ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ขายรถมือสองแต่ใช้เอกสารปลอม แค่จอดโชว์ก็ผิดแล้วหรือไม่ ศาลฎีกาชี้ชัดความผิดสำเร็จ

คำพิพากษาศาลฎีกา 6181/2567, คดีใช้เอกสารราชการปลอมจากป้ายทะเบียนรถ, การนำรถยนต์มีเลขตัวถังและเครื่องยนต์ปลอมมาขาย, ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 265 และ 268, การตีความคำว่าใช้เอกสารราชการปลอม, แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับเอกสารราชการปลอม, กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคเกี่ยวกับสินค้าควบคุมฉลาก, ความรับผิดของผู้ประกอบธุรกิจขายรถมือสอง, หลักการพิจารณาความผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการกระทำของจำเลยซึ่งประกอบธุรกิจขายรถยนต์มือสองโดยใช้เอกสารและเอกสารราชการปลอม ได้แก่ หมายเลขประจำตัวถัง หมายเลขประจำเครื่องยนต์ และแผ่นป้ายทะเบียนปลอม เพื่อให้เกิดผลประโยชน์ว่าเป็นรถยนต์ถูกต้องครบถ้วน แม้ระหว่างพิจารณาจะมี พระราชบัญญัติวางโทษปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 มีผลบังคับแล้ว แต่เมื่อพิจารณาตามมาตรา 39 และ 41 ของกฎหมายดังกล่าว ประกอบกับพฤติการณ์ที่แท้จริง ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า ความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอมเป็นความผิดสำเร็จ และความผิดฐานขายสินค้าควบคุมฉลากไม่มีฉลากกับฐานเป็นผู้ประกอบธุรกิจไม่ส่งมอบหลักฐานการรับเงินให้ผู้บริโภค แม้จะมีโทษปรับเป็นพินัยตามกฎหมาย แต่เนื่องจากเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกอยู่ด้วย จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ของ พ.ร.บ. ฯ 2565 และจำเลยต้องรับโทษตามที่ศาลกำหนด

ข้อเท็จจริง

ในช่วงวันที่ 22 สิงหาคม 2560 จำเลยซึ่งประกอบธุรกิจค้ารถยนต์มือสอง โดยเปิดเต็นท์รถ ภายใต้ชื่อ “ค.” ได้ประกาศขายรถยนต์ใช้แล้วผ่านเว็บไซต์ต่าง ๆ เช่น one2car.com, fast2car.com, kaidee.com และเว็บไซต์สาธารณะทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งผู้เสียหายที่ 1 ถึง 17 เห็นประกาศและติดต่อซื้อรถจากจำเลย (ยกเว้นผู้เสียหายที่ 12, 15, 17 ตามลำดับ)

จำเลยขายรถยนต์ใช้แล้วรวม 84 คัน ซึ่งเป็น “สินค้าควบคุมฉลาก” ตามประกาศคณะกรรมการฉลาก โดยมิได้จัดทำฉลากเป็นภาษาไทยที่มีข้อความตรงต่อความจริง และจำเลยเป็นผู้ประกอบธุรกิจขายรถยนต์ใช้แล้ว ซึ่งตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาต้องออกหลักฐานรับเงินที่มีรายการและข้อความถูกต้องให้ผู้บริโภคแต่จำเลยออกหลักฐานเพียงบางส่วนและไม่มีข้อความตามที่กฎหมายกำหนด

เจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ กรมการขนส่งทางบก ได้เข้าตรวจค้นเต็นท์รถของจำเลย ตรวจยึดรถยนต์ 15 คัน หนึ่งในนั้นคือรถทะเบียน ษย xxxx กรุงเทพฯ ที่มีหมายเลขประจำตัวถังและเครื่องยนต์ปลอม รวมทั้งแผ่นป้ายทะเบียนปลอมที่ไม่มีลายน้ำของกรมการขนส่งทางบก ปรากฏการแก้ไขตัวเลขและพ่นสีซ่อมแซมหลายชั้นแสดงให้เห็นความผิดปกติอย่างชัดเจน

จำเลยให้การรับสารภาพเฉพาะข้อหาเกี่ยวกับการขายสินค้าควบคุมฉลากและการไม่ออกใบรับเงิน ส่วนข้อหาอื่น ๆ ปฏิเสธ และรับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดง 750/2561 ของศาลชั้นต้น

ในชั้นศาลชั้นต้น ศาลพิพากษาให้จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 30, 35 เบญจ, 35 อัฏฐ, 52 วรรคหนึ่ง, 57 วรรคหนึ่ง เรียงกระทงลงโทษตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 โดยจำคุก 2 เดือน ฐานขายสินค้าควบคุมฉลากโดยไม่มีฉลาก และจำคุก 2 เดือน ต่อ กระทง รวม 33 กระทง เป็น 66 เดือน รวมจำคุก 68 เดือน ลดโทษกึ่งหนึ่งตามมาตรา 78 คงจำคุก 34 เดือน และริบของกลาง

จำเลยและโจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบ มาตรา 264 วรรคแรก เดิม, 265 เดิม, 80 ด้วย เป็นการกระทำกรรมเดียวที่ผิดหลายบท ให้ลงโทษฐานพยายามใช้เอกสารราชการปลอมตามมาตรา 90 จำคุก 1 ปี 6 เดือน ลดโทษหนึ่งในสามตามมาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี และรวมโทษกับคำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นจำคุก 1 ปี 34 เดือน

จากนั้นโจทก์ฎีกาโดย สำนักงานอัยการสูงสุด รับรองให้ฎีกาเฉพาะความผิดฐานใช้เอกสารและเอกสารราชการปลอม จำเลยฎีกาโดยผู้พิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ประเด็นสำคัญที่สุดของคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6181/2567 สามารถสรุปได้ว่า ศาลใช้กฎหมายหลักจาก ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 268, 90, 91, และ 78 ร่วมกับ พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 30, 35 เบญจ, 35 อัฏฐ, 52, 57 และพิจารณาควบคู่กับ พระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 มาตรา 39 และ 41

คำสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ 5 ประการ พร้อมขยายความสั้น ๆ ได้ดังนี้

1. ใช้เอกสารราชการปลอม

เป็นประเด็นหลักของคดี ศาลวินิจฉัยว่า การนำรถที่มีหมายเลขตัวถัง เครื่องยนต์ และแผ่นป้ายทะเบียนปลอมมาจอดแสดงเพื่อขาย ถือเป็นการ “ใช้” เอกสารราชการปลอมให้เกิดผลประโยชน์ ตามนิยามคำว่า “ใช้” ในพจนานุกรม จึงเป็นความผิดสำเร็จ ไม่ใช่เพียงพยายาม

2. พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522

ใช้พิจารณาความผิดฐานขายสินค้าควบคุมฉลากโดยไม่มีฉลาก และ ฐานไม่ออกหลักฐานการรับเงินที่ถูกต้องให้ผู้บริโภค ซึ่งศาลเห็นว่า การกระทำของจำเลยกระทบต่อสิทธิของผู้บริโภคและเป็นการเอาเปรียบประชาชน

3. พ.ร.บ.ว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565

จำเลยอ้างว่าความผิดดังกล่าวควรถูกปรับเป็นพินัย แต่ศาลวินิจฉัยว่า ไม่เข้าหลักเกณฑ์เพราะเป็นความผิดที่มีโทษจำคุก ไม่ใช่โทษปรับสถานเดียว จึงยังต้องรับโทษอาญาตามเดิม

4. หลักการบรรเทาโทษตามมาตรา 78 ประมวลกฎหมายอาญา

จำเลยให้การรับสารภาพบางข้อหา ศาลจึงใช้หลักบรรเทาโทษ ลดโทษกึ่งหนึ่ง เพื่อให้เหมาะสมกับพฤติการณ์และจำนวนกรรม

5. หลักลงโทษหลายกรรม มาตรา 91 ประมวลกฎหมายอาญา

คดีนี้มีหลายกรรมต่างกัน ทั้งใช้เอกสารราชการปลอม ขายสินค้าควบคุมฉลากไม่มีฉลาก และไม่ออกใบเสร็จถูกต้อง ศาลจึงให้ลงโทษทุกกรรม รวมโทษเป็นจำคุก 1 ปี 17 เดือน

สรุปแล้ว คดีนี้มีแก่นสำคัญอยู่ที่การตีความคำว่า “ใช้เอกสารราชการปลอม” ให้ครอบคลุมถึงการนำมาแสดงเพื่อประโยชน์ทางการค้า และการยืนยันว่าความผิดที่มีโทษจำคุกไม่อาจถูกปรับเป็นพินัยได้ แม้จะมี พ.ร.บ. ว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 มีผลบังคับใช้แล้วก็ตาม.

คำวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยพิเคราะห์ดังนี้

1. ประเด็นแรกคือว่า จำเลยกระทำความผิดฐาน “ใช้เอกสารและเอกสารราชการปลอม” ตามฟ้องหรือไม่ และตามฎีกาของจำเลยว่าเป็น “พยายามใช้เอกสารและเอกสารราชการปลอม” ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่

ศาลเห็นว่า ข้อเท็จจริงในชั้นต้นและอุทธรณ์รับฟังโดยคู่ความไม่โต้แย้งว่า รถยนต์ทะเบียน ษย xxxx กรุงเทพฯ คันดังกล่าวมีหมายเลขประจำตัวถังและเครื่องยนต์ปลอมและแผ่นป้ายทะเบียนปลอม ปรากฏหลักฐานการตรวจพิสูจน์จากกรมการขนส่งทางบกว่า แผ่นป้ายทะเบียนไม่มีลายน้ำราชการ และมีการแก้ไขเลขหมายประจำตัวถังและเครื่องยนต์หลายชั้นสี เป็นต้น จำเลยซึ่งประกอบธุรกิจขายรถยนต์ใช้แล้วเป็นธุรกิจที่ผู้ประกอบการควรตรวจสอบได้ จึงไม่อาจอ้างว่าไม่ทราบได้

นอกจากนี้ “ใช้” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 หมายความว่า “เอามาทำให้เกิดผลหรือประโยชน์” ดังนั้น เมื่อจำเลยนำรถยนต์ที่มีหมายเลขและแผ่นป้ายปลอมมาจอดแสดงอยู่ที่เต็นท์รถของจำเลย ก็เพื่อให้เกิดผลหรือประโยชน์ คือ ให้ผู้ซื้อเข้าใจว่าเป็นรถถูกต้องครบถ้วน การกระทำจึงเป็นความผิดสำเร็จฐานใช้เอกสารและเอกสารราชการปลอม ไม่ใช่เพียงเป็นการพยายามกระทำความผิดตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย

ดังนั้นฎีกาของโจทก์ในประเด็นนี้จึงฟังขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

2. ประเด็นถัดมาคือว่า ความผิดฐานขายสินค้าควบคุมฉลากโดยไม่มีฉลาก และฐานเป็นผู้ประกอบธุรกิจไม่ส่งมอบหลักฐานการรับเงินที่มีรายการและข้อความถูกต้องให้แก่ผู้บริโภค ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 นั้น สมควรลงโทษอย่างไร และเข้าหลักเกณฑ์ของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 หรือไม่

ศาลพิจารณาว่า แม้ระหว่างพิจารณาคดีศาลอุทธรณ์ พ.ร.บ. 2565 มีผลบังคับใช้แล้ว แต่ตามมาตรา 39 ของกฎหมายดังกล่าว ได้บัญญัติให้เปลี่ยน “ความผิดอาญาที่มีโทษปรับสถานเดียวตามกฎหมายในบัญชี 1” ให้เป็นความผิดทางพินัย และให้ถือว่าอัตราโทษปรับอาญาที่บัญญัติไว้ในกฎหมายดังกล่าวเป็นอัตราค่าปรับเป็นพินัย ตามกฎหมายนี้ ส่วนมาตรา 41 บัญญัติว่า ความผิดอาญาที่มีโทษปรับสถานเดียวตามกฎหมายในบัญชี 1 ไม่รวมถึง (1) ความผิดที่มีโทษจำคุก หรือโทษที่สูงกว่าสำหรับกรณีบุคคลธรรมดาเป็นผู้กระทำ

ในคดีนี้ ข้อหาขายสินค้าควบคุมฉลากโดยไม่มีฉลาก มีระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภคฯ มาตรา 52 (เดิม) และข้อหาเป็นผู้ประกอบธุรกิจไม่ส่งมอบหลักฐานการรับเงินที่มีรายการและข้อความถูกต้องให้แก่ผู้บริโภค มีระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตาม มาตรา 57 (เดิม) ซึ่งขณะเกิดเหตุใช้บังคับอยู่

จึงเห็นว่า ความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวไม่เข้าลักษณะที่เป็น “ความผิดอาญาที่มีโทษปรับสถานเดียว” ตามบัญชี 1 ท้าย พ.ร.บ. 2565 เนื่องจากมีโทษจำคุกอยู่ด้วย

ดังนั้นฎีกาของจำเลยในประเด็นนี้จึงฟังไม่ขึ้น

อย่างไรก็ตาม ศาลเห็นว่าโทษที่ศาลชั้นต้นวางไว้ (จำคุก 2 เดือน สำหรับแต่ละข้อหา) หนักเกินไป จึงแก้โทษโดยคงจำคุกฐานขายสินค้าควบคุมฉลากโดยไม่มีฉลาก 1 เดือน และฐานเป็นผู้ประกอบธุรกิจไม่ส่งมอบหลักฐานฯ กระทงละ 1 เดือน รวม 33 กระทง และเมื่อจำเลยรับสารภาพและมีเหตุบรรเทาโทษ ให้ลดโทษกึ่งหนึ่ง (ตามมาตรา 78 ประมวลกฎหมายอาญา) คงจำคุกรวมทั้งสองข้อหา 16 เดือน 15 วัน

รวมกับโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอม 1 ปี แล้ว จำคุกจำเลยทั้งหมด 1 ปี 17 เดือน

ผลของคำพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก (เดิม), 265 (เดิม) และตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 30, 35 เบญจ, 35 อัฏฐ, 52 วรรคหนึ่ง (เดิม), 57 วรรคหนึ่ง (เดิม) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91; ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี 6 เดือน ลดโทษหนึ่งในสามตามมาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี; ฐานขายสินค้าควบคุมฉลากโดยไม่มีฉลาก จำคุก 1 เดือน; ฐานเป็นผู้ประกอบธุรกิจไม่ส่งมอบหลักฐานการรับเงินฯ กระทงละ 1 เดือน รวม 33 กระทง ลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 16 เดือน 15 วัน; รวมจำเลยจำคุก 1 ปี 17 เดือน

วิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมาย

ประเด็น 1 – “ใช้เอกสารและเอกสารราชการปลอม”

ที่พิจารณาในคดีนี้เป็นกรณีจำเลยนำรถยนต์ที่มีเลขหมายประจำตัวถังและประจำเครื่องยนต์รวมทั้งแผ่นป้ายทะเบียนปลอมมาจอดแสดงในเต็นท์รถของตนเพื่อให้เกิดความเข้าใจว่ารถนั้นถูกต้องครบถ้วน ซึ่งสอดคล้องกับอรรถาธิบายคำว่า “ใช้” ตามพจนานุกรม ฯ ที่ว่า “เอามาทำให้เกิดผลหรือประโยชน์” จึงถือว่าการกระทำเป็นความผิดสำเร็จ ไม่ใช่เพียงการพยายาม ความผิดฐานนี้เป็นความผิดที่มีโทษหนัก โดยเสรีภาพและความน่าเชื่อถือของเอกสารราชการเป็นระบบสำคัญ

นอกจากนี้ จำเลยเป็นผู้ประกอบธุรกิจค้ารถยนต์มือสอง ซึ่งโดยสถานะแล้วควรต้องมีความระมัดระวังในการตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารและรถยนต์ ดังนั้นการอ้างว่าตน “ไม่ทราบ” จึงไม่มีน้ำหนักพอ เมื่อพิจารณาหลักฐานที่ชัด ฉะนั้น ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยให้ผิดตามฟ้อง

ประเด็น 2 – สินค้าควบคุมฉลาก & หลักฐานการรับเงิน

ในส่วนของข้อหาขายสินค้าควบคุมฉลากโดยไม่มีฉลากและเป็นผู้ประกอบธุรกิจไม่ส่งมอบหลักฐานการรับเงินที่มีรายการและข้อความถูกต้องให้แก่ผู้บริโภคนั้น มีประเด็นทางกฎหมายสำคัญดังนี้

การขายรถยนต์มือสองที่เป็น “สินค้าควบคุมฉลาก” ตามประกาศคณะกรรมการฉลาก และการนำรถมาขายในลักษณะที่ไม่มีฉลากตามที่กฎหมายควบคุม ถือว่าเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย

จำเลยได้ออกใบเสร็จรับเงินแต่ไม่มีข้อความตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา และผู้บริโภคได้รับความเสียหาย

เมื่อมี พ.ร.บ.ว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 แล้ว ศาลต้องพิจารณาว่าความผิดดังกล่าวเข้าลักษณะ “ความผิดอาญาที่มีโทษปรับสถานเดียวตามบัญชี 1” หรือไม่ หากใช่ อาจเปลี่ยนเป็นความผิดทางพินัย แต่ในคดีนี้ โทษมีทั้งปรับและจำคุก จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์

โทษที่ศาลชั้นต้นวางไว้หนักเกินสมควร เมื่อพิจารณาพฤติการณ์แห่งคดี (จำเลยขายรถถึง 84 คัน, ปรากฏหลายกรรม) ศาลจึงปรับโทษให้เหมาะสม

ประเด็น 3 – หลักเกณฑ์โทษและการลดโทษ

ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ผู้ให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ

ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 กำหนดโทษกรณีความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรม

ศาลใช้ดุลยพินิจปรับโทษให้เหมาะสม โดยลดโทษจากโทษเดิมอย่างมีเหตุผล

ประเด็น 4 – ผลทางปฏิบัติของคำพิพากษา

กรณีธุรกิจซื้อขายรถยนต์มือสองต้องตรวจสอบเลขประจำตัวถัง เครื่องยนต์ และแผ่นป้ายทะเบียนให้ถูกต้อง อย่านำรถที่มีเอกสารปลอมมาขาย

ผู้ประกอบธุรกิจสินค้าควบคุมฉลากและผู้ค้าทั่วไป ต้องจัดฉลากและออกใบเสร็จรับเงินตามประกาศ และให้ผู้บริโภคได้รับข้อมูลครบถ้วน

ในกรณีความผิดที่มีโทษจำคุก ไม่สามารถอ้างว่าความผิดนั้นเป็น “ความผิดที่มีโทษปรับสถานเดียว” เพื่อนำมาใช้สิทธิของ พ.ร.บ. 2565 ได้โดยอัตโนมัติ

IRAC 

Issue (ประเด็นที่ต้องวินิจฉัย)

1. จำเลยกระทำความผิดฐาน “ใช้เอกสารและเอกสารราชการปลอม” หรือไม่ ตามฟ้อง และความผิดนั้นเป็นความผิดสำเร็จหรือเพียงการพยายาม?

2. ความผิดฐานขายสินค้าควบคุมฉลากโดยไม่มีฉลาก และฐานเป็นผู้ประกอบธุรกิจไม่ส่งมอบหลักฐานการรับเงินที่มีรายการและข้อความถูกต้องให้แก่ผู้บริโภค เข้าลักษณะที่จะถูกเปลี่ยนเป็นความผิดทางพินัยตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 หรือไม่ และควรลงโทษอย่างไร?

Rule (กฎหมายที่ใช้บังคับ)

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 (ใช้เอกสารราชการปลอม)

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (ลงโทษหลายกรรมต่างกัน)

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 (เหตุบรรเทาโทษ)

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 (คำว่า “ใช้”)

พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 30, 35 เบญจ, 35 อัฏฐ, 52, 57

พ.ร.บ.ว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 มาตรา 39, 41

Application (การวิเคราะห์ประยุกต์ใช้)

1. ในกรณีนี้ มีหลักฐานชัดว่า รถยนต์ที่จำเลยนำมาขายนั้นมีหมายเลขประจำตัวถัง เครื่องยนต์ และแผ่นป้ายทะเบียนปลอม และจำเลยซึ่งเป็นผู้ค้ารถมือสองควรตรวจสอบได้ จึงนำมาจอดเพื่อขายเป็นรถถูกต้อง จึงถือว่า “ใช้” เอกสารราชการปลอมเพื่อให้เกิดผลประโยชน์ (ตามความหมายของคำว่า “ใช้”) ดังนั้นเป็นความผิดสำเร็จ ไม่ใช่เพียงพยายาม

2. สำหรับข้อหาขายสินค้าควบคุมฉลากโดยไม่มีฉลาก และไม่ออกใบเสร็จที่มีรายการ/ข้อความถูกต้อง ให้แก่ผู้บริโภค แม้ พ.ร.บ. 2565 จะมีผลแล้วก็ตาม แต่ตามมาตรา 39 และ 41 นั้น เปลี่ยนเฉพาะความผิดอาญาที่มีโทษปรับสถานเดียวในบัญชี 1 และในคดีนี้ โทษมีจำคุก จึงไม่เข้าลักษณะ จึงต้องดำเนินโทษตามกฎหมายเดิม ศาลชั้นต้นวางโทษจำคุก 2 เดือน/แต่ละกระทงหนักเกินไป ศาลจึงปรับโทษให้เหมาะสมโดยลดโทษ กล่าวคือ ฐานขายสินค้าควบคุมฉลากโดยไม่มีฉลาก จำคุก 1 เดือน; ฐานเป็นผู้ประกอบธุรกิจไม่ส่งมอบหลักฐานฯ กระทงละ 1 เดือน รวม 33 กระทง ลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 16 เดือน 15 วัน รวมทั้งสองฐาน และรวมโทษกับฐานใช้เอกสารราชการปลอม (จำคุก 1 ปี) เป็นจำคุก 1 ปี 17 เดือน

3. การพิจารณาเรื่องลดโทษตามมาตรา 78 และลงโทษหลายกรรมตามมาตรา 91 ถูกต้องตามกฎหมาย

Conclusion (ข้อสรุป)

ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก, 265 และตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 30, 35 เบญจ, 35 อัฏฐ, 52, 57 และเป็นการกระทำหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมตามมาตรา 91 และให้ลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอมตามมาตรา 90 จำคุก 1 ปี 6 เดือน ลดโทษหนึ่งในสาม คงจำคุก 1 ปี; ฐานขายสินค้าควบคุมฉลากโดยไม่มีฉลาก จำคุก 1 เดือน; ฐานเป็นผู้ประกอบธุรกิจไม่ส่งมอบหลักฐานฯ กระทงละ 1 เดือน รวม 33 กระทง ลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 16 เดือน 15 วัน; รวมจำคุก 1 ปี 17 เดือน

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

การจำหน่ายรถยนต์มือสองโดยใช้เอกสารปลอมหรือแผ่นป้ายทะเบียนปลอม ถือเป็นการ “ใช้เอกสารราชการปลอม” ที่ศาลถือว่าเป็นความผิดสำเร็จทันที หากผู้ประกอบธุรกิจควรรู้หรือควรตรวจสอบแล้วยังปล่อยให้มีการใช้ ถือว่าประมาทเลินเล่อจนถึงขั้นผิด

ผู้ประกอบธุรกิจสินค้าควบคุมฉลากและผู้ค้าทั่วไปควรปฏิบัติตามข้อกำหนดของประกาศคณะกรรมการฉลากและสัญญาอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการจัดฉลากภาษาไทยที่ถูกต้อง และการออกใบรับเงิน/หลักฐานให้ผู้บริโภคตามกฎหมาย

แม้จะมี พ.ร.บ.ว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 แต่กรณีที่ความผิดมีโทษจำคุกอยู่ด้วย จะไม่สามารถใช้เกณฑ์ปรับเป็นพินัยได้โดยอัตโนมัติ

ในคดีความผิดหลายกรรมต่างกัน ต้องลงโทษทุกกรรมตามมาตรา 91 และจำเลยที่ให้การรับสารภาพมีสิทธิได้รับเหตุบรรเทาโทษตามมาตรา 78 ประมวลกฎหมายอาญา

โทษที่ศาลวางไว้ควรมีความเหมาะสมกับพฤติการณ์แห่งคดี เช่น จำนวนคันรถ, จำนวนผู้เสียหาย, พฤติกรรมซ้ำซ้อน เป็นต้น

   ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

          เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6181/2567 

"ใช้" ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 หมายความว่า เอามาทำให้เกิดผลหรือประโยชน์ การที่จำเลยนำรถยนต์ที่มีหมายเลขประจำตัวถังและหมายเลขประจำเครื่องยนต์รวมทั้งแผ่นป้ายทะเบียนปลอมมาจอดแสดงอยู่ที่เต็นท์รถของจำเลย ก็เพื่อให้เกิดผลประโยชน์ที่ว่ารถยนต์ดังกล่าวมีหมายเลขประจำตัวถังและหมายเลขประจำเครื่องยนต์รวมทั้งแผ่นป้ายทะเบียนครบถ้วน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดสำเร็จฐานใช้เอกสารและเอกสารราชการปลอม

แม้ในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลอุทธรณ์ พ.ร.บ.ว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 มีผลบังคับใช้แล้วก็ตาม แต่ตามมาตรา 39 แห่ง พระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติให้เปลี่ยนความผิดอาญาที่มีโทษปรับสถานเดียวตามกฎหมายในบัญชี 1 ท้ายพระราชบัญญัติดังกล่าว เป็นความผิดทางพินัยตามพระราชบัญญัตินี้ และให้ถือว่าอัตราโทษปรับอาญาที่บัญญัติไว้ในกฎหมายดังกล่าวเป็นอัตราค่าปรับเป็นพินัยตามพระราชบัญญัตินี้ ซึ่ง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 อยู่ในบัญชี 1 ท้าย พ.ร.บ.ว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 ลำดับ 52 และมาตรา 41 บัญญัติว่า ความผิดอาญาที่มีโทษปรับสถานเดียวตามกฎหมายในบัญชี 1 ... ท้ายพระราชบัญญัตินี้ ไม่รวมถึง (1) ความผิดที่มีโทษจำคุกหรือโทษที่สูงกว่าสำหรับกรณีที่บุคคลธรรมดาเป็นผู้กระทำ แต่มีโทษปรับสถานเดียวสำหรับกรณีที่นิติบุคคลเป็นผู้กระทำความผิดเดียวกันนั้น...เมื่อความผิดฐานขายสินค้าที่ควบคุมฉลากโดยไม่มีฉลากมีระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนความผิดฐานเป็นผู้ประกอบธุรกิจไม่ส่งมอบหลักฐานการรับเงินที่มีรายการและข้อความถูกต้องให้แก่ผู้บริโภคมีระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 52 วรรคหนึ่ง (เดิม) และมาตรา 57 วรรคหนึ่ง (เดิม) ที่มีผลใช้บังคับขณะจำเลยกระทำความผิด ดังนั้น ความผิดทั้งสองฐานที่จำเลยถูกฟ้อง จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 เนื่องจากมิใช่ความผิดที่มีโทษปรับสถานเดียว

ฎีกาย่อ

คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยในความผิดหลายฐานเกี่ยวกับการจำหน่ายรถยนต์ใช้แล้ว โดยมีทั้งข้อหาปลอมและใช้เอกสารราชการปลอม รวมถึงความผิดตามกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคจากการไม่ติดฉลากสินค้าและออกใบเสร็จไม่ถูกต้อง จำเลยให้การรับสารภาพบางข้อหา ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกหลายกระทงรวม 34 เดือน ต่อมาศาลอุทธรณ์เห็นว่าเป็นเพียงพยายามใช้เอกสารปลอม จึงลดโทษลง

อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การนำรถที่มีเลขตัวถัง เครื่องยนต์ และป้ายทะเบียนปลอมมาจอดแสดงในเต็นท์เพื่อขาย ถือเป็นการ “ใช้” เอกสารราชการปลอมแล้ว แม้ยังไม่มีการซื้อขายจริง จึงเป็นความผิดสำเร็จ ไม่ใช่เพียงพยายาม อีกทั้งจำเลยเป็นผู้ประกอบธุรกิจย่อมต้องตรวจสอบได้

ส่วนความผิดตามกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค ศาลเห็นว่าจำเลยกระทำหลายครั้งและกระทบผู้บริโภคจำนวนมาก ไม่อาจใช้วิธีเปรียบเทียบปรับได้ จึงต้องรับโทษทางอาญา โดยศาลฎีกาปรับโทษให้เหมาะสม เหลือจำคุกรวม 1 ปี 17 เดือน

ฎีกาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 264, 265, 268, 341, 343 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 3, 14 พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 3, 30, 31, 35 เบญจ, 35 อัฏฐ, 52, 57 ริบของกลางและให้จำเลยคืนหรือใช้เงินที่ฉ้อโกงไปให้แก่ผู้เสียหายที่ 1 เป็นเงิน 5,000 บาท ผู้เสียหายที่ 2 เป็นเงิน 10,000 บาท ผู้เสียหายที่ 3 เป็นเงิน 13,000 บาท ผู้เสียหายที่ 4 เป็นเงิน 2,000 บาท ผู้เสียหายที่ 5 เป็นเงิน 5,000 บาท ผู้เสียหายที่ 6 เป็นเงิน 5,000 บาท ผู้เสียหายที่ 7 เป็นเงิน 5,000 บาท ผู้เสียหายที่ 8 เป็นเงิน 2,000 บาท ผู้เสียหายที่ 9 เป็นเงิน 5,000 บาท ผู้เสียหายที่ 10 เป็นเงิน 3,000 บาท ผู้เสียหายที่ 11 เป็นเงิน 5,000 บาท ผู้เสียหายที่ 12 เป็นเงิน 10,000 บาท ผู้เสียหายที่ 13 เป็นเงิน 5,000 บาท ผู้เสียหายที่ 14 เป็นเงิน 10,000 บาท ผู้เสียหายที่ 15 เป็นเงิน 4,000 บาท ผู้เสียหายที่ 16 เป็นเงิน 5,000 บาท ผู้เสียหายที่ 17 เป็นเงิน 11,000 บาท ผู้เสียหายที่ 18 เป็นเงิน 80,000 บาท ผู้เสียหายที่ 19 เป็นเงิน 13,000 บาท และนับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 750/2561 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การรับสารภาพข้อหาขายสินค้าที่ควบคุมฉลากโดยไม่มีฉลาก และเป็นผู้ประกอบธุรกิจไม่ส่งมอบหลักฐานการรับเงินที่มีรายการและข้อความถูกต้องให้แก่ผู้บริโภค ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณานายพีระชัย ผู้เสียหายที่ 18 ขอถอนคำร้องทุกข์ข้อหาฉ้อโกง ศาลชั้นต้นอนุญาตและจำหน่ายคดีเฉพาะผู้เสียหายที่ 18 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 30, 35 เบญจ, 35 อัฏฐ, 52 วรรคหนึ่ง, 57 วรรคหนึ่ง เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานขายสินค้าที่ควบคุมฉลากโดยไม่มีฉลาก จำคุก 2 เดือน ฐานเป็นผู้ประกอบธุรกิจไม่ส่งมอบหลักฐานการรับเงินที่มีรายการและข้อความถูกต้องให้แก่ผู้บริโภค จำคุกกระทงละ 2 เดือน รวม 33 กระทง เป็นจำคุก 66 เดือน รวมจำคุก 68 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 34 เดือน ริบของกลาง สำหรับคำขอให้นับโทษจำคุกของจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 750/2561 ของศาลชั้นต้น จำเลยได้รับโทษและได้รับการปล่อยตัวแล้วจึงไม่อาจนับโทษต่อได้อีก ข้อหาและคำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก (เดิม), 265 (เดิม), 80 ด้วย เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพยายามใช้เอกสารราชการปลอมอันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้างมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี เมื่อรวมกับโทษฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วเป็นจำคุก 1 ปี 34 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาเฉพาะความผิดฐานใช้เอกสารและเอกสารราชการปลอม

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งเป็นอย่างอื่นว่า จำเลยประกอบกิจการค้าของเก่าประเภทรถยนต์ใช้แล้วหรือรถยนต์มือสองโดยเปิดเต็นท์ขายรถใช้ชื่อว่า "ค." จำเลยลงข้อความซึ่งเป็นโฆษณาขายรถยนต์ใช้แล้วหรือรถยนต์มือสองในเว็บไซต์ one2car.com, fast2car.com, kaidee.com และเว็บไซต์สาธารณะทางอินเทอร์เน็ตที่เปิดให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าดูข้อมูล จนผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 17 พบข้อความดังกล่าวจึงติดต่อซื้อรถยนต์ใช้แล้วจากจำเลย เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2560 เวลากลางวัน จำเลยซึ่งประกอบกิจการค้าของเก่าประเภทรถยนต์ใช้แล้ว ขายโดยการเสนอขายรถยนต์ใช้แล้วซึ่งเป็นสินค้าควบคุมฉลากตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก 84 คัน โดยมิได้จัดทำฉลากเป็นภาษาไทยมีข้อความที่ตรงต่อความเป็นจริงไม่ ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญของรถยนต์ใช้แล้วแสดงไว้ที่รถยนต์แต่ละคัน โดยจำเลยรู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่าการไม่มีฉลากนั้นไม่ถูกต้องตามกฎหมาย นอกจากนี้ จำเลยเป็นผู้ประกอบธุรกิจขายรถยนต์ใช้แล้วซึ่งเป็นธุรกิจที่ควบคุมรายการในหลักฐานการรับเงินให้เป็นไปตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา ตามวันเวลาที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยขายรถยนต์ใช้แล้วให้แก่ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 11 ที่ 13 ที่ 14 และที่ 16 ถึงที่ 35 และออกหลักฐานการรับเงินให้แก่ผู้เสียหายดังกล่าว แต่ในหลักฐานการรับเงินไม่มีข้อความตามที่กำหนดไว้ในประกาศของคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2560 เจ้าพนักงานตำรวจและเจ้าหน้าที่กรมการขนส่งทางบกนำหมายค้นเข้าไปตรวจค้นเต็นท์ขายรถยนต์ของจำเลยและตรวจยึดรถยนต์ 15 คัน เพื่อนำมาตรวจสอบหนึ่งในจำนวนนั้นเป็นรถยนต์หมายเลขทะเบียน ษย xxxx กรุงเทพมหานคร ซึ่งเลขหมายประจำตัวถังและเลขหมายประจำเครื่องยนต์ของรถยนต์ดังกล่าวมีผู้ปลอมขึ้นปรากฏอยู่ที่ตัวถังและเครื่องยนต์ และแผ่นป้ายทะเบียนดังกล่าวเป็นเอกสารราชการของกรมการขนส่งทางบกที่มีผู้ปลอมขึ้นติดแสดงอยู่ที่ตัวรถยนต์ดังกล่าว สำหรับข้อหาฉ้อโกง ฉ้อโกงประชาชน นำข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ปลอมเอกสารและเอกสารราชการปลอม นั้น ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ ข้อหาทั้งสี่ข้างต้นจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาโจทก์ที่ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานใช้เอกสารและเอกสารราชการปลอมตามฟ้องหรือไม่ และตามฎีกาของจำเลยว่าจำเลยกระทำผิดฐานพยายามใช้เอกสารและเอกสารราชการปลอมตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า รถยนต์หมายเลขทะเบียนปลอม ษย xxxx กรุงเทพมหานคร จอดอยู่ในเต็นท์ บี 6 ติดกับสำนักงานขาย เจ้าหน้าที่สำนักงานขนส่งทางบกรวมทั้งร้อยตำรวจเอกสุวิทย์และดาบตำรวจรตนพล สามารถระบุได้ถึงความผิดปกติของรถยนต์ดังกล่าว จึงได้มีการยึดไว้ตรวจสอบ แม้ยังไม่ได้ใช้เครื่องมือตรวจสอบใด ๆ นอกจากนี้กรมการขนส่งทางบกตรวจสอบแผ่นป้ายทะเบียน ษย xxxx กรุงเทพมหานคร ที่ติดอยู่ที่รถยนต์คันดังกล่าว ปรากฏว่าไม่ใช่แผ่นป้ายทะเบียนรถที่กรมการขนส่งทางบกผลิตขึ้นเพื่อใช้ในราชการเนื่องจากไม่มีลายน้ำตรงเครื่องหมายราชการกรมการขนส่งทางบก (รูปพระมาตุลีเทพบุตรขับรถเทียมม้า) ปรากฏในแผ่นป้ายทะเบียนรถอันเป็นคุณลักษณะเฉพาะที่สำคัญกำหนดไว้ นอกจากนี้ตามรายงานการตรวจพิสูจน์ แจ้งข้อผิดปกติของรถยนต์คันกล่าว เกี่ยวกับการขูดลบแก้ไขเลขหมายประจำตัวถังและเลขหมายประจำเครื่องยนต์ รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงและพ่นสีใหม่ โดยการตรวจพบชั้นของสีตามลำดับจากพื้นโลหะ ดังนี้ (1) สีเทา (2) สีน้ำตาล (3) สีเทา (4) สีน้ำตาลที่ปรากฏแสดงให้เห็นถึงความผิดปกติของรถยนต์ดังกล่าวหลายแห่ง จำเลยซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจซื้อขายรถยนต์ใช้แล้วหรือรถยนต์มือสองก็ควรรู้หรือตรวจสอบได้เช่นกัน แม้ร้อยตำรวจเอกสุวิทย์จะเบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยในทำนองว่า ดูทะเบียนรถ ษย xxxx กรุงเทพมหานคร แล้วด้วยตาเปล่าก็จะไม่ทราบว่าเป็นเลขทะเบียนถูกต้องหรือไม่ ยังไม่ถึงกับเป็นข้อพิรุธของพยานหลักฐานโจทก์หรือเป็นการสนับสนุนข้ออ้างของจำเลยที่ว่าจำเลยไม่ทราบว่าแผ่นป้ายทะเบียนดังกล่าวเป็นเอกสารราชการปลอมแต่ประการใด เพราะร้อยตำรวจเอกสุวิทย์มิได้มีความรู้เชี่ยวชาญในเรื่องนี้ซึ่งต่างกับจำเลย ที่จำเลยอ้างว่านายอาวุธหรือหนุ่ม ลูกจ้างของจำเลยในตำแหน่งพนักงานทำความสะอาดรถมาติดต่อว่าเพื่อนนำรถยนต์ดังกล่าวมาบอกขาย จำเลยรับซื้อไว้เพื่อให้นายอาวุธได้ค่าคอมมิชชั่น และจำเลยให้นายอาวุธดูแลเรื่องเอกสารต่าง ๆ ก็เป็นเพียงคำกล่าวอ้างของจำเลยฝ่ายเดียวโดยไม่มีพยานหลักฐานใด ๆ ที่น่าเชื่อถือมาสนับสนุน จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง อีกทั้งหลักฐานในการซื้อขายรถยนต์หรือการส่งมอบรถยนต์ให้แก่กันไม่ว่าระหว่างเพื่อนของนายอาวุธกับนายอาวุธ หรือระหว่างเพื่อนของนายอาวุธกับจำเลย หรือระหว่างนายอาวุธกับจำเลยไม่ปรากฏเอกสารใด ๆ เชื่อว่าสืบเนื่องจากรถยนต์ดังกล่าวมีการปลอมเลขหมายประจำตัวถังและเลขหมายประจำเครื่องยนต์ รวมทั้งแผ่นป้ายทะเบียน ษย xxxx กรุงเทพมหานคร ดังที่กล่าวมาข้างต้น ซึ่งจำเลยทราบดีอยู่แล้วถึงสิ่งผิดปกติเหล่านั้น การที่จำเลยนำรถยนต์ดังกล่าวมาจอดแสดงในเต็นท์รถของจำเลยปะปนกับรถยนต์อื่นอีกหลายสิบคัน โดยไม่มีพยานหลักฐานใด ๆ มาแสดงให้เห็นว่ารถยนต์ดังกล่าวยังไม่พร้อมใช้งานหรือไม่พร้อมขายดังที่จำเลยกล่าวอ้าง ตามพฤติการณ์ดังกล่าวเป็นการใช้เอกสารและเอกสารราชการปลอมแล้ว เนื่องจากคำว่า "ใช้" ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 หมายความว่า เอามาทำให้เกิดผลหรือประโยชน์ การที่จำเลยนำรถยนต์ดังกล่าวที่มีเลขหมายประจำตัวถังและเลขหมายประจำเครื่องยนต์รวมทั้งแผ่นป้ายทะเบียนปลอมมาจอดแสดงอยู่ในเต็นท์รถของจำเลย ก็เพื่อให้เกิดผลหรือประโยชน์ที่ว่ารถยนต์ดังกล่าวมีเลขหมายประจำตัวถังและเลขหมายประจำเครื่องยนต์รวมทั้งแผ่นป้ายทะเบียนครบถ้วน ดังที่ร้อยตำรวจเอกสุวิทย์กับพวกที่เข้าตรวจค้นเต็นท์รถของจำเลยก็พบเห็นสิ่งผิดปกติดังกล่าว การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดสำเร็จฐานใช้เอกสารและเอกสารราชการปลอมตามฟ้อง มิใช่เพียงการพยายามกระทำความผิดดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานพยายามใช้เอกสารและเอกสารราชการปลอม นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ส่วนโทษที่ศาลอุทธรณ์กำหนดมานั้นเหมาะสมกับพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยมีว่า สมควรลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดฐานขายสินค้าที่ควบคุมฉลากโดยไม่มีฉลาก และความผิดฐานเป็นผู้ประกอบธุรกิจไม่ส่งมอบหลักฐานการรับเงินที่มีรายการและข้อความถูกต้องให้แก่ผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 เพียงใด เห็นว่า แม้ในระหว่างพิจารณาคดีของศาลอุทธรณ์พระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 มีผลบังคับใช้แล้วก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาในมาตรา 39 ในพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติให้เปลี่ยนความผิดอาญาที่มีโทษปรับสถานเดียวตามกฎหมายในบัญชี 1 ท้ายพระราชบัญญัติดังกล่าว เป็นความผิดทางพินัยตามพระราชบัญญัตินี้ และให้ถือว่าอัตราโทษปรับอาญาที่บัญญัติไว้ในกฎหมายดังกล่าว เป็นอัตราค่าปรับเป็นพินัยตามพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 อยู่ในบัญชี 1 ท้ายพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 ลำดับ 52 และมาตรา 41 บัญญัติว่า ความผิดอาญาที่มีโทษปรับสถานเดียวตามกฎหมายในบัญชี 1...ท้ายพระราชบัญญัตินี้ ไม่รวมถึง (1) ความผิดที่มีโทษจำคุกหรือโทษที่สูงกว่าสำหรับกรณีที่บุคคลธรรมดาเป็นผู้กระทำความผิด แต่มีโทษปรับสถานเดียวสำหรับกรณีที่นิติบุคคลเป็นผู้กระทำความผิดเดียวกันนั้น... เมื่อความผิดฐานขายสินค้าที่ควบคุมฉลากโดยไม่มีฉลากมีระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนความผิดฐานเป็นผู้ประกอบธุรกิจไม่ส่งมอบหลักฐานการรับเงินที่มีรายการและข้อความถูกต้องให้แก่ผู้บริโภคมีระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 52 วรรคหนึ่ง (เดิม) และมาตรา 57 วรรคหนึ่ง (เดิม) ที่มีผลใช้บังคับขณะจำเลยกระทำความผิด ดังนั้น ความผิดทั้งสองฐานที่จำเลยถูกฟ้อง จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 เนื่องจากมิใช่ความผิดอาญาที่มีโทษปรับสถานเดียว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า เมื่อเจ้าพนักงานแจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยในความผิดทั้งสองข้อหาดังกล่าว จำเลยให้การรับสารภาพและยินยอมให้เจ้าพนักงานซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายดำเนินการเปรียบเทียบ และเมื่อเจ้าพนักงานเปรียบเทียบและจำเลยยินยอมชำระค่าปรับ คดีเป็นอันเลิกกัน แต่เจ้าพนักงานมิได้ดำเนินการตามขั้นตอนดังกล่าว กลับนำคดีมาฟ้อง เป็นการไม่ชอบ นั้น ได้ความจากร้อยตำรวจเอกประธาน พยานโจทก์ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนว่า จำเลยยินยอมให้เปรียบเทียบปรับในความผิดทั้งสองข้อหาดังกล่าว แต่ในส่วนความผิดเกี่ยวกับการออกใบเสร็จไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ทางสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคเห็นว่าทำผิดเกินกว่า 3 ครั้ง จึงไม่สามารถเปรียบเทียบปรับได้ นอกจากนี้ยังได้ความจากนายฤทธิรอน พยานโจทก์ ซึ่งเป็นนักสืบสวนสอบสวนชำนาญการพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคว่า ตามระเบียบของคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หากผู้กระทำผิดยินยอมที่จะให้เปรียบเทียบปรับก็สามารถชำระค่าปรับเพื่อให้คดีอาญาเสร็จสิ้นไปได้ โดยคำนึงถึงพฤติการณ์แห่งคดีโดยดูว่ากระทบถึงสาธารณะหรือไม่ หากผิดครั้งแรก เปรียบเทียบปรับ 1 ใน 3 ของอัตราโทษปรับตามกฎหมาย หากผิดครั้งที่ 2 จะปรับ 2 ใน 3 หากผิดครั้งที่ 3 จะปรับไม่เกินอัตราสูงสุด หากผิดครั้งที่ 4 จะไม่มีการเปรียบเทียบปรับ กรณีของจำเลยมีรถมากถึง 84 คัน ซึ่งต้องพิจารณาแต่ละคันเป็นรายกรรมไป ซึ่งเกินกว่า 4 ครั้ง จึงไม่อาจเปรียบเทียบได้ ซึ่งในปัญหานี้จำเลยมิได้นำสืบข้อเท็จจริงใด ๆ เพื่อหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ แต่เพิ่งมายกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกาว่า ไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานดำเนินการใด ๆ เพื่อเปรียบเทียบปรับ ซึ่งข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบมามีพยานบุคคลมายืนยันการดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายแล้วโดยกรณีของจำเลยไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะเปรียบเทียบปรับได้ ข้อต่อสู้ของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น การที่จำเลยประกอบธุรกิจซื้อขายรถยนต์ใช้แล้วหรือรถยนต์มือสอง และประกาศโฆษณาแก่ประชาชนทั่วไปถึงคุณสมบัติของรถยนต์ดังกล่าว จำเลยต้องกระทำด้วยความสุจริตโดยคำนึงถึงมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสมภายใต้ระบบธุรกิจที่เป็นธรรม การกระทำใดๆ เกี่ยวกับการซื้อขายรถยนต์ดังกล่าวต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความจริง เพื่อมิให้ผู้บริโภคหรือลูกค้าประชาชนทั่วไปที่มาติดต่อขอดูหรือซื้อรถยนต์เข้าใจผิดหรือไม่ได้รถยนต์ตามที่ประกาศโฆษณาไว้ แต่ปรากฏว่าการติดต่อซื้อรถยนต์ใช้แล้วหรือรถยนต์มือสองจากจำเลยก่อให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมาโดยมีผู้เสียหายหลายสิบราย เช่น ผู้เสียหายที่ 3 วางเงินมัดจำแล้ว แต่ต่อมาจำเลยนำรถยนต์ยี่ห้อและรุ่นเดียวกันมาให้ซึ่งเป็นคนละคันกับที่ตกลงกันไว้ หรือผู้เสียหายที่ 4 วางเงินมัดจำแล้วครั้นจะไปนำรถยนต์ออกจากศูนย์รถยนต์ของจำเลยก็ถูกพนักงานบ่ายเบี่ยงจนเลยฤกษ์ออกรถ จึงตกลงเลิกสัญญาแต่ไม่ได้รับเงินมัดจำคืน หรือผู้เสียหายที่ 13 วางเงินมัดจำแล้ว แต่รถยนต์ยังไม่อยู่ในสภาพใช้งาน จำเลยไม่ดำเนินการซ่อมให้เรียบร้อย และให้ผู้เสียหายที่ 13 ไปดำเนินการเอง และไม่คืนเงินมัดจำให้ เป็นต้น แม้จะเป็นเรื่องพิพาทกันในทางแพ่งตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยไว้ก็ตาม แต่การที่จำเลยไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการว่าด้วยฉลากและว่าด้วยสัญญากำหนดไว้ เป็นส่วนหนึ่งที่ก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ และมีผลกระทบต่อผู้บริโภคและประชาชนทั่วไปที่เข้าไปติดต่อทำธุรกรรมกับจำเลย เป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคอย่างมาก จึงไม่สมควรที่จะลงโทษจำเลยเพียงให้ชำระค่าปรับดังที่จำเลยฎีกา แต่อย่างไรก็ตามการที่ศาลชั้นต้นวางโทษจำเลยในแต่ละข้อหาจำคุก 2 เดือน นั้น หนักเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดโทษจำคุกในแต่ละข้อหาเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก (เดิม), 265 (เดิม) พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 30, 35 เบญจ, 35 อัฏฐ, 52 วรรคหนึ่ง (เดิม), 57 วรรคหนึ่ง (เดิม) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรม เป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานใช้เอกสารและเอกสารราชการปลอม ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอมอันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี ฐานขายสินค้าที่ควบคุมฉลากโดยไม่มีฉลาก จำคุก 1 เดือน ฐานเป็นผู้ประกอบธุรกิจไม่ส่งมอบหลักฐานการรับเงินที่มีรายการและข้อความถูกต้องให้แก่ผู้บริโภค จำคุกกระทงละ 1 เดือน รวม 33 กระทง จำเลยให้การรับสารภาพในความผิดฐานขายสินค้าที่ควบคุมฉลากโดยไม่มีฉลากและฐานเป็นผู้ประกอบธุรกิจไม่ส่งมอบหลักฐานการรับเงินที่มีรายการและข้อความถูกต้องให้แก่ผู้บริโภค เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกฐานขายสินค้าที่ควบคุมฉลากโดยไม่มีฉลาก 15 วัน ฐานเป็นผู้ประกอบธุรกิจไม่ส่งมอบหลักฐานการรับเงินที่มีรายการและข้อความถูกต้องให้แก่ผู้บริโภค จำคุกกระทงละ 15 วัน รวม 33 กระทง จำคุก 16 เดือน 15 วัน รวมทั้งสองข้อหาให้จำคุกจำเลย 17 เดือน เมื่อรวมกับโทษจำคุกในความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอม 1 ปี เข้าด้วยแล้ว คงจำคุกจำเลยมีกำหนด 1 ปี 17 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

แนวคำถาม - ธงคำตอบ

ข้อ 1

โจทก์ซึ่งเป็นพนักงานอัยการฟ้องจำเลยซึ่งประกอบธุรกิจซื้อขายรถยนต์มือสองว่า ได้นำรถยนต์ที่มีหมายเลขประจำตัวถัง หมายเลขเครื่องยนต์ และแผ่นป้ายทะเบียนปลอมมาจอดแสดงไว้ในเต็นท์รถของตน เพื่อให้ดูเหมือนว่ารถดังกล่าวเป็นรถที่มีเอกสารครบถ้วนถูกต้องตามกฎหมาย โดยมีเจตนาให้เกิดผลประโยชน์ในการขายรถ ศาลอุทธรณ์เห็นว่าเป็นเพียง “พยายามใช้เอกสารราชการปลอม” แต่โจทก์ฎีกาว่าการกระทำของจำเลยเป็น “ใช้เอกสารราชการปลอม” สำเร็จแล้ว ให้วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดสำเร็จหรือพยายามใช้เอกสารราชการปลอมตามประมวลกฎหมายอาญาหรือไม่

ธงคำตอบ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำว่า “ใช้” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 หมายถึง “เอามาทำให้เกิดผลหรือประโยชน์” เมื่อจำเลยนำรถยนต์ที่มีหมายเลขถัง เครื่องยนต์ และป้ายทะเบียนปลอมมาจอดแสดงเพื่อขายในเต็นท์ของตน ย่อมเป็นการ “ใช้” เอกสารราชการปลอมให้เกิดผลประโยชน์แล้ว การกระทำจึงเป็นความผิดสำเร็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, และ 268 ไม่ใช่เพียงพยายาม ทั้งนี้จำเลยเป็นผู้ค้ารถยนต์มือสอง ควรตรวจสอบเอกสารของรถยนต์ทุกคัน การอ้างว่าไม่ทราบว่าเป็นของปลอมจึงฟังไม่ขึ้น

ข้อ 2

ระหว่างการพิจารณาคดีของศาลอุทธรณ์ มีพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 มีผลบังคับใช้ จำเลยฎีกาอ้างว่า ความผิดฐานขายสินค้าควบคุมฉลากโดยไม่มีฉลาก และฐานไม่ส่งมอบหลักฐานการรับเงินที่ถูกต้องให้ผู้บริโภค ควรถูกปรับเป็นพินัยตามกฎหมายใหม่ดังกล่าว ให้วินิจฉัยว่าความผิดทั้งสองฐานนี้เข้าหลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัยหรือไม่

ธงคำตอบ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 จะเปลี่ยนเฉพาะ “ความผิดอาญาที่มีโทษปรับสถานเดียว” ตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัติเท่านั้น ส่วนมาตรา 41 บัญญัติชัดว่า ความผิดที่มีโทษจำคุกสำหรับบุคคลธรรมดาไม่เข้าหลักเกณฑ์นี้ ความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 52 และมาตรา 57 มีโทษจำคุกหรือปรับหรือทั้งจำทั้งปรับ ไม่ใช่โทษปรับสถานเดียว จึงไม่สามารถปรับเป็นพินัยได้ จำเลยต้องรับโทษทางอาญาตามเดิม

ข้อ 3

จำเลยอ้างว่าตนได้ยินยอมให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการเปรียบเทียบปรับตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภคแล้ว จึงเห็นว่าคดีเป็นอันเลิกกัน แต่พนักงานเจ้าหน้าที่กลับไม่ดำเนินการ ให้วินิจฉัยว่าข้อต่อสู้นี้มีน้ำหนักเพียงใด และจะทำให้จำเลยพ้นความผิดได้หรือไม่

ธงคำตอบ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้จำเลยยินยอมให้เปรียบเทียบปรับ แต่ตามระเบียบของคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หากผู้กระทำผิดมีการกระทำเกิน 3 ครั้ง หรือกระทำหลายกรรม จะไม่สามารถเปรียบเทียบปรับได้ กรณีของจำเลยมีรถถึง 84 คัน ถือว่ากระทำผิดหลายกรรม จึงไม่เข้าเกณฑ์ที่เปรียบเทียบปรับได้ และข้อเท็จจริงจากพยานฝ่ายโจทก์ยืนยันชัดเจนว่าพนักงานเจ้าหน้าที่ได้พิจารณาตามขั้นตอนกฎหมายแล้ว ข้อต่อสู้ของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น

ข้อ 4

ในการลงโทษจำเลย ศาลชั้นต้นกำหนดโทษจำคุก 2 เดือนต่อกระทงในความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค ศาลฎีกาเห็นว่าโทษดังกล่าวหนักเกินไป ให้วินิจฉัยหลักเกณฑ์การกำหนดโทษและเหตุบรรเทาโทษในคดีนี้

ธงคำตอบ

ศาลฎีกาพิจารณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ซึ่งให้ลดโทษได้เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพและเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา และมาตรา 91 ที่ให้ลงโทษทุกกรรมกรณีความผิดหลายกรรมต่างกัน ศาลเห็นว่าการลงโทษจำคุก 2 เดือนต่อกระทงหนักเกินไป จึงลดโทษให้เหมาะสม โดยจำคุกฐานขายสินค้าควบคุมฉลากโดยไม่มีฉลาก 1 เดือน และฐานไม่ออกหลักฐานการรับเงินกระทงละ 1 เดือน รวม 33 กระทง เมื่อจำเลยรับสารภาพ ลดโทษกึ่งหนึ่งตามมาตรา 78 คงจำคุก 16 เดือน 15 วัน รวมกับโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอม 1 ปี รวมจำคุกทั้งหมด 1 ปี 17 เดือน

ข้อ 5

ในทางหลักกฎหมาย การตีความคำว่า “ใช้เอกสารราชการปลอม” ในคดีนี้มีความสำคัญอย่างไร และเหตุใดศาลฎีกาจึงถือว่าการนำรถปลอมมาจอดแสดงขายเป็นความผิดสำเร็จ

ธงคำตอบ

ศาลฎีกายึดหลักตีความคำว่า “ใช้” ตามพจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ว่า “เอามาทำให้เกิดผลหรือประโยชน์” ดังนั้น การนำรถยนต์ที่มีเลขเครื่องยนต์ ป้ายทะเบียน และเอกสารปลอมมาจอดแสดงในเต็นท์ขาย ถือเป็นการใช้เอกสารราชการปลอมในเชิงพฤตินัย เพราะจำเลยมีเจตนาให้เกิดผลทางการค้าและให้ผู้อื่นเชื่อว่าเป็นรถถูกต้องครบถ้วน แม้ยังไม่ขายหรือโอนรถก็ตาม ความผิดจึงสำเร็จทันที ไม่ต้องรอให้มีการนำเอกสารไปใช้ต่อหน้าหน่วยงานรัฐ เป็นแนววินิจฉัยที่เน้นให้เห็นว่า “การใช้” ครอบคลุมถึงการนำมาใช้ในทางผลประโยชน์ใด ๆ อันเป็นอันตรายต่อความน่าเชื่อถือของเอกสารราชการด้วย

 



การปลอมเอกสาร

ปลอมพินัยกรรมมีความผิดหรือไม่ ทายาทโดยธรรมมีสิทธิฟ้องคดีอาญาได้หรือไม่ วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับสิทธิผู้เสียหายในคดีมรดกและเอกสารสิทธิ
การปลอมแปลงหนังสือมอบอำนาจ, การแจ้งข้อความเท็จต่อเจ้าพนักงาน,
คดีฉ้อโกงปลอมเอกสารราชการหลายกรรม แยกกระทงโทษชัดเจน(ฎีกา 1496/2567)
ใช้เอกสารปลอมหลายกรรม,กฎหมายรัษฎากร, ต่างมาตรา ฉบับเด็ด (ฎีกา 1581/2567)
ใช้เอกสารเท็จ & โทษปรับรอการลงโทษ,แก้ไขทะเบียนบริษัท,ป.อ. มาตรา 267, (ฎีกา 2086/2567)
(ฎีกาที่ 3471/2567): คดีปลอมเอกสารราชการ การใช้เอกสารปลอม และการรอการลงโทษ
ปลอมเอกสารกู้ยืมเงินผิดหรือไม่? วิเคราะห์กฎหมายเอกสารสิทธิ ผู้เสียหายร่วมฟ้องได้หรือไม่ และเงื่อนไขรอการลงโทษ article
ข้อพิพาทเงินกู้ยืมพร้อมโฉนดที่ดินเป็นหลักประกัน ศาลวินิจฉัยพยานบอกเล่าใช้ไม่ได้และยืนยันสัญญาไม่ปลอม