
| ปลอมเอกสารกู้ยืมเงินผิดหรือไม่? วิเคราะห์กฎหมายเอกสารสิทธิ ผู้เสียหายร่วมฟ้องได้หรือไม่ และเงื่อนไขรอการลงโทษ
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิจากสัญญากู้ยืมเงินและคำขอกู้ในสหกรณ์ออมทรัพย์ โดยศาลวินิจฉัยว่าเอกสารคำขอกู้และหนังสือกู้ยืมเงินสามารถถือเป็นเอกสารสิทธิ แม้จะยังไม่อนุมัติเงินกู้ ทั้งยังพิจารณาสิทธิการเข้าร่วมเป็นโจทก์ของผู้เสียหาย การตีความความเสียหายตามมาตรา 264 และเหตุรอการลงโทษจำคุก สรุปข้อเท็จจริง •จำเลยที่ 2 กรอกข้อความและปลอมลายมือชื่อผู้เสียหายที่ 2 ในคำขอกู้ยืมเงินและหนังสือกู้ยืมเงิน 2 ชุด รวมถึงคำขอและหนังสือกู้เหตุฉุกเฉิน •เอกสารดังกล่าวมีลักษณะเป็นทั้งคำขอกู้และสัญญากู้ยืมเงิน ใช้เป็นหลักฐานก่อสิทธิและหน้าที่ •ผู้เสียหายที่ 2 ได้รับเงินกู้จริงและชำระหนี้ผ่านการหักเงินปันผลและเงินเดือนครบถ้วน •ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุก 16 เดือน ศาลอุทธรณ์ลดเหลือ 8 เดือน •ศาลฎีกาวินิจฉัยหลายประเด็น รวมถึงการยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ และรอการลงโทษจำคุก ประเด็นกฎหมายสำคัญที่ใช้ในคดีนี้ 1. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (9) ใช้ในการตีความว่าเอกสารใดเป็น “เอกสารสิทธิ” โดยศาลวินิจฉัยว่าคำขอกู้ยืมเงินและหนังสือกู้เงินที่มีเนื้อหาเป็นสัญญากู้ยืมเงินในตัว ถือเป็นเอกสารสิทธิ แม้จะมีชื่อเป็นคำขอกู้ก็ตาม 2. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก ใช้วินิจฉัยการปลอมเอกสาร โดยเน้นหลักว่า “เพียงน่าจะเกิดความเสียหาย” ก็นับเป็นความผิดสำเร็จแล้ว ไม่จำเป็นต้องเกิดความเสียหายจริง 3. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 ใช้ประกอบในการลงโทษฐานปลอมเอกสารสิทธิ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักกว่า 4. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ใช้เพื่อรับฎีกาในประเด็นที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความจะไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาในศาลล่าง เช่น ประเด็นว่าเอกสารกู้ยืมเงินเป็น “เอกสารสิทธิ” หรือไม่ 5. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ใช้เป็นฐานกฎหมายเพื่อ “รอการลงโทษจำคุก” เนื่องจากพฤติการณ์ความผิดไม่ร้ายแรงและจำเลยไม่เคยต้องโทษมาก่อน คำวินิจฉัยหลักที่เป็นแก่นของคดีนี้ 1. “เอกสารกู้ยืมเงินถือเป็นเอกสารสิทธิ” ศาลวินิจฉัยว่าคำขอกู้และหนังสือกู้ยืมเงินที่ระบุสิทธิหน้าที่ชัดเจนของคู่สัญญา ย่อมเป็นเอกสารสิทธิตามมาตรา 1 (9) แม้ผู้ให้กู้จะยังไม่ได้อนุมัติกู้ก็ตาม 2. “การปลอมที่เพียงน่าจะก่อความเสียหาย ก็เป็นความผิดสำเร็จแล้ว” มาตรา 264 วรรคแรก ไม่ต้องรอให้เกิดความเสียหายจริง เพียงการปลอมทำให้เอกสารเสี่ยงต่อการถูกใช้เป็นหลักฐานที่ไม่ถูกต้อง ก็ถือว่าความผิดสำเร็จ 3. “ผู้ร่วมกู้ที่รู้เห็นและได้รับเงินกู้ ไม่ถือเป็นผู้เสียหาย” โจทก์ร่วมเป็นผู้ขอกู้และรับเงินเอง จึงถือไม่ได้ว่าเกิดความเสียหายจากการปลอมลายมือชื่อ และไม่มีสิทธิเข้าร่วมเป็นโจทก์ 4. “สำเนาบัตรสมาชิกสหกรณ์ไม่ใช่เอกสารสิทธิ” ศาลระบุชัดว่าสำเนาบัตรสมาชิกเป็นเพียงเอกสารธรรมดา ไม่เข้าลักษณะเอกสารสิทธิ จึงลงโทษตามฐานปลอมเอกสารธรรมดา (มาตรา 264) ไม่ใช่ปลอมเอกสารสิทธิ (มาตรา 265) 5. “มีเหตุรอการลงโทษจำคุก เนื่องจากพฤติการณ์ไม่ร้ายแรง” จำเลยปลอมเอกสารตามการยินยอมของผู้กู้จริง ผู้กู้ก็ได้รับเงินครบ ผู้ให้กู้ได้รับชำระหนี้ครบถ้วน ศาลเห็นว่าควรให้โอกาสและรอการลงโทษตามมาตรา 56 คำวินิจฉัยของศาลฎีกา 1.สิทธิการเข้าร่วมเป็นโจทก์ ผู้เสียหายที่ 2 รู้เห็นและยินยอมต่อการปลอมเอกสาร อีกทั้งได้รับเงินกู้ครบถ้วน จึงไม่ถือว่าได้รับความเสียหาย ไม่มีสิทธิเข้าร่วมเป็นโจทก์ 2.สถานะของเอกสาร oคำขอกู้และหนังสือกู้ยืมเงิน แม้มีลักษณะเป็นคำเสนอ แต่เนื้อหาและชื่อเอกสารชัดเจนว่าเป็นสัญญากู้ยืมเงิน oถือเป็นเอกสารสิทธิ ตาม ป.อ. มาตรา 1(9) 3.ความเสียหายตามมาตรา 264 oเพียงพฤติการณ์ที่น่าจะเกิดความเสียหายก็เป็นความผิดสำเร็จ ไม่จำเป็นต้องเกิดผลจริง oเอกสารกู้ยืมเงินต้องได้รับการคุ้มครองเพื่อใช้บังคับสิทธิได้ 4.โทษและรอการลงโทษ oแม้จำเลยมีความผิด แต่พฤติการณ์ไม่ร้ายแรง เนื่องจากผู้เสียหายรู้เห็นและได้รับชำระหนี้ครบ oให้จำคุก 8 เดือน ปรับ 12,000 บาท และรอการลงโทษ 2 ปี การวิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมาย •การตีความ "เอกสารสิทธิ" ศาลขยายความว่าเอกสารแม้เริ่มต้นเป็นคำขอกู้ แต่เมื่อมีข้อความผูกพันชำระเงิน จึงถือเป็นเอกสารสิทธิ •ความเสียหายตาม มาตรา 264 ศาลย้ำว่าความเสียหายไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นจริง หากพฤติการณ์ชี้ให้เห็นว่าน่าจะเกิดความเสียหายก็เพียงพอ •สิทธิการเข้าร่วมเป็นโจทก์ หากบุคคลมีส่วนร่วมในพฤติการณ์และได้รับประโยชน์จากการกระทำ ย่อมไม่ถือเป็นผู้เสียหายตามกฎหมาย •การรอการลงโทษ ศาลใช้ดุลพินิจเพื่อส่งเสริมโอกาสให้ผู้กระทำผิดกลับตัว เนื่องจากไม่เคยต้องโทษมาก่อนและความเสียหายเกิดขึ้นจำกัด ข้อคิดทางกฎหมาย •การปลอมเอกสารที่มีผลก่อสิทธิและหน้าที่ แม้ยังไม่บังคับใช้จริง ก็ถือเป็นเอกสารสิทธิและมีโทษทางอาญา •ความเสียหายตาม มาตรา 264 วัดจากความน่าจะเกิด ไม่จำเป็นต้องเกิดจริง •บุคคลที่มีส่วนร่วมและได้รับประโยชน์จากการกระทำผิด ไม่สามารถใช้สิทธิในฐานะผู้เสียหายเพื่อเข้าร่วมเป็นโจทก์ได้ •ศาลสามารถใช้มาตรการรอการลงโทษเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้กระทำผิดกลับตัว หากพฤติการณ์ไม่ร้ายแรง English Summary The Supreme Court Judgment No. 5612/2567 concerns forgery of loan agreements and loan applications within a savings cooperative. The Court ruled that such documents constitute “documents of right” under Section 1(9) of the Criminal Code, even before loan approval, if they establish binding obligations. The co-claimant who consented to the forgery and benefited from the loan was not deemed an injured party. The Court found sufficient grounds for conviction under Section 264 despite no actual loss, and imposed an 8-month prison term, a 12,000-baht fine, and a 2-year suspended sentence. สรุปย่อฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 ปลอมลายมือชื่อและกรอกข้อความในเอกสารกู้ยืมเงินและเอกสารกู้เหตุฉุกเฉินของสหกรณ์ แม้ผู้เสียหายที่ 2 จะยินยอมและได้รับเงินกู้ครบถ้วน จึงไม่ถือเป็นผู้เสียหายและไม่มีสิทธิเข้าร่วมเป็นโจทก์ เอกสารกู้ยืมเงินดังกล่าวมีลักษณะเป็นทั้งคำขอกู้และสัญญากู้ จึงถือเป็นเอกสารสิทธิตาม ป.อ. มาตรา 1(9) การปลอมเอกสารที่น่าจะเกิดความเสียหาย แม้ไม่เกิดจริง ก็เป็นความผิดสำเร็จ ศาลเห็นว่าพฤติการณ์ไม่ร้ายแรงและจำเลยไม่เคยต้องโทษ จึงแก้โทษให้จำคุก 8 เดือน ปรับ 12,000 บาท และรอการลงโทษ 2 ปี พร้อมยกคำร้องเข้าร่วมเป็นโจทก์ของผู้เสียหายที่ 2 ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5612/2567 คำขอกู้ยืมเงิน/หนังสือกู้ยืมเงิน/หนังสือสัญญาค้ำประกันโครงการช่วยเหลือสมาชิกที่ประสบภาวะความเดือดร้อนด้านการเงินพร้อมด้วยหนังสือยินยอมให้หักเงินปันผล – เฉลี่ยคืนหรือเงินอื่นใดที่พึงจะได้รับจากสหกรณ์ออมทรัพย์ ค. กับคำขอและหนังสือกู้เงินเพื่อเหตุฉุกเฉินเป็นเอกสารสิทธิหรือไม่ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จะมิได้มีการยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง จำเลยที่ 2 ก็หยิบยกขึ้นฎีกาได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 เห็นว่า แม้เอกสารการกู้ยืมเงิน 2 ชุดดังกล่าว จะใช้ถ้อยคำชื่อเอกสารทำนองว่าเป็นคำขอกู้ยืมเงิน และเนื้อหาของเอกสารระบุให้เข้าใจได้ว่าผู้เสียหายที่ 1 จะต้องพิจารณาตามคำขอกู้เสียก่อนว่าจะอนุมัติให้กู้ยืมเงินหรือไม่ อันมีลักษณะเป็นคำเสนอตามที่จำเลยที่ 2 อ้างมาในฎีกาก็ตาม แต่ชื่อเอกสารดังกล่าวก็ระบุด้วยว่าเป็นหนังสือกู้ยืมเงินกับหนังสือกู้เงิน และเนื้อหาในเอกสารก็มีระบุไว้ชัดว่าผู้เสียหายที่ 2 ตกลงผูกพันเป็นผู้กู้และจะชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยให้แก่ผู้เสียหายที่ 1 ในฐานะผู้ให้กู้ ส่อแสดงว่าคู่สัญญาประสงค์ให้ใช้เอกสารฉบับเดียวกันนั้นเป็นทั้งคำขอกู้และสัญญากู้ยืมเงินในคราวเดียวเป็นหลักฐานแห่งการก่อให้เกิดสิทธิและหน้าที่ระหว่างผู้เสียหายที่ 1 และผู้เสียหายที่ 2 โดยสภาพของเอกสารจึงถือได้ว่าเป็นเอกสารสิทธิตามบทนิยามของ ป.อ. มาตรา 1 (9) แล้ว ส่วนในขณะที่จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อปลอมของผู้เสียหายที่ 2 ในคำขอกู้ยืมเงินและหนังสือกู้เงินดังกล่าว ผู้เสียหายที่ 1 ยังไม่ได้อนุมัติให้ผู้เสียหายที่ 2 กู้เงินดังที่จำเลยที่ 2 อ้างในฎีกา ก็หาทำให้เอกสารการกู้ยืมเงิน 2 ชุดดังกล่าว ไม่เป็นเอกสารสิทธิแต่อย่างใด การกระทำโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชนตาม ป.อ. มาตรา 264 วรรคแรก เป็นพฤติการณ์ประกอบการกระทำ ไม่ใช่ผลที่ต้องเกิดจากการกระทำ เพียงแต่น่าจะเกิดความเสียหาย แม้จะไม่เกิดขึ้นก็เป็นความผิดสำเร็จแล้ว และความเสียหายที่น่าจะเกิดนั้นอาจเป็นความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือความเสียหายอื่นใดอันกฎหมายมุ่งประสงค์จะคุ้มครอง หรือสามารถพิจารณาเห็นได้จากความคิดเห็นของวิญญูชนทั่วไปก็ได้ ในคดีนี้ ความถูกต้องแท้จริงของหลักฐานการกู้ยืมเงินซึ่งผู้เสียหายที่ 1 พึงได้รับการคุ้มครองเพื่อที่จะสามารถบังคับตามสัญญาเอาแก่ผู้กู้ได้โดยไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ เกี่ยวกับความสมบูรณ์ของสัญญา แม้ในขณะจำเลยที่ 2 กรอกข้อความและลงลายมือชื่อผู้เสียหายที่ 2 ปลอม ยังไม่มีการนำเอกสารการกู้ยืมเงินไปแสดงต่อผู้เสียหายที่ 1 ก็ดี ผู้เสียหายที่ 2 มีเจตนากู้ยืมเงินจากผู้เสียหายที่ 1 ก็ดี จำเลยที่ 2 ไม่ได้รับผลประโยชน์จากการกระทำดังกล่าวก็ดี แต่พฤติการณ์การกระทำของจำเลยที่ 2 น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายที่ 1 ครบองค์ประกอบความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิแล้ว ฎีกาย่อ คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันปลอมเอกสารเกี่ยวกับการกู้ยืมเงิน โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้กรอกข้อความและปลอมลายมือชื่อผู้เสียหายที่ 2 ในเอกสารกู้ยืมเงินและเอกสารที่เกี่ยวข้องหลายฉบับ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 2 มีความผิดฐานปลอมเอกสารและปลอมเอกสารสิทธิ ลงโทษจำคุกรวม 16 เดือน ส่วนจำเลยที่ 1 ให้ยกฟ้อง ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 6 แก้โทษเหลือจำคุก 8 เดือน ในชั้นฎีกา ศาลวินิจฉัยประเด็นสำคัญหลายประการ ได้แก่ (1) ผู้เสียหายที่ 2 ไม่มีสิทธิเป็นโจทก์ร่วม เนื่องจากรู้เห็นและยินยอมในการกระทำ (2) เอกสารกู้ยืมเงินดังกล่าวเป็นเอกสารสิทธิ เพราะเป็นหลักฐานก่อให้เกิดสิทธิและหน้าที่ (3) การปลอมเอกสารไม่จำเป็นต้องเกิดความเสียหายจริง เพียงมีลักษณะน่าจะก่อให้เกิดความเสียหายก็เป็นความผิดสำเร็จแล้ว อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาเห็นว่าพฤติการณ์ไม่ร้ายแรง เนื่องจากผู้เสียหายได้รับเงินและมีการชำระหนี้ครบถ้วน อีกทั้งจำเลยไม่เคยต้องโทษมาก่อน จึงแก้โทษเป็นจำคุก 8 เดือน ปรับ 12,000 บาท และให้รอการลงโทษจำคุกไว้ 2 ปี ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 264, 265, 268 และริบของกลาง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นางจารุวรรณ ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคหนึ่ง, 265 (ที่ถูก มาตรา 264 วรรคแรก (เดิม), 265 (เดิม)) เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานปลอมเอกสารสิทธิซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 (ที่ถูก เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานปลอมเอกสารกับฐานปลอมเอกสารสิทธิ เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานปลอมเอกสารสิทธิซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90) จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 2 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กระทงละหนึ่งในสาม คงจำคุกกระทงละ 8 เดือน รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 16 เดือน ริบของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก และยกฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วมสำหรับจำเลยที่ 1 โจทก์ร่วมและจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย ศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความแล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 6 เดือน รวม 2 กระทง ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้ฎีกาโต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 2 กรอกข้อความในคำขอกู้ยืมเงิน/หนังสือกู้ยืมเงิน/หนังสือสัญญาค้ำประกันโครงการช่วยเหลือสมาชิกที่ประสบภาวะความเดือดร้อนด้านการเงิน หนังสือยินยอมให้หักเงินปันผล – เฉลี่ยคืนหรือเงินอื่นใดที่พึงจะได้รับจากสหกรณ์ออมทรัพย์ ค. แล้วปลอมลายมือชื่อโจทก์ร่วมในช่อง "ผู้กู้ยืมเงิน" และ "ผู้รับเงิน" กับกรอกข้อความในคำขอและหนังสือกู้เงินเพื่อเหตุฉุกเฉินแล้วปลอมลายมือชื่อโจทก์ร่วมในช่อง "ผู้ขอกู้" และ "ผู้รับเงินกู้" และปลอมลายมือชื่อโจทก์ร่วมในการรับรองสำเนาบัตรสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ ค. ของโจทก์ร่วม สำหรับความผิดฐานใช้เอกสารและเอกสารสิทธิปลอม ยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 เนื่องจากโจทก์และโจทก์ร่วมไม่ได้ฎีกา ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการแรกมีว่า ผู้เสียหายที่ 2 ขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ได้หรือไม่ เห็นว่า ปัญหานี้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยโดยฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ร่วมรู้เห็นยินยอมให้จำเลยที่ 2 กรอกข้อความและลงลายมือชื่อโจทก์ร่วมปลอมในคำขอกู้ยืมเงิน/หนังสือกู้ยืมเงิน/หนังสือสัญญาค้ำประกันโครงการช่วยเหลือสมาชิกที่ประสบภาวะความเดือดร้อนด้านการเงินพร้อมด้วยหนังสือยินยอมให้หักเงินปันผล – เฉลี่ยคืนหรือเงินอื่นใดที่พึงจะได้รับจากสหกรณ์ออมทรัพย์ ค. กับคำขอและหนังสือกู้เงินเพื่อเหตุฉุกเฉิน และโจทก์ร่วมเป็นผู้รับเงินกู้ทั้งสองจำนวนไป โจทก์ร่วมไม่ได้ฎีกาโต้แย้ง ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงยุติไปตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 6 พฤติการณ์ของโจทก์ร่วมเช่นนี้ย่อมถือไม่ได้ว่าโจทก์ร่วมได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยที่ 2 ดังกล่าว โจทก์ร่วมจึงไม่ใช่ผู้เสียหายซึ่งจะมีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ชอบที่จะแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยให้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของผู้เสียหายที่ 2 แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่แก้ไข จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการต่อไปมีว่า สำเนาบัตรสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ ค. ของผู้เสียหายที่ 2 เป็นเอกสารสิทธิดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยหรือไม่ เห็นว่า ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าการปลอมสำเนาบัตรสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ ค. ของผู้เสียหายที่ 2 เป็นความผิดฐานปลอมเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคหนึ่ง (ที่ถูก มาตรา 264 วรรคแรก (เดิม)) ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน แสดงว่าศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยังคงวินิจฉัยว่าสำเนาบัตรสมาชิกสหกรณ์ดังกล่าวเป็นเพียงเอกสารที่ไม่ใช่เอกสารสิทธิ ไม่ได้วินิจฉัยว่าเป็นเอกสารสิทธิดังที่จำเลยที่ 2 เข้าใจในฎีกาที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการต่อไปมีว่า คำขอกู้ยืมเงิน/หนังสือกู้ยืมเงิน/หนังสือสัญญาค้ำประกันโครงการช่วยเหลือสมาชิกที่ประสบภาวะความเดือดร้อนด้านการเงินพร้อมด้วยหนังสือยินยอมให้หักเงินปันผล – เฉลี่ยคืนหรือเงินอื่นใดที่พึงจะได้รับจากสหกรณ์ออมทรัพย์ ค. กับคำขอและหนังสือกู้เงินเพื่อเหตุฉุกเฉิน เป็นเอกสารสิทธิหรือไม่ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จะมิได้มีการยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง จำเลยที่ 2 ก็หยิบยกขึ้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 เห็นว่า แม้เอกสารการกู้ยืมเงิน 2 ชุดดังกล่าว จะใช้ถ้อยคำชื่อเอกสารทำนองว่าเป็นคำขอกู้ยืมเงิน และเนื้อหาของเอกสารระบุให้เข้าใจได้ว่าผู้เสียหายที่ 1 จะต้องพิจารณาตามคำขอกู้เสียก่อนว่าจะอนุมัติให้กู้ยืมเงินหรือไม่ อันมีลักษณะเป็นคำเสนอตามที่จำเลยที่ 2 อ้างมาในฎีกาก็ตาม แต่ชื่อเอกสารดังกล่าวก็ระบุด้วยว่าเป็นหนังสือกู้ยืมเงินกับหนังสือกู้เงิน และเนื้อหาในเอกสารก็มีระบุไว้ชัดว่าผู้เสียหายที่ 2 ตกลงผูกพันเป็นผู้กู้และจะชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยให้แก่ผู้เสียหายที่ 1 ในฐานะผู้ให้กู้ ส่อแสดงว่าคู่สัญญาประสงค์ให้ใช้เอกสารฉบับเดียวกันนั้นเป็นทั้งคำขอกู้และสัญญากู้ยืมเงินในคราวเดียวเป็นหลักฐานแห่งการก่อให้เกิดสิทธิและหน้าที่ระหว่างผู้เสียหายที่ 1 และผู้เสียหายที่ 2 โดยสภาพของเอกสารจึงถือได้ว่าเป็นเอกสารสิทธิตามบทนิยามของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (9) แล้ว ส่วนในขณะที่จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อปลอมของผู้เสียหายที่ 2 ในคำขอกู้ยืมเงินและหนังสือกู้เงินดังกล่าว ผู้เสียหายที่ 1 ยังไม่ได้อนุมัติให้ผู้เสียหายที่ 2 กู้เงินดังที่จำเลยที่ 2 อ้างในฎีกา ก็หาทำให้เอกสารการกู้ยืมเงิน 2 ชุดดังกล่าว ไม่เป็นเอกสารสิทธิแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่าเอกสารการกู้ยืมเงิน 2 ชุด ดังกล่าวเป็นเอกสารสิทธินั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการต่อไปมีว่า การที่จำเลยที่ 2 กรอกข้อความและลงลายมือชื่อผู้เสียหายที่ 2 ปลอมในเอกสารการกู้ยืมเงิน 2 ชุดดังกล่าวนั้น น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า การกระทำโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก เป็นพฤติการณ์ประกอบการกระทำ ไม่ใช่ผลที่ต้องเกิดจากการกระทำ เพียงแต่น่าจะเกิดความเสียหาย แม้จะไม่เกิดขึ้นก็เป็นความผิดสำเร็จแล้ว และความเสียหายที่น่าจะเกิดนั้นอาจเป็นความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือความเสียหายอื่นใดอันกฎหมายมุ่งประสงค์จะคุ้มครอง หรือสามารถพิจารณาเห็นได้จากความคิดเห็นของวิญญูชนทั่วไปก็ได้ ในคดีนี้ ความถูกต้องแท้จริงของหลักฐานการกู้ยืมเงินซึ่งผู้เสียหายที่ 1 พึงได้รับการคุ้มครองเพื่อที่จะสามารถบังคับตามสัญญาเอาแก่ผู้กู้ได้โดยไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ เกี่ยวกับความสมบูรณ์ของสัญญา แม้ในขณะจำเลยที่ 2 กรอกข้อความและลงลายมือชื่อผู้เสียหายที่ 2 ปลอม ยังไม่มีการนำเอกสารการกู้ยืมเงินไปแสดงต่อผู้เสียหายที่ 1 ก็ดี ผู้เสียหายที่ 2 มีเจตนากู้ยืมเงินจากผู้เสียหายที่ 1 ก็ดี จำเลยที่ 2 ไม่ได้รับผลประโยชน์จากการกระทำดังกล่าวก็ดี ดังที่จำเลยที่ 2 อ้างในฎีกา แต่พฤติการณ์การกระทำของจำเลยที่ 2 น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายที่ 1 ครบองค์ประกอบความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิแล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิ นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ในประการสุดท้ายมีว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดเนื่องจากผู้เสียหายที่ 2 รู้เห็นในการให้จำเลยที่ 2 กรอกข้อความและลงลายมือชื่อผู้เสียหายที่ 2 ปลอมในเอกสารการกู้ยืมเงิน และผู้เสียหายที่ 2 ก็ได้รับเงินกู้จากผู้เสียหายที่ 1 ตามคำขอกู้ยืมเงิน ผู้เสียหายที่ 1 รับชำระหนี้จากผู้เสียหายที่ 2 ได้ด้วยการหักเงินปันผลที่ผู้เสียหายที่ 2 มีสิทธิได้รับ และหักเงินเดือนผู้เสียหายที่ 2 ในแต่ละเดือนเพื่อผ่อนชำระหนี้เป็นงวด ๆ ตามข้อตกลงในสัญญากู้ยืมแต่ละฉบับ จนครบถ้วนแล้ว พฤติการณ์กระทำความผิดของจำเลยที่ 2 จึงไม่ร้ายแรงมากนัก เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน สมควรให้โอกาสจำเลยที่ 2 ได้กลับตนเป็นพลเมืองดีสักครั้งด้วยการรอการลงโทษจำคุกไว้ ที่ศาลล่างทั้งสองไม่รอการลงโทษจำคุกให้จำเลยที่ 2 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังขึ้น แต่เพื่อให้จำเลยที่ 2 หลาบจำ ให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 2 อีกสถานหนึ่ง พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลยที่ 2 กระทงละ 9,000 บาท รวม 2 กระทง อีกสถานหนึ่ง เมื่อลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามแล้ว คงปรับกระทงละ 6,000 บาท รวม 2 กระทง ปรับ 12,000 บาท เมื่อรวมกับโทษจำคุกแล้ว คงจำคุก 8 เดือน และปรับ 12,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 2 ฟัง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของผู้เสียหายที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 IRAC วิเคราะห์ฎีกา 5612/2567 Issue (ประเด็น) 1.เอกสารคำขอกู้และสัญญากู้ยืมเงินในสหกรณ์เป็นเอกสารสิทธิหรือไม่ 2.ผู้เสียหายที่ยินยอมให้ปลอมเอกสารมีสิทธิเข้าร่วมเป็นโจทก์หรือไม่ 3.การกระทำเข้าข่ายความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิหรือไม่ 4.ควรรอการลงโทษจำคุกหรือไม่ Rule (กฎหมายที่ใช้) •ป.อ. มาตรา 1(9), 264, 265, 56, 78, 90, 91 •ป.วิ.อ. มาตรา 195, 225 Application (การประยุกต์) •เอกสารแม้ระบุว่าเป็นคำขอกู้ แต่มีเนื้อหาผูกพันชำระหนี้ จึงเป็นเอกสารสิทธิ •ผู้เสียหายที่ 2 รู้เห็นและได้รับเงินกู้ครบ ไม่ถือว่าได้รับความเสียหาย •พฤติการณ์ปลอมเอกสารที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหาย แม้ไม่เกิดจริง ก็เป็นความผิดสำเร็จ •พฤติการณ์ไม่ร้ายแรง และจำเลยไม่เคยต้องโทษมาก่อน จึงควรรอการลงโทษ Conclusion (ข้อสรุป) ศาลฎีกาพิพากษาให้จำคุก 8 เดือน ปรับ 12,000 บาท รอการลงโทษ 2 ปี และยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของผู้เสียหายที่ 2 แนวคำถาม - ธงคำตอบ ข้อ 1. คำถาม ในกรณีที่จำเลยที่ 2 กรอกข้อความคำขอกู้ยืมเงิน หนังสือกู้ยืมเงิน หนังสือสัญญาค้ำประกันโครงการช่วยเหลือสมาชิกที่ประสบความเดือดร้อนทางการเงิน พร้อมปลอมลายมือชื่อของผู้เสียหายที่ 2 ในช่อง “ผู้กู้ยืมเงิน” และ “ผู้รับเงิน” รวมทั้งในคำขอและหนังสือกู้เงินเพื่อเหตุฉุกเฉิน และผู้เสียหายที่ 2 ยังเป็นผู้รับเงินจริงจากผู้เสียหายที่ 1 ในภายหลัง จำเลยอ้างว่าตนปลอมลายมือชื่อโดยการยินยอมของผู้เสียหายที่ 2 เพื่อให้ผู้เสียหายที่ 2 ได้รับเงินกู้และได้ชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว ควรวินิจฉัยอย่างไรว่าแม้ผู้เสียหายจะยินยอม หรือแม้จะไม่มีการนำเอกสารปลอมไปใช้ในขณะกระทำ การปลอมเอกสารดังกล่าวจะเป็นความผิดสำเร็จหรือไม่ และเข้าข่ายความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิหรือไม่ ธงคำตอบ แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่าผู้เสียหายที่ 2 ยินยอมให้จำเลยที่ 2 กรอกข้อความและลงลายมือชื่อปลอมเพื่อให้ได้รับเงินกู้จริง และผู้เสียหายที่ 2 ได้ชำระหนี้แก่ผู้เสียหายที่ 1 ครบถ้วนแล้ว แต่การกระทำของจำเลยที่ 2 ในการลงลายมือชื่อปลอมในเอกสารการกู้ยืมเงินยังเป็นความผิดสำเร็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก เพราะองค์ประกอบความผิดในมาตรานี้ไม่ต้องการให้เกิดความเสียหายจริง เพียงมีลักษณะ “น่าจะเกิดความเสียหาย” ก็เป็นความผิดสำเร็จแล้ว ความเสียหายดังกล่าวได้แก่ การทำให้เอกสารที่ควรเป็นหลักฐานทางสิทธิตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (9) กลายเป็นเอกสารที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งอาจกระทบต่อสิทธิของผู้ให้กู้ในการบังคับตามสัญญาได้ในอนาคต ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าเอกสารกู้ยืมเงินทั้งสองชุดนี้ เป็นทั้งคำขอกู้และเป็นหลักฐานแห่งสัญญากู้ยืมในคราวเดียวกัน จึงเป็น “เอกสารสิทธิ” ตามกฎหมาย การปลอมลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าวจึงผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิ แม้ว่าผู้เสียหายจะยินยอม หรือแม้จะยังไม่มีการนำเอกสารไปใช้ก็ตาม ข้อ 2. คำถาม ในกรณีที่ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ โดยอ้างว่าจำเลยที่ 2 ปลอมลายมือชื่อของตนในคำขอกู้ยืมเงินและหนังสือกู้ยืมเงิน จนทำให้เกิดความเสียหาย แต่จากข้อเท็จจริงในสำนวนปรากฏว่าผู้เสียหายที่ 2 ยินยอมให้จำเลยที่ 2 ทำเอกสารปลอม และผู้เสียหายที่ 2 เป็นผู้รับเงินกู้จากผู้เสียหายที่ 1 เอง และชำระคืนแล้ว ควรวินิจฉัยว่า ผู้เสียหายที่ 2 เป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มีสิทธิเข้าร่วมเป็นโจทก์หรือไม่ เหตุผลเพียงใด ธงคำตอบ ข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ว่าผู้เสียหายที่ 2 ยินยอมให้จำเลยที่ 2 กรอกข้อความและลงลายมือชื่อปลอมในเอกสารกู้เงินทั้งสองชุด อีกทั้งผู้เสียหายที่ 2 ยังเป็นผู้รับเงินกู้และได้ชำระคืนแก่ผู้เสียหายที่ 1 จนครบถ้วน พฤติการณ์ดังกล่าวจึงไม่อาจถือได้ว่าผู้เสียหายที่ 2 ได้รับความเสียหายจากการปลอมเอกสารนั้น เพราะความเสียหายที่กฎหมายอาญาต้องการคุ้มครอง คือความเสียหายที่เกิดแก่ผู้ให้กู้ผู้มีสิทธิในเอกสารดังกล่าว มิใช่ผู้ที่ได้รับเงินกู้โดยสมัครใจ จึงถือว่าผู้เสียหายที่ 2 ไม่ใช่ “ผู้เสียหาย” ตามมาตรา 30 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งหมายถึงผู้ถูกละเมิดหรือเสียหายจากการกระทำความผิดโดยแท้จริง ผู้เสียหายที่ 2 จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลฎีกาจึงแก้คำพิพากษาศาลล่าง ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของผู้เสียหายที่ 2 ข้อ 3 คำถาม คำถามมีว่า ในกรณีที่จำเลยที่ 2 ปลอมลายมือชื่อผู้เสียหายที่ 2 ในคำขอกู้ยืมเงิน หนังสือกู้ยืมเงิน และหนังสือค้ำประกัน ซึ่งตามชื่อเอกสารดูเหมือนเป็นเพียงการ “ขออนุมัติ” จากผู้ให้กู้ และผู้ให้กู้ยังไม่ได้อนุมัติในขณะมีการปลอม จำเลยอ้างว่าเอกสารดังกล่าวไม่ใช่เอกสารสิทธิ เพราะยังไม่ก่อให้เกิดสิทธิหรือหน้าที่ใดระหว่างผู้กู้และผู้ให้กู้ ควรพิจารณาว่าเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารสิทธิตามมาตรา 1 (9) หรือไม่ และเหตุใดศาลฎีกาจึงยืนยันว่าเป็นเอกสารสิทธิ แม้ยังไม่อนุมัติเงินกู้ในขณะลงลายมือชื่อปลอม ธงคำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ชื่อเอกสารใช้ถ้อยคำว่าเป็น “คำขอกู้ยืมเงิน” แต่เนื้อหาภายในระบุชัดว่าผู้เสียหายที่ 2 ตกลงผูกพันเป็นผู้กู้และจะชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยให้แก่ผู้เสียหายที่ 1 ในฐานะผู้ให้กู้ จึงถือได้ว่าคู่สัญญาประสงค์ให้เอกสารดังกล่าวเป็นทั้งคำขอกู้และสัญญากู้ในคราวเดียวกัน ทำให้เอกสารฉบับเดียวมีสภาพเป็นหลักฐานแห่งสิทธิและหน้าที่ของคู่สัญญาตั้งแต่ขณะลงลายมือชื่อ เอกสารดังกล่าวจึงเป็น “เอกสารสิทธิ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (9) ในทันที ไม่จำเป็นต้องรอให้มีการอนุมัติเงินกู้ก่อน ส่วนข้ออ้างว่าผู้ให้กู้ยังไม่อนุมัติในขณะลงลายมือชื่อปลอม ไม่ทำให้เอกสารนั้นเสียลักษณะความเป็นเอกสารสิทธิ เพราะกฎหมายพิจารณาจาก “สภาพของเอกสาร” ว่าเป็นหลักฐานที่อาจก่อให้เกิดสิทธิระหว่างบุคคลได้ ศาลฎีกาจึงฟังไม่รับข้ออ้างของจำเลย ข้อ 4 คำถาม ในกรณีที่จำเลยที่ 2 ยังปลอมลายมือชื่อผู้เสียหายที่ 2 ในสำเนาบัตรสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ ค. ซึ่งใช้ประกอบการยื่นกู้เงิน จำเลยอ้างว่าเอกสารดังกล่าวก็เป็นเอกสารสิทธิและตนควรถูกลงโทษฐานปลอมเอกสารสิทธิเพียงบทเดียว แต่ศาลล่างวินิจฉัยว่าเป็นเพียงเอกสารธรรมดา มิใช่เอกสารสิทธิ ควรวินิจฉัยอย่างไรว่าเอกสารใดเป็น “เอกสารสิทธิ” และสำเนาบัตรสมาชิกสหกรณ์เข้าลักษณะเอกสารสิทธิหรือไม่ ธงคำตอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (9) เอกสารสิทธิหมายถึงเอกสารที่ก่อให้เกิด แก้ไข โอน หรือระงับสิทธิระหว่างบุคคล เช่น สัญญา หลักฐานสิทธิ หรือเอกสารที่ใช้เป็นหลักฐานประกอบสิทธิใด ๆ ซึ่งจะมีผลต่อความสัมพันธ์ทางกฎหมายของคู่กรณี เมื่อพิจารณาถึงสำเนาบัตรสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ ค. ศาลเห็นว่าเอกสารดังกล่าวเป็นเพียงเอกสารแสดงสถานะสมาชิก ไม่ใช่หลักฐานที่ก่อให้เกิดสิทธิหรือหน้าที่ทางแพ่งใด ๆ ระหว่างสมาชิกกับสหกรณ์ตามสภาพของเอกสาร จึงไม่เข้าลักษณะเอกสารสิทธิ และเป็นเพียงเอกสารธรรมดาตามมาตรา 264 วรรคแรก ไม่ใช่เอกสารสิทธิที่ต้องรับโทษหนักขึ้นตามมาตรา 265 เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยเช่นนี้ และศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องด้วยและวินิจฉัยว่าฎีกาของจำเลยในประเด็นนี้ฟังไม่ขึ้น ข้อ 5 คำถาม เมื่อเห็นว่าจำเลยที่ 2 มีความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิครบองค์ประกอบความผิด และศาลล่างพิพากษาลงโทษจำคุกโดยไม่รอการลงโทษ แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้เสียหายที่ 2 เป็นผู้รู้เห็นกับจำเลยที่ 2 และได้รับเงินกู้ รวมถึงผู้เสียหายที่ 1 ก็ได้รับเงินชำระครบถ้วนแล้ว ไม่มีความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง ควรวินิจฉัยว่าเหตุการณ์เช่นนี้มีเหตุสมควรให้รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยหรือไม่ และการลงโทษปรับเพิ่มอีกสถานหนึ่งมีหลักการอย่างไรตามกฎหมายอาญา ธงคำตอบ แม้จำเลยที่ 2 กระทำความผิดสำเร็จตามมาตรา 264 และ 265 แต่จากข้อเท็จจริงปรากฏชัดว่าผู้เสียหายที่ 2 เป็นผู้ยินยอมให้จำเลยปลอมเอกสาร และผู้เสียหายที่ 1 ก็ได้รับชำระหนี้ครบถ้วน ไม่มีความเสียหายเกิดขึ้นจริง พฤติการณ์ของจำเลยจึงไม่ร้ายแรง ประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยต้องโทษมาก่อน ศาลฎีกาจึงพิจารณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 เห็นสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดี จึงให้รอการลงโทษจำคุกไว้เป็นเวลา 2 ปี แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำ ศาลยังลงโทษปรับอีกกระทงละ 6,000 บาท รวม 12,000 บาท ตามหลักว่าการรอการลงโทษมีผลเฉพาะโทษจำคุก ไม่มีผลต่อโทษปรับ และต้องชำระค่าปรับตามมาตรา 29 และ 30 หากไม่ชำระให้จัดการแทนค่าปรับตามกฎหมาย การวินิจฉัยดังกล่าวจึงเป็นการใช้ดุลพินิจตามกฎหมายและพฤติการณ์ของคดีอย่างครบถ้วน |




