่าว มิใช่ตกได้แก่โจทก์ร่วมแต่ผู้เดียว โจทก์ร่วมจึงไม่มีอำนาจจดทะเบียนยกทรัพย์มรดกที่ดิน โฉนดเลขที่ 3449 และสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์แต่เพียงผู้เดียวที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
|




