ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




การกำจัดทายาทมิให้รับมรดกเพราะยักย้ายทรัพย์มรดกโดยฉ้อฉล พร้อมปัญหาอายุความฟ้องแบ่งมรดกและการเพิกถอนโฉนดที่ดินที่ออกโดยมิชอบตามกฎหมาย

ทายาทยักย้ายทรัพย์มรดกโดยฉ้อฉลต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกหรือไม่, ฟ้องเพิกถอนโฉนดที่ดินที่ออกโดยใช้ใบแทนโฉนดที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายได้หรือไม่, อายุความฟ้องแบ่งมรดกเริ่มนับเมื่อใดเมื่อทรัพย์ยังไม่ได้แบ่ง, ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์มรดกเป็นของตนเองมีผลอย่างไร, การแจ้งความเท็จว่าโฉนดสูญหายเพื่อออกใบแทนโฉนดมีผลต่อสิทธิกรรมสิทธิ์อย่างไร, ทายาทคนหนึ่งครอบครองทรัพย์มรดกถือว่าครอบครองแทนทายาทอื่นหรือไม่, อายุความหนึ่งปีตามมาตรา 1754 ใช้กับกรณีใด, ผู้รับโอนที่ดิน

บทนำ 

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยพฤติการณ์ปิดบังทรัพย์มรดก การออกใบแทนโฉนดที่ดินโดยอาศัยการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ การโอนขายที่ดินโดยผู้จัดการมรดกที่กระทำเกินขอบอำนาจ ตลอดจนประเด็นอายุความฟ้องแบ่งทรัพย์มรดกของทายาทผู้เสียหาย ซึ่งเป็นคดีที่มีความซับซ้อนทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย เนื่องจากเกี่ยวพันกับทั้งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1605 ว่าด้วยการกำจัดมิให้รับมรดก มาตรา 1381 ว่าด้วยการเปลี่ยนเจตนาครอบครอง และมาตรา 1754 ว่าด้วยอายุความฟ้องแบ่งมรดก รวมถึงหลักกฎหมายที่ดินว่าด้วยใบแทนโฉนดที่ออกโดยมิชอบ กรณีนี้จึงสะท้อนให้เห็นถึงการใช้กลไกกฎหมายอย่างไม่สุจริตและผลทางกฎหมายที่เข้มงวดต่อผู้กระทำ พร้อมปรากฏหลักวินิจฉัยสำคัญเกี่ยวกับสถานะของทายาท สิทธิฟ้อง และผลกระทบต่อผู้รับโอนโดยสุจริตหรือไม่สุจริตอย่างละเอียดครบถ้วน

สรุปข้อเท็จจริงโดยละเอียด

ผู้ตาย นายประเสริฐ ถึงแก่ความตายโดยมิได้ทำพินัยกรรม ทรัพย์มรดกคือที่ดินโฉนดเลขที่ 21914 เนื้อที่รวม 2 ไร่ 63 ตารางวา และมีบ้านปลูกอยู่บนที่ดินนี้ โจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นบุตรของผู้ตายภริยาคนก่อน

หลังผู้ตายถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 เข้าอยู่อาศัยและครอบครองทำประโยชน์บนที่ดินพิพาท ต่อมาในปี 2557 จำเลยที่ 1 อ้างว่าโฉนดที่ดินและมรณบัตรสูญหาย จึงไปแจ้งความและนำเอกสารแจ้งความดังกล่าวไปขออัยการเพื่อยื่นคำร้องตั้งตนเองเป็นผู้จัดการมรดก เมื่อได้รับการแต่งตั้งแล้วก็ไปขอใบแทนโฉนด และจดทะเบียนใส่ชื่อตนเองทั้งในฐานะผู้จัดการมรดกและในฐานะส่วนตัว ต่อจากนั้นได้ขายที่ดินพิพาทจำนวน 200 ตารางวาให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งภายหลังได้แบ่งแยกที่ดินออกเป็นโฉนดใหม่เลขที่ 68594

โจทก์ในฐานะทายาทโดยธรรมจึงฟ้องขอเพิกถอนใบแทนโฉนด ขอยกเลิกรายการสารบัญจดทะเบียน ขอบังคับรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง และขอให้จำเลยที่ 1 ถูกกำจัดมิให้รับมรดกในส่วนของที่ดินที่มีการปิดบัง รวมทั้งขอค่าขาดประโยชน์รายเดือน

ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง โดยเห็นว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ แต่ศาลฎีกาอนุญาตให้ฎีกาและวินิจฉัยเองในประเด็นทั้งหมด

คำวินิจฉัยศาลฎีกา 

1 ประเด็นการปิดบังทรัพย์มรดกและการกำจัดมิให้รับมรดก – มาตรา 1605

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

• จำเลยที่ 1 กระทำโดยฉ้อฉล แจ้งความเท็จว่าหนังสือสำคัญสูญหายทั้งที่อยู่กับโจทก์

• ดำเนินการขอออกใบแทนโฉนดเพื่อให้ตนสามารถโอนทรัพย์ให้บุคคลภายนอก

• โอนจำหน่ายที่ดินให้จำเลยที่ 2 เพียงไม่นานหลังได้ใบแทนโฉนด

พฤติการณ์ทั้งหมดแสดงถึง เจตนายักย้ายปิดบังทรัพย์มรดกเพื่อให้เกิดประโยชน์เพียงฝ่ายเดียว

จึงต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกเฉพาะส่วนที่ปิดบังจำนวน 200 ตารางวา ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1605 วรรคหนึ่ง

2 สถานะ “ทายาท” และสิทธิยกอายุความต่อสู้ – มาตรา 1754

แม้จำเลยที่ 1 ถูกกำจัดมิให้รับมรดกเฉพาะแปลง 200 ตารางวา แต่ยังคงเป็น “ทายาท” ในส่วนที่ดินที่เหลือ ทำให้ตามหลักอายุความฟ้องแบ่งมรดก (มาตรา 1754) ต้องพิจารณาว่า

• จำเลยครอบครองแทนทายาททุกคน

• ไม่ได้บอกกล่าวเปลี่ยนเจตนาครอบครองตามมาตรา 1381

จึงถือว่าเป็นการครอบครองร่วม และไม่อาจยกอายุความ 1 ปีขึ้นต่อสู้โจทก์ได้

คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

3 ความไม่ชอบด้วยกฎหมายของใบแทนโฉนด – มาตรา 63 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน

ศาลฎีกาใช้ผลคดีอาญาเป็นฐานตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46

• จำเลยที่ 1 ถูกพิพากษาว่ามีความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ

• โฉนดไม่ได้สูญหาย การออกใบแทนเกิดจากข้อมูลเท็จ

ดังนั้น ใบแทนโฉนดเลขที่ 21914 เป็นเอกสารที่ออกโดยมิชอบ

จึงต้องเพิกถอน และไม่มีผลยกเลิกโฉนดฉบับจริงที่โจทก์ถืออยู่

4 ความชอบด้วยกฎหมายของการโอนที่ดินให้จำเลยที่ 2

แม้จำเลยที่ 2 จะอ้างว่าซื้อโดยสุจริต แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

• ขณะซื้อ จำเลยที่ 1 มีเอกสารเป็นเพียงใบแทน

• ในสารบัญยังระบุว่าเป็นผู้จัดการมรดก

• จำเลยที่ 2 รีบโอนที่ดินต่อให้บุตรซึ่งยังเป็นผู้เยาว์

พฤติการณ์ทั้งหมดทำให้ จำเลยที่ 2 รู้หรือควรรู้ถึงความไม่ชอบ

จึงถือว่าไม่ได้รับโอนโดยสุจริต และตามหลัก “ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน”

โฉนดใหม่เลขที่ 68594 ต้องเพิกถอนเช่นกัน

5 ความสัมพันธ์ระหว่างคดีแพ่งกับคดีอาญา – ผลของมาตรา 46 ป.วิ.อ.

ประเด็นสำคัญของคดีนี้ คือ โจทก์เคยฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีอาญาในข้อหาต่อ

• ความผิดต่อเจ้าพนักงาน

• ความผิดต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรม

• ความผิดเกี่ยวกับเอกสาร

ศาลฎีกาในคดีอาญาได้วินิจฉัยถึงข้อเท็จจริงโดยละเอียดว่า จำเลยที่ 1 รู้ดีว่าโฉนดมิได้สูญหาย แต่กลับไปแจ้งความเท็จ โดยใช้รายงานประจำวันแจ้งเอกสารหายไปขอออกใบแทนโฉนด เพื่อประโยชน์ในการจัดการที่ดินฝ่ายเดียว ข้อเท็จจริงดังกล่าวผูกพันศาลแพ่งตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46

ดังนั้น ในคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องนี้ ศาลฎีกาจึง ต้องยึดถือข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาคดีอาญา ว่า

• โฉนดยังคงอยู่ในความครอบครองของโจทก์

• การแจ้งความเอกสารหายเป็นการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ

• ใบแทนโฉนดที่ออกมาเป็นผลจากการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จโดยตรง

ผลคือ ศาลแพ่งไม่จำต้องรื้อฟังข้อเท็จจริงเรื่องการแจ้งความหายและความมีอยู่ของโฉนดอีก และสามารถยึดเอาฐานดังกล่าวไปสู่การวินิจฉัยเรื่องเพิกถอนใบแทนโฉนดและนิติกรรมต่าง ๆ ที่ต่อเนื่องมาได้ทันที

6 ขอบเขตการเพิกถอนและคำขออื่นของโจทก์

โจทก์ฟ้องขอให้ศาล

1. เพิกถอนใบแทนโฉนดที่ดินเลขที่ 21914

2. เพิกถอนรายการสารบัญจดทะเบียนระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2

3. เพิกถอนโฉนดเลขที่ 68594

4. บังคับให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินออก

5. ให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์

6. ให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าขาดประโยชน์รายเดือน

ศาลฎีกาเห็นว่า

• ส่วนที่เกี่ยวกับ การเพิกถอนเอกสารสิทธิและรายการจดทะเบียน เป็นผลโดยตรงจากการทุจริตของจำเลยที่ 1 และความไม่สุจริตของจำเลยที่ 2 จึงมีเหตุให้เพิกถอนครบถ้วนทั้งใบแทนโฉนด รายการสารบัญ และโฉนดใหม่

• ส่วนที่เกี่ยวกับ การรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สิน เมื่อเพิกถอนโฉนดแล้ว และจำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิในที่ดิน ต้องให้จำเลยที่ 2 ขนย้ายออกจากที่ดินดังกล่าว

• ส่วนที่เกี่ยวกับ การให้โอนกรรมสิทธิ์ทั้งแปลงแก่โจทก์ และการกำหนดค่าขาดประโยชน์ให้แก่โจทก์เพียงผู้เดียว แม้โจทก์เป็นทายาทโดยธรรม แต่ยังมีทายาทอื่นของผู้ตายที่ยังไม่ได้เข้าร่วมเป็นคู่ความ ศาลจึง ยังไม่อาจกำหนดส่วนแบ่งกรรมสิทธิ์และค่าขาดประโยชน์เฉพาะให้โจทก์ได้

ดังนั้น ศาลฎีกาจึงพิพากษาเพียง

• เพิกถอนใบแทนโฉนด

• เพิกถอนรายการสารบัญจดทะเบียน

• เพิกถอนโฉนดใหม่

• ให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินออก

• ให้กำจัดมิให้จำเลยที่ 1 รับมรดกเฉพาะส่วนที่ดิน 200 ตารางวา และให้ที่ดินกลับเข้ากองมรดกไปแบ่งแก่ทายาทตามส่วน

ส่วนเรื่องโอนกรรมสิทธิ์เฉพาะให้แก่โจทก์ และค่าขาดประโยชน์รายเดือน ให้ยกไปกล่าวในคดีอื่นหรือกระบวนการแบ่งมรดกต่อไป

วิเคราะห์หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

1 หลักการ “กำจัดมิให้รับมรดก” ตามมาตรา 1605 ป.พ.พ.

มาตรา 1605 กำหนดให้ทายาทที่ประพฤติผิดอย่างร้ายแรงต่อผู้ตายหรือทายาทอื่น หรือกระทำการฉ้อฉลต่อทรัพย์มรดก สามารถถูกกำจัดมิให้รับมรดกได้ คดีนี้ศาลฎีกาเน้นว่า

1. ระดับความฉ้อฉล – การแจ้งข้อความเท็จต่อเจ้าพนักงาน การใช้กระบวนการยุติธรรมเพื่อออกใบแทน และการโอนทรัพย์มรดกให้บุคคลภายนอกเพื่อประโยชน์ตนเอง ถือเป็นการทุจริตที่มีเจตนาชัดเจน

2. ขอบเขตการกำจัด – ศาลมิได้กำจัดจำเลยที่ 1 ทั้งหมดในฐานะทายาท แต่กำจัดเฉพาะ “ส่วนของทรัพย์มรดกที่มีการปิดบัง” คือ ที่ดิน 200 ตารางวา เป็นการตีความที่ละเอียดและเป็นธรรม เพราะยังมีทรัพย์มรดกอื่นที่ไม่ได้มีการฉ้อฉลโดยตรง

แนวคิดนี้สะท้อนว่าศาลใช้มาตรา 1605 อย่าง จำกัดและเจาะจงกับพฤติกรรมทุจริต มิใช่ตัดสิทธิทายาททั้งสิ้นโดยเหมารวม

2 หลักการ “ครอบครองแทนทายาทร่วม” และมาตรา 1381 ป.พ.พ.

โดยหลัก เมื่อทรัพย์มรดกยังไม่ได้แบ่ง หากทายาทคนใดคนหนึ่งเข้าไปครอบครองทรัพย์

• ย่อมถือว่าครอบครอง “แทนทายาททุกคน” เว้นแต่จะแสดงเจตนาชัดแจ้งว่าจะครอบครองเพื่อตนเองเท่านั้น

• การเปลี่ยนเจตนาให้ครอบครองเพื่อตนเอง ต้องปฏิบัติตามมาตรา 1381 คือ ต้องบอกกล่าวให้เจ้าของหรือผู้ร่วมมีสิทธิทราบ

ในคดีนี้ จำเลยที่ 1 ไม่ได้บอกกล่าวทายาทคนอื่นว่าเปลี่ยนเจตนาจากการครอบครองแทนทุกคนเป็นครอบครองเพื่อตนเอง แม้จะมีการโอนที่ดินบางส่วนให้จำเลยที่ 2 แต่ก็เป็นการทำโดยปกปิดและไม่แจ้งต่อทายาทคนอื่น

ศาลฎีกาจึงถือว่า การครอบครองของจำเลยที่ 1 ยังคงเป็น การครอบครองแทนทายาทร่วม ส่งผลให้จำเลยที่ 1

• ไม่สามารถยกอายุความฟ้องแบ่งมรดก 1 ปีตามมาตรา 1754 มาต่อสู้โจทก์ได้

• ไม่สามารถถือว่าสิทธิของทายาทอื่นระงับไปโดยอายุความ

3 อายุความฟ้องแบ่งมรดก – มาตรา 1754 ป.พ.พ.

มาตรา 1754 กำหนดอายุความฟ้องเรียกแบ่งมรดก 1 ปีนับแต่วันที่มีการจัดการแบ่งมรดก หรือวันที่ทายาทรู้สิทธิของตนถูกล่วงละเมิด แต่การบังคับใช้มาตราดังกล่าวต้องอยู่บนข้อเท็จจริงว่า

1. ทรัพย์มรดกได้ถูกจัดการและแบ่งกันอย่างชัดเจนแล้ว หรือ

2. มีการเปลี่ยนเจตนาครอบครองอย่างเปิดเผย และทายาทคนอื่นรู้หรือควรรู้สิทธิของตนถูกปฏิเสธ

ในคดีนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

• การจัดการมรดกของผู้ตาย “ยังไม่แล้วเสร็จ” มีทรัพย์หลายรายการยังไม่แบ่ง

• การโอนที่ดินให้จำเลยที่ 2 เป็นการกระทำลับ ๆ ไม่แจ้งทายาท

จึงยังไม่ถึงเกณฑ์ที่จะให้เริ่มนับอายุความตามมาตรา 1754 ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ เป็นการคุ้มครองสิทธิทายาทผู้ถูกละเมิดไม่ให้เสียเปรียบจากการทุจริตของผู้จัดการมรดก

 เจตนารมณ์ของบทกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

1 มาตรา 1605 – ป้องกันการฉ้อฉลในกองมรดก

เจตนารมณ์สำคัญของมาตรา 1605 คือ

• ปกป้องกองมรดกและทายาทอื่นจากการกระทำของทายาทคนใดที่ใช้ความใกล้ชิดหรือการเข้าถึงทรัพย์มรดกเพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ

• สร้างกลไกลงโทษในทางแพ่งโดยตรง คือ “กำจัดมิให้รับมรดก” แทนการพึ่งพาแต่คดีอาญา

ในคดีนี้ ศาลฎีกานำบทบัญญัติมาใช้เพื่อยับยั้งการใช้ตำแหน่ง “ผู้จัดการมรดก” เป็นเครื่องมือฮุบทรัพย์ของทายาทอื่น ซึ่งหากไม่ใช้มาตรานี้ ทายาทที่สุจริตจะเสียเปรียบอย่างร้ายแรง

2 มาตรา 1381 – ความโปร่งใสในการเปลี่ยนเจตนาครอบครอง

มาตรา 1381 วางหลักว่า ผู้ครอบครองที่เคยครอบครองแทนเจ้าของหรือตัวการ จะเปลี่ยนเจตนาไปครอบครองเพื่อตนเอง ต้อง “บอกกล่าว” ให้ชัดเจน มิฉะนั้นยังถือว่าครอบครองแทนอยู่

เจตนารมณ์คือ

• คุ้มครองเจ้าของหรือผู้มีสิทธิร่วมไม่ให้ถูก “ยึดสิทธิอย่างเงียบ ๆ”

• บังคับให้ผู้ที่ต้องการเปลี่ยนเจตนามาเป็นเจ้าของ ต้องแสดงท่าทีเปิดเผยและขาวสะอาด

ในคดีนี้ การที่จำเลยที่ 1 ไม่ได้บอกกล่าวใด ๆ กลับใช้วิธีแจ้งความเท็จและออกใบแทนโฉนด ยิ่งยืนยันว่าเป็นการหลีกเลี่ยงกลไกโปร่งใสที่กฎหมายกำหนดไว้

3 มาตรา 63 และ 72 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน – ความศักดิ์สิทธิ์ของโฉนดที่ดิน

บทบัญญัติเหล่านี้มีเจตนารมณ์เพื่อ

• ทำให้โฉนดที่ดินเป็น “หลักฐานสูงสุด” ของสิทธิในที่ดิน

• กำหนดให้การออกใบแทนเป็นกรณีพิเศษ ต้องทำตามขั้นตอนเข้มงวด และหากออกโดยอาศัยข้อมูลเท็จย่อมไม่มีผลยกเลิกฉบับจริง

ศาลฎีกาใช้บทบัญญัตินี้ย้ำว่า

• ใบแทนโฉนดที่ได้มาโดยใช้ข้อมูลเท็จ ไม่อาจทำลายสิทธิของผู้ถือโฉนดตัวจริง

• ไม่อาจใช้เป็นฐานประกอบนิติกรรมซื้อขาย จดทะเบียนโอน หรือแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ได้อย่างชอบด้วยกฎหมาย

วิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง 

1. แนวการกำจัดทายาทที่ฉ้อฉลต่อทรัพย์มรดก

ศาลฎีกาโดยทั่วไปถือเคร่งครัดต่อการใช้ตำแหน่งทายาทหรือผู้จัดการมรดกไปปิดบังทรัพย์ หากพบเจตนาทุจริตชัดเจน มักวินิจฉัยให้ถูกกำจัดมิให้รับมรดกในส่วนที่มีการปิดบัง เพื่อคุ้มครองทายาทคนอื่นและความยุติธรรมในกองมรดก

2. แนวการตีความเรื่อง “การครอบครองแทนทายาทร่วม”

หลายคำพิพากษายืนยันคล้ายกันว่า หากมรดกยังไม่แบ่ง การครอบครองโดยทายาทคนใดย่อมถือว่าแทนทุกคน เว้นแต่มีการแสดงเจตนาตัดสิทธิอย่างชัดแจ้งและเปิดเผย การอ้างอายุความสั้น ๆ มาตัดสิทธิทายาทอื่นย่อมตีความอย่างเคร่งครัด

3. แนวการเพิกถอนโฉนดหรือใบแทนที่ออกโดยมิชอบ

ฎีกาจำนวนมากถือหลักตรงกันว่า หากการออกโฉนดหรือใบแทนมีมูลจากข้อมูลเท็จ หรือผู้ขอออกใช้อำนาจสิทธิที่ไม่ชอบ โฉนดหรือใบแทนดังกล่าวต้องถูกเพิกถอน และไม่อาจอ้างความเป็นผู้รับโอนโดยสุจริตเพื่อรักษาสิทธิได้ หากข้อเท็จจริงแสดงให้เห็นว่าผู้รับโอนควรรู้หรือรู้อยู่แล้วถึงความไม่ชอบ

4. แนวหลัก “ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน”

ศาลฎีกายังคงยืนยันหลักพื้นฐานของกฎหมายแพ่งว่า ผู้รับโอนยืนอยู่บนฐานสิทธิของผู้โอน หากผู้โอนไม่มีสิทธิหรือได้สิทธิโดยมิชอบ ผู้รับโอนก็ไม่อาจมีสิทธิเหนือไปกว่านั้นได้ แม้จะจดทะเบียนซื้อขายและเสียค่าตอบแทนแล้วก็ตาม

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง เห็นว่าคดีฟ้องเรียกทรัพย์มรดกขาดอายุความ และถือว่าจำเลยที่ 1 มีสิทธิครอบครองในฐานะผู้จัดการมรดก การกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่ถึงขั้นเป็นการยักย้ายปิดบังทรัพย์มรดก จึงไม่อาจกำจัดมิให้รับมรดกได้

2. ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เห็นว่าคดีขาดอายุความเช่นเดียวกัน และไม่รับฟังว่าจำเลยที่ 1 กระทำการฉ้อฉลต่อทรัพย์มรดก

3. ศาลฎีกา พิพากษากลับ ฟังว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาปิดบังทรัพย์มรดกโดยแจ้งข้อความเท็จเพื่อออกใบแทนโฉนดและนำไปโอนโดยมิชอบ จึงต้องกำจัดมิให้รับมรดกในส่วนที่ปิดบัง พร้อมเพิกถอนใบแทนโฉนด รายการจดทะเบียน และโฉนดใหม่ ให้จำเลยที่ 2 รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง และให้ที่ดินกลับเข้ากองมรดกเพื่อแบ่งแก่ทายาทตามส่วน

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย 

1. การใช้ตำแหน่งผู้จัดการมรดกเพื่อกระทำการโดยทุจริต เป็นเหตุสำคัญที่ทำให้ศาลมีอำนาจกำจัดมิให้ทายาทได้รับมรดกตามมาตรา 1605 ได้ แม้จะกระทำเฉพาะบางส่วนของทรัพย์มรดกก็ตาม

ศาลตีความอย่างจำเพาะเจาะจงเพื่อไม่ให้ผู้กระทำทุจริตได้ประโยชน์จากความฉ้อฉลของตนเอง

2. การครอบครองทรัพย์มรดกในสภาพที่ยังไม่ได้แบ่ง ให้ถือว่าเป็นการครอบครองแทนทายาทร่วมทุกคน เว้นแต่ผู้ครอบครองจะได้บอกกล่าวเปลี่ยนเจตนาครอบครองตามมาตรา 1381 อย่างชัดแจ้งและเปิดเผย

การอ้างอายุความสั้นตามมาตรา 1754 จึงต้องตีความอย่างเคร่งครัด

3. ใบแทนโฉนดที่ออกโดยอาศัยข้อความอันเป็นเท็จย่อมเป็นเอกสารที่ไม่มีผลทางกฎหมาย และไม่อาจใช้เป็นฐานนิติกรรมใดเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ตามมาตรา 63 และ 72 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน

แม้จะมีการจดทะเบียนซื้อขายแล้ว ก็ต้องเพิกถอน

4. ผู้รับโอนที่ดินซึ่งรับโอนจากผู้ไม่มีสิทธิหรือได้สิทธิโดยทุจริต ไม่อาจอ้างความสุจริตเพื่อรักษาสิทธิของตนได้ หากพฤติการณ์แวดล้อมชี้ชัดว่าผู้รับโอนควรรู้อยู่แล้วถึงความไม่ชอบของผู้โอน

หลัก “ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน” ยังคงบังคับใช้อย่างเข้มงวด

5. คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ศาลแพ่งต้องยึดข้อเท็จจริงในคำพิพากษาคดีอาญาตามมาตรา 46 ป.วิ.อ. โดยไม่ต้องวินิจฉัยซ้ำ ทำให้กระบวนการพิจารณาคดีแพ่งมีความรวดเร็วและถูกต้องตามพฤติการณ์ที่แท้จริง

หลักการนี้มีบทบาทสำคัญในคดีทรัพย์มรดกที่มีการฉ้อฉลต่อเอกสารสิทธิ

6. การโอนที่ดินให้แก่บุคคลภายนอกระหว่างการจัดการมรดกโดยไม่แจ้งทายาทอื่น ถือเป็นการกระทำที่เกินขอบอำนาจผู้จัดการมรดกและเป็นนิติกรรมที่กระทบสิทธิทายาทโดยตรง ศาลมีอำนาจเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวได้

เพื่อคุ้มครองความถูกต้องของกองมรดกและสิทธิร่วมของทายาททุกคน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. การแจ้งความเท็จเพื่อออกใบแทนโฉนดถือเป็นเหตุให้ถูกกำจัดมิให้รับมรดกหรือไม่?

คำตอบ:

ถือเป็นเหตุสำคัญที่เข้าข่าย “ยักย้ายปิดบังทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์ตนเอง” ตามมาตรา 1605 ศาลสามารถกำจัดมิให้ทายาทรายนั้นรับมรดกในส่วนที่มีการปิดบังได้ แม้การกระทำจะเกิดเฉพาะบางส่วนของทรัพย์มรดกก็ตาม

2. หากผู้จัดการมรดกโอนที่ดินให้บุคคลภายนอกโดยมีใบแทนโฉนด ผู้รับโอนจะถือสิทธิได้หรือไม่?

คำตอบ:

ไม่ได้ หากใบแทนโฉนดออกโดยมิชอบเพราะอาศัยข้อมูลเท็จ ถือว่าเป็นเอกสารที่ไม่มีผลทางกฎหมาย นิติกรรมโอนที่เกิดขึ้นย่อมไม่สมบูรณ์ และผู้รับโอนไม่อาจอ้างความสุจริตเพื่อให้สิทธิตนเหนือกว่าผู้โอนได้

   ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2630/2567

พฤติการณ์แห่งคดีบ่งชี้ชัดว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนายักย้ายปิดบังที่ดินโฉนดเลขที่ 21914 เนื้อที่ 200 ตารางวา ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายโดยฉ้อฉลหรือรู้อยู่ว่าตนทำให้เสื่อมประโยชน์ของทายาทคนอื่นแล้ว จำเลยที่ 1 จึงต้องถูกกำจัดมิให้ได้รับมรดกเฉพาะในส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 21914 เนื้อที่ 200 ตารางวา ที่จำเลยที่ 1 ยักย้ายปิดบังไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1605 วรรคหนึ่ง เมื่อที่ดินทั้งหมดมี 2 ไร่ 63 ตารางวา แม้การถูกกำจัดมิให้รับมรดกจะถือว่าผู้ถูกกำจัดมิให้รับมรดกมิใช่ทายาทอันจะยกอายุความขึ้นต่อสู้โจทก์ได้ก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 ถูกกำจัดมิให้ได้รับมรดกเฉพาะส่วนที่ได้ยักย้ายปิดบังที่ดินพิพาทในเนื้อที่ 200 ตารางวา เท่านั้น จำเลยที่ 1 จึงยังมีฐานะเป็นทายาทอันจะยกอายุความขึ้นต่อสู้โจทก์ในส่วนของที่ดินส่วนที่เหลือที่ไม่ได้ถูกกำจัดมิให้ได้รับมรดกได้

การที่จำเลยที่ 1 ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเป็นการครอบครองทรัพย์มรดกที่ยังมิได้แบ่งปันกันเป็นการครอบครองแทนโจทก์และทายาทอื่นของผู้ตาย และแม้ต่อมาจำเลยที่ 1 จะโอนที่ดินพิพาทบางส่วนให้แก่จำเลยที่ 2 โดยมีค่าตอบแทน แต่จำเลยที่ 1 ไม่ได้บอกกล่าวไปยังทายาททุกคนว่า ไม่มีเจตนายึดถือทรัพย์มรดกแทนทายาททุกคนต่อไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 1381 เท่ากับจำเลยที่ 1 ยังไม่ได้เปลี่ยนเจตนาไปยึดถือครอบครองทรัพย์มรดกแทนทายาทอื่น ถือได้ว่าที่จำเลยที่ 1 ครอบครองที่ดินพิพาทของผู้ตายนั้น เป็นการครอบครองแทนทายาทอื่นด้วย มิใช่เป็นการครอบครองเพื่อตนเองโดยลำพัง จำเลยที่ 1 จึงจะยกอายุความหนึ่งปีตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 ขึ้นต่อสู้โจทก์ไม่ได้ ดังนั้นโจทก์ในฐานะทายาทโดยธรรมของผู้ตายย่อมมีสิทธิฟ้องเรียกที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายจากจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายได้ คดีของโจทก์ไม่ขาดอายุความ

จำเลยรู้ดีว่าโฉนดที่ดินไม่ได้สูญหายดังที่ไปแจ้งความ แต่โจทก์เป็นฝ่ายครอบครองอยู่ การที่จำเลยไปแจ้งความว่าโฉนดที่ดินสูญหายแล้วนำสำเนารายงานประจำวันรับแจ้งเอกสารหายไปขอให้เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการออกใบแทนโฉนดที่ดิน จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานและฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ ดังนั้นเมื่อการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จของจำเลยที่ 1 ทำให้เจ้าพนักงานที่ดินหลงเชื่อว่าโฉนดที่ดินเลขที่ 21914 สูญหายไปจริงจึงออกใบแทนโฉนดที่ดินให้ ทั้งที่โฉนดที่ดินยังอยู่ในความยึดถือครอบครองของโจทก์มาโดยตลอดและไม่ได้สูญหายไป ใบแทนโฉนดจึงเป็นใบแทนโฉนดที่ดินที่ออกมาโดยมิชอบด้วยกฎหมายและไม่มีผลให้โฉนดที่ดินเลขที่ 21914 ฉบับเจ้าของที่ดินซึ่งอยู่ในความยึดถือครอบครองของโจทก์ถูกยกเลิกไปตาม ป.ที่ดิน มาตรา 63 วรรคหนึ่งและวรรคสอง กรณีมีเหตุให้ต้องเพิกถอนใบแทนโฉนดที่ดินเลขที่ 21914

การที่จำเลยที่ 1 ขายที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 เกิดจากการกระทำที่ไม่สุจริตและไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 2 จึงรีบโอนที่ดินพิพาทต่อไปอีกทอดหนึ่ง ดังนั้นเมื่อใบแทนโฉนดที่ดินเลขที่ 21914 เป็นใบแทนโฉนดที่ดินที่ออกมาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ย่อมไม่มีผลให้โฉนดที่ดินเลขที่ 21914 ฉบับเจ้าของที่ดินซึ่งอยู่ในความยึดถือครอบครองของโจทก์ถูกยกเลิก ทั้งไม่อาจใช้เป็นหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินที่จะนำไปจดทะเบียนและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ตามป.พ.พ.ได้ตามป.ที่ดิน มาตรา 63 วรรคหนึ่งและวรรคสอง, 72 การจดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมโดยมีค่าตอบแทนในที่ดินพิพาท 200 ตารางวา และแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ในส่วนของจำเลยที่ 2 เป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 68594 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย การที่จำเลยที่ 2 รับซื้อที่ดินดังกล่าวมาจากจำเลยที่ 1 ซึ่งไม่มีสิทธิขายให้แก่จำเลยที่ 2 แล้ว แม้จำเลยที่ 2 จะรับโอนมาโดยเสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนแล้วก็ตาม จำเลยที่ 2 ก็ไม่มีสิทธิในที่ดินดังกล่าว ซึ่งเป็นไปตามหลักที่ว่าผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอนกรณีจึงมีเหตุให้เพิกถอนรายการสารบัญจดทะเบียนในใบแทนโฉนดที่ดินและเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 68594

ฎีกาย่อ

โจทก์ฟ้องขอเพิกถอนใบแทนโฉนดที่ดินพิพาท เพิกถอนรายการจดทะเบียนและโฉนดเลขที่ 68594 กำจัดมิให้จำเลยที่ 1 รับมรดก บังคับให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ขนย้ายทรัพย์สิน และชดใช้ค่าขาดประโยชน์ จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้อง โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้ตายไม่มีพินัยกรรม จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรได้แจ้งความเท็จว่าโฉนดและมรณบัตรสูญหาย แล้วขอให้ตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดก ขอออกใบแทนโฉนด จดทะเบียนใส่ชื่อตนเอง และขายที่ดิน 200 ตารางวาให้จำเลยที่ 2 พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นการยักย้ายปิดบังทรัพย์มรดกโดยฉ้อฉล จึงต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกเฉพาะส่วนที่ดิน 200 ตารางวาตาม ป.พ.พ. มาตรา 1605 วรรคหนึ่ง

ส่วนอายุความนั้น ศาลเห็นว่าทรัพย์มรดกยังอยู่ระหว่างจัดการและยังไม่ได้แบ่ง การครอบครองของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการครอบครองแทนทายาทอื่น ไม่ใช่ครอบครองเพื่อตนเองโดยลำพัง จึงยกอายุความตามมาตรา 1754 ขึ้นต่อสู้ไม่ได้ คดีไม่ขาดอายุความ อีกทั้งคดีอาญาถึงที่สุดแล้วว่าจำเลยที่ 1 แจ้งความเท็จ ใบแทนโฉนดจึงออกโดยมิชอบ ไม่มีผลใช้เป็นหลักฐานทำนิติกรรม การโอนให้จำเลยที่ 2 และโฉนดเลขที่ 68594 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนใบแทนโฉนด เพิกถอนรายการจดทะเบียนและโฉนดเลขที่ 68594 ให้จำเลยที่ 2 รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดิน และให้ที่ดิน 200 ตารางวากลับเข้าสู่กองมรดกเพื่อแบ่งแก่โจทก์และทายาทอื่นตามส่วน คำขออื่นให้ยก.

ฎีกาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนใบแทนโฉนดที่ดินพิพาท เพิกถอนรายการสารบัญจดทะเบียนในใบแทนโฉนดที่ดินพิพาททั้งหมด เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 68594 กำจัดมิให้จำเลยที่ 1 รับมรดกของผู้ตาย ให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกโอนที่ดินพิพาทแก่โจทก์ บังคับให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินพิพาท และให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าขาดประโยชน์เดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินพิพาท

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายของนายประเสริฐ ผู้ตาย ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นบุตรของผู้ตายกับนางต่อม ผู้ตายถึงแก่ความตายเมื่อ 28 ธันวาคม 2548 โดยไม่มีพินัยกรรม ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 21914 เนื้อที่ 2 ไร่ 63 ตารางวา มีชื่อผู้ตายเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์และมีบ้านปลูกอยู่ ปัจจุบันจำเลยที่ 1 อยู่อาศัยและทำประโยชน์ ต่อมา 25 เมษายน 2557 จำเลยที่ 1 ไปแจ้งความว่าโฉนดและมรณบัตรสูญหาย แล้วนำสำเนารายงานประจำวันไปขอให้อัยการยื่นคำร้องให้ศาลตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดก เมื่อศาลมีคำสั่งตั้งแล้ว จำเลยที่ 1 ไปออกใบแทนโฉนด และเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2558 ขอจดทะเบียนใส่ชื่อตนในฐานะผู้จัดการมรดก ต่อมาจดทะเบียนใส่ชื่อตนในฐานะส่วนตัวเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ และวันที่ 15 กรกฎาคม 2558 โอนที่ดิน 200 ตารางวาให้จำเลยที่ 2 จากนั้น 22 มิถุนายน 2559 แบ่งแยกโฉนดในส่วนจำเลยที่ 2 เป็นเลขที่ 68594 ต่อมา 7 กันยายน 2559 โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีอาญาในความผิดต่อเจ้าพนักงาน ความผิดต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรม และความผิดเกี่ยวกับเอกสาร ศาลฎีกาในคดีอาญาพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดตามมาตรา 137, 267 จำคุก 6 เดือน ปรับ 3,000 บาท รอการลงโทษ 2 ปี

ปัญหาตามฎีกาคือฟ้องขาดอายุความหรือไม่ โดยโจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 1 ยักย้ายปิดบังทรัพย์มรดกและขอให้กำจัดมิให้รับมรดก ศาลฎีกาถือว่าต้องวินิจฉัยเรื่องการถูกกำจัดมิให้รับมรดกก่อน เพราะหากถูกกำจัดแล้ว ย่อมไม่เป็นทายาทที่จะยกอายุความต่อสู้ได้ การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ข้ามประเด็นนี้ไปวินิจฉัยเรื่องอายุความก่อนเป็นการไม่ถูกต้อง เมื่อคู่ความได้นำสืบเสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยเองทั้งเรื่องกำจัดมิให้รับมรดกและคำขออื่น ได้แก่ การเพิกถอนใบแทนโฉนด เพิกถอนรายการสารบัญ เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 68594 การรื้อถอนทรัพย์สิน และค่าขาดประโยชน์

ศาลฎีกาฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 แจ้งความเท็จว่าโฉนดและมรณบัตรสูญหาย ทั้งที่รู้อยู่ว่าโฉนดอยู่กับโจทก์ แล้วขอให้ออกใบแทนโฉนด ใช้ฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนใส่ชื่อตนในฐานะส่วนตัว และโอนต่อให้จำเลยที่ 2 โดยโจทก์ไม่รู้เรื่อง พฤติการณ์แสดงเจตนาจะยักย้ายที่ดินมรดกมาเป็นของตนฝ่ายเดียว ไม่ใช่การจัดการเพื่อแบ่งมรดกให้ทายาท ถือเป็นการยักย้ายปิดบังทรัพย์มรดกโดยฉ้อฉลตามมาตรา 1605 วรรคหนึ่ง ศาลจึงกำจัดมิให้จำเลยที่ 1 รับมรดกเฉพาะส่วนที่ดิน 200 ตารางวาที่ได้ปิดบังไว้ แต่ยังให้ถือว่าจำเลยที่ 1 เป็นทายาทในส่วนทรัพย์มรดกอื่นที่ไม่ได้มีการปิดบัง จึงยังยกอายุความต่อสู้ในส่วนทรัพย์ส่วนที่เหลือได้

ในประเด็นอายุความ ศาลเห็นว่า การยื่นคำร้องขอจัดการมรดกของจำเลยที่ 1 แสดงว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์ในกองมรดกซึ่งอยู่ระหว่างจัดการ และจากคำเบิกความของจำเลยที่ 1 เองก็ยังมีทรัพย์สินอื่นที่ยังไม่แบ่ง การครอบครองที่ดินของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการครอบครองทรัพย์มรดกที่ยังมิได้แบ่ง เป็นการครอบครองแทนโจทก์และทายาทอื่น แม้จำเลยที่ 1 จะโอนบางส่วนให้จำเลยที่ 2 โดยมีค่าตอบแทนก็ไม่เคยบอกกล่าวทายาททุกคนว่าตนไม่ยึดถือแทนแล้ว ตามมาตรา 1381 จึงยังถือว่าครอบครองแทนผู้อื่น ไม่ใช่เพื่อตนแต่ผู้เดียว จำเลยที่ 1 จึงอ้างอายุความ 1 ปีตามมาตรา 1754 มาตัดสิทธิฟ้องของโจทก์ไม่ได้ คดีไม่ขาดอายุความ ศาลฎีกาจึงไม่เห็นพ้องกับศาลล่าง

ในประเด็นเพิกถอนใบแทนโฉนด เห็นว่าเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องคดีอาญา ศาลแพ่งต้องยึดข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาอาญาตามมาตรา 46 ป.วิ.อ. ซึ่งระบุชัดว่าจำเลยที่ 1 รู้ว่าโฉนดอยู่กับโจทก์ เคยมีการเจรจาแบ่งที่ดิน โดยโจทก์เสนอรับเงิน 700,000 บาทเพื่อยกที่ดินให้ และผู้ตายย้ายมาอยู่กับโจทก์นานแล้ว ตามวิสัยย่อมต้องนำโฉนดมาด้วย ทำให้ฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าจำเลยที่ 1 รู้ว่าโฉนดไม่ได้สูญหาย การแจ้งความสูญหายจึงเป็นการแจ้งข้อความเท็จ การออกใบแทนโฉนดจึงเป็นการออกโดยมิชอบ ไม่อาจทำให้โฉนดฉบับจริงถูกยกเลิกตามมาตรา 63 วรรคหนึ่งและวรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน จึงต้องเพิกถอนใบแทนโฉนด

ในประเด็นเพิกถอนรายการจดทะเบียนและโฉนดเลขที่ 68594 ศาลเห็นว่า เมื่อใบแทนโฉนดออกโดยมิชอบ จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิใช้เป็นหลักฐานทำนิติกรรมขายที่ดินให้จำเลยที่ 2 การโอนดังกล่าวกระทบสิทธิทายาท อีกทั้งขณะจำเลยที่ 2 ซื้อ ที่ดินก็มีเพียงใบแทนโฉนด ไม่ใช่โฉนดฉบับจริง และสารบัญจดทะเบียนระบุชัดว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดก จึงเป็นพฤติการณ์ที่จำเลยที่ 2 ควรรู้ถึงความไม่ชอบของสิทธิจำเลยที่ 1 ต่อมา จำเลยที่ 2 ยังรีบโอนที่ดินต่อให้บุตรผู้เยาว์หลังจากที่จำเลยที่ 1 ถูกฟ้องคดีอาญาไม่นาน ยิ่งแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 รู้หรือควรรู้ว่าต้นสิทธิไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น การจดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมและการออกโฉนดเลขที่ 68594 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้รับโอนย่อมไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน จำต้องเพิกถอนรายการสารบัญและโฉนดดังกล่าว และเมื่อจำเลยที่ 2 กับบริวารไม่มีสิทธิในที่ดิน จึงต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินออก

ส่วนคำขอให้โอนโฉนดทั้งแปลงให้โจทก์และให้ชดใช้ค่าขาดประโยชน์เดือนละ 5,000 บาทนั้น เนื่องจากยังมีทายาทอื่นที่ไม่ได้เข้าคดี ศาลจึงยังไม่อาจกำหนดส่วนแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 21914 และค่าขาดประโยชน์ให้แก่โจทก์แต่ผู้เดียว เห็นควรแยกไปว่ากล่าวกันในส่วนอื่น ศาลฎีกาจึงพิพากษากลับ ให้เพิกถอนใบแทนโฉนดเลขที่ 21914 เพิกถอนรายการสารบัญระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เพิกถอนโฉนดเลขที่ 68594 ให้จำเลยที่ 2 รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกจากที่ดิน กำจัดมิให้จำเลยที่ 1 รับมรดกในส่วนที่ดิน 200 ตารางวา โดยนำกลับเข้ากองมรดกเพื่อแบ่งให้โจทก์และทายาทอื่นตามส่วน คำขออื่นให้ยก และให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลเป็นพับ




กำจัดมิให้รับมรดก