ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ใช้เอกสารเท็จ & โทษปรับรอการลงโทษ,แก้ไขทะเบียนบริษัท,ป.อ. มาตรา 267, (ฎีกา 2086/2567)

คำพิพากษาศาลฎีกา 2086/2567, ความผิดใช้เอกสารอันเกิดจากการแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จ, ป.อ. มาตรา 267, ป.อ. มาตรา 268, การลดโทษ, รอการลงโทษ, กรณีแจ้งทะเบียนบริษัท, วิเคราะห์ฎีกา, แนวปฏิบัติศาลฎีกา

  ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

     เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

บทนำ 

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อนายทะเบียนเพื่อให้จดข้อความในทะเบียนบริษัท โดยศาลวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยนั้นเป็นเพียงการแจ้งข้อความต่อเจ้าพนักงาน ไม่ใช่การนำเอกสารที่จดข้อความเท็จไปใช้ต่อผู้อื่น จึงไม่เข้าข่ายความผิดตาม ป.อ. มาตรา 268 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 267 ศาลฎีกาจึงยืนตามศาลอุทธรณ์ในประเด็นนี้ ส่วนประเด็นโทษ ศาลเห็นว่า เหมาะสมแก่พฤติการณ์ จึงแก้เป็นให้ลงโทษปรับ พร้อมรอการลงโทษจำคุกไว้ และควบคุมความประพฤติจำเลยตามเงื่อนไข

ข้อเท็จจริงของคดี

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมอบอำนาจให้บุคคลชื่อ ม.ยื่นคำขอจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมกรรมการของบริษัท ด. ต่อสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดสมุทรสงคราม

แบบคำขอแก้ไขระบุว่า มีกรรมการเข้าใหม่ 1 คน คือ พ. และกรรมการออกจากตำแหน่ง 2 คน คือ โจทก์ทั้งสอง

โจทก์อ้างว่าสิ่งที่จำเลยทำเป็นเพียงการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อนายทะเบียน เพื่อให้จดข้อความเท็จลงในทะเบียนเท่านั้น ไม่ได้มีการนำเอกสารที่จดข้อความเท็จไปใช้ต่อผู้อื่น

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้อง เห็นว่าคดีมีมูล ประทับฟ้อง

จำเลยปฏิเสธแรกเริ่ม แต่หลังจากนั้นถอนคำให้การเดิมและให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 137, 267, 268 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 267 ซึ่งเป็นการใช้เอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ จำคุก 6 เดือน ปรับ 20,000 บาท แล้วลดโทษกึ่งหนึ่งเหลือจำคุก 3 เดือน ปรับ 10,000 บาท รอการลงโทษไว้ 1 ปี

ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามมาตรา 137, 267 (ฐานแจ้งข้อความเท็จ) โทษจำคุก 2 ปี ลดโทษกึ่งหนึ่ง เหลือจำคุก 1 ปี ยกฟ้องข้อหามาตรา 268

จำเลยฎีกา โดยมีข้อโต้แย้งทั้งในประเด็นความผิดฐานใช้เอกสาร และประเด็นโทษ

ประเด็นสำคัญที่สุดของคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2086/2567

ใช้ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267, 268, 78, 56 และ 90 มาเป็นหลักในการวินิจฉัย โดยเฉพาะ มาตรา 267 และ 268 ซึ่งเป็นแกนหลักในการพิจารณาว่าการกระทำของจำเลยเข้าข่าย “แจ้งข้อความเท็จต่อนายทะเบียน” หรือ “ใช้เอกสารอันเกิดจากความผิด” หรือไม่

🔹 Key Words สำคัญ 5 ข้อความ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1. แจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อนายทะเบียน (มาตรา 267)

จำเลยมอบอำนาจให้ยื่นคำขอจดทะเบียนแก้ไขกรรมการบริษัท โดยมีข้อความเท็จในเอกสาร แม้ไม่มีการใช้เอกสารนั้นภายนอก แต่ถือเป็นการแจ้งข้อความเท็จต่อนายทะเบียน ซึ่งเข้าข่ายมาตรา 267

2. ไม่เป็นการใช้เอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิด (มาตรา 268)

ศาลวินิจฉัยว่า การแจ้งข้อความเท็จต่อนายทะเบียน เพื่อให้บันทึกลงทะเบียน ไม่ใช่การ “ใช้เอกสาร” ตามมาตรา 268 เพราะยังไม่มีการนำเอกสารนั้นไปใช้หรือแสดงต่อบุคคลภายนอก

3. โทษจำคุกและการรอการลงโทษ (มาตรา 56)

แม้ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุกโดยไม่รอการลงโทษ แต่ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยมีเหตุบรรเทา เช่น ความเข้าใจผิดในภาษาและกฎหมายไทย จึงแก้คำพิพากษาให้รอการลงโทษจำคุกไว้ 2 ปี

4. การลงโทษกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท (มาตรา 90)

เนื่องจากการกระทำของจำเลยถือเป็นกรรมเดียว แต่เข้าลักษณะความผิดหลายบท ศาลจึงเลือกลงโทษเฉพาะบทที่มีโทษหนักที่สุดตามหลักมาตรา 90 เพื่อป้องกันการลงโทษซ้ำซ้อน

5. การลดโทษเพราะให้การรับสารภาพ (มาตรา 78)

จำเลยให้การรับสารภาพภายหลัง ศาลจึงใช้ดุลพินิจลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ถือเป็นการส่งเสริมแนวทางลดโทษเมื่อจำเลยยอมรับผิดและให้ความร่วมมือในการพิจารณาคดี

🔸สรุปประเด็นโดยรวม

คดีนี้เป็นแนววินิจฉัยสำคัญของศาลฎีกาในเรื่อง “ขอบเขตของการใช้เอกสารเท็จ” โดยศาลเน้นแยกให้ชัดระหว่าง “การแจ้งข้อความเท็จเพื่อลงทะเบียน” (มาตรา 267) กับ “การใช้เอกสารเท็จต่อบุคคลอื่น” (มาตรา 268) พร้อมทั้งใช้หลักรอการลงโทษเพื่อให้โทษสอดคล้องกับพฤติการณ์ของจำเลยและเจตนาแห่งคดี

ปัญหาทางกฎหมาย

ประเด็นที่ 1: การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐาน “ใช้เอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิดฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จ” ตาม ป.อ. มาตรา 268 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 267 หรือไม่?

ประเด็นที่ 2: ถ้าเป็นความผิดตามนั้น โทษที่ศาลอุทธรณ์กำหนด (จำคุก 1 ปี ลดโทษกึ่งหนึ่ง) เหมาะสมหรือไม่ และควรให้รอการลงโทษจำคุกหรือไม่?

หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 – ฐานความผิดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อนายทะเบียน / เจ้าพนักงาน

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคหนึ่ง – การใช้เอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิดตามมาตรา 267

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 – หลักหลายบทลงโทษบทที่มีโทษหนักที่สุด

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 – ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 – รอการลงโทษไว้

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 – บังคับชำระค่าปรับ / บทบัญญัติในการบังคับโทษ

หลักวินิจฉัยเกี่ยวกับ “การใช้เอกสาร” คือ ต้องมีการใช้เอกสารที่จดข้อความเท็จไปต่อผู้อื่น (หรือให้เกิดผล) มิใช่เพียงการแจ้งให้จดข้อความในทะเบียนเพียงอย่างเดียว

การวิเคราะห์ / การประยุกต์ใช้ 

ประเด็นที่ 1

โจทก์อ้างว่าเป็นเพียงการแจ้งข้อความเท็จต่อนายทะเบียนให้จดข้อความเท็จลงทะเบียน โดยไม่ได้มีการนำเอกสารนั้นไปใช้ต่อบุคคลภายนอก

ศาลฎีกาเห็นว่า การกระทำในลักษณะนี้ ยังไม่ถึงขั้น “ใช้เอกสาร” ตามบทบัญญัติ มาตรา 268 วรรคหนึ่ง เพราะยังไม่มีการนำเอกสารดังกล่าวไปใช้ในภายหลัง เช่น เสนอเป็นหลักฐานต่อบุคคลภายนอก

จึงเห็นว่าศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นความผิดตามมาตรา 268 ฟังได้ไม่ถูกต้องในประเด็นนี้ — ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

กล่าวคือ ศาลฎีกายืนตามศาลอุทธรณ์ในแง่ที่ว่าประเด็นความผิดแบบฐานใช้เอกสารไม่เป็นไปด้วยเหตุผลที่โจทก์อ้าง

ประเด็นที่ 2

ศาลฎีกาพิจารณาพฤติการณ์แห่งคดี — เช่น ผลเสียที่อาจเกิดขึ้นต่อผู้ถือหุ้น บุคคลภายนอก — เห็นว่าโทษที่ศาลอุทธรณ์กำหนด (จำคุก 1 ปี ลดโทษกึ่งหนึ่ง) เหมาะสม

แต่ประเด็นคือ ศาลอุทธรณ์ไม่ให้รอการลงโทษจำคุก

ศาลฎีกาเห็นว่า เหมาะสมที่จะ รอการลงโทษจำคุกไว้ แก้เป็นลงโทษปรับ 40,000 บาท (ลดโทษกึ่งหนึ่ง → 20,000 บาท) พร้อมรอการลงโทษจำคุกไว้ 2 ปี และกำหนดให้ควบคุมความประพฤติจำเลย 1 ปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกา

จำเลยให้ร่องรอยประวัติ อาชีพ สิ่งแวดล้อม ตลอดจนปัจจัยบรรเทา (เป็นคนต่างชาติ ภาษาไทยไม่ชำนาญ ฯลฯ) เป็นเหตุให้ศาลสามารถใช้ดุลพินิจให้รอการลงโทษได้

ทั้งนี้ เพื่อให้จำเลยหลาบจำและป้องปรามให้เกิดผลดีแก่สังคมมากกว่าลงโทษจำคุกทันที

คำวินิจฉัยศาลฎีกา

ให้ยืนตามศาลอุทธรณ์ในส่วนของข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ว่า การแจ้งข้อความเท็จเพียงอย่างเดียว (โดยไม่มีการใช้เอกสาร) ไม่ถึงฐานความผิดมาตรา 268

แก้คำพิพากษาในประเด็นโทษ: ให้ลงโทษ ปรับ 40,000 บาท (ลดโทษแล้วเหลือ 20,000 บาท) พร้อม รอการลงโทษจำคุกไว้ 2 ปี และควบคุมความประพฤติจำเลย 1 ปี

กำหนดให้จำเลยรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน และปฏิบัติกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ 12 ชั่วโมง

ถ้าจำเลยไม่ชำระค่าปรับ ให้บังคับตามมาตรา 29, 30

บทสรุป & ข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้ชี้ให้เห็นว่า การแจ้งข้อความเท็จต่อนายทะเบียนเพียงอย่างเดียว ไม่เพียงพอที่จะถือว่าเป็น “การใช้เอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิด” ภายใต้มาตรา 268

ศาลฎีกายังตอกย้ำหลัก “โทษควรเหมาะสมกับพฤติการณ์” โดยให้รอการลงโทษและปรับแทนการจำคุกทันทีในกรณีที่มีเหตุบรรเทา

จำเลยในฐานะคนต่างชาติ ภาษากฎหมายไม่ชำนาญ หรือมีเบื้องหลังสถานะการทำธุรกิจ อาจได้รับการพิจารณาให้บรรเทาโทษได้

แนวคำวินิจฉัยนี้เป็นบรรทัดฐานในคดีที่มีลักษณะ “การจดทะเบียนบริษัท / แจ้งข้อมูลเท็จต่อนายทะเบียน” ซึ่งเป็นประเด็นที่ผู้ทำธุรกิจ นิติบุคคล และนักกฎหมายควรใส่ใจ

IRAC (Issue – Rule – Application – Conclusion) ขยาย

ส่วน รายละเอียด

Issue (1) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานใช้เอกสารตาม ป.อ. มาตรา 268 ประกอบ มาตรา 267 หรือไม่? (2) ถ้าเป็นความผิด โทษที่เพิ่มหรือแก้ต้องให้รอการลงโทษหรือเปลี่ยนเป็นปรับได้หรือไม่?

Rule - ป.อ. มาตรา 267: ฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อนายทะเบียน - ป.อ. มาตรา 268 วรรคหนึ่ง: ใช้เอกสารอันเกิดจากความผิดตามมาตรา 267 - ป.อ. มาตรา 90: หลายบท ให้ลงโทษบทที่มีโทษหนักที่สุด - ป.อ. มาตรา 78: ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง - ป.อ. มาตรา 56: รอการลงโทษ - ป.อ. มาตรา 29, 30: บังคับค่าปรับ / บังคับโทษ

Application - ศาลพิจารณาว่า การแจ้งข้อความเท็จต่อนายทะเบียนโดยตัวจำเลยมิได้ใช้เอกสารนั้นไปใช้ต่อบุคคลภายนอก จึงไม่เข้าข่าย “การใช้เอกสาร” ตามมาตรา 268 - ศาลจึงไม่รับฎีกาของจำเลยในประเด็นนี้ - ในส่วนโทษ ศาลพิจารณาถึงพฤติการณ์จำเลย เห็นว่าโทษของศาลอุทธรณ์เหมาะสม แต่ควรให้รอการลงโทษ จำเลยมีเหตุบรรเทาความหนักใจ จึงแก้ให้เป็นลงโทษปรับ พร้อมรอการลงโทษจำคุกไว้ - ศาลกำหนดเงื่อนไขควบคุมความประพฤติและให้จำเลยรายงานตัวเป็นระยะ ๆ

Conclusion (1) จำเลยไม่มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 268 (ฐานใช้เอกสาร) (2) โทษที่เหมาะสมคือ ปรับ 40,000 บาท (ลดโทษแล้วเป็น 20,000 บาท) พร้อมรอการลงโทษจำคุก 2 ปี และควบคุมความประพฤติ 1 ปี

คำถาม – คำตอบ (2 ประเด็น)

คำถาม 1:

ในคดีนี้ การกระทำของจำเลยเป็น “การใช้เอกสารอันเกิดจากความผิด” ตาม ป.อ. มาตรา 268 หรือไม่?

คำตอบ:

ศาลฎีกาเห็นว่าจำเลยเพียงแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อนายทะเบียนเพื่อให้จดข้อความนั้นในทะเบียนโดยไม่มีการนำเอกสารที่จดไว้ไปใช้ต่อบุคคลภายนอก จึงยังไม่เข้าองค์ประกอบ “การใช้เอกสาร” ตามมาตรา 268 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 267 — ดังนั้น จำเลยจึงไม่มีความผิดในฐานใช้เอกสาร

คำถาม 2:

โทษที่ศาลอุทธรณ์กำหนด (จำคุก 1 ปี ลดโทษกึ่งหนึ่ง) เหมาะสมหรือไม่ และศาลฎีกาควรให้รอการลงโทษหรือไม่?

คำตอบ:

ศาลฎีกาพิจารณาถึงพฤติการณ์แห่งคดี ความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น เหตุบรรเทา (ประวัติจำเลย เป็นคนต่างชาติ ภาษากฎหมายไม่ชำนาญ ฯลฯ) จึงเห็นว่าโทษที่ศาลอุทธรณ์กำหนด “เหมาะสม” แต่ควรให้โอกาสกลับตัว จึงแก้เป็นปรับ พร้อมรอการลงโทษจำคุกไว้ และควบคุมความประพฤติจำเลย

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 “ผู้ใดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 “ผู้ใดแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐาน โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”  ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 “ผู้ใดใช้หรืออ้างเอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิดตามมาตรา 264 มาตรา 265 มาตรา 266 หรือมาตรา 267 ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ต้องระวางโทษดังที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้น ๆ ถ้าผู้กระทำความผิดตามวรรคแรกเป็นผู้ปลอมเอกสารนั้น หรือเป็นผู้แจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความนั้นเองให้ลงโทษตามมาตรานี้แต่กระทงเดียว” ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 “เมื่อการกระทำใดอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่ผู้กระทำความผิด”  ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 “เมื่อปรากฏว่ามีเหตุบรรเทาโทษ ไม่ว่าจะได้มีการเพิ่มหรือการลดโทษตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นแล้วหรือไม่ ถ้าศาลเห็นสมควรจะลดโทษไม่เกินกึ่งหนึ่งของโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดนั้นก็ได้”  ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 “ผู้ใดกระทำความผิดซึ่งมีโทษจำคุกหรือปรับ และในคดีนั้นศาลจะลงโทษจำคุกไม่เกินห้าปีไม่ว่าจะลงโทษปรับด้วยหรือไม่ก็ตาม หรือลงโทษปรับ ถ้าปรากฏว่าผู้นั้น (1) ไม่เคยรับโทษจำคุกมาก่อน หรือ (2) เคยรับโทษจำคุกมาก่อนแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ หรือเป็นโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือ …” ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 “ผู้ใดต้องโทษปรับและไม่ชำระค่าปรับภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ศาลพิพากษา ผู้นั้นจะต้องถูกยึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องในทรัพย์สินเพื่อใช้ค่าปรับ หรือมิฉะนั้นจะต้องถูกกักขังแทนค่าปรับ แต่ถ้าศาลเห็นเหตุอันควรสงสัยว่าผู้นั้นจะหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าปรับ ศาลจะสั่งเรียกประกันหรือจะสั่งให้กักขังผู้นั้นแทนค่าปรับไปพลางก่อนก็ได้ ความในวรรคสองของมาตรา 24 มิให้นำมาใช้บังคับแก่การกักขังแทนค่าปรับ”  ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 30 “ในการกักขังแทนค่าปรับ ให้ถืออัตราห้าร้อยบาทต่อหนึ่งวัน และไม่ว่าในกรณีความผิดกระทงเดียวหรือหลายกระทง ห้ามกักขังเกินกำหนดหนึ่งปี เว้นแต่ในกรณีที่ศาลพิพากษาให้ปรับตั้งแต่สองแสนบาทขึ้นไป ศาลจะสั่งให้กักขังแทนค่าปรับเป็นระยะเวลาเกินกว่าหนึ่งปีแต่ไม่เกินสองปีก็ได้ ในการคำนวณระยะเวลานั้น ให้นับวันเริ่มกักขังแทนค่าปรับรวมเข้าด้วยและให้นับเป็นหนึ่งวันเต็มโดยไม่ต้องคำนึงถึงจำนวนชั่วโมง”


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2086/2567

คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยว่าจำเลยมอบอำนาจให้ ม. ยื่นคำขอจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมกรรมการของบริษัท ด. โดยมีกรรมการเข้าใหม่ 1 คน คือ พ. และกรรมการออกจากตำแหน่ง 2 คน คือ โจทก์ทั้งสองแสดงว่าการกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นเพียงแต่แจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อนายทะเบียน เพื่อให้จดข้อความอันเป็นเท็จนั้นลงในทะเบียนสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดสมุทรสงครามเท่านั้น มิใช่เป็นเรื่องการนำเอกสารทางทะเบียนอันจดข้อความเท็จดังกล่าวไปใช้แต่อย่างใด การกระทำของจำเลยตามที่โจทก์กล่าวมาในคำฟ้อง จึงไม่เป็นความผิดฐานใช้เอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิดฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการตาม ป.อ. มาตรา 268 วรรคหนึ่ง มาตรา 267 ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยมาในปัญหาข้อนี้ถูกต้องแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90, 137, 267, 268

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยถอนคำให้การเดิม และให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267, 268 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 267 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานใช้เอกสารเท็จตามมาตรา 268 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 267 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน และปรับ 20,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน และปรับ 10,000 บาท รอการลงโทษไว้ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทลงโทษฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสาร ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดกระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี ยกฟ้องข้อหาความผิดฐานใช้เอกสารอันเกิดจากการแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาปัญหาข้อกฎหมายว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานใช้เอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิดฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 267 ตามที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษานั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยว่าจำเลยมอบอำนาจให้นายเมธี ยื่นคำขอจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมกรรมการของบริษัท ด. ต่อนายทะเบียนสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งเอกสารดังกล่าวระบุข้อความอันเป็นเท็จว่า ที่ประชุมผู้ถือหุ้นมีมติแก้ไขเพิ่มเติมกรรมการของบริษัท ด. โดยมีกรรมการเข้าใหม่ 1 คน คือ นายพิชิต และกรรมการออกจากตำแหน่ง 2 คน คือ โจทก์ทั้งสอง แสดงว่าการกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นเพียงแต่แจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อนายทะเบียนเพื่อให้จดข้อความอันเป็นเท็จนั้นลงในทะเบียนสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดสมุทรสงครามเท่านั้น มิใช่เป็นเรื่องการนำเอกสารทางทะเบียนอันจดข้อความเท็จดังกล่าวไปใช้แต่อย่างใด การกระทำของจำเลยตามที่โจทก์กล่าวมาในคำฟ้องจึงไม่เป็นความผิดฐานใช้เอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิดฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 267 ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยมาในปัญหาข้อนี้ถูกต้องแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ลงโทษจำเลยสูงเกินสมควรและไม่รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยนั้นไม่เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี ขอให้แก้ไขคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 โดยลงโทษจำเลยให้เบาลงและรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า เมื่อพิเคราะห์ถึงสภาพความผิดของจำเลยในคดีนี้เป็นเรื่องที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นกับผู้ถือหุ้นและบุคคลภายนอกได้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ลงโทษจำคุกจำเลย 2 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 1 ปี นับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น เมื่อคำนึงถึงมูลเหตุที่จำเลยกระทำความผิดขึ้น น่าจะสืบเนื่องมาจากจำเลยโอนเงิน 2,000,000 บาท เข้าบัญชีของบริษัท ด. ต่อมาบริษัท ด. ได้โอนเงินจำนวนดังกล่าวไปเข้าบัญชีของโจทก์ที่ 2 ทำให้จำเลยเข้าใจว่าโจทก์ทั้งสองตกลงขายหุ้นของตนให้แก่จำเลยแล้ว ประกอบกับเมื่อคำนึงถึงพฤติการณ์แวดล้อมกรณีว่า จำเลยเป็นคนสัญชาติจีนเข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทยไม่มีความรู้ความเข้าใจภาษาไทยและกฎหมายไทยได้อย่างดีพอ และก่อนเกิดเหตุคดีนี้จำเลยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงชื่อร่วมกับโจทก์ทั้งสองคนใดคนหนี่งพร้อมประทับตราสำคัญของบริษัท จึงมีผลผูกพันบริษัท ด. ซึ่งอาจทำให้จำเลยเข้าใจผิดไปเองว่าเมื่อจำเลยโอนเงินค่าหุ้นให้แก่โจทก์ที่ 2 แล้ว จำเลยสามารถดำเนินขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงตัวกรรมการของบริษัทที่จะมาลงชื่อร่วมกับจำเลยได้ จึงลงชื่อยื่นคำขอเปลี่ยนตัวกรรมการผู้มีอำนาจ โดยให้โจทก์ทั้งสองพ้นจากเป็นกรรมการของบริษัท ด. ซึ่งข้อความในแบบคำขอเป็นภาษาไทย ทำให้น่าเชื่อว่าผู้อื่นเป็นผู้ดำเนินการให้แก่จำเลย มิใช่จำเลยทำขึ้นด้วยตนเอง อีกทั้งเมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์แห่งคดีว่า จำเลยยื่นคำขอเปลี่ยนตัวกรรมการผู้มีอำนาจบริษัท ด. เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2564 ต่อมาวันที่ 7 เมษายน 2564 โจทก์ทั้งสองได้ยื่นคำขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมกรรมการของบริษัท ด. ต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท จังหวัดสมุทรสาคร แสดงว่าหลังเกิดเหตุเพียง 7 วัน โจทก์ทั้งสองก็ทราบเรื่องนี้ เมื่อโจทก์ทั้งสองไม่มีพยานหลักฐานใดมาแสดงว่าโจทก์ทั้งสองหรือบุคคลภายนอกได้รับความเสียหายอย่างไร กรณีจึงน่าเชื่อว่าจำเลยยังไม่ได้นำหนังสือรับรองของบริษัทซี่งจดข้อความอันเป็นเท็จดังกล่าว ไปกล่าวอ้างต่อบุคคลทั่วไปจนเกิดความเสียหายขึ้นในวงกว้าง นอกจากนี้เมื่อคำนึงถึงอายุ ประวัติ อาชีพ ที่อยู่อันเป็นหลักแหล่ง และสิ่งแวดล้อมของจำเลยว่าปัจจุบันจำเลยเป็นกรรมการของบริษัท ต. ประกอบกิจการซื้อขายและส่งออกมะพร้าวน้ำหอมไปยังประเทศจีน มีลูกจ้างประมาณ 30 คน กรณีจึงมีเหตุอันควรปรานีจำเลยเพื่อให้โอกาสกลับตัวเป็นพลเมืองดี โดยเห็นควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำและป้องปรามมิให้จำเลยกระทำความผิดในทำนองนี้อีก เห็นสมควรลงโทษปรับอีกสถานหนึ่ง ทั้งกำหนดเงื่อนไขการคุมความประพฤติจำเลยไว้เพื่อให้มีเจ้าพนักงานคุมประพฤติคอยแนะนำและช่วยตักเตือนจำเลย หรือสอดส่องดูแลจำเลย ซึ่งน่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยและสังคมมากกว่าการลงโทษจำคุกเสียทีเดียว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับ 40,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงปรับ 20,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปีและให้คุมความประพฤติของจำเลยไว้ 1 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน ต่อครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรมีกำหนด 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7


คำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง

1. คำพิพากษาศาลฎีกา 10570/2558

ข้อเท็จจริง

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันยื่นแบบนำส่งงบการเงินและสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นต่อเจ้าพนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท โดยมีข้อความว่าผู้ถือหุ้นชำระเงินค่าหุ้นครบแล้ว ทั้ง ๆ ที่ในความจริง จำเลยยังมิได้เรียกชำระเงินค่าหุ้นบางส่วน (ค้างชำระอยู่) จำนวน 49,500,000 บาท ซึ่งการกระทำเช่นนี้อาจก่อให้โจทก์หรือประชาชนเสียประโยชน์ โดยเฉพาะโจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ที่อาจเผชิญอุปสรรคในการบังคับคดีเรียกชำระหนี้ได้ตามสิทธิของตน 

ประเด็นกฎหมาย / การวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการยื่นข้อความอันเป็นเท็จต่อนายทะเบียนโดยที่จำเลยทราบว่าเป็นเท็จ เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 267

แม้จำเลยอาจอ้างว่าไม่ได้มีเจตนา แต่เนื่องจากข้อความที่ยื่นนั้นอาจก่อให้เกิดอุปสรรคต่อสิทธิของโจทก์จริง ดังนั้นศาลรับฟ้องความผิดตาม มาตรา 267 ได้

คำพิพากษานี้สะท้อนหลักว่า “การยื่นแบบ / จดทะเบียนโดยมีข้อความเท็จ” แม้จะไม่ได้ใช้เอกสารนั้นภายนอก ก็อาจเป็นความผิดตาม มาตรา 267 ได้ หากข้อความดังกล่าวก่อให้เกิดผลเสียในทางหน้าที่ทะเบียน หรืออาจเป็นอุปสรรคต่อสิทธิผู้อื่น

2. คำพิพากษาศาลฎีกา 4495/2548

ข้อเท็จจริง

จำเลยปลอมเอกสารราชการ (หรือเอกสารสำคัญ) แล้วนำมาใช้ (หรืออ้าง) ต่อผู้อื่น โดยเติมข้อความ / แก้ไขข้อความในเอกสารเดิม หรือประทับตราปลอม ฯลฯ 

ประเด็นกฎหมาย / การวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยในประเด็น “ปลอมเอกสาร” ตาม มาตรา 264 และ “ใช้เอกสารปลอม” ตาม มาตรา 268

ในกรณีที่จำเลยทั้งเป็นผู้ปลอมและผู้ใช้ เอกสารปลอม ศาลกำหนดให้ลงโทษเฉพาะฐาน “ใช้เอกสารปลอม” เพียงกระทงเดียว (ไม่ลงโทษซ้ำฐานปลอมและใช้แยกกัน) ตามหลัก มาตรา 268 วรรคสอง

คำพิพากษานี้มีประโยชน์ในการเปรียบเทียบกับ 2086/2567 ในแง่ว่า หากเป็นกรณีที่มีการ “ใช้เอกสารปลอม” ศาลมักเลือกลงโทษเพียงฐานที่มีโทษหนักที่สุด ไม่ให้ลงซ้ำหลายฐาน

3. คำพิพากษาศาลฎีกา 2236-2237/2550

ข้อเท็จจริง

หลังจากจำเลยได้กระทำการใด ๆ แล้ว (เช่น ฆ่าผู้ตาย) จำเลยได้นำเอกสารปลอมใช้ส่งต่อ (จดหมายปลอม) ถึงบุคคลภายนอก (เช่น โรงพยาบาล) เพื่อแสดงถึงเจตนา / หลักฐานปลอมหรือเรื่องเท็จ 

ประเด็นกฎหมาย / การวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ในกรณีหลังเกิดเหตุ แต่การปลอมและใช้เอกสารปลอมต่อบุคคลภายนอก ถือเป็นความผิดตาม มาตรา 264 / 268

ผู้เสียหายในกรณีนี้ต้องเป็นบุคคลที่ได้รับผลเสียโดยตรงจากการกระทำของจำเลย

จุดเปรียบเทียบกับ 2086/2567 คือ ในกรณี 2086/2567 ศาลเห็นว่าแม้มีการจดข้อความเท็จในทะเบียน แต่ไม่มีการใช้เอกสารนั้นภายนอก จึงไม่เข้าข่าย “ใช้เอกสาร” ซึ่งต่างจากตัวอย่างใน 2236/2550 ที่มีการใช้เอกสารปลอมต่อผู้อื่น

4. คำพิพากษาศาลฎีกา 12137/2558

ข้อเท็จจริง

การปลอมเอกสารสิทธิหรือเอกสารราชการ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างใหม่ทั้งฉบับ หรือแก้ไขข้อความในเอกสารเดิม หรือประทับตราปลอม ฯลฯ เพื่อให้เอกสารนั้นดูเหมือนเป็นเอกสารแท้ และอาจนำไปใช้หรืออ้างอิงต่อผู้อื่น 

ประเด็นกฎหมาย / การวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยลักษณะ “ปลอมเอกสาร” (มาตรา 264) และ “ใช้เอกสารปลอม” (มาตรา 268)

เน้นว่าไม่ว่าเอกสารจะเป็นราชการหรือเอกสารสิทธิ หากถูกปลอมแล้วนำไปใช้อ้างหรือแสดงออกในลักษณะที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหาย ถือว่าเป็นความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าว

5. คำพิพากษาศาลฎีกา 3949/2563

ข้อเท็จจริง

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยใช้ข้อความเท็จในการจดทะเบียน โดยในฟ้องมีการวางรายละเอียดว่า ข้อความใดเป็นจริง ข้อความใดเป็นเท็จ เช่น การนัดประชุมผู้ถือหุ้น / จำนวนหุ้นที่ให้เข้าประชุม และการให้คำรับรองแบบจดทะเบียนนั้นเป็นเท็จ 

ประเด็นกฎหมาย / การวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า หากจำเลยยื่นจดทะเบียนแก้ไขบริษัท โดยใช้ข้อความเท็จที่จำเลยทราบว่าเป็นเท็จ ถือว่าผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จตาม มาตรา 267

แม้จำเลยอาจโต้แย้งเรื่องเจตนา หรือความเข้าใจ แต่ศาลจะพิจารณข้อความที่ฟ้องชัดเจนว่าจำเลยทราบหรือไม่

ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

🔹 บทความที่ 1

หัวข้อ: “แจ้งข้อความเท็จ” กับ “ใช้เอกสารเท็จ” ต่างกันอย่างไรในทางกฎหมาย

ในทางอาญา คำว่า “แจ้งข้อความเท็จ” และ “ใช้เอกสารเท็จ” มักถูกเข้าใจว่าเป็นเรื่องเดียวกัน ทั้งที่แท้จริงแล้วมีองค์ประกอบและผลทางกฎหมายต่างกันโดยสิ้นเชิง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2086/2567 เป็นตัวอย่างสำคัญที่ศาลวินิจฉัยชัดว่า การแจ้งข้อความเท็จต่อนายทะเบียนเพื่อให้บันทึกลงทะเบียนบริษัท ไม่ถือว่าเป็นการ “ใช้เอกสารเท็จ” ตามมาตรา 268 เพราะผู้กระทำยังไม่ได้ “นำเอกสารนั้นไปใช้” หรือ “อ้างต่อบุคคลภายนอก” แต่อย่างใด

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 กำหนดโทษแก่ผู้ที่แจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน เพื่อให้บันทึกข้อความนั้นลงในเอกสารราชการหรือทะเบียน ซึ่งเน้นพฤติกรรมของ “การแจ้งข้อความ” ส่วนมาตรา 268 เป็นความผิดในขั้นต่อมา คือ “การใช้เอกสารที่เกิดจากความผิดดังกล่าว” ไปสร้างผลต่อบุคคลอื่น

ดังนั้น หากบุคคลเพียงยื่นแบบฟอร์มเท็จต่อสำนักงานทะเบียน โดยยังไม่ได้นำเอกสารที่ออกมาไปใช้ต่อบุคคลอื่น เช่น ธนาคารหรือคู่ค้า การกระทำดังกล่าวจะเข้าข่ายเพียงมาตรา 267 เท่านั้น ไม่ใช่ 268

แนวคำพิพากษานี้จึงช่วยย้ำให้ผู้ทำธุรกิจและนักกฎหมายเข้าใจว่า ความผิดสองฐานนี้มีขอบเขตต่างกัน และการใช้ถ้อยคำในคำฟ้องต้องแยกให้ชัด มิฉะนั้นอาจส่งผลต่อผลคดีในชั้นฎีกาได้

คำสำคัญ: แจ้งข้อความเท็จ, ใช้เอกสารเท็จ, ป.อ. มาตรา 267, ป.อ. มาตรา 268, แจ้งข้อความต่อนายทะเบียน

🔹 บทความที่ 2

หัวข้อ: หลักการ “รอการลงโทษ” และเหตุผลที่ศาลใช้ดุลพินิจให้จำเลย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2086/2567 แสดงให้เห็นถึงหลักการสำคัญด้านโทษทางอาญา คือ “การรอการลงโทษ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ซึ่งเปิดโอกาสให้ศาลใช้ดุลพินิจเพื่อให้ผู้กระทำความผิดที่มีพฤติการณ์ไม่ร้ายแรง ได้รับโอกาสกลับตัวโดยไม่ต้องรับโทษจำคุกทันที

ในคดีนี้ ศาลฎีกาเห็นว่าจำเลยเป็นคนต่างชาติ ไม่มีความเข้าใจภาษาไทยดีพอ จึงเข้าใจผิดว่าการโอนเงินค่าหุ้นให้ผู้ถือหุ้นเดิมทำให้ตนมีสิทธิเปลี่ยนกรรมการบริษัทได้ การยื่นคำขอจดทะเบียนที่มีข้อความเท็จจึงเกิดจากความเข้าใจคลาดเคลื่อน มิใช่เจตนาทุจริตร้ายแรง ศาลจึงเห็นควรให้รอการลงโทษจำคุกไว้ 2 ปี พร้อมสั่งคุมความประพฤติ

การรอการลงโทษไม่ใช่การยกเว้นโทษ แต่เป็นการ “พักการลงโทษไว้ชั่วคราว” เพื่อให้จำเลยมีโอกาสปรับปรุงตน หากในระหว่างเวลาที่กำหนดไม่กระทำความผิดซ้ำ โทษจำคุกก็จะระงับลงโดยผลของกฎหมาย

แนวคำพิพากษานี้จึงเป็นตัวอย่างของการใช้หลัก “โทษเหมาะสมกับพฤติการณ์” ซึ่งสะท้อนแนวทางมนุษยธรรมในกระบวนการยุติธรรม

คำสำคัญ: รอการลงโทษ, โทษจำคุก, ป.อ. มาตรา 56, บรรเทาโทษ, ดุลพินิจศาล

🔹 บทความที่ 3

หัวข้อ: แจ้งข้อมูลเท็จในการจดทะเบียนบริษัท – ความรับผิดทางอาญาที่กรรมการควรรู้

กรณีการแจ้งข้อมูลเท็จในการจดทะเบียนบริษัทเป็นประเด็นที่พบได้บ่อยในทางธุรกิจ โดยเฉพาะเมื่อมีการเปลี่ยนกรรมการ ผู้ถือหุ้น หรือแก้ไขวัตถุประสงค์ของบริษัทโดยไม่ผ่านมติผู้ถือหุ้นจริง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2086/2567 จึงมีคุณค่ามากในทางปฏิบัติ เพราะแสดงให้เห็นผลทางอาญาของการยื่นแบบจดทะเบียนที่มีข้อความเท็จ

ในคดีนี้ จำเลยมอบอำนาจให้ผู้อื่นยื่นคำขอจดทะเบียนแก้ไขกรรมการบริษัท โดยแจ้งว่ามีการเปลี่ยนกรรมการ ทั้งที่มติผู้ถือหุ้นไม่ได้มีจริง ศาลเห็นว่าเป็นการ “แจ้งข้อความเท็จต่อนายทะเบียน” เข้าข่ายความผิดตามมาตรา 267

แม้จะไม่ได้มีการนำเอกสารไปใช้ต่อภายนอก แต่การแจ้งข้อมูลเท็จก็ถือว่าก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบทะเบียนนิติบุคคลและต่อความเชื่อมั่นของบุคคลภายนอก

คดีนี้เตือนให้กรรมการและผู้รับมอบอำนาจทุกคนต้องตรวจสอบความถูกต้องของมติและเอกสารก่อนยื่นจดทะเบียน หากพบว่ามีการใส่ข้อมูลไม่จริง อาจมีความผิดอาญาได้ แม้จะไม่มีผู้เสียหายโดยตรงก็ตาม

คำสำคัญ: จดทะเบียนบริษัท, แจ้งข้อมูลเท็จ, กรรมการบริษัท, สำนักงานทะเบียนหุ้นส่วน, ความรับผิดทางอาญา

🔹 บทความที่ 4

หัวข้อ: “กรรมเดียว ผิดต่อกฎหมายหลายบท” ศาลลงโทษอย่างไร

ในทางอาญา มีกรณีที่การกระทำเพียงครั้งเดียวอาจเข้าข่ายความผิดหลายบทกฎหมาย เช่น การแจ้งข้อความเท็จต่อนายทะเบียน ซึ่งอาจเข้าทั้งมาตรา 137, 267 และ 268

ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2086/2567 ศาลยืนยันหลักตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ว่า “เมื่อการกระทำเป็นกรรมเดียว แต่ผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียว”

ในคดีนี้ ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยตามมาตรา 268 (ใช้เอกสารเท็จ) ซึ่งเป็นบทที่หนักกว่า แต่เมื่อศาลฎีกาเห็นว่าไม่เข้าองค์ประกอบของการใช้เอกสารเท็จ จึงเหลือเพียงมาตรา 267 (แจ้งข้อความเท็จ) และลงโทษเฉพาะบทนั้น

แนวทางนี้ทำให้โครงสร้างการลงโทษมีความเป็นธรรม ไม่ซ้ำซ้อน และสะท้อนหลักการพื้นฐานว่า “โทษต้องสอดคล้องกับพฤติการณ์และเจตนาแห่งการกระทำ”

คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับนักกฎหมายและนิสิตนิติศาสตร์ในการศึกษาหลัก “กรรมเดียวหลายบท” ว่าศาลตีความและเลือกบทลงโทษอย่างไรในทางปฏิบัติ

คำสำคัญ: กรรมเดียวหลายบท, ป.อ. มาตรา 90, หลายบทกฎหมาย, ลงโทษบทที่หนักที่สุด, การวินิจฉัยโทษ

🔹 บทความที่ 5

หัวข้อ: ความเข้าใจผิดทางเจตนา – เหตุบรรเทาโทษในคดีอาญา

เจตนาเป็นหัวใจของความรับผิดทางอาญา หากขาดเจตนา ความผิดอาจเบาลงหรือไม่เป็นความผิดเลย

ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2086/2567 ศาลได้พิจารณาถึง “ความเข้าใจผิดของจำเลย” ว่าเป็นคนต่างชาติ ไม่เข้าใจภาษาไทยดีพอ และเข้าใจว่าการโอนเงินค่าหุ้นให้ผู้ถือหุ้นเดิมทำให้ตนมีสิทธิเปลี่ยนกรรมการบริษัทได้ จึงมอบอำนาจให้ยื่นจดทะเบียนเปลี่ยนกรรมการโดยไม่ได้มีเจตนาทุจริต

ศาลเห็นว่าการกระทำของจำเลยไม่ได้มีเจตนาหลอกลวงหรือแสวงหาประโยชน์ส่วนตน แต่เป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อนในกฎหมายไทย ซึ่งเป็นเหตุบรรเทาโทษ และศาลใช้ดุลพินิจให้รอการลงโทษแทนการจำคุกจริง

แนวคำพิพากษานี้ชี้ให้เห็นว่า “เจตนา” ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงรอบด้าน ไม่ใช่เพียงจากผลของการกระทำ การเข้าใจผิดโดยสุจริตหรือโดยขาดความรู้ทางกฎหมาย อาจมีผลต่อการลดโทษหรือรอการลงโทษได้ เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับผู้ประกอบธุรกิจต่างชาติที่ดำเนินกิจการในประเทศไทย

คำสำคัญ: เจตนา, ความเข้าใจผิด, จำเลยต่างชาติ, ภาษากฎหมาย, บรรเทาโทษ 




การปลอมเอกสาร

ปลอมพินัยกรรมมีความผิดหรือไม่ ทายาทโดยธรรมมีสิทธิฟ้องคดีอาญาได้หรือไม่ วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับสิทธิผู้เสียหายในคดีมรดกและเอกสารสิทธิ
การปลอมแปลงหนังสือมอบอำนาจ, การแจ้งข้อความเท็จต่อเจ้าพนักงาน,
คดีฉ้อโกงปลอมเอกสารราชการหลายกรรม แยกกระทงโทษชัดเจน(ฎีกา 1496/2567)
ขายรถมือสองแต่ใช้เอกสารปลอม แค่จอดโชว์ก็ผิดแล้วหรือไม่ ศาลฎีกาชี้ชัดความผิดสำเร็จ
ใช้เอกสารปลอมหลายกรรม,กฎหมายรัษฎากร, ต่างมาตรา ฉบับเด็ด (ฎีกา 1581/2567)
(ฎีกาที่ 3471/2567): คดีปลอมเอกสารราชการ การใช้เอกสารปลอม และการรอการลงโทษ
ปลอมเอกสารกู้ยืมเงินผิดหรือไม่? วิเคราะห์กฎหมายเอกสารสิทธิ ผู้เสียหายร่วมฟ้องได้หรือไม่ และเงื่อนไขรอการลงโทษ article
ข้อพิพาทเงินกู้ยืมพร้อมโฉนดที่ดินเป็นหลักประกัน ศาลวินิจฉัยพยานบอกเล่าใช้ไม่ได้และยืนยันสัญญาไม่ปลอม