ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




(ฎีกาที่ 3471/2567): คดีปลอมเอกสารราชการ การใช้เอกสารปลอม และการรอการลงโทษ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3471/2567 คดีปลอมเอกสารราชการ ภ.บ.ท.5 ศาลวินิจฉัยว่าเป็นเพียงเอกสารราชการไม่ใช่เอกสารสิทธิ ลงโทษจำเลยฐานปลอมและใช้เอกสารราชการปลอม พร้อมรอการลงโทษ คุมประพฤติและปรับเป็นมาตรการเสริม โดยสำนักงานกฎหมายพีศิริ

ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ


บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับคดีปลอมเอกสารการชำระภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท. 5) ซึ่งจำเลยนำเอกสารปลอมไปใช้เป็นหลักประกันเงินกู้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเอกสารดังกล่าวเป็นเพียงเอกสารราชการ ไม่ใช่เอกสารสิทธิ จึงลงโทษจำเลยฐานปลอมและใช้เอกสารราชการปลอม พร้อมทั้งเห็นสมควรรอการลงโทษจำคุกโดยให้คุมประพฤติและปรับเป็นมาตรการเสริม


ข้อเท็จจริงของคดี

1. โจทก์ฟ้อง – จำเลยปลอมเอกสาร ภ.บ.ท.5 ซึ่งเป็นหลักฐานการชำระภาษีบำรุงท้องที่ โดยแก้ไขชื่อเจ้าของที่ดินเป็นชื่อตนเอง และนำเอกสารปลอมไปใช้ในการกู้เงินจากโจทก์

2. ศาลชั้นต้น – พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารสิทธิซึ่งเป็นเอกสารราชการ ปรับโทษจำคุก 1 ปี ลดโทษเหลือ 6 เดือนเพราะรับสารภาพ

3. ศาลอุทธรณ์ภาค 6 – พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น

4. ศาลฎีกา – พิจารณาใหม่ในประเด็นการตีความ “เอกสารสิทธิ” และการรอการลงโทษ


ประเด็นข้อกฎหมายและคำวินิจฉัยของศาลฎีกา

1. ความชอบด้วยกระบวนพิจารณา

คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 28 ไม่ใช่การทำคำพิพากษาตามมาตรา 29

เมื่อผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนย้ายไป ศาลสามารถมอบหมายผู้พิพากษาคนใหม่ดำเนินการต่อได้ คำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงชอบด้วยกฎหมาย

2. การตีความ “เอกสารราชการ” vs “เอกสารสิทธิ”

ภ.บ.ท.5 ถือเป็นเอกสารราชการ (มาตรา 1 (8))

แต่ไม่ใช่เอกสารสิทธิ เพราะไม่ได้เป็นหลักฐานแสดงการได้มา โอน หรือระงับสิทธิในที่ดิน (มาตรา 1 (9))

ดังนั้น จำเลยผิดเพียง ฐานปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอม ตามมาตรา 265, 268 ไม่ใช่ฐานปลอมเอกสารสิทธิ

3. การรอการลงโทษจำคุก

จำเลยได้ชำระหนี้แก่โจทก์ครบถ้วน และโจทก์ไม่ติดใจเอาความ

ความผิดไม่ร้ายแรงมาก ไม่กระทบสิทธิบุคคลภายนอก

ศาลจึงเห็นควรรอการลงโทษจำคุก และให้คุมประพฤติ + บริการสังคม


คำพิพากษาศาลฎีกา (สรุป)

แก้เป็นว่า จำเลยผิดตาม ป.อ. มาตรา 265, 268

ลงโทษจำคุก 6 เดือน และปรับ 5,000 บาท

โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี พร้อมคุมประพฤติและทำกิจกรรมสาธารณประโยชน์


วิเคราะห์เชิงกฎหมาย

1. ความแตกต่างระหว่าง “เอกสารราชการ” และ “เอกสารสิทธิ”

o คดีนี้เป็นตัวอย่างสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าไม่ใช่เอกสารราชการทุกชนิดจะถือเป็นเอกสารสิทธิ ศาลย้ำว่า ภ.บ.ท.5 ใช้เป็นหลักฐานภาษี ไม่ใช่การแสดงสิทธิครอบครองหรือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน

2. อำนาจศาลในการยกประเด็นข้อกฎหมายเอง

o แม้คู่ความไม่ได้ฎีกา แต่เนื่องจากเป็นประเด็นที่กระทบต่อความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 และ 225

3. นโยบายการลงโทษแบบผ่อนปรน

o ศาลใช้มาตรการรอการลงโทษและคุมประพฤติ แทนที่จะลงโทษจำคุกโดยตรง สอดคล้องกับหลักการให้โอกาสผู้กระทำผิดที่ไม่ร้ายแรงและแสดงความรับผิดชอบชำระหนี้


ภาพค้อนตุลาการและกุญแจมือ พร้อมข้อความสรุปประเด็นคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3471/2567 เกี่ยวกับคดีปลอมเอกสารราชการ ภ.บ.ท.5 ศาลวินิจฉัยว่าเป็นเอกสารราชการไม่ใช่เอกสารสิทธิ ใช้กฎหมายอาญา มาตรา 265 และ 268 ประกอบมาตรา 1 (8) และ (9) รวมถึงมาตรา 195, 225 และ 56 เรื่องปลอมและใช้เอกสารราชการปลอม การรอการลงโทษ และคุมประพฤติ


IRAC Analysis

Issue (ประเด็น):

จำเลยปลอมเอกสาร ภ.บ.ท.5 ถือเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิหรือเอกสารราชการ และควรลงโทษจำคุกหรือรอการลงโทษ

Rule (กฎหมายที่ใช้):

ป.อ. มาตรา 265, 268 – ความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารราชการปลอม

ป.อ. มาตรา 1 (8), (9) – นิยามเอกสารราชการและเอกสารสิทธิ

ป.วิ.อ. มาตรา 195, 225 – ศาลฎีกามีอำนาจยกประเด็นข้อกฎหมายเอง

ป.อ. มาตรา 78, 56 – การลดโทษและรอการลงโทษ

Application (การปรับใช้):

ภ.บ.ท.5 เป็นเอกสารราชการ ไม่ใช่เอกสารสิทธิ → จำเลยผิดเพียงฐานปลอมและใช้เอกสารราชการปลอม

จำเลยรับสารภาพและชำระหนี้ครบ → ศาลใช้เหตุบรรเทาโทษและรอการลงโทษ

Conclusion (ข้อสรุป):

ศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยมีความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารราชการปลอม ลงโทษจำคุก 6 เดือน ปรับ 5,000 บาท และรอการลงโทษไว้ 1 ปี พร้อมคุมประพฤติ


ข้อคิดทางกฎหมาย

เอกสารราชการ ≠ เอกสารสิทธิ ต้องตีความแยกกันอย่างเคร่งครัด

ศาลฎีกามีอำนาจยกประเด็นข้อกฎหมายเอง เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง

มาตรการรอการลงโทษและคุมประพฤติ เป็นแนวทางที่ศาลใช้เพื่อแก้ไขฟื้นฟูมากกว่าการลงโทษอย่างเข้มงวด


English Summary 

The Supreme Court Decision No. 3471/2024 concerns the forgery of a local tax payment certificate (P.B.T.5). The Court ruled that such a document is an official document but not a title deed. Therefore, the defendant was convicted only of forging and using an official document, not a title deed. The Court sentenced him to six months’ imprisonment and a fine of 5,000 Baht but suspended the prison term for one year with probation and community service.


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3471/2567


คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นมิได้มีคำพิพากษาไปในทันทีเนื่องจากจำเลยประสงค์จะหาเงินมาชดใช้ให้แก่โจทก์ ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนเดิมจึงอนุญาตให้เลื่อนคดีไปนัดฟังผลการชำระหนี้และหรือนัดฟังคำพิพากษา ดังนี้ วันนัดพิจารณาที่เลื่อนมาดังกล่าวจึงมิใช่การนัดฟังคำพิพากษาเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีการนัดฟังผลการชำระหนี้ด้วย ซึ่งศาลชั้นต้นจะต้องสอบถามโจทก์และจำเลยเสียก่อนว่าได้มีการชำระหนี้ให้แก่กันไปแล้วมากน้อยเพียงใด ทั้งนี้เพื่อประกอบการใช้ดุลพินิจของศาลชั้นต้นหากจะมีคำพิพากษาว่าสมควรลงโทษจำเลยหนักเบาเพียงใด หรือควรให้โอกาสจำเลยผ่อนชำระหนี้แก่โจทก์ต่อไปด้วยการเลื่อนการอ่านคำพิพากษาออกไป คดีจึงอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 28 มิใช่การพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นเสร็จสิ้นแล้วและอยู่ในระหว่างการทำคำพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 29 เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ก่อนถึงวันนัดฟังผลการชำระหนี้และหรือนัดฟังคำพิพากษาที่เลื่อนมา ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนเดิมย้ายไปรับราชการที่ศาลอื่น จึงเป็นกรณีมีเหตุจำเป็นอันมิอาจก้าวล่วงได้ ทำให้ผู้พิพากษาซึ่งเป็นองค์คณะในการพิจารณาคดีนั้นไม่อาจจะนั่งพิจารณาคดีต่อไป ซึ่งตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 28 (3) ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลหรือผู้พิพากษาในศาลชั้นต้นของศาลนั้นซึ่งผู้พิพากษาหัวหน้าศาลมอบหมายนั่งพิจารณาคดีนั้นแทนต่อไปได้ เมื่อผู้พิพากษาหัวหน้าศาลมอบหมายให้ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนคนใหม่นั่งพิจารณาคดีแทนแล้ว ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนคนใหม่จึงมีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาและทำคำพิพากษาได้

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 264, 265, 266, 268

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การรับสารภาพ


ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 266 (1), 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 ความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิซึ่งเป็นเอกสารราชการและใช้เอกสารสิทธิซึ่งเป็นเอกสารราชการปลอม จำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารสิทธิซึ่งเป็นเอกสารราชการและใช้เอกสารสิทธิซึ่งเป็นเอกสารราชการปลอมนั้น จึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิซึ่งเป็นเอกสารราชการปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 แต่กระทงเดียว ตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง


ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นมิได้มีคำพิพากษาไปในทันทีเนื่องจากจำเลยประสงค์จะหาเงินมาชดใช้ให้แก่โจทก์ ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนเดิมจึงอนุญาตให้เลื่อนคดีไปนัดฟังผลการชำระหนี้และหรือนัดฟังคำพิพากษา ดังนี้ วันนัดพิจารณาที่เลื่อนมาดังกล่าวจึงมิใช่การนัดฟังคำพิพากษาเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีการนัดฟังผลการชำระหนี้ด้วย ซึ่งศาลชั้นต้นจะต้องสอบถามโจทก์และจำเลยเสียก่อนว่าได้มีการชำระหนี้ให้แก่กันไปแล้วมากน้อยเพียงใด ทั้งนี้เพื่อประกอบการใช้ดุลพินิจของศาลชั้นต้นหากจะมีคำพิพากษาว่าสมควรลงโทษจำเลยหนักเบาเพียงใด หรือควรให้โอกาสจำเลยผ่อนชำระหนี้แก่โจทก์ต่อไปด้วยการเลื่อนการอ่านคำพิพากษาออกไป คดีจึงอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 28 มิใช่การพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นเสร็จสิ้นแล้วและอยู่ในระหว่างการทำคำพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 29 ดังที่จำเลยฎีกา เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ก่อนถึงวันนัดฟังผลการชำระหนี้และหรือนัดฟังคำพิพากษาที่เลื่อนมา ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนเดิมย้ายไปรับราชการที่ศาลอื่น จึงเป็นกรณีมีเหตุจำเป็นอันมิอาจก้าวล่วงได้ ทำให้ผู้พิพากษาซึ่งเป็นองค์คณะในการพิจารณาคดีนั้นไม่อาจจะนั่งพิจารณาคดีต่อไป ซึ่งตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 28 (3) ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลหรือผู้พิพากษาในศาลชั้นต้นของศาลนั้นซึ่งผู้พิพากษาหัวหน้าศาลมอบหมายนั่งพิจารณาคดีนั้นแทนต่อไปได้ เมื่อผู้พิพากษาหัวหน้าศาลมอบหมายให้ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนคนใหม่นั่งพิจารณาคดีแทนแล้ว ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนคนใหม่จึงมีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาและทำคำพิพากษาได้ คำพิพากษาศาลชั้นต้นชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น


มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยต่อไปว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยปลอมเอกสารการชำระภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท. 5) ที่ทางราชการออกให้ ซึ่งเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวนหรือระงับซึ่งสิทธิ โดยจำเลยแก้ไขชื่อและชื่อสกุลเจ้าของที่ดินที่แท้จริงมาเป็นชื่อและชื่อสกุลของจำเลย แล้วนำเอกสารสิทธิซึ่งเป็นเอกสารราชการปลอมดังกล่าวไปแสดงและส่งมอบเพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้แก่โจทก์ ขอให้ลงโทษฐานปลอมเอกสารสิทธิซึ่งเป็นเอกสารราชการและฐานใช้เอกสารสิทธิซึ่งเป็นเอกสารราชการปลอม แต่เอกสารการชำระภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท. 5) เป็นเอกสารที่เจ้าพนักงานได้ทำขึ้นในหน้าที่เพื่อมอบให้แก่ผู้ครอบครองที่ดินไว้เป็นหลักฐานในการชำระภาษีบำรุงท้องที่ จึงเป็นเอกสารราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (8) แต่ไม่ใช่เอกสารแสดงสิทธิในที่ดินที่เป็นหลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวนหรือระงับซึ่งสิทธิ จึงไม่เป็นเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (9) แม้จำเลยให้การรับสารภาพ ก็ไม่อาจลงโทษจำเลยฐานปลอมเอกสารสิทธิซึ่งเป็นเอกสารราชการและฐานใช้เอกสารสิทธิซึ่งเป็นเอกสารราชการปลอมได้ คงลงโทษจำเลยได้เพียงฐานปลอมเอกสารราชการและฐานใช้เอกสารราชการปลอมเท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาลงโทษจำเลยฐานปลอมเอกสารสิทธิซึ่งเป็นเอกสารราชการและฐานใช้เอกสารสิทธิซึ่งเป็นเอกสารราชการปลอมมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225


มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยปลอมเอกสารการชำระภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท. 5) ซึ่งเป็นเอกสารราชการ แล้วนำไปใช้แสดงต่อโจทก์เพื่อให้โจทก์หลงเชื่อว่าจำเลยเป็นผู้ครอบครองที่ดินตามที่ระบุไว้ในเอกสารและยินยอมให้จำเลยกู้ยืมเงินโดยยึดถือเอกสารดังกล่าวไว้เป็นหลักประกัน แต่การกู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลยมีหลักฐานการกู้ยืมเป็นสัญญากู้ เอกสารการชำระภาษีบำรุงท้องที่ดังกล่าวจึงเป็นเพียงหลักประกันเพิ่มเติมขึ้นจากหลักฐานแห่งหนี้ตามกฎหมายที่มีอยู่แล้ว มิใช่กรณีที่โจทก์ต้องบังคับชำระหนี้เอาจากหลักประกันนี้เท่านั้น การกระทำความผิดของจำเลยไม่กระทบถึงสิทธิของบุคคลภายนอก เมื่อจำเลยขวนขวายชำระหนี้แก่โจทก์ครบถ้วนจนโจทก์ไม่ประสงค์ดำเนินคดีแก่จำเลยแล้วตามเอกสารแนบท้ายฎีกาของจำเลย พฤติการณ์แห่งคดีจึงไม่ร้ายแรงมากนัก เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยรับโทษจำคุกมาก่อน จึงสมควรรอการลงโทษจำคุกให้ แต่เพื่อให้หลาบจำสมควรลงโทษปรับและคุมความประพฤติของจำเลยไว้ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น


 

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 จำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอม ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอมตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 แต่กระทงเดียว ตามมาตรา 268 วรรคสอง ปรับ 10,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงปรับ 5,000 บาท เมื่อรวมกับโทษจำคุกแล้วคงจำคุก 6 เดือน และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง และให้คุมความประพฤติจำเลย โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 4 เดือน ตลอดระยะเวลาที่รอการลงโทษกับกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรมีกำหนด 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6


สรุปประเด็นข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3471/2567 คดีปลอมเอกสารราชการ ภ.บ.ท.5 ศาลวินิจฉัยเรื่องเอกสารราชการกับเอกสารสิทธิ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 และ 268 พร้อมแนวทางการรอการลงโทษและคุมประพฤติ โดยสำนักงานกฎหมายพีศิริ




การปลอมเอกสาร

ปลอมเอกสารและฉ้อโกงหลายครั้งในวันเดียวกันถือเป็นหลายกรรมหรือไม่ หลักการนับกระทงความผิดและการลงโทษตามกฎหมายอาญา article
ปลอมพินัยกรรมมีความผิดหรือไม่ ทายาทโดยธรรมมีสิทธิฟ้องคดีอาญาได้หรือไม่ วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับสิทธิผู้เสียหายในคดีมรดกและเอกสารสิทธิ
การปลอมแปลงหนังสือมอบอำนาจ, การแจ้งข้อความเท็จต่อเจ้าพนักงาน,
หลอกลวงหลายครั้งต่างช่วงเวลา ถือเป็นกี่กรรมตามกฎหมายอาญา? วิเคราะห์คดีฉ้อโกงและปลอมเอกสาร พร้อมหลักแยกกรรมสำคัญ
ขายรถมือสองแต่ใช้เอกสารปลอม แค่จอดโชว์ก็ผิดแล้วหรือไม่ ศาลฎีกาชี้ชัดความผิดสำเร็จ
ใช้เอกสารปลอมหลายกรรม,กฎหมายรัษฎากร, ต่างมาตรา ฉบับเด็ด (ฎีกา 1581/2567)
ใช้เอกสารเท็จ & โทษปรับรอการลงโทษ,แก้ไขทะเบียนบริษัท,ป.อ. มาตรา 267, (ฎีกา 2086/2567)
ปลอมเอกสารกู้ยืมเงินผิดหรือไม่? วิเคราะห์กฎหมายเอกสารสิทธิ ผู้เสียหายร่วมฟ้องได้หรือไม่ และเงื่อนไขรอการลงโทษ
ข้อพิพาทเงินกู้ยืมพร้อมโฉนดที่ดินเป็นหลักประกัน ศาลวินิจฉัยพยานบอกเล่าใช้ไม่ได้และยืนยันสัญญาไม่ปลอม