ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




(ฎีกาที่ 2630/2567) เพิกถอนใบแทนโฉนด & กำจัดสิทธิรับมรดก

สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2630/2567 เพิกถอนใบแทนโฉนด กำจัดสิทธิรับมรดก จำเลยปิดบังที่ดินมรดก – วิเคราะห์กฎหมายที่ดินและมรดกเข้าใจง่าย โดยสำนักงานทนายความพีศิริ ทนายความ

ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับ การยักย้ายปิดบังทรัพย์มรดกและการออกใบแทนโฉนดโดยไม่ชอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยให้เพิกถอนใบแทนโฉนดและโฉนดที่ดินที่เกี่ยวข้อง รวมถึงกำจัดมิให้จำเลยที่ 1 รับมรดกในส่วนที่ดินที่ปิดบังไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1605 วรรคหนึ่ง พร้อมวิเคราะห์ปัญหาสำคัญเรื่องการครอบครองแทนทายาทอื่น การยกอายุความขึ้นต่อสู้ การเพิกถอนสิทธิผู้รับโอน และการคุ้มครองสิทธิทายาทโดยธรรม


ข้อเท็จจริงโดยย่อ

ผู้ตาย นายประเสริฐ มีที่ดินโฉนดเลขที่ 21914 เนื้อที่ 2 ไร่ 63 ตารางวา

จำเลยที่ 1 (บุตร) แจ้งความเท็จว่าโฉนดสูญหายเพื่อออกใบแทน และต่อมาขอจดทะเบียนสิทธิในชื่อของตน

จำเลยที่ 1 โอนที่ดินบางส่วน 200 ตารางวาให้จำเลยที่ 2 โดยมีค่าตอบแทน และจำเลยที่ 2 โอนต่อไปยังบุตรของตน

โจทก์ (ภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย) ฟ้องขอเพิกถอนใบแทนโฉนด เพิกถอนโฉนดใหม่ และกำจัดสิทธิรับมรดกของจำเลยที่ 1


คำวินิจฉัยของศาลฎีกา

1. การยักย้ายปิดบังมรดก (ป.พ.พ. มาตรา 1605)

ศาลเห็นว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาปิดบังที่ดินเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ฝ่ายเดียว จึงถูกกำจัดมิให้รับมรดกเฉพาะส่วนที่ปิดบัง 200 ตารางวา

2. การครอบครองทรัพย์มรดก (ป.พ.พ. มาตรา 1381, 1754)

การที่จำเลยที่ 1 ครอบครองที่ดินถือเป็นการครอบครองแทนทายาททุกคน ไม่อาจอ้างอายุความ 1 ปีตามมาตรา 1754 ขึ้นต่อสู้โจทก์ได้

3. การออกใบแทนโฉนดโดยไม่ชอบ (ป.ที่ดิน มาตรา 63, 72)

ใบแทนโฉนดที่ออกจากการแจ้งความเท็จเป็นโมฆะ ไม่อาจใช้เป็นเอกสารสิทธิได้ ต้องเพิกถอน

4. ผู้รับโอนที่ดินโดยไม่สุจริต

จำเลยที่ 2 ซื้อที่ดินจากผู้ไม่มีสิทธิ โฉนดที่ดินใหม่จึงไม่ชอบ แม้จะจดทะเบียนแล้วก็ไม่ก่อสิทธิใด ๆ


การขยายความประเด็นกฎหมาย

การกำจัดสิทธิรับมรดก (มาตรา 1605)

เป็นบทลงโทษทางแพ่งต่อทายาทที่ทุจริตต่อกองมรดก แม้ยังคงมีสิทธิรับมรดกในส่วนอื่นที่ไม่ปิดบัง

การครอบครองแทนทายาทอื่น (มาตรา 1381)

หากไม่ได้บอกกล่าวเปลี่ยนเจตนาครอบครอง ถือว่ายังคงครอบครองแทนทายาททุกคน

อายุความมรดก (มาตรา 1754)

ไม่อาจใช้ได้หากเป็นการครอบครองแทนทายาทอื่น

ผลของใบแทนโฉนดที่มิชอบ (มาตรา 63, 72 แห่งกฎหมายที่ดิน)

ใบแทนโฉนดไม่อาจทำให้สิทธิเดิมของโจทก์สิ้นสุดลง การซื้อขายภายหลังย่อมไม่มีผลผูกพัน


สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้ตอกย้ำว่า ทายาทที่ปิดบังหรือฉ้อฉลต่อกองมรดกจะถูกกำจัดสิทธิรับมรดกในส่วนที่กระทำผิด และ ใบแทนโฉนดที่ได้มาโดยมิชอบย่อมเป็นโมฆะ ไม่อาจใช้สร้างสิทธิใหม่ได้ อีกทั้งยังย้ำหลักว่า “ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน” ซึ่งเป็นหลักคุ้มครองทายาทและเจ้าของสิทธิที่แท้จริง


IRAC (Issue – Rule – Application – Conclusion)

Issue (ปัญหา):

ฟ้องของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ และมีเหตุให้เพิกถอนใบแทนโฉนดและโฉนดใหม่หรือไม่

Rule (กฎหมาย):

ป.พ.พ. มาตรา 1605 วรรคหนึ่ง – กำจัดสิทธิรับมรดก

ป.พ.พ. มาตรา 1381 – การครอบครองแทนทายาทอื่น

ป.พ.พ. มาตรา 1754 – อายุความมรดก

ป.ที่ดิน มาตรา 63, 72 – ผลของใบแทนโฉนดที่มิชอบ

Application (การปรับใช้):

จำเลยที่ 1 ปิดบังมรดกโดยแจ้งความเท็จและออกใบแทนโฉนดโดยไม่ชอบ

การครอบครองของจำเลยที่ 1 เป็นการครอบครองแทนทายาทอื่น ไม่ใช่การครอบครองเพื่อตนเอง

จำเลยที่ 2 ซื้อจากผู้ไม่มีสิทธิ ใบแทนโฉนดไม่ชอบ จึงไม่ก่อสิทธิกรรมสิทธิ์

Conclusion (ข้อสรุป):

คดีไม่ขาดอายุความ

จำเลยที่ 1 ถูกกำจัดมิให้รับมรดกในส่วนที่ปิดบัง

ใบแทนโฉนดและโฉนดใหม่ต้องเพิกถอน

จำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิในที่ดินและต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง


English Summary

The Supreme Court Decision No. 2630/2024 concerns inheritance disputes and fraudulent concealment of land. The Court ruled that the first defendant, who falsely reported the land title as lost and obtained a replacement, was disqualified from inheriting that portion of the estate under Section 1605 of the Civil and Commercial Code. The replacement land title was invalid under the Land Code Sections 63 and 72. The transfer to the second defendant was void, as one cannot acquire better rights than the transferor. The Court ordered cancellation of the fraudulent land titles and removal of constructions, protecting the rights of the lawful heirs.


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2630/2567 คดีเพิกถอนใบแทนโฉนดที่ดิน กำจัดสิทธิรับมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1605 ฟ้องเพิกถอนโฉนดมิชอบ สิทธิทายาท กฎหมายที่ดินและมรดก


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2630/2567


พฤติการณ์แห่งคดีบ่งชี้ชัดว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนายักย้ายปิดบังที่ดินโฉนดเลขที่ 21914 เนื้อที่ 200 ตารางวา ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายโดยฉ้อฉลหรือรู้อยู่ว่าตนทำให้เสื่อมประโยชน์ของทายาทคนอื่นแล้ว จำเลยที่ 1 จึงต้องถูกกำจัดมิให้ได้รับมรดกเฉพาะในส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 21914 เนื้อที่ 200 ตารางวา ที่จำเลยที่ 1 ยักย้ายปิดบังไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1605 วรรคหนึ่ง เมื่อที่ดินทั้งหมดมี 2 ไร่ 63 ตารางวา แม้การถูกกำจัดมิให้รับมรดกจะถือว่าผู้ถูกกำจัดมิให้รับมรดกมิใช่ทายาทอันจะยกอายุความขึ้นต่อสู้โจทก์ได้ก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 ถูกกำจัดมิให้ได้รับมรดกเฉพาะส่วนที่ได้ยักย้ายปิดบังที่ดินพิพาทในเนื้อที่ 200 ตารางวา เท่านั้น จำเลยที่ 1 จึงยังมีฐานะเป็นทายาทอันจะยกอายุความขึ้นต่อสู้โจทก์ในส่วนของที่ดินส่วนที่เหลือที่ไม่ได้ถูกกำจัดมิให้ได้รับมรดกได้


การที่จำเลยที่ 1 ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเป็นการครอบครองทรัพย์มรดกที่ยังมิได้แบ่งปันกันเป็นการครอบครองแทนโจทก์และทายาทอื่นของผู้ตาย และแม้ต่อมาจำเลยที่ 1 จะโอนที่ดินพิพาทบางส่วนให้แก่จำเลยที่ 2 โดยมีค่าตอบแทน แต่จำเลยที่ 1 ไม่ได้บอกกล่าวไปยังทายาททุกคนว่า ไม่มีเจตนายึดถือทรัพย์มรดกแทนทายาททุกคนต่อไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 1381 เท่ากับจำเลยที่ 1 ยังไม่ได้เปลี่ยนเจตนาไปยึดถือครอบครองทรัพย์มรดกแทนทายาทอื่น ถือได้ว่าที่จำเลยที่ 1 ครอบครองที่ดินพิพาทของผู้ตายนั้น เป็นการครอบครองแทนทายาทอื่นด้วย มิใช่เป็นการครอบครองเพื่อตนเองโดยลำพัง จำเลยที่ 1 จึงจะยกอายุความหนึ่งปีตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 ขึ้นต่อสู้โจทก์ไม่ได้ ดังนั้นโจทก์ในฐานะทายาทโดยธรรมของผู้ตายย่อมมีสิทธิฟ้องเรียกที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายจากจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายได้ คดีของโจทก์ไม่ขาดอายุความ


จำเลยรู้ดีว่าโฉนดที่ดินไม่ได้สูญหายดังที่ไปแจ้งความ แต่โจทก์เป็นฝ่ายครอบครองอยู่ การที่จำเลยไปแจ้งความว่าโฉนดที่ดินสูญหายแล้วนำสำเนารายงานประจำวันรับแจ้งเอกสารหายไปขอให้เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการออกใบแทนโฉนดที่ดิน จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานและฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ ดังนั้นเมื่อการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จของจำเลยที่ 1 ทำให้เจ้าพนักงานที่ดินหลงเชื่อว่าโฉนดที่ดินเลขที่ 21914 สูญหายไปจริงจึงออกใบแทนโฉนดที่ดินให้ ทั้งที่โฉนดที่ดินยังอยู่ในความยึดถือครอบครองของโจทก์มาโดยตลอดและไม่ได้สูญหายไป ใบแทนโฉนดจึงเป็นใบแทนโฉนดที่ดินที่ออกมาโดยมิชอบด้วยกฎหมายและไม่มีผลให้โฉนดที่ดินเลขที่ 21914 ฉบับเจ้าของที่ดินซึ่งอยู่ในความยึดถือครอบครองของโจทก์ถูกยกเลิกไปตาม ป.ที่ดิน มาตรา 63 วรรคหนึ่งและวรรคสอง กรณีมีเหตุให้ต้องเพิกถอนใบแทนโฉนดที่ดินเลขที่ 21914


การที่จำเลยที่ 1 ขายที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 เกิดจากการกระทำที่ไม่สุจริตและไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 2 จึงรีบโอนที่ดินพิพาทต่อไปอีกทอดหนึ่ง ดังนั้นเมื่อใบแทนโฉนดที่ดินเลขที่ 21914 เป็นใบแทนโฉนดที่ดินที่ออกมาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ย่อมไม่มีผลให้โฉนดที่ดินเลขที่ 21914 ฉบับเจ้าของที่ดินซึ่งอยู่ในความยึดถือครอบครองของโจทก์ถูกยกเลิก ทั้งไม่อาจใช้เป็นหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินที่จะนำไปจดทะเบียนและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ตามป.พ.พ.ได้ตามป.ที่ดิน มาตรา 63 วรรคหนึ่งและวรรคสอง, 72 การจดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมโดยมีค่าตอบแทนในที่ดินพิพาท 200 ตารางวา และแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ในส่วนของจำเลยที่ 2 เป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 68594 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย การที่จำเลยที่ 2 รับซื้อที่ดินดังกล่าวมาจากจำเลยที่ 1 ซึ่งไม่มีสิทธิขายให้แก่จำเลยที่ 2 แล้ว แม้จำเลยที่ 2 จะรับโอนมาโดยเสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนแล้วก็ตาม จำเลยที่ 2 ก็ไม่มีสิทธิในที่ดินดังกล่าว ซึ่งเป็นไปตามหลักที่ว่าผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอนกรณีจึงมีเหตุให้เพิกถอนรายการสารบัญจดทะเบียนในใบแทนโฉนดที่ดินและเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 68594


โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนใบแทนโฉนดที่ดินพิพาท เพิกถอนรายการสารบัญจดทะเบียนในใบแทนโฉนดที่ดินพิพาททั้งหมด เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 68594 กำจัดมิให้จำเลยที่ 1 รับมรดกของผู้ตาย ให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกโอนที่ดินพิพาทแก่โจทก์ บังคับให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินพิพาท และให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าขาดประโยชน์ในที่ดินพิพาทในอัตราเดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินพิพาท

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายประเสริฐ ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นบุตรของนายประเสริฐกับนางต่อม นายประเสริฐถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2548 ผู้ตายไม่ได้ทำพินัยกรรมหรือตั้งผู้ใดเป็นผู้จัดการมรดก ที่ดินพิพาทโฉนดที่ดินเลขที่ 21914 มีเนื้อที่ 2 ไร่ 63 ตารางวา มีชื่อผู้ตายเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์มีบ้านเลขที่ 7 หมู่ที่ 3 ปลูกอยู่บนที่ดินพิพาท ปัจจุบันจำเลยที่ 1 พักอาศัยและครอบครองทำประโยชน์ เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2557 จำเลยที่ 1 ไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองสระบุรีว่า โฉนดที่ดินพิพาทและมรณบัตรของผู้ตายสูญหาย จากนั้นจำเลยที่ 1 นำสำเนารายงานประจำวันรับแจ้งเอกสารหายไปร้องขอพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดี ให้ดำเนินการยื่นคำร้องขอต่อศาลให้ตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย กระทั่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย จากนั้นจำเลยที่ 1 ไปขอออกใบแทนโฉนดที่ดินพิพาทต่อสำนักงานที่ดิน เมื่อได้ใบแทนโฉนดที่ดินแล้ว วันที่ 17 เมษายน 2558 จำเลยที่ 1 ดำเนินการขอจดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตาย แล้วจำเลยที่ 1 ก็ขอจดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท และต่อมาวันที่ 15 กรกฎาคม 2558 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมโดยมีค่าตอบแทนในที่ดินพิพาท 200 ตารางวา จากนั้นวันที่ 22 มิถุนายน 2559 จึงแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ในส่วนของจำเลยที่ 2 เป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 68594 วันที่ 7 กันยายน 2559 โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลชั้นต้น ขอให้ลงโทษในความผิดต่อเจ้าพนักงาน ความผิดต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรม และความผิดเกี่ยวกับเอกสาร กระทั่งศาลฎีกามีคำพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267 จำคุก 6 เดือน และปรับ 3,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี


มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า คำฟ้องโจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 1 ยักย้ายปิดบังทรัพย์มรดกของนายประเสริฐ ผู้ตาย ขอให้กำจัดมิให้จำเลยที่ 1 รับมรดก ซึ่งหากฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ยักย้ายปิดบังทรัพย์มรดกของผู้ตายจริง จำเลยที่ 1 ต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดก เมื่อจำเลยที่ 1 ถูกกำจัดมิให้รับมรดกย่อมถือว่าจำเลยที่ 1 มิใช่ทายาทอันจะยกอายุความขึ้นต่อสู้โจทก์ได้ กรณีจึงต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการยักย้ายปิดบังทรัพย์มรดกของผู้ตายอันเป็นเหตุให้ต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกหรือไม่ การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่ได้วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 จะต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกหรือไม่เสียก่อน แต่กลับไปวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ขาดอายุความจึงเป็นการข้ามขั้นตอน ศาลฎีกาเห็นว่าโจทก์และจำเลยทั้งสองต่างนำพยานหลักฐานของตนเข้าสืบจนเสร็จสิ้นกระแสความแล้ว เพื่อความรวดเร็วในการพิจารณาพิพากษาคดี จึงเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวและปัญหาอื่นตามฟ้องของโจทก์ที่ว่า กรณีมีเหตุให้เพิกถอนใบแทนโฉนดที่ดินเลขที่ 21914 เพิกถอนรายการสารบัญจดทะเบียนในใบแทนโฉนดที่ดินเลขที่ 21914 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 68594 จำเลยทั้งสองต้องขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกจากที่ดินพิพาทและต้องชดใช้ค่าขาดประโยชน์ หรือไม่ เพียงใด ไปเสียทีเดียว โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ ซึ่งศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 แจ้งความเท็จต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองสระบุรีว่า โฉนดที่ดินพิพาทและมรณบัตรของผู้ตายสูญหาย จากนั้นจำเลยที่ 1 ร้องขอพนักงานอัยการให้ดำเนินการยื่นคำร้องขอต่อศาลให้ตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย หลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย แล้วจำเลยที่ 1 ไปขอออกใบแทนโฉนดที่ดินพิพาท ขอจดทะเบียนใส่ชื่อตนเองในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ขอจดทะเบียนใส่ชื่อตนเองในฐานะส่วนตัวเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท จดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมโดยมีค่าตอบแทนในที่ดินพิพาท 200 ตารางวา และแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ในส่วนของจำเลยที่ 2 เป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 68594 เมื่อพิจารณาจากที่จำเลยที่ 1 ได้รับใบแทนโฉนดที่ดินวันที่ 17 เมษายน 2558 จากนั้นจำเลยที่ 1 จดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมโดยมีค่าตอบแทนในที่ดินพิพาท 200 ตารางวา ในวันที่ 15 กรกฎาคม 2558 ซึ่งเป็นเวลาหลังจากที่จำเลยที่ 1 ได้รับใบแทนโฉนดที่ดินเพียง 2 เดือนเศษ แสดงให้เห็นถึงความต้องการของจำเลยที่ 1 ที่จะเอาที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกมาเป็นประโยชน์ของตนเพียงผู้เดียว ย่อมไม่เป็นไปเพื่อการจัดการทรัพย์มรดกเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทอันเป็นการกระทำผิดหน้าที่ของผู้จัดการมรดกและนอกขอบอำนาจของผู้จัดการมรดก ทั้งจำเลยที่ 1 ยังเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านรับว่า จำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาท 200 ตารางวา ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยโจทก์ไม่ทราบเรื่อง โจทก์ขออายัดที่ดินดังกล่าวภายหลังจากที่จำเลยที่ 1 ขายให้แก่จำเลยที่ 2 แล้ว พฤติการณ์แห่งคดีบ่งชี้ชัดว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนายักย้ายปิดบังที่ดินโฉนดเลขที่ 21914 เนื้อที่ 200 ตารางวา ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายโดยฉ้อฉลหรือรู้อยู่ว่าตนทำให้เสื่อมประโยชน์ของทายาทคนอื่นแล้ว จำเลยที่ 1 จึงต้องถูกกำจัดมิให้ได้รับมรดกเฉพาะในส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 21914 เนื้อที่ 200 ตารางวา ที่จำเลยที่ 1 ยักย้ายปิดบังไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1605 วรรคหนึ่ง เมื่อเนื้อที่ดินทั้งหมดมี 2 ไร่ 63 ตารางวา แม้การถูกกำจัดมิให้รับมรดกจะถือว่าผู้ถูกกำจัดมิให้รับมรดกมิใช่ทายาทอันจะยกอายุความขึ้นต่อสู้โจทก์ได้ก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 ถูกกำจัดมิให้ได้รับมรดกเฉพาะส่วนที่ได้ยักย้ายปิดบังที่ดินพิพาทในเนื้อที่ 200 ตารางวา เท่านั้น จำเลยที่ 1 จึงยังมีฐานะเป็นทายาทอันจะยกอายุความขึ้นต่อสู้โจทก์ในส่วนของที่ดินส่วนที่เหลือที่ไม่ได้ถูกกำจัดมิให้ได้รับมรดกได้


สำหรับปัญหาตามฎีกาของโจทก์ที่ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอต่อศาลขอจัดการมรดกเกี่ยวกับที่ดินพิพาท แสดงว่าที่ดินพิพาทดังกล่าวเป็นทรัพย์สินในกองมรดกของผู้ตายซึ่งอยู่ระหว่างจัดการ ประกอบกับยังได้ความตามที่จำเลยที่ 1 เบิกความรับว่า ยังมีทรัพย์สินของผู้ตายหลายรายการที่ยังไม่ได้แบ่งกัน จึงต้องฟังว่าการจัดการมรดกของผู้ตายยังไม่แล้วเสร็จ การที่จำเลยที่ 1 ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทจึงเป็นการครอบครองทรัพย์มรดกที่ยังมิได้แบ่งปันกัน เป็นการครอบครองแทนโจทก์และทายาทอื่นของผู้ตาย และแม้ต่อมาจำเลยที่ 1 จะโอนที่ดินพิพาทบางส่วนให้แก่จำเลยที่ 2 โดยมีค่าตอบแทน แต่จำเลยที่ 1 ไม่ได้บอกกล่าวไปยังทายาททุกคนว่า ไม่มีเจตนายึดถือทรัพย์มรดกแทนทายาททุกคนต่อไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1381 เท่ากับจำเลยที่ 1 ยังไม่ได้เปลี่ยนเจตนาไปยึดถือครอบครองทรัพย์มรดกแทนทายาทอื่น ถือได้ว่าที่จำเลยที่ 1 ครอบครองที่ดินพิพาทของผู้ตายนั้นเป็นการครอบครองแทนทายาทอื่นด้วย มิใช่เป็นการครอบครองเพื่อตนเองโดยลำพัง จำเลยที่ 1 จึงจะยกอายุความหนึ่งปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 ขึ้นต่อสู้โจทก์ไม่ได้ ดังนั้นโจทก์ในฐานะทายาทโดยธรรมของผู้ตายย่อมมีสิทธิฟ้องเรียกที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายจากจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายได้ คดีของโจทก์ไม่ขาดอายุความ ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า คดีโจทก์ขาดอายุความพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น


สำหรับปัญหาตามฟ้องของโจทก์ที่ว่า กรณีมีเหตุให้เพิกถอนใบแทนโฉนดที่ดินเลขที่ 21914 หรือไม่ เห็นว่า การจะวินิจฉัยปัญหาที่ว่า กรณีมีเหตุให้เพิกถอนใบแทนโฉนดที่ดินเลขที่ 21914 หรือไม่ ต้องอาศัยมูลความผิดทางอาญาที่จำเลยที่ 1 ถูกโจทก์ฟ้องในความผิดต่อเจ้าพนักงาน ความผิดต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรม และความผิดเกี่ยวกับเอกสาร การดำเนินคดีของโจทก์คดีนี้จึงเป็นการฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ซึ่งในคดีส่วนอาญาดังกล่าวศาลฎีกาเห็นว่า จากคำเบิกความของโจทก์ประกอบคำเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านของจำเลยได้ความว่า ก่อนที่จำเลยจะไปดำเนินการขอออกใบแทนโฉนดที่ดินนั้น โจทก์กับจำเลยได้เจรจาเกี่ยวกับการแบ่งที่ดินอันเป็นมรดกดังกล่าวก่อน แต่เมื่อโจทก์เสนอขอเงิน 700,000 บาท โดยจะยอมยกที่ดินให้จำเลยแล้ว จึงเกิดความรู้สึกขุ่นเคืองกันและไม่มีการพูดคุยกันอีก แสดงว่าจำเลยก็ทราบดีว่าโฉนดที่ดินต้องอยู่กับโจทก์ เพราะมิเช่นนั้น โจทก์คงไม่เสนอที่จะยกที่ดินให้และเรียกร้องเงินถึง 700,000 บาท ทั้งนายประเสริฐก็ย้ายไปอยู่กินกับโจทก์เป็นเวลานานแล้ว ซึ่งโดยวิญญูชนควรต้องนำโฉนดที่ดินอันเป็นเอกสารสำคัญติดตัวไปเก็บรักษาไว้ด้วยตนเอง ดังนั้นจากท่าทีการเจรจาเกี่ยวกับการแบ่งที่ดินของโจทก์และข้อเท็จจริงที่นายประเสริฐย้ายไปอยู่กับโจทก์นานแล้วดังกล่าว ย่อมฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าจำเลยรู้ดีว่าโฉนดที่ดินไม่ได้สูญหายดังที่ไปแจ้งความ แต่โจทก์เป็นฝ่ายครอบครองอยู่ การที่จำเลยไปแจ้งความว่าโฉนดที่ดินสูญหายแล้วนำสำเนารายงานประจำวันรับแจ้งเอกสารหายไปขอให้เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการออกใบแทนโฉนดที่ดิน จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานและฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ ดังนั้นเมื่อการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จของจำเลยที่ 1 ทำให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสระบุรีหลงเชื่อว่าโฉนดที่ดินเลขที่ 21914 สูญหายไปจริงจึงออกใบแทนโฉนดที่ดินเลขที่ 21914 ทั้งที่โฉนดที่ดินเลขที่ 21914 ยังอยู่ในความยึดถือครอบครองของโจทก์มาโดยตลอดและไม่ได้สูญหายไป ใบแทนโฉนดที่ดินเลขที่ 21914 จึงเป็นใบแทนโฉนดที่ดินที่ออกมาโดยมิชอบด้วยกฎหมายและไม่มีผลให้โฉนดที่ดินเลขที่ 21914 ฉบับเจ้าของที่ดินซึ่งอยู่ในความยึดถือครอบครองของโจทก์ถูกยกเลิกไปตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 63 วรรคหนึ่งและวรรคสอง กรณีมีเหตุให้ต้องเพิกถอนใบแทนโฉนดที่ดินเลขที่ 21914


มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปว่า กรณีมีเหตุให้เพิกถอนรายการสารบัญจดทะเบียนในใบแทนโฉนดที่ดินเลขที่ 21914 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 68594 และจำเลยทั้งสองต้องขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกจากที่ดินพิพาทและต้องชดใช้ค่าขาดประโยชน์ หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า เมื่อใบแทนโฉนดที่ดินเลขที่ 21914 เป็นใบแทนโฉนดที่ดินที่ออกมาโดยมิชอบด้วยกฎหมายและมีเหตุให้ต้องเพิกถอน จำเลยที่ 1 ย่อมไม่อาจนำเอาใบแทนโฉนดที่ดินดังกล่าวไปใช้เป็นหลักฐานในการทำนิติกรรมใด ๆ ได้ ทั้งจำเลยที่ 1 ยังเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านรับว่า จำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาท 200 ตารางวา ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยโจทก์ไม่ทราบเรื่อง โจทก์ขออายัดที่ดินดังกล่าวภายหลังจากที่จำเลยที่ 1 ขายให้แก่จำเลยที่ 2 แล้ว จึงเป็นการทำนิติกรรมอันเป็นการกระทบสิทธิโจทก์ซึ่งเป็นทายาท นอกจากนี้การที่จำเลยที่ 1 ได้รับใบแทนโฉนดที่ดินวันที่ 17 เมษายน 2558 แล้วจำเลยที่ 1 จดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมโดยมีค่าตอบแทนในที่ดินพิพาท 200 ตารางวา ในวันที่ 15 กรกฎาคม 2558 ซึ่งเป็นเวลาหลังจากที่จำเลยที่ 1 ได้รับใบแทนโฉนดที่ดินเพียง 2 เดือนเศษ แสดงให้เห็นถึงความต้องการของจำเลยที่ 1 ที่จะเอาที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกมาเป็นประโยชน์ของตนเพียงผู้เดียว ย่อมไม่เป็นไปเพื่อการจัดการทรัพย์มรดกเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทอันเป็นการกระทำผิดหน้าที่ของผู้จัดการมรดกและนอกขอบอำนาจของผู้จัดการมรดก จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิจดทะเบียนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ทั้งเมื่อพิจารณาถึงขณะจำเลยที่ 2 ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 นั้น จำเลยที่ 1 มีเอกสารสิทธิเป็นเพียงใบแทนโฉนดที่ดินเท่านั้นมิใช่โฉนดที่ดินฉบับเจ้าของที่ดินและในสารบัญจดทะเบียนที่ดินยังระบุชัดว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายโดยมีการจดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวเป็นเจ้าของกรรมสิทธิที่ดิน อีกทั้งจำเลยที่ 2 ยังเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านรับว่า จำเลยที่ 2 โอนที่ดินพิพาท 200 ตารางวา ให้แก่บุตรทั้งสองของจำเลยที่ 2 แล้ว ในวันที่ 22 มีนาคม 2560 เมื่อพิจารณาตามสำเนาคำฟ้องและสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีอาญาที่จำเลยที่ 1 ถูกโจทก์ฟ้องและศาลฎีกามีคำพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานแจ้งความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานและแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จแล้วพบว่า โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2559 การที่จำเลยที่ 2 โอนที่ดินพิพาท 200 ตารางวา ให้แก่บุตรทั้งสองของจำเลยที่ 2 ในวันที่ 22 มีนาคม 2560 จึงเป็นการโอนภายหลังจากที่จำเลยที่ 1 ถูกฟ้องเป็นคดีอาญาเพียง 6 เดือนเศษ และยังเป็นการโอนหลังจากวันที่ 22 มิถุนายน 2559 ซึ่งเป็นวันแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ในส่วนของจำเลยที่ 2 เป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 68594 ได้เพียง 7 เดือน โดยที่บุตรทั้งสองของจำเลยที่ 2 ยังใช้คำนำหน้านามว่าเด็กหญิงและเด็กชาย ย่อมแสดงว่า บุตรทั้งสองยังเป็นผู้เยาว์และมีอายุไม่เกิน 15 ปี พฤติการณ์แห่งคดีส่อพิรุธว่า เหตุที่จำเลยที่ 2 ด่วนรีบร้อนโอนที่ดินพิพาท ทั้งที่ทางนำสืบของจำเลยที่ 2 ไม่ปรากฏเหตุผลความจำเป็นที่จะต้องโอนที่ดินพิพาทให้แก่บุตรผู้เยาว์ ย่อมเป็นข้อบ่งชี้ชัดว่า จำเลยที่ 2 รู้หรือควรจะรู้แล้วในขณะซื้อที่ดินพิพาทว่า การที่จำเลยที่ 1 ขายที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 เกิดจากการกระทำที่ไม่สุจริตและไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 2 จึงรีบโอนที่ดินพิพาทต่อไปอีกทอดหนึ่ง ดังนั้นเมื่อใบแทนโฉนดที่ดินเลขที่ 21914 เป็นใบแทนโฉนดที่ดินที่ออกมาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ย่อมไม่มีผลให้โฉนดที่ดินเลขที่ 21914 ฉบับเจ้าของที่ดินซึ่งอยู่ในความยึดถือครอบครองของโจทก์ถูกยกเลิก ทั้งไม่อาจใช้เป็นหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินที่จะนำไปจดทะเบียนและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 63 วรรคหนึ่งและวรรคสอง, 72 การจดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมโดยมีค่าตอบแทนในที่ดินพิพาท 200 ตารางวา และแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ในส่วนของจำเลยที่ 2 เป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 68594 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย การที่จำเลยที่ 2 รับซื้อที่ดินดังกล่าวมาจากจำเลยที่ 1 ซึ่งไม่มีสิทธิขายให้แก่จำเลยที่ 2 แล้ว แม้จำเลยที่ 2 จะรับโอนมาโดยเสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนแล้วก็ตาม จำเลยที่ 2 ก็ไม่มีสิทธิในที่ดินดังกล่าว ซึ่งเป็นไปตามหลักที่ว่าผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน กรณีจึงมีเหตุให้เพิกถอนรายการสารบัญจดทะเบียนในใบแทนโฉนดที่ดินเลขที่ 21914 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 68594 เมื่อจำเลยที่ 2 และบริวารไม่มีสิทธิในที่ดินที่ถูกเพิกถอนโฉนดที่ดินดังกล่าว จำเลยที่ 2 จึงต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกจากที่ดินที่ถูกเพิกถอนโฉนดที่ดิน ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 21914 ให้แก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าขาดประโยชน์ในที่ดินพิพาทในอัตราเดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินพิพาทนั้น เนื่องจากคดีนี้ยังมีทายาทอื่นของนายประเสริฐผู้ตายที่มีสิทธิได้รับมรดกแต่ยังมิได้เข้าในคดี ดังนั้น ศาลจะกำหนดแบ่งส่วนเกี่ยวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 21914 และค่าขาดประโยชน์ให้แก่โจทก์ยังไม่ได้ ชอบที่จะว่ากล่าวกันเป็นอีกส่วนหนึ่งต่างหาก

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนใบแทนโฉนดที่ดินเลขที่ 21914 เพิกถอนรายการสารบัญจดทะเบียนในใบแทนโฉนดที่ดินเลขที่ 21914 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 68594 ให้จำเลยที่ 2 รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกจากที่ดินที่ถูกเพิกถอนโฉนดที่ดิน ให้กำจัดมิให้จำเลยที่ 1 รับมรดกของผู้ตายในส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 21914 เนื้อที่ 200 ตารางวา โดยให้นำที่ดินโฉนดเลขที่ 21914 เนื้อที่ 200 ตารางวา ที่จำเลยที่ 1 ถูกกำจัดมิให้รับมรดกกลับสู่กองมรดกของผู้ตาย นำไปแบ่งเฉลี่ยแก่โจทก์และทายาทอื่นตามส่วน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ




การวิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2630/2567 – การกำจัดสิทธิรับมรดก มาตรา 1605, การครอบครองแทนทายาท มาตรา 1381, อายุความมรดก มาตรา 1754, ผลของใบแทนโฉนดที่มิชอบ มาตรา 63 และ 72 แห่งกฎหมายที่ดิน



กำจัดมิให้รับมรดก