
| คดีฉ้อโกงปลอมเอกสารราชการหลายกรรม แยกกระทงโทษชัดเจน(ฎีกา 1496/2567)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับ การหลอกลวงผู้อื่นโดยอ้างว่าสามารถดำเนินการขอเปลี่ยนสัญชาติไทยให้ได้ พร้อมทั้งปลอมและใช้เอกสารราชการปลอมเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการกระทำในแต่ละช่วงเวลาและแต่ละเหตุเป็นคนละเรื่องกัน ส่งผลให้เกิดความผิดสำเร็จแยกกระทงเป็นหลายกรรมตามกฎหมายอาญา พร้อมชี้ว่าพฤติการณ์ถือว่าร้ายแรงเพราะเป็นการปลอมเอกสารของรัฐ กระทบต่อความมั่นคงและชื่อเสียงราชการ จึงไม่มีเหตุรอการลงโทษ สรุปข้อเท็จจริงตามฟ้อง โจทก์ฟ้องว่า • เดือนมีนาคม 2559 จำเลยอ้างว่าสามารถดำเนินการเปลี่ยนสัญชาติไทยให้ผู้เสียหายได้ ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อและโอนเงิน • เดือนเมษายน 2559 จำเลยอ้างว่าต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เพื่อประสานเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง ผู้เสียหายหลงเชื่อและโอนเงินอีกครั้ง • ต่อมาพบว่าจำเลยทำการปลอมเอกสารราชการหลายฉบับ เช่น แบบฟอร์มประทับตรา และใบรับแจ้งถิ่นที่พักอาศัย พร้อมปลอมลายมือชื่อเจ้าพนักงาน • และได้นำเอกสารปลอมไปใช้หลอกผู้เสียหายเพิ่มเติมเพื่อเรียกค่าใช้จ่ายเพิ่ม จำเลยรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยเป็น “หลายกรรมต่างกัน” หรือ “กรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท” โดยพิจารณาตามช่วงเวลา เนื้อหาการหลอกลวง และการใช้เอกสารราชการปลอม เพื่อกำหนดจำนวนกระทงความผิดและบทลงโทษที่ถูกต้องตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 และมาตรา 91 รวมถึงบทบัญญัติว่าด้วยความผิดฐานฉ้อโกงและปลอมเอกสาร มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ ได้แก่ มาตรา 264, 265, 268, 341, 90 และ 91 ของประมวลกฎหมายอาญา key words ที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. หลายกรรมต่างกัน (มาตรา 91) หมายถึงการกระทำที่เกิดขึ้นคนละช่วงเวลา คนละพฤติการณ์ และมีความเสียหายเกิดขึ้นแยกกัน เช่น คดีนี้จำเลยหลอกลวงผู้เสียหายคนละครั้งและโอนเงินคนละคราว จึงเป็นกรรมต่างกันแต่ละกระทง 2. กรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท (มาตรา 90) หลักตรงข้ามกับหลายกรรมต่างกัน ใช้เมื่อเหตุการณ์เดียวสร้างความผิดหลายบทกฎหมาย แต่คดีนี้ศาลวินิจฉัยว่าเหตุเกิดต่างช่วงเวลาและต่างพฤติการณ์ จึงไม่ใช่กรรมเดียว 3. ฉ้อโกง (มาตรา 341) ความผิดฐานหลอกลวงให้ผู้อื่นหลงเชื่อและยอมโอนทรัพย์ให้ คดีนี้จำเลยหลอกผู้เสียหายในเดือนมีนาคมและเมษายน แยกเหตุ แยกมูลความเชื่อ จึงเป็นฉ้อโกง 2 กรรม 4. ปลอมและใช้เอกสารราชการปลอม (มาตรา 264, 265, 268) การปลอมตรา หนังสือ และลายมือชื่อเจ้าพนักงานถือว่าร้ายแรงและกระทบความมั่นคง คดีนี้ศาลเห็นว่าการปลอมเอกสารถูกนำไปใช้หลอกในช่วงหลังและถือเป็นความผิดที่ต้องลงโทษตามบทหนักที่สุด 5. ความร้ายแรงและไม่รอการลงโทษ ศาลชี้ว่าการปลอมเอกสารราชการเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือในการหลอกลวงเกี่ยวกับสัญชาติไทย เป็นการกระทำที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐและชื่อเสียงราชการ จึงไม่มีเหตุให้รอการลงโทษ คำพิพากษาศาลชั้นต้น • ลงโทษจำเลยฐานใช้เอกสารราชการปลอม (บทหนักที่สุด) • เห็นว่าความผิดเป็นหลายกรรมต่างกัน • บรรเทาโทษจากการรับสารภาพ เหลือจำคุก 6 เดือน • ให้คืนเงิน 329,000 บาท คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ • แก้เป็นลงโทษฉ้อโกง 2 กระทง รวมโทษจำคุก 14 เดือน • เห็นว่าการกระทำหลายช่วงเวลาต้องลงโทษหลายกรรม ประเด็นฎีกาของจำเลย จำเลยฎีกาว่า • ตนมีเจตนาเดียวคือ "หลอกเอาเงิน" • การปลอมเอกสารเป็นเพียงส่วนประกอบของการหลอก • จึงควรเป็น "กรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท" ศาลฎีกาวินิจฉัย 1) การหลอกลวงเกิดขึ้นคนละช่วงเวลา • เหตุเดือนมีนาคม • เหตุเดือนเมษายน เป็น “คนละเดือน” “คนละเรื่อง” “ผู้เสียหายโอนเงินคนละคราว” จึงถือว่าเป็น การกระทำสำเร็จแยกกระทงความผิดตามแต่ละครั้ง 2) การปลอมเอกสารราชการไม่ได้ใช้ในการกระทำฉ้อโกงครั้งแรก ๆ แม้มีการปลอมเอกสารช่วงปลายปี 2558 แต่ไม่ได้ใช้ประกอบการหลอกในเดือนมีนาคม–เมษายน ทำให้ไม่ถือเป็น “กรรมเดียวต่อเนื่องกัน” แต่เป็นส่วนที่เกิดก่อน และใช้เพื่อหลอกในช่วงหลัง 3) การปลอมเอกสารและใช้เอกสารราชการปลอมเป็นความผิดที่หนักกว่า กฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง กำหนดให้ลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอมเพียงกระทงเดียว เป็นบทหนักสุดในกลุ่มความผิดนี้ 4) พฤติการณ์ร้ายแรง ไม่ควรรอการลงโทษ ศาลเห็นว่าการปลอมลายมือชื่อเจ้าพนักงานและปลอมเอกสารราชการเพื่อหลอกลวงเกี่ยวกับเรื่องสัญชาติ • ส่งผลต่อความมั่นคงของรัฐ • กระทบต่อเกียรติศักดิ์ของหน่วยงานราชการ • เป็นการวางแผนมาอย่างละเอียด จึง ไม่รอการลงโทษ ศาลพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย 1. การกระทำในแต่ละครั้ง แม้มีวัตถุประสงค์คล้ายกัน แต่หากเกิดคนละช่วงเวลา คนละเหตุ และผู้เสียหายหลงเชื่อคนละคราว ย่อมเป็นหลายกรรมต่างกัน 2. การปลอมและใช้เอกสารราชการปลอมถือว่าร้ายแรงกว่าความผิดฉ้อโกงทั่วไป เพราะเกี่ยวข้องกับความมั่นคงและความเชื่อถือของรัฐ 3. ศาลจะไม่รอการลงโทษเมื่อเห็นว่าพฤติการณ์เป็นการวางแผนฉ้อโกงและเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศ 4. ฟ้องต้องบรรยายแยกเหตุการณ์ชัดเจน เพราะเป็นตัวกำหนดว่าเป็น “กรรมเดียว” หรือ “หลายกรรมต่างกัน” วิเคราะห์ฎีกา คำพิพากษานี้แสดงให้เห็นหลักการสำคัญว่า • ความผิดฉ้อโกงต้องพิจารณา “ช่วงเวลา–เหตุ–ผลแห่งการหลงเชื่อ” • ถ้าเกิดเป็นตอน ๆ แยกกัน แม้มีเจตนารวม ก็ยังถือเป็นหลายกรรม • การปลอมเอกสารราชการมักถูกลงโทษแยกต่างหากและเป็นบทหนัก • การปลอมเอกสารเกี่ยวกับสัญชาติหรือสถานะคนต่างด้าวถือว่าร้ายแรงมาก IRAC Issue (ประเด็นปัญหา) การกระทำของจำเลยในการหลอกลวงผู้เสียหายหลายครั้งในช่วงเวลาต่างกัน และการปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารปลอมดังกล่าว ควรถือเป็น “กรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท” หรือ “หลายกรรมต่างกัน” ตามกฎหมายอาญามาตรา 90 และมาตรา 91 Rule (กฎหมายที่ใช้บังคับ) • ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 (ฉ้อโกง) • มาตรา 264 และ 265 (ปลอมเอกสาร–เอกสารราชการ) • มาตรา 268 (ใช้เอกสารราชการปลอม) • มาตรา 90 (บทกฎหมายบทหนักสุด) • มาตรา 91 (หลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรม) หลักกฎหมายสำคัญ: หากการกระทำเกิดใน “คนละช่วงเวลา–คนละพฤติการณ์–ผู้เสียหายหลงเชื่อคนละครั้ง” ต้องถือเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน Application (การนำกฎหมายไปใช้) ศาลฎีกาพิจารณาว่า • เหตุเดือนมีนาคม และเหตุเดือนเมษายน เป็นคนละช่วงเวลา • เนื้อหาการหลอกลวงเป็นคนละเรื่อง • ผู้เสียหายโอนเงินให้คนละคราว จึงเป็น ความผิดสำเร็จคนละกรรม ส่วนการปลอมเอกสารช่วงปลายปี 2558 ไม่ได้ใช้ประกอบการหลอกในเหตุเดือนมีนาคม–เมษายน จึงไม่ใช่กรรมเดียว แต่เป็นชุดการกระทำแยกออกมา เมื่อรวมพฤติการณ์แล้ว การใช้เอกสารราชการปลอมเป็นบทหนักที่สุดตามมาตรา 268 จึงลงโทษกระทงเดียว Conclusion (ข้อสรุป) การกระทำของจำเลยต้องแยกเป็นหลายกรรมต่างกันตามมาตรา 91 ได้แก่ • ฉ้อโกง 2 กรรม • ใช้เอกสารราชการปลอม 1 กรรม (บทหนักสุด) พร้อมทั้งศาลเห็นว่าพฤติการณ์ร้ายแรง ไม่ควรรอการลงโทษ พิพากษายืน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1496/2567 โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยหลอกลวงผู้เสียหายด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จและปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งว่า จำเลยประกอบอาชีพให้บริการรับยื่นขอวีซ่า ใบถิ่นที่อยู่ ใบต่างด้าว และสามารถยื่นคำขอเปลี่ยนสัญชาติของผู้เสียหายเป็นสัญชาติไทยได้ โดยบรรยายฟ้องเกี่ยวกับวันเวลาการกระทำความผิดตามฟ้องข้อ 1.1 กับข้อ 1.2 เป็นคนละเดือน จึงเป็นคนละช่วงเวลากระทำความผิด ทั้งจำเลยหลอกลวงผู้เสียหายคนละเรื่องกัน ซึ่งทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อและโอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยคนละคราวกัน ดังนั้น การกระทำของจำเลยแต่ละช่วงเวลาแต่ละเรื่องที่ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อ ย่อมเกิดเป็นความผิดสำเร็จตามฟ้องแต่ละข้อหาต่างหากแยกจากกันแล้ว จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 264, 265, 268, 341 และให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงินที่ยังไม่ได้คืน 329,000 บาท ให้แก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 (ที่ถูก มาตรา 265 (เดิม)) ประกอบมาตรา 264 (ที่ถูก มาตรา 264 วรรคแรก (เดิม)), 268 วรรคหนึ่ง (ที่ถูกมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก (เดิม), 265 (เดิม)), 341 (ที่ถูก มาตรา 341 (เดิม)) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 แต่เนื่องจากจำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอมดังกล่าวด้วยตนเองจึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอมแต่เพียงกระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง (ที่ถูก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 เดิม) อันเป็นการกระทำกรรมเดียวกับความผิดฐานฉ้อโกง ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอมซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน ให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงิน 329,000 บาท แก่ผู้เสียหาย โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลงฐานฉ้อโกงอีก 2 กระทง จำคุกกระทงละ ๘ เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษกระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุกกระทงละ 4 เดือน เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอมแล้วคงจำคุก 14 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การกระทำความผิดของจำเลยตามฟ้องเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า จำเลยมีเจตนาเดียวคือหลอกลวงเพื่อให้ผู้เสียหายหลงเชื่อและโอนเงินให้ ส่วนการปลอมและการใช้เอกสารปลอมเพื่อประกอบการหลอกลวง ให้ผู้เสียหายหลงเชื่อนั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องและจำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังเป็นยุติตามฟ้องโจทก์ โดยโจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับวันเวลาการกระทำความผิดในข้อ 1.1 ว่า จำเลยกระทำความผิดเมื่อระหว่างต้นเดือนมีนาคม 2559 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด ถึงวันที่ 23 มีนาคม 2559 เวลากลางคืนหลังเที่ยงต่อเนื่องกัน จำเลยหลอกลวงผู้เสียหายว่า จำเลยประกอบอาชีพให้บริการเกี่ยวกับการยื่นขอวีซ่า ใบถิ่นที่อยู่ ใบต่างด้าว และสามารถยื่นคำขอเปลี่ยนสัญชาติไทยให้แก่ผู้เสียหายได้ ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อ และบรรยายเกี่ยวกับวันเวลากระทำความผิดในข้อ 1.2 ว่า เมื่อระหว่างต้นเดือนเมษายน 2559 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด ถึงวันที่ 30 เมษายน 2559 เวลากลางวันต่อเนื่องกัน จำเลยหลอกลวงผู้เสียหายว่า ในการยื่นคำขอเปลี่ยนสัญชาติไทยให้แก่ผู้เสียหาย ผู้เสียหายจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอีกเป็นค่าประสานงานกับเจ้าหน้าที่กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อนั้น ซึ่งทั้งสองข้อไม่เป็นความจริงโดยจำเลยไม่มีเจตนาและไม่สามารถดำเนินการยื่นคำขอเปลี่ยนสัญชาติไทยให้แก่ผู้เสียหายได้ จะเห็นได้ว่า เหตุเกิดตามฟ้องข้อ 1.1 ในช่วงเดือนมีนาคมกับตามข้อ 1.2 ในช่วงเดือนเมษายน เป็นคนละเดือนกัน จึงเป็นคนละช่วงเวลากระทำความผิดกัน ทั้งจำเลยหลอกลวงผู้เสียหายคนละเรื่องกัน ซึ่งทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อและได้โอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยคนละคราวกัน ดังนั้น การกระทำของจำเลยแต่ละช่วงเวลาแต่ละเรื่องที่ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อ ย่อมเกิดเป็นความผิดสำเร็จตามฟ้องแต่ละข้อหาต่างหากแยกจากกันแล้ว จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ส่วนที่โจทก์บรรยายฟ้องข้อ 1.3, 1.4 และ 1.5 นั้น แม้โจทก์จะบรรยายเกี่ยวกับวันเวลากระทำความผิดของจำเลยในข้อ 1.3 บรรยายเกี่ยวกับการปลอมเอกสารแบบฟอร์มหนังสือประทับตราของกองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 1 สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองขึ้นทั้งฉบับ ในข้อ 1.4 บรรยายเกี่ยวกับการปลอมเอกสารใบรับแจ้งหนังสือรับรองถิ่นที่พักอาศัยในประเทศไทยอันเป็นเอกสารราชการทั้งฉบับ โดยการทำให้ปรากฏสาระสำคัญว่า ร้อยตำรวจโทหญิงอาภรณ์ ได้รับแจ้งการขอมีหนังสือรับรองถิ่นที่พักอาศัยในประเทศไทยของผู้เสียหายและลงชื่อเจ้าพนักงานปลอม และในข้อ 1.5 ว่า ภายหลังจากที่ทำปลอมเอกสารตามข้อ 1.3 และ 1.4 แล้ว จำเลยใช้แบบฟอร์มหนังสือประทับตราปลอมและใบรับแจ้งหนังสือรับรองถิ่นที่พักอาศัยปลอมไปใช้แสดงต่อผู้เสียหาย และหลอกให้ผู้เสียหายหลงเชื่อว่าต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอีกเพื่อให้เจ้าพนักงานทำเรื่องได้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยมีช่วงเวลาเมื่อระหว่างวันที่ 24 ธันวาคม 2558 เวลาใดไม่ปรากฏชัด ถึงวันที่ 29 กรกฎาคม 2559 เวลากลางวันต่อเนื่องกันวันเวลาใดไม่ปรากฏชัด เหมือนกันทั้ง 3 ข้อ แม้จะมีช่วงเวลาที่กระทำความผิดระหว่างวันที่ 24 ธันวาคม 2558 ถึงต้นเดือนมีนาคม 2559 ที่เป็นช่วงเวลาเกิดเหตุก่อนช่วงเวลากระทำความผิดในฟ้องข้อ 1.1 และข้อ 1.2 บางส่วนทั้ง 3 ข้อก็ตาม แต่ในการปลอมเอกสารตามข้อ 1.3 และการปลอมเอกสารราชการปลอมตามข้อ 1.4 รวมทั้งการใช้เอกสารปลอมและใช้เอกสารราชการปลอมตามข้อ 1.5 ไม่ได้กระทำเพื่อใช้หลอกลวงผู้เสียหายขณะที่กระทำความผิดในข้อ 1.1 และ 1.2 จึงไม่ใช่การกระทำที่ต่อเนื่องเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานฉ้อโกงทั้งสองกรรมข้างต้น แต่ในทางตรงกันข้ามการกระทำตามข้อ 1.3, 1.4 และ 1.5 กลับเป็นการกระทำเพื่อใช้หลอกลวงผู้เสียหายเพื่อให้ผู้เสียหายโอนเงินให้จำเลยตามข้อ 1.5 ซึ่งถือได้ว่ามีเจตนากระทำต่อเนื่องกันเป็นกรรมเดียวในส่วนนี้เท่านั้น จึงแยกเป็นคนละส่วนกับฟ้องข้อ 1.1 และ 1.2 ซึ่งเป็นคนละกรรมกัน แต่เมื่อประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง ให้ลงโทษจำเลยฐานเป็นผู้ใช้เอกสารปลอมและใช้เอกสารราชการปลอมแต่กระทงเดียว การกระทำความผิดของจำเลยจึงลงโทษฐานฉ้อโกง 2 กรรม และฐานใช้เอกสารราชการปลอมซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด 1 กรรม คำพิพากษาฎีกาที่จำเลยอ้างมาในคำแก้อุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ไม่ตอบไว้ในอุทธรณ์นั้นมีข้อเท็จจริงไม่ตรงกับประเด็นที่ฎีกาในคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่ามีเหตุที่จะลงโทษจำเลยสถานเบาและรอการลงโทษให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า การหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถดำเนินการขอเปลี่ยนเป็นสัญชาติไทยได้ ทั้งได้ปลอมเอกสารราชการและลายมือชื่อเจ้าพนักงาน ทำให้ผู้อื่นหลงเชื่อว่าสามารถใช้เงินในการขอเปลี่ยนสัญชาติไทยได้ เป็นการกระทำที่จะต้องมีการวางแผนมาโดยละเอียด และไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย ย่อมส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐที่จะควบคุมคนต่างด้าวที่เข้าในราชอาณาจักรและทำให้ผู้อื่นหลงเชื่อและเสื่อมเสียต่อชื่อเสียงของหน่วยงานราชการและประเทศชาติ พฤติการณ์จึงเป็นเรื่องร้ายแรง ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์กำหนดโทษและไม่รอการลงโทษให้จำเลย นับว่าเป็นคุณแก่จำเลยมากแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานฉ้อโกงและใช้เอกสารราชการปลอม โดยเห็นว่าการกระทำเป็นหลายกรรมต่างกัน แต่ให้ลงโทษเพียงบทหนักที่สุดตามมาตรา 268 และลดโทษกึ่งหนึ่งจากการรับสารภาพ เหลือจำคุก 6 เดือน พร้อมให้ชดใช้เงิน 329,000 บาทแก่ผู้เสียหาย 2. ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ โดยเห็นว่าการหลอกลวงเกิดขึ้นสองช่วงเวลาและเป็นคนละเหตุ จึงต้องลงโทษฐานฉ้อโกง 2 กระทง รวมเข้ากับโทษใช้เอกสารราชการปลอมเป็นจำคุก 14 เดือน และให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนอื่น 3. ศาลฎีกาพิพากษายืน โดยวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยเป็นหลายกรรมต่างกันจริง และพฤติการณ์เข้าข่ายร้ายแรงเพราะปลอมเอกสารราชการเกี่ยวกับสัญชาติไทย จึงไม่มีเหตุรอการลงโทษ และคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว แนวคำถาม - ธงคำตอบ ข้อ 1 ผู้เสียหายในคดีนี้ถูกจำเลยหลอกลวงสองครั้งในคนละเดือน โดยครั้งแรกจำเลยอ้างว่าสามารถดำเนินการยื่นคำขอเปลี่ยนสัญชาติไทยให้ผู้เสียหายได้ และครั้งที่สองอ้างว่าต้องเสียค่าประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองเพิ่มเติม ผู้เสียหายหลงเชื่อและโอนเงินให้ทั้งสองครั้ง และต่อมาพบว่าจำเลยไม่สามารถดำเนินการให้ได้จริง จึงมีประเด็นให้วินิจฉัยว่า การหลอกลวงดังกล่าวเป็น “กรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 หรือเป็น “หลายกรรมต่างกัน” ตามมาตรา 91 ซึ่งส่งผลต่อจำนวนกระทงโทษโดยตรง ให้ศาลวินิจฉัยว่าเหตุทั้งสองถือเป็นกรรมเดียวหรือหลายกรรมต่างกันอย่างไร ธงคำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เหตุหลอกลวงทั้งสองครั้งเกิดขึ้นคนละช่วงเวลา คนละเดือน และเป็นเนื้อหาคนละเรื่อง ผู้เสียหายหลงเชื่อและโอนเงินให้คนละคราว ความเสียหายเกิดขึ้นเป็นคนละเหตุ จึงเป็นความผิดสำเร็จต่างกรรมกันตามมาตรา 91 ไม่ใช่กรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท แม้จำเลยจะอ้างว่ามี “เจตนาเดียว” คือหลอกเอาเงินจากผู้เสียหาย แต่ศาลชี้ว่าเกณฑ์วินิจฉัยไม่ได้อยู่ที่เจตนาเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การกระทำและผลแห่งการหลงเชื่อที่เกิดขึ้นแยกกันเป็นคนละครั้ง ศาลจึงถือว่าเป็นความผิดฐานฉ้อโกง 2 กรรม ต้องลงโทษแยกกระทง ข้อ 2 จำเลยในคดีนี้ได้ปลอมแบบฟอร์มประทับตรา และปลอมใบรับแจ้งถิ่นที่พักอาศัยรวมถึงปลอมลายมือชื่อเจ้าพนักงานของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง แล้วนำเอกสารปลอมดังกล่าวไปใช้แสดงต่อผู้เสียหายในการเรียกเงินเพิ่มเติม โดยผู้เสียหายหลงเชื่อว่าเจ้าหน้าที่รัฐได้ดำเนินเรื่องแล้ว จึงโอนเงินให้ตามคำอ้าง จึงมีปัญหาให้วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรม หรือเป็นกรรมเดียว และจะต้องลงโทษฐานปลอมเอกสารหรือใช้เอกสารปลอมอย่างไรตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายอาญามาตรา 264, 265 และ 268 ธงคำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้การปลอมเอกสารจะเกิดขึ้นในช่วงก่อนการหลอกลวงทั้งสองครั้ง แต่พฤติการณ์แห่งคดีปรากฏว่าการปลอมแบบฟอร์มหนังสือราชการและใบรับแจ้งถิ่นที่พักอาศัยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ประกอบการหลอกลวงในช่วงเหตุแห่งฟ้องข้อ 1.5 เท่านั้น ไม่ได้ใช้ในการหลอกลวงเดือนมีนาคมหรือเมษายน ดังนั้น การปลอมและการใช้เอกสารราชการปลอมจึงเป็นชุดการกระทำเดียวกันในส่วนของข้อ 1.3 ถึง 1.5 และต้องลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอมเพียงกระทงเดียวตามมาตรา 268 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามมาตรา 90 และถือเป็นกรรมเดียวเฉพาะในส่วนนี้ ไม่ใช่กรรมเดียวกับความผิดฐานฉ้อโกงทั้งสองกรรม ข้อ 3 ในเมื่อจำเลยได้กระทำความผิดทั้งฐานฉ้อโกงตามมาตรา 341 และฐานใช้เอกสารราชการปลอมตามมาตรา 268 ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่มีโทษต่างกัน จึงเกิดปัญหาว่าในกรณีความผิดหลายบทเช่นนี้ ศาลควรเลือกใช้บทลงโทษบทใด และควรใช้หลักการใดในการกำหนดโทษระหว่างมาตรา 90 และมาตรา 91 เพื่อให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายอาญา ธงคำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อความผิดฐานฉ้อโกงสองกรรมเป็นความผิดหลายกรรมต่างหาก จึงต้องลงโทษแยกกระทงตามมาตรา 91 ส่วนความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอมเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท การลงโทษต้องเป็นไปตามบทที่มีโทษหนักที่สุดคือมาตรา 268 ตามหลักในมาตรา 90 ดังนั้น ในคดีนี้ ศาลต้องลงโทษจำเลยฐานฉ้อโกง 2 กระทง และฐานใช้เอกสารราชการปลอม 1 กระทง โดยถือว่าบทหลังเป็นบทหนักที่สุด และลงโทษแบบรวมโทษตามหลักหลายกรรม ไม่ใช่รวมเป็นกรรมเดียวอย่างที่จำเลยฎีกาอ้าง ข้อ 4 การที่จำเลยปลอมเอกสารราชการ เช่น ใบรับแจ้งถิ่นที่พักอาศัย ปลอมตราสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และปลอมลายมือชื่อเจ้าพนักงาน แล้วนำไปใช้เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือในกระบวนการหลอกลวงเพื่อเรียกเงินจากผู้เสียหาย มีปัญหาให้วินิจฉัยว่า การกระทำดังกล่าวมีผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความเชื่อถือของประชาชนในระบบราชการเพียงใด และพฤติการณ์เช่นนี้เพียงพอให้ศาลปฏิเสธการรอการลงโทษหรือไม่ ธงคำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การปลอมเอกสารราชการเกี่ยวกับสถานะบุคคลและสิทธิอยู่ในราชอาณาจักรถือเป็นเรื่องร้ายแรง เพราะส่งผลต่อความเชื่อถือในระบบงานของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และอาจกระทบต่อความมั่นคงด้านการควบคุมคนต่างด้าว โดยเฉพาะเมื่อจำเลยปลอมลายมือชื่อเจ้าพนักงานและใช้เอกสารปลอมเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือในการหลอกลวง ศาลเห็นว่าเป็นการวางแผนอย่างละเอียด มีผลกระทบต่อสาธารณะ ไม่ใช่การกระทำที่เกิดขึ้นเพียงโดยพลั้งพลาด ดังนั้น ศาลจึงเห็นว่าไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษ และการลงโทษจำคุกเป็นคุณแก่จำเลยแล้วตามพฤติการณ์ ข้อ 5 จำเลยให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา และอ้างว่าควรได้รับโทษสถานเบาหรือลดโทษเพื่อประโยชน์แก่การพิจารณา พร้อมทั้งขอให้รอการลงโทษ โดยอ้างว่าไม่ได้ทำให้เกิดผลเสียหายร้ายแรงและมีเจตนาเพียงหลอกเอาเงิน มิได้มุ่งทำลายชื่อเสียงราชการ จึงเกิดปัญหาว่าศาลจะพิจารณาการขอรอการลงโทษของจำเลยอย่างไร และการรับสารภาพจะมีผลเพียงใดภายใต้ดุลพินิจของศาล ธงคำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้จำเลยให้การรับสารภาพและได้รับลดโทษกึ่งหนึ่งตามมาตรา 78 แล้ว แต่การกระทำของจำเลยเป็นการหลอกลวงที่มีการปลอมเอกสารราชการและลายมือชื่อเจ้าพนักงาน ซึ่งเป็นพฤติการณ์ที่กระทบต่อความมั่นคงของรัฐและความเชื่อถือของประชาชน การกระทำมีลักษณะวางแผนเป็นระบบ มิใช่การกระทำเพียงครั้งเดียวแบบฉับพลัน ศาลจึงเห็นว่าโทษจำคุกตามที่ลงไว้เป็นคุณแก่จำเลยมากแล้ว และไม่มีเหตุสมควรที่จะรอการลงโทษตามหลักในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 การรับสารภาพจึงมีผลเพียงลดโทษ แต่ไม่เพียงพอให้รอการลงโทษ |




