
| ปลอมพินัยกรรมมีความผิดหรือไม่ ทายาทโดยธรรมมีสิทธิฟ้องคดีอาญาได้หรือไม่ วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับสิทธิผู้เสียหายในคดีมรดกและเอกสารสิทธิ
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับปัญหาสำคัญในทางกฎหมายอาญาและกฎหมายมรดก กล่าวคือ การปลอมพินัยกรรมซึ่งเป็นเอกสารสิทธิ และผลกระทบต่อสิทธิของทายาทโดยธรรมว่ามีสถานะเป็น “ผู้เสียหาย” ตามกฎหมายหรือไม่ อันมีผลโดยตรงต่อสิทธิในการฟ้องคดีอาญา ประเด็นสำคัญของคดีนี้มิใช่เพียงการพิสูจน์ว่าพินัยกรรมเป็นของปลอมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการตีความบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเกี่ยวกับคำว่า “ผู้เสียหาย” ว่าครอบคลุมถึงบุคคลที่ได้รับผลกระทบทางสิทธิในมรดกหรือไม่ ศาลฎีกาได้วางหลักสำคัญว่า แม้ผู้ตายจะเป็นผู้เสียหายโดยตรงจากการปลอมพินัยกรรม แต่ทายาทโดยธรรมซึ่งสิทธิในมรดกถูกกระทบ ก็ย่อมถือเป็นผู้เสียหายด้วย และมีสิทธิฟ้องคดีอาญาได้โดยลำพัง อันเป็นแนววินิจฉัยที่มีนัยสำคัญต่อคดีมรดกในทางปฏิบัติอย่างยิ่ง ข้อเท็จจริงของคดี โจทก์และจำเลยที่ 3 เป็นทายาทโดยธรรมของเจ้ามรดก ซึ่งถึงแก่ความตายโดยไม่มีคู่สมรส บุตร หรือบิดามารดาเหลืออยู่ ทำให้ทั้งสองมีสิทธิรับมรดกร่วมกัน ต่อมาจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้ร่วมกันจัดทำพินัยกรรมปลอม โดยระบุให้ทรัพย์สินสำคัญคือที่ดินพร้อมบ้านตกเป็นของจำเลยที่ 3 เพียงผู้เดียว โดยอาศัยการพิมพ์ลายนิ้วมือของเจ้ามรดกในขณะที่เจ้ามรดกมีอาการป่วยเป็นโรคสมองเสื่อม ไม่สามารถรับรู้หรือเข้าใจการกระทำของตนได้ พฤติการณ์ดังกล่าวทำให้พินัยกรรมดังกล่าวไม่มีเจตนาที่แท้จริงของเจ้ามรดก จึงไม่เป็นพินัยกรรมที่สมบูรณ์ตามกฎหมาย แต่จำเลยยังคงใช้เอกสารดังกล่าวเพื่อให้เกิดสิทธิในทรัพย์มรดก โจทก์ในฐานะทายาทโดยธรรมจึงเห็นว่าการกระทำดังกล่าวกระทบสิทธิของตนโดยตรง จึงยื่นฟ้องคดีอาญาฐานปลอมเอกสารสิทธิ ประเด็นข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัย ประเด็นสำคัญของคดีอยู่ที่ว่า (1) พินัยกรรมที่ทำขึ้นในขณะที่เจ้ามรดกไม่มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ถือเป็นพินัยกรรมที่มีผลตามกฎหมายหรือไม่ (2) โจทก์ซึ่งเป็นเพียงทายาทโดยธรรม แต่ไม่ได้เป็นผู้เสียหายโดยตรงจากการปลอมพินัยกรรม จะถือเป็น “ผู้เสียหาย” ตามกฎหมายและมีสิทธิฟ้องคดีอาญาได้หรือไม่ คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประเด็นแรก พินัยกรรมต้องเกิดจากเจตนาที่แท้จริงของผู้ทำ หากผู้ทำไม่มีสติสัมปชัญญะ ไม่สามารถเข้าใจสาระสำคัญของการกระทำ การลงลายนิ้วมือย่อมไม่ก่อให้เกิดพินัยกรรมที่สมบูรณ์ ประเด็นที่สอง การปลอมพินัยกรรมถือเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 ประเด็นที่สาม แม้เจ้ามรดกจะเป็นผู้เสียหายโดยตรง แต่โจทก์ในฐานะทายาทโดยธรรม ซึ่งสิทธิในการรับมรดกถูกตัดออกไปจากพินัยกรรมปลอม ย่อมได้รับความเสียหายโดยตรงเช่นกัน ศาลจึงวินิจฉัยว่าโจทก์เข้าลักษณะ “ผู้เสียหาย” ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) และมีอำนาจฟ้องคดีได้โดยลำพัง วิเคราะห์หลักกฎหมายและเจตนารมณ์ บทบัญญัติเรื่อง “ผู้เสียหาย” ตามมาตรา 2 (4) มีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากการกระทำความผิด ไม่จำกัดเฉพาะผู้เสียหายโดยตรงเท่านั้น การตีความในคดีนี้สะท้อนแนวคิดว่า “สิทธิในทรัพย์มรดก” เป็นสิทธิทางกฎหมายที่ได้รับความคุ้มครอง หากมีการปลอมเอกสารเพื่อแย่งสิทธิ ย่อมถือว่าทายาทได้รับความเสียหาย แนวคำพิพากษานี้สอดคล้องกับหลักทั่วไปในกฎหมายอาญาที่ให้ความสำคัญกับ “ผลกระทบต่อสิทธิ” มากกว่ารูปแบบของความเสียหาย นอกจากนี้ ศาลยังคำนึงถึงนโยบายทางกฎหมายที่ไม่ให้ผู้กระทำความผิดอาศัยช่องว่างทางเทคนิคเพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิด โดยเฉพาะในคดีเกี่ยวกับทรัพย์มรดกซึ่งมักเกิดในครอบครัวเดียวกัน วิเคราะห์หลักกฎหมาย 1. หลักเรื่องพินัยกรรมต้องเกิดจากเจตนาอันแท้จริงของผู้ทำพินัยกรรม หลักกฎหมายมรดกวางอยู่บนพื้นฐานสำคัญว่า การทำพินัยกรรมเป็นนิติกรรมฝ่ายเดียวที่ต้องอาศัย “เจตนา” ของผู้ทำพินัยกรรมเป็นแก่นแท้ หากบุคคลผู้ถูกอ้างว่าเป็นผู้ทำพินัยกรรมไม่มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ไม่อาจเข้าใจข้อความในเอกสาร ไม่อาจตระหนักถึงผลทางกฎหมายของการลงลายมือชื่อหรือพิมพ์ลายนิ้วมือ ย่อมถือไม่ได้ว่ามีการแสดงเจตนาโดยแท้จริง แม้ภายนอกจะปรากฏเป็นเอกสารมีรูปแบบคล้ายพินัยกรรมก็ตาม เอกสารนั้นก็ไม่อาจมีผลเป็นพินัยกรรมที่สมบูรณ์ใช้บังคับได้ คดีนี้ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงยุติว่าเจ้ามรดกมีอาการโรคสมองเสื่อม ไม่สามารถจดจำบุคคลรอบข้าง พูดคุยไม่รู้เรื่อง และไม่มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ในขณะพิมพ์ลายนิ้วมือในช่องผู้ทำพินัยกรรม พฤติการณ์ดังกล่าวย่อมสะท้อนโดยชัดแจ้งว่าเจ้ามรดกมิได้รู้ถึงสาระสำคัญแห่งการกระทำของตนเอง การกระทำของจำเลยที่นำเอกสารไปจัดทำและให้เจ้ามรดกพิมพ์ลายนิ้วมือลงไว้ จึงมิใช่การจัดให้มีพินัยกรรมโดยชอบ แต่เป็นการสร้างเอกสารเท็จขึ้นเพื่อให้ดูเสมือนหนึ่งเป็นพินัยกรรม 2. ความผิดฐานปลอมพินัยกรรมอันเป็นเอกสารสิทธิ พินัยกรรมเป็นเอกสารที่ก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตาย จึงมีลักษณะเป็น “เอกสารสิทธิ” ในความหมายทางอาญา เมื่อมีการร่วมกันจัดทำข้อความอันเป็นเท็จขึ้นทั้งฉบับโดยมุ่งหมายให้ผู้อื่นหลงเชื่อว่าเป็นพินัยกรรมแท้ ย่อมเข้าข่ายความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 สาระสำคัญของความผิดฐานนี้มิได้อยู่เพียงการมีเอกสารปลอมในทางรูปแบบ แต่เน้นที่การทำให้ปรากฏขึ้นซึ่งเอกสารอันอาจก่อให้เกิดผลต่อสิทธิของบุคคลอื่นอย่างมีนัยสำคัญ พินัยกรรมปลอมย่อมมีศักยภาพโดยตรงในการตัดสิทธิทายาทโดยธรรม เปลี่ยนลำดับการรับมรดก และทำให้ทรัพย์สินตกไปยังบุคคลที่ไม่มีสิทธิตามเจตนาที่แท้จริงของเจ้ามรดก 3. คำว่า “ผู้เสียหาย” ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) ต้องตีความจากผลกระทบต่อสิทธิ หัวใจสำคัญที่สุดของคดีนี้อยู่ที่การวินิจฉัยว่าโจทก์เป็น “ผู้เสียหาย” หรือไม่ เพราะหากไม่เป็นผู้เสียหายก็ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องคดีอาญาโดยเอกชนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 28 คำว่า “ผู้เสียหาย” ตามมาตรา 2 (4) มิได้หมายถึงเฉพาะผู้ที่ถูกกระทำต่อร่างกาย เสรีภาพ หรือทรัพย์โดยตรงเท่านั้น หากแต่หมายรวมถึงบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำความผิดนั้นกระทบต่อสิทธิหรือส่วนได้เสียอันกฎหมายรับรองของตนโดยตรงด้วย ในคดีนี้ หากพินัยกรรมปลอมถูกกล่าวอ้างว่าเป็นพินัยกรรมแท้และมีผลใช้บังคับได้ โจทก์ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมย่อมเสียสิทธิที่จะได้รับที่ดินพร้อมบ้านในส่วนมรดกนั้นทันที ความเสียหายดังกล่าวจึงมิใช่ความเสียหายโดยอ้อมหรือไกลเกินเหตุ แต่เป็นความเสียหายที่กระทบต่อฐานะทางกฎหมายของโจทก์โดยตรง ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยอย่างชัดเจนว่า นอกจากเจ้ามรดกซึ่งเป็นผู้ถูกอ้างว่าเป็นผู้ทำพินัยกรรมจะเป็นผู้เสียหายโดยตรงแล้ว โจทก์ในฐานะทายาทโดยธรรมก็เป็นผู้เสียหายได้อีกคนหนึ่ง เพราะการกระทำปลอมพินัยกรรมทำให้สิทธิรับมรดกของโจทก์ถูกกระทบโดยตรง 4. สิทธิของทายาทโดยธรรมเป็นสิทธิที่กฎหมายคุ้มครอง แนวคิดสำคัญที่ปรากฏในคำพิพากษานี้คือ “สิทธิรับมรดกของทายาทโดยธรรม” มิใช่เพียงความคาดหมายเชิงศีลธรรมภายในครอบครัว แต่เป็นสิทธิทางแพ่งที่กฎหมายรับรองไว้ เมื่อมีผู้กระทำการอันเป็นความผิดอาญาเพื่อทำลายหรือบิดเบือนสิทธินั้น ย่อมต้องถือว่าทายาทผู้เสียสิทธิมีฐานะเป็นผู้เสียหายในทางคดีอาญาด้วย แนววินิจฉัยนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในทางปฏิบัติ เพราะคดีปลอมพินัยกรรมจำนวนมากมักเกิดหลังผู้ทำพินัยกรรมถึงแก่ความตายแล้ว หากตีความว่ามีเพียงเจ้ามรดกเท่านั้นที่เป็นผู้เสียหาย ย่อมเท่ากับเปิดช่องให้ความผิดเช่นนี้ไม่อาจถูกดำเนินคดีได้โดยง่าย ซึ่งขัดต่อทั้งเหตุผล ความเป็นธรรม และวัตถุประสงค์ของกฎหมายอาญา 5. คดีนี้ไม่ใช่กรณีสิทธิฟ้องแทนผู้ตายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 29 จำเลยฎีกาต่อสู้ว่า หากเจ้ามรดกเป็นผู้เสียหายโดยตรง คดีนี้ต้องเป็นเรื่องที่เจ้ามรดกต้องฟ้องไว้ก่อน แล้วเมื่อเจ้ามรดกตาย โจทก์จึงค่อยเข้ามาดำเนินคดีแทนผู้ตายตามมาตรา 29 ความเข้าใจเช่นนี้เป็นการสับสนระหว่าง “สิทธิของผู้เสียหายอีกคนหนึ่งซึ่งมีอยู่โดยลำพัง” กับ “สิทธิรับช่วงดำเนินคดีแทนผู้ตาย” ศาลฎีกาวินิจฉัยแยกประเด็นไว้อย่างชัดเจนว่า สิทธิของโจทก์มิได้เกิดจากการรับช่วงสิทธิของเจ้ามรดก แต่เกิดจากการที่โจทก์เองเป็นผู้ได้รับความเสียหายโดยตรงจากการปลอมพินัยกรรม จึงใช้สิทธิฟ้องคดีในฐานะผู้เสียหายด้วยตนเองตามมาตรา 28 มิใช่การดำเนินคดีแทนผู้ตายตามมาตรา 29 หลักนี้มีนัยสำคัญมาก เพราะช่วยแยกให้เห็นว่า ในบางคดี ความผิดกรรมเดียวกันอาจก่อความเสียหายแก่บุคคลมากกว่าหนึ่งคน และแต่ละคนอาจมีฐานะเป็นผู้เสียหายได้โดยอิสระต่อกัน เจตนารมณ์ของกฎหมายที่ศาลนำมาใช้ในคดีนี้ เจตนารมณ์ของกฎหมายอาญาเกี่ยวกับเอกสารสิทธิ มุ่งคุ้มครองความน่าเชื่อถือของเอกสารที่มีผลต่อสิทธิทางกฎหมายของประชาชน มิให้มีการสร้างเอกสารเท็จมาหลอกลวงหรือแย่งสิทธิของผู้อื่น ส่วนเจตนารมณ์ของกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเรื่องผู้เสียหาย มุ่งเปิดโอกาสให้บุคคลที่ได้รับผลกระทบจริงจากการกระทำความผิดเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้ เมื่อพิจารณาร่วมกัน จึงเห็นได้ว่าการตีความของศาลฎีกาในคดีนี้เป็นการตีความที่สอดคล้องกับเป้าหมายของกฎหมายทั้งสองระบบ คือ ประการแรก ป้องกันมิให้การปลอมพินัยกรรมกลายเป็นเครื่องมือแย่งทรัพย์มรดกโดยไม่ต้องรับผิด ประการที่สอง รับรองว่าทายาทโดยธรรมซึ่งสิทธิถูกกระทบมีช่องทางใช้สิทธิทางคดีอาญาได้จริง ประการที่สาม ส่งเสริมความเป็นธรรมในคดีครอบครัวและคดีมรดก ซึ่งมักมีความสลับซับซ้อนทั้งข้อเท็จจริงและความสัมพันธ์ส่วนตัว แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง แม้ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีอาจแตกต่างกัน แต่แนวคำพิพากษาศาลฎีกาโดยหลักสม่ำเสมอว่า การจะถือว่าใครเป็นผู้เสียหายนั้น ต้องพิจารณาว่าการกระทำความผิดกระทบต่อสิทธิของผู้นั้นโดยตรงหรือไม่ มิใช่ดูแต่เพียงว่าเป็นผู้ถูกกระทำในทางกายภาพหรือเป็นเจ้าของเอกสารแต่ผู้เดียว ในคดีกลุ่มเอกสารปลอม ศาลฎีกามักพิจารณาว่า หากเอกสารปลอมนั้นมีผลโดยตรงต่อสิทธิในทรัพย์ สิทธิในนิติสัมพันธ์ หรือสิทธิในฐานะบุคคลของผู้ใด ผู้นั้นย่อมมีฐานะเป็นผู้เสียหายได้ ส่วนในคดีกลุ่มมรดก ศาลให้ความสำคัญกับสิทธิของทายาทโดยธรรมและผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดกอย่างจริงจัง โดยเฉพาะเมื่อมีการกระทำอันมุ่งตัดสิทธิหรือเบียดบังทรัพย์มรดกด้วยวิธีทุจริต ดังนั้น คำพิพากษาฉบับนี้จึงนับเป็นแนววินิจฉัยสำคัญที่เชื่อมหลักกฎหมายอาญา เอกสารสิทธิ และกฎหมายมรดกเข้าด้วยกันอย่างชัดเจน สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีความผิดฐานปลอมพินัยกรรมอันเป็นเอกสารสิทธิ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 ประกอบมาตรา 83 ลงโทษจำคุกคนละ 4 ปี ยกฟ้องจำเลยที่ 4 และข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก 2. ศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เห็นพ้องว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันปลอมพินัยกรรมจริง และโจทก์เป็นผู้เสียหายมีอำนาจฟ้องคดีอาญาได้ 3. ศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าโจทก์เป็นผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) และมีอำนาจฟ้องคดี แต่เห็นว่าบทลงโทษเดิมหนักเกินสมควร จึงแก้เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 คนละ 2 ปี และปรับคนละ 10,000 บาท โดยรอการลงโทษจำคุกไว้ 3 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้ให้ข้อคิดทางกฎหมายที่สำคัญอย่างยิ่งว่า ความเสียหายในคดีอาญามิได้จำกัดอยู่เฉพาะผู้ที่ถูกกระทำโดยตรงในเชิงรูปธรรมเท่านั้น แต่รวมถึงบุคคลผู้ซึ่งสิทธิหรือส่วนได้เสียอันกฎหมายรับรองถูกกระทบโดยตรงจากการกระทำความผิดด้วย ในคดีปลอมพินัยกรรม หากเอกสารปลอมมีผลตัดสิทธิทายาทโดยธรรมในการรับมรดก ทายาทย่อมเป็นผู้เสียหายและใช้สิทธิฟ้องคดีได้โดยลำพัง อีกประการหนึ่ง คดีนี้สะท้อนหลักสำคัญว่า พินัยกรรมจะสมบูรณ์ได้ต้องตั้งอยู่บนเจตนาแท้จริงของผู้ทำพินัยกรรม หากผู้ถูกอ้างว่าเป็นผู้ทำไม่มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ย่อมไม่อาจถือว่ามีการแสดงเจตนาทางนิติกรรมอย่างแท้จริง เอกสารนั้นแม้มีรูปลักษณะเป็นพินัยกรรมก็หาอาจมีผลใช้บังคับไม่ ในเชิงนโยบายกฎหมาย คำพิพากษานี้ยังช่วยยืนยันว่า กระบวนการยุติธรรมต้องไม่ปล่อยให้การทุจริตภายในครอบครัว โดยเฉพาะในเรื่องมรดกและเอกสารสิทธิ หลุดพ้นจากการตรวจสอบเพียงเพราะผู้ตายไม่อาจมาฟ้องคดีได้ด้วยตนเองอีกต่อไป หากบุคคลอื่นซึ่งสิทธิถูกกระทบโดยตรงยังคงมีอยู่ บุคคลนั้นย่อมมีสถานะเป็นผู้เสียหายและเข้าถึงศาลได้ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการตีความว่า ทายาทโดยธรรมซึ่งไม่ได้เป็นผู้ถูกกระทำโดยตรงจากการปลอมพินัยกรรม จะถือเป็น “ผู้เสียหาย” ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) และมีอำนาจฟ้องคดีอาญาได้หรือไม่ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า หากการกระทำความผิดนั้นกระทบต่อสิทธิในการรับมรดกของทายาทโดยธรรมโดยตรง ทายาทย่อมมีฐานะเป็นผู้เสียหายและใช้สิทธิฟ้องคดีได้โดยลำพัง สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. ผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) หมายถึงบุคคลผู้ได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิด ไม่จำกัดเฉพาะผู้เสียหายโดยตรงในเชิงกายภาพ แต่รวมถึงผู้ที่สิทธิหรือประโยชน์ทางกฎหมายถูกกระทบโดยตรง เช่น ทายาทที่ถูกตัดสิทธิรับมรดกจากพินัยกรรมปลอม 2. ปลอมพินัยกรรม (ป.อ. มาตรา 265) เป็นการจัดทำเอกสารเท็จที่มีผลต่อสิทธิในทรัพย์มรดก หากพินัยกรรมถูกปลอมขึ้นเพื่อให้ทรัพย์ตกแก่บุคคลหนึ่ง ย่อมกระทบสิทธิทายาทอื่นโดยตรง และเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม-ทายาทโดยธรรมสามารถฟ้องคดีปลอมพินัยกรรมได้หรือไม่ คำตอบ ทายาทโดยธรรมสามารถฟ้องคดีปลอมพินัยกรรมได้ หากพิสูจน์ได้ว่าการปลอมพินัยกรรมดังกล่าวกระทบต่อสิทธิในการรับมรดกของตนโดยตรง หลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) กำหนดให้ “ผู้เสียหาย” หมายถึงบุคคลที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิด ซึ่งรวมถึงผู้ที่สิทธิทางกฎหมายถูกกระทบ แม้จะมิใช่ผู้เสียหายโดยตรงในเชิงกายภาพก็ตาม ดังนั้นหากพินัยกรรมปลอมทำให้ทายาทถูกตัดสิทธิในทรัพย์มรดก ย่อมถือเป็นผู้เสียหายและมีสิทธิฟ้องคดีอาญาได้โดยลำพัง 2. คำถาม-พินัยกรรมที่ผู้ทำไม่มีสติสัมปชัญญะถือว่าใช้บังคับได้หรือไม่ คำตอบ พินัยกรรมจะสมบูรณ์ได้ต้องเกิดจากเจตนาอันแท้จริงของผู้ทำพินัยกรรม หากผู้ทำอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถรับรู้หรือเข้าใจการกระทำของตน เช่น ป่วยเป็นโรคสมองเสื่อมจนไม่รู้เรื่อง การลงลายมือชื่อหรือพิมพ์ลายนิ้วมือย่อมไม่ก่อให้เกิดผลทางกฎหมาย พินัยกรรมนั้นย่อมเป็นโมฆะหรือไม่มีผลใช้บังคับ เพราะขาดองค์ประกอบสำคัญคือเจตนา 3. คำถาม-ความผิดฐานปลอมพินัยกรรมเข้าข่ายความผิดอะไรตามกฎหมายอาญา คำตอบ การปลอมพินัยกรรมเข้าข่ายความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 เนื่องจากพินัยกรรมเป็นเอกสารที่มีผลโดยตรงต่อสิทธิในทรัพย์มรดก การจัดทำเอกสารเท็จเพื่อให้เกิดสิทธิในทรัพย์สินหรือเพื่อแย่งสิทธิของผู้อื่นจึงเป็นความผิดร้ายแรงในทางอาญา โดยเฉพาะเมื่อมีการนำเอกสารดังกล่าวไปใช้หรืออ้างสิทธิ 4. คำถาม-ผู้เสียหายในคดีอาญาต้องเป็นผู้ถูกกระทำโดยตรงเสมอหรือไม่ คำตอบ ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ถูกกระทำโดยตรงเสมอไป หลักกฎหมายเปิดกว้างให้บุคคลที่ได้รับผลกระทบต่อสิทธิหรือประโยชน์ทางกฎหมายจากการกระทำความผิดมีฐานะเป็นผู้เสียหายได้ เช่น ในคดีปลอมพินัยกรรม แม้ผู้ตายจะเป็นผู้เสียหายโดยตรง แต่ทายาทซึ่งถูกตัดสิทธิรับมรดกก็ถือเป็นผู้เสียหายเช่นกัน 5. คำถาม-ทายาทต้องรอให้เจ้ามรดกฟ้องคดีก่อนหรือไม่จึงจะมีสิทธิฟ้อง คำตอบ ไม่จำเป็นต้องรอให้เจ้ามรดกฟ้องคดีก่อน เพราะสิทธิของทายาทในกรณีนี้เป็นสิทธิของตนเองที่ได้รับผลกระทบโดยตรง มิใช่สิทธิที่รับช่วงมาจากผู้ตายตามมาตรา 29 ทายาทจึงสามารถฟ้องคดีในฐานะผู้เสียหายได้ทันทีตามมาตรา 28 6. คำถาม-หากมีการตกลงกันภายหลังระหว่างคู่กรณี คดีอาญาจะยุติหรือไม่ คำตอบ การตกลงกันภายหลัง เช่น การทำบันทึกข้อตกลงระงับข้อพิพาท อาจเป็นเหตุบรรเทาโทษหรือเหตุให้ศาลพิจารณาลดโทษหรือรอการลงโทษได้ แต่ไม่ทำให้ความผิดทางอาญาสิ้นสุดโดยอัตโนมัติ เว้นแต่เป็นความผิดอันยอมความได้ ซึ่งความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิไม่ใช่ความผิดอันยอมความได้ 7. คำถาม-ศาลพิจารณาลดโทษหรือรอการลงโทษจากปัจจัยใด คำตอบ ศาลจะพิจารณาจากพฤติการณ์แห่งคดี เช่น ความร้ายแรงของการกระทำ ความสัมพันธ์ระหว่างคู่กรณี การสำนึกผิด การเยียวยาความเสียหาย รวมถึงประวัติของจำเลย หากเห็นว่าการลงโทษจำคุกโดยไม่รอการลงโทษรุนแรงเกินสมควร ศาลอาจกำหนดโทษใหม่และรอการลงโทษเพื่อให้โอกาสกลับตัว 8. คำถาม-แนวคำพิพากษานี้มีผลอย่างไรต่อคดีมรดกในอนาคต คำตอบ แนวคำพิพากษานี้มีผลสำคัญต่อการตีความสิทธิของทายาทในคดีอาญาที่เกี่ยวกับมรดก โดยยืนยันว่าทายาทที่ถูกกระทบสิทธิสามารถเป็นผู้เสียหายและฟ้องคดีได้เอง ส่งผลให้การดำเนินคดีปลอมพินัยกรรมมีประสิทธิภาพมากขึ้น และช่วยป้องกันการทุจริตในครอบครัวเกี่ยวกับทรัพย์มรดก ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4337/2565 โจทก์และจําเลยที่ 3 เป็นทายาทโดยธรรมมีสิทธิรับมรดกของ จ. จําเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันปลอมพินัยกรรมของ จ. ขึ้นทั้งฉบับว่า จ. ยกที่ดินพร้อมบ้านให้แก่จําเลยที่ 3 แต่เพียงผู้เดียว นอกจาก จ. ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายโดยตรงจากการทำปลอมพินัยกรรมจะเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานปลอมพินัยกรรมอันเป็นเอกสารสิทธิตาม ป.อ. มาตรา 265 แล้ว โจทก์ในฐานะทายาทโดยธรรมของ จ. ก็ถือเป็นผู้เสียหายอีกคนหนึ่งด้วย เพราะหากพินัยกรรมปลอมถูกยกขึ้นกล่าวอ้างว่าเป็นพินัยกรรมที่สมบูรณ์ใช้บังคับได้ โจทก์ซึ่งเป็นแต่เพียงทายาทโดยธรรมมิใช่ทายาทตามพินัยกรรม ย่อมไม่มีสิทธิได้รับมรดกของ จ. ในส่วนที่เป็นที่ดินพร้อมบ้านซึ่งกำหนดไว้ในพินัยกรรมตามสิทธิที่ควรจะได้ในฐานะที่เป็นทายาทโดยธรรม ถือได้ว่าการกระทำความผิดของจําเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กระทบต่อส่วนได้เสียของโจทก์ในการรับมรดกของ จ. อันเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ต้องด้วยบทนิยามคําว่า "ผู้เสียหาย" ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 266, 268, 83 และ 91 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูลเฉพาะมาตรา 264, 265 ประกอบมาตรา 83, 91 จึงให้ประทับฟ้อง ส่วนข้อหาอื่นให้ยก จำเลยทั้งสี่ปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิ จำคุกคนละ 4 ปี ยกฟ้องจำเลยที่ 4 ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยเบื้องต้นว่า คำร้องขอให้รับฎีกาทั้งหมดโดยอ้างเหตุปรับความเข้าใจกับโจทก์ ไม่เป็นไปตามขั้นตอนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 224 จึงยกคำร้อง ประเด็นสำคัญคือโจทก์เป็นผู้เสียหายหรือไม่ ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์เป็นทายาทโดยธรรมของเจ้ามรดก และจำเลยร่วมกันปลอมพินัยกรรมยกทรัพย์ให้จำเลยที่ 3 โดยเจ้ามรดกไม่มีสติสัมปชัญญะ พินัยกรรมจึงไม่มีผลใช้บังคับ การกระทำดังกล่าวกระทบสิทธิของโจทก์โดยตรง ทำให้โจทก์เป็นผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) และมีอำนาจฟ้องคดีได้ อย่างไรก็ตาม ศาลเห็นว่าคดีเกิดในครอบครัว มีการปรับความเข้าใจ จำเลยไม่เคยกระทำผิดมาก่อน และได้ดูแลเจ้ามรดก ศาลฎีกาจึงแก้โทษเป็นจำคุกคนละ 2 ปี ปรับคนละ 10,000 บาท และรอการลงโทษไว้ 3 ปี ตามมาตรา 56 ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 266, 268, 83, 91 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลเฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 83, 91 ให้ประทับฟ้อง (ที่ถูก ข้อหาอื่นให้ยก) จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 (เดิม) ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 4 ปี ยกฟ้องจำเลยที่ 4 ข้อหาอื่นให้ยก จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกา โดยศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาฉบับวันที่ 21 และ 28 กุมภาพันธ์ 2563 เฉพาะในปัญหาข้อกฎหมาย และไม่รับฎีกาฉบับวันที่ 15 เมษายน 2563 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับคำร้องของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฉบับลงวันที่ 15 มกราคม 2564 ที่ขอให้ศาลฎีการับฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไว้พิจารณาทั้งหมดนั้น เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในปัญหาข้อเท็จจริงก็ดี หรือมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฉบับวันที่ 15 เมษายน 2563 ก็ดี หากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่เห็นพ้องด้วยกับคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าว ก็ชอบที่จะฎีกาโต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฎีกานั้นโดยทำเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งยื่นต่อศาลฎีกาต่อไปได้ภายในกำหนด 15 วัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 224 หาใช่ทำเป็นคำร้องโดยอ้างเหตุว่าสามารถพูดคุยกับโจทก์จนเป็นที่เข้าใจกันดี โดยโจทก์ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 แล้วขอให้ศาลฎีการับฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไว้พิจารณาเช่นนี้ ซึ่งไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด จึงให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฉบับดังกล่าวเสีย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในปัญหาข้อกฎหมายว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ ซึ่งในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 222 โดยข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยที่ 3 เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดากับนางจำรัส เจ้ามรดกซึ่งถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2560 ส่วนบิดามารดา สามี และบุตรของนางจำรัสได้ถึงแก่ความตายไปก่อนนางจำรัสแล้ว โจทก์และจำเลยที่ 3 จึงเป็นทายาทโดยธรรมมีสิทธิรับมรดกของนางจำรัส เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2559 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันปลอมพินัยกรรมของนางจำรัสขึ้นทั้งฉบับ โดยจัดพิมพ์ข้อความในพินัยกรรมว่านางจำรัสยกที่ดินโฉนดเลขที่ 137761 พร้อมบ้านเลขที่ 206 ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 3 แต่เพียงผู้เดียว และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จัดให้นางจำรัสซึ่งขณะนั้นมีอาการของโรคสมองเสื่อมไม่สามารถจดจำบุคคลรอบข้าง พูดคุยไม่รู้เรื่อง และไม่มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ พิมพ์ลายนิ้วมือในช่องผู้ทำพินัยกรรม พฤติการณ์ดังกล่าวบ่งชี้ว่านางจำรัสไม่รู้ถึงสาระสำคัญของการกระทำตนเองในการพิมพ์ลายนิ้วมือลงบนเอกสารดังกล่าว ถือไม่ได้ว่านางจำรัสมีเจตนาทำพินัยกรรม พินัยกรรมที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันจัดทำขึ้นย่อมไม่มีผลบังคับเป็นพินัยกรรมแต่ประการใด นอกจากนางจำรัสซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายโดยตรงจากการทำปลอมขึ้นซึ่งพินัยกรรมฉบับนี้จะเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานปลอมพินัยกรรมอันเป็นเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 แล้ว โจทก์ในฐานะทายาทโดยธรรมของนางจำรัสก็ถือเป็นผู้เสียหายอีกคนหนึ่งด้วย เพราะหากพินัยกรรมปลอมฉบับนี้ถูกยกขึ้นกล่าวอ้างว่าเป็นพินัยกรรมที่สมบูรณ์ใช้บังคับได้ โจทก์ซึ่งเป็นแต่เพียงทายาทโดยธรรม มิใช่ทายาทตามพินัยกรรม ย่อมไม่มีสิทธิได้รับมรดกของนางจำรัสในส่วนที่เป็นที่ดินพร้อมบ้านซึ่งกำหนดไว้ในพินัยกรรมตามสิทธิที่ควรจะได้ในฐานะที่เป็นทายาทโดยธรรม ถือได้ว่าการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กระทบต่อส่วนได้เสียของโจทก์ในการรับมรดกของนางจำรัสอันเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ต้องด้วยบทนิยามคำว่า "ผู้เสียหาย" ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) แล้ว สิทธิในความเป็นผู้เสียหายของโจทก์จึงแยกต่างหากจากนางจำรัส และไม่ใช่เป็นสิทธิเฉพาะตัวของนางจำรัสแต่ลำพังเพียงผู้เดียวดังที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อ้างในฎีกา กรณีจึงไม่จำเป็นที่นางจำรัสจะต้องยื่นฟ้องเป็นคดีอาญาเสียก่อนแล้วต่อมา ถึงแก่ความตาย โจทก์จึงค่อยเข้ามาดำเนินคดีต่างผู้ตายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 29 ดังที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เข้าใจในฎีกา การใช้สิทธิฟ้องคดีนี้ของโจทก์จึงสืบเนื่องมาจากการที่โจทก์เป็นผู้ที่ต้องได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันปลอมพินัยกรรมของนางจำรัส อันเป็นการใช้สิทธิโดยลำพังของโจทก์เองในฐานะผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 28 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่าโจทก์เป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้องคดีนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตาม การกระทำความผิดดังกล่าวเกิดขึ้นในระหว่างบรรดาญาติและทายาทของนางจำรัสซึ่งเป็นบุคคลภายในครอบครัวเดียวกัน โดยได้ความว่าปัจจุบันโจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ต่างได้พูดจาปรับความเข้าใจกันดีจนกระทั่งโจทก์ไม่ประสงค์ที่จะดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อีกต่อไป และทำบันทึกข้อตกลงระงับข้อพิพาทปรากฏตามเอกสารแนบท้ายคำร้องขอให้ศาลฎีการับฎีกาฉบับลงวันที่ 15 มกราคม 2564 ประกอบกับในระหว่างที่นางจำรัสยังมีชีวิตอยู่และมีอาการป่วยเจ็บด้วยโรคสมองเสื่อม จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ก็มีส่วนในการช่วยเหลือดูแลนางจำรัสมาด้วยดี มิได้ทอดทิ้ง พฤติการณ์กระทำความผิดพอถือได้ว่าไม่ร้ายแรงมากนัก ทั้งเป็นการกระทำความผิดครั้งแรกและจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ต่างอยู่ในวัยชราแล้ว เห็นควรให้โอกาสจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้กลับตนเป็นพลเมืองดีสักครั้ง การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไปเสียทีเดียวมีกำหนดถึง 4 ปี โดยไม่รอการลงโทษและศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน จึงหนักเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขโดยกำหนดโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เสียใหม่และรอการลงโทษไว้เพื่อให้เหมาะสมกับพฤติการณ์แห่งคดี แต่สมควรลงโทษปรับด้วยเพื่อให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เข็ดหลาบ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 คนละ 2 ปี และปรับคนละ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 |



