
| ใช้เอกสารปลอมฟ้องคดี เบิกความเท็จในศาล เป็นกรรมเดียวหรือหลายกรรม ศาลลงโทษอย่างไรตามหลักกฎหมายอาญา
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยซึ่งใช้เอกสารสิทธิปลอมฟ้องคดีแพ่งต่อศาล และต่อมาเบิกความเท็จพร้อมนำพยานหลักฐานอันเป็นเท็จเข้าสู่กระบวนพิจารณา เป็นความผิดหลายกรรมหรือเป็นกรรมเดียวที่เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท โดยศาลฎีกาได้วางหลักสำคัญว่า หากการกระทำทั้งหมดมีเจตนามุ่งหมายเดียวกัน คือเพื่อให้ตนได้รับประโยชน์จากคำพิพากษา การกระทำดังกล่าวย่อมถือเป็นกรรมเดียว แม้จะมีหลายพฤติการณ์ต่อเนื่องกัน และต้องลงโทษตามบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ซึ่งสะท้อนหลักการสำคัญเรื่อง “เจตนาเดียวกัน” ในการกำหนดลักษณะของความผิดและโทษ ข้อเท็จจริงของคดี จำเลยได้กรอกข้อความในแบบพิมพ์สัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกัน โดยมีลายมือชื่อของโจทก์ทั้งสองปรากฏอยู่โดยไม่ได้รับความยินยอม อันเป็นการปลอมเอกสารสิทธิ ต่อมาจำเลยได้นำเอกสารดังกล่าวไปใช้ฟ้องโจทก์เป็นคดีแพ่งเพื่อเรียกเงินตามสัญญา และภายหลังยังได้เบิกความเท็จต่อศาล รวมทั้งนำพยานหลักฐานอันเป็นเท็จเข้าสู่การพิจารณา เพื่อให้ศาลหลงเชื่อและพิพากษาให้ตนได้รับเงินตามเอกสารปลอมดังกล่าว คำวินิจฉัยของศาล ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่าการกระทำของจำเลยเป็นหลายกรรมหรือกรรมเดียว ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้จำเลยจะมีพฤติการณ์หลายขั้นตอน ได้แก่ ปลอมเอกสาร ใช้เอกสาร และเบิกความเท็จ แต่การกระทำทั้งหมดมีเจตนาร่วมเดียวกัน คือมุ่งหมายให้โจทก์ชำระเงินตามเอกสารปลอม การเบิกความเท็จและนำพยานเท็จจึงเป็นเพียงการกระทำต่อเนื่องเพื่อให้บรรลุผลตามเจตนาเดิม จึงถือเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษตามบทที่มีโทษหนักที่สุด วิเคราะห์หลักกฎหมาย หลักสำคัญคือ “เจตนาเดียว” เป็นตัวกำหนดว่าการกระทำเป็นกรรมเดียวหรือหลายกรรม หากการกระทำหลายอย่างเกิดขึ้นโดยมีเป้าหมายเดียวกัน และมีความต่อเนื่องกันในทางข้อเท็จจริง ย่อมถือเป็นกรรมเดียว แม้จะเข้าข่ายหลายฐานความผิด เช่น ใช้เอกสารปลอมและเบิกความเท็จ แต่เมื่อเป็นเพียงวิธีการเพื่อให้บรรลุผลเดียวกัน จึงไม่ถือเป็นหลายกรรม เจตนารมณ์ของกฎหมาย มาตรา 90 มุ่งป้องกันการลงโทษซ้ำซ้อนในกรณีที่การกระทำมีลักษณะเป็นการกระทำเดียว แต่เข้าข่ายหลายความผิด โดยให้ลงโทษเฉพาะบทที่หนักที่สุด เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและได้สัดส่วนกับความผิดจริง แนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง ศาลฎีกามีแนววินิจฉัยสม่ำเสมอว่า หากการกระทำหลายขั้นตอนเป็นเพียงวิธีการเพื่อให้ได้ผลลัพธ์เดียวกัน เช่น การใช้เอกสารปลอมและการเบิกความเท็จเพื่อสนับสนุนกัน ย่อมถือเป็นกรรมเดียว ไม่ใช่หลายกรรมตามมาตรา 91 สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1 ศาลชั้นต้น พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดหลายกรรม ลงโทษแยกกระทง รวมจำคุก 6 ปี 2 ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้เป็นว่าเป็นกรรมเดียว ลงโทษตามมาตรา 90 จำคุก 2 ปี ปรับ และรอการลงโทษ 3 ศาลฎีกา พิพากษาแก้ไม่รอการลงโทษ เห็นว่าการกระทำมีความร้ายแรง กระทบกระบวนการยุติธรรมอย่างร้ายแรง จึงสมควรลงโทษจำคุกโดยไม่รอลงอาญา สรุปข้อคิดทางกฎหมาย การใช้ศาลเป็นเครื่องมือในการเรียกร้องสิทธิจากเอกสารปลอม และสนับสนุนด้วยการเบิกความเท็จ ถือเป็นการกระทำที่บ่อนทำลายกระบวนการยุติธรรมโดยตรง แม้พฤติการณ์จะมีหลายขั้นตอน แต่หากมีเจตนาเดียว ย่อมเป็นกรรมเดียวและต้องลงโทษตามบทที่หนักที่สุด อย่างไรก็ดี ความร้ายแรงของการกระทำอาจส่งผลต่อดุลพินิจในการไม่รอการลงโทษ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า การใช้เอกสารสิทธิปลอมร่วมกับการเบิกความเท็จ เป็นหลายกรรมหรือกรรมเดียว โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเป็นกรรมเดียว เนื่องจากมีเจตนาเดียวกันในการกระทำ มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ 1 กรรมเดียวหลายบท มาตรา 90 หมายถึง การกระทำเดียวที่เข้าข่ายหลายความผิด ให้ลงโทษบทที่หนักที่สุด 2 เจตนาเดียวกัน หมายถึง การกระทำหลายขั้นตอนที่มีเป้าหมายเดียว ถือเป็นกรรมเดียว ไม่ใช่หลายกรรม คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม การใช้เอกสารสิทธิปลอมฟ้องคดีมีความผิดอย่างไร คำตอบ การนำเอกสารสิทธิปลอมไปใช้ในการฟ้องคดีต่อศาล ถือเป็นความผิดฐานใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 ประกอบมาตรา 265 เนื่องจากเอกสารสิทธิเป็นเอกสารที่ก่อให้เกิดสิทธิหรือเปลี่ยนแปลงสิทธิของบุคคล การปลอมและนำไปใช้ย่อมกระทบต่อความน่าเชื่อถือของระบบกฎหมายโดยตรง อีกทั้งหากใช้เอกสารดังกล่าวในกระบวนการยุติธรรม ยิ่งถือเป็นการกระทำที่ร้ายแรง เพราะมีผลทำให้ศาลอาจหลงเชื่อและมีคำพิพากษาที่คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง กฎหมายจึงกำหนดโทษไว้อย่างเข้มงวดเพื่อคุ้มครองความถูกต้องของเอกสารและความศักดิ์สิทธิ์ของกระบวนการยุติธรรม โดยไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดความเสียหายจริงก็สามารถลงโทษได้ 2. คำถาม การเบิกความเท็จในศาลถือว่ามีความผิดเพียงใด คำตอบ การเบิกความเท็จเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 และ 180 โดยเฉพาะเมื่อเป็นข้อความสำคัญในคดี ย่อมเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงที่ศาลใช้ในการวินิจฉัยคดี ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดคำพิพากษาที่ไม่เป็นธรรม กฎหมายจึงกำหนดโทษทางอาญาไว้เพื่อป้องกันการให้ข้อมูลเท็จต่อศาล การเบิกความเท็จไม่จำเป็นต้องทำให้คดีเปลี่ยนผลก็เป็นความผิดได้ เพราะกฎหมายมุ่งคุ้มครองความสุจริตของพยานหลักฐานและความยุติธรรมของกระบวนการพิจารณาคดี ดังนั้นผู้ที่เข้าเบิกความต้องให้ข้อเท็จจริงตามความเป็นจริง มิฉะนั้นจะต้องรับโทษตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด 3. คำถาม หลักกรรมเดียวกับหลายกรรมแตกต่างกันอย่างไร คำตอบ หลักกรรมเดียวกับหลายกรรมเป็นหลักสำคัญในการกำหนดโทษทางอาญา หากการกระทำหลายอย่างเกิดจากเจตนาเดียวและมีความต่อเนื่องเพื่อบรรลุผลเดียวกัน จะถือเป็นกรรมเดียว แม้จะเข้าข่ายหลายความผิด แต่จะลงโทษตามมาตรา 90 เฉพาะบทที่หนักที่สุด ในทางกลับกัน หากการกระทำแต่ละอย่างมีเจตนาแยกกัน เป็นอิสระต่อกัน จะถือเป็นหลายกรรมตามมาตรา 91 และต้องลงโทษแยกเป็นกระทงความผิด หลักดังกล่าวช่วยให้การลงโทษมีความเป็นธรรมและสอดคล้องกับพฤติการณ์ของผู้กระทำผิดอย่างแท้จริง 4. คำถาม ศาลพิจารณาอะไรในการวินิจฉัยว่าเป็นกรรมเดียว คำตอบ ศาลจะพิจารณาจากเจตนาเป็นหลัก โดยพิจารณาว่าการกระทำหลายอย่างนั้นมีเป้าหมายเดียวกันหรือไม่ หากพบว่าการกระทำทั้งหมดเป็นเพียงขั้นตอนต่อเนื่องเพื่อให้บรรลุผลเดียว เช่น การใช้เอกสารปลอมและการเบิกความเท็จเพื่อสนับสนุนกัน ก็ถือเป็นกรรมเดียว แต่หากแต่ละการกระทำมีวัตถุประสงค์แยกจากกัน เช่น กระทำเพื่อประโยชน์คนละเรื่อง ก็อาจถือเป็นหลายกรรม การวินิจฉัยจึงต้องพิจารณาทั้งข้อเท็จจริงและเจตนาโดยรอบอย่างละเอียด 5. คำถาม มาตรา 90 มีความสำคัญอย่างไร คำตอบ มาตรา 90 เป็นบทบัญญัติที่ใช้ในกรณีที่การกระทำเดียวเข้าข่ายหลายความผิด โดยให้ลงโทษตามบทที่มีโทษหนักที่สุด เพื่อป้องกันการลงโทษซ้ำซ้อนและให้โทษมีความเหมาะสมกับพฤติการณ์จริง หลักการนี้สะท้อนแนวคิดเรื่องความเป็นธรรมในการลงโทษ โดยไม่ให้ผู้กระทำต้องรับโทษเกินสมควรจากการกระทำที่แท้จริงเพียงครั้งเดียว แม้จะมีหลายองค์ประกอบความผิดก็ตาม 6. คำถาม ศาลสามารถไม่รอการลงโทษได้ในกรณีใด คำตอบ แม้กฎหมายเปิดโอกาสให้ศาลรอการลงโทษตามมาตรา 56 แต่หากพฤติการณ์ของจำเลยมีความร้ายแรง เช่น เป็นการกระทำที่บิดเบือนกระบวนการยุติธรรม หรือมีลักษณะจงใจเอาเปรียบผู้อื่น ศาลอาจเห็นว่าไม่สมควรให้โอกาสกลับตัว และมีคำสั่งไม่รอการลงโทษได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาลโดยพิจารณาจากความร้ายแรงของการกระทำ ผลกระทบต่อสังคม และพฤติการณ์ส่วนตัวของจำเลย 7. คำถาม การใช้ศาลเป็นเครื่องมือมีผลทางกฎหมายอย่างไร คำตอบ การใช้ศาลเป็นเครื่องมือในการเรียกร้องสิทธิจากข้อมูลหรือเอกสารที่ไม่เป็นความจริง ถือเป็นการกระทำที่กระทบต่อความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมอย่างร้ายแรง เพราะศาลเป็นองค์กรที่ต้องอาศัยข้อเท็จจริงที่ถูกต้องในการวินิจฉัย หากมีการนำข้อมูลเท็จเข้าสู่ศาล ย่อมเสี่ยงต่อการทำให้เกิดคำพิพากษาที่ไม่เป็นธรรม กรณีเช่นนี้ศาลมักพิจารณาว่าเป็นพฤติการณ์ร้ายแรงและอาจลงโทษอย่างเข้มงวด 8. คำถาม ผู้ไม่เคยต้องโทษมาก่อนจะได้รับการรอการลงโทษเสมอหรือไม่ คำตอบ ไม่เสมอไป แม้จำเลยจะไม่เคยต้องโทษมาก่อน แต่หากการกระทำมีลักษณะร้ายแรงหรือมีผลกระทบต่อระบบกฎหมายหรือสังคมอย่างมีนัยสำคัญ ศาลอาจไม่ใช้ดุลพินิจรอการลงโทษได้ การพิจารณาจะคำนึงถึงทั้งพฤติการณ์แห่งคดีและตัวบุคคลของจำเลยประกอบกัน หลักกฎหมายแยกตามมาตรา ข้อ 1 มาตรา 56 เป็นบทบัญญัติว่าด้วยการรอการลงโทษ โดยศาลอาจใช้ดุลพินิจรอการลงโทษจำคุกได้ หากเห็นว่าผู้กระทำผิดสมควรได้รับโอกาสกลับตัว โดยพิจารณาจากพฤติการณ์แห่งคดี ความร้ายแรงของการกระทำ และประวัติของจำเลย แต่หากพฤติการณ์มีลักษณะร้ายแรงหรือกระทบต่อสาธารณะ ศาลอาจไม่รอการลงโทษ ข้อ 2 มาตรา 90 กำหนดหลักการว่า หากการกระทำเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามบทที่มีโทษหนักที่สุด หลักนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการลงโทษซ้ำซ้อน และให้โทษสอดคล้องกับลักษณะการกระทำที่แท้จริง ข้อ 3 มาตรา 265 เป็นความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิ ซึ่งเป็นเอกสารที่ก่อให้เกิดสิทธิหรือเปลี่ยนแปลงสิทธิ เช่น สัญญากู้เงิน การปลอมเอกสารดังกล่าวถือเป็นความผิดร้ายแรง เนื่องจากกระทบต่อความเชื่อถือในระบบเอกสารทางกฎหมาย ข้อ 4 มาตรา 268 วรรคแรก กำหนดความผิดฐานใช้เอกสารปลอม โดยผู้ที่นำเอกสารปลอมไปใช้หรืออ้างอิงต่อบุคคลอื่นหรือศาล ถือเป็นความผิดแม้ตนจะไม่ได้เป็นผู้ปลอมเองก็ตาม โดยเน้นการคุ้มครองความน่าเชื่อถือของเอกสารในระบบกฎหมาย ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3911/2568 จำเลยใช้หรืออ้างแบบพิมพ์หนังสือสัญญากู้เงินและแบบพิมพ์หนังสือสัญญาค้ำประกันซึ่งเป็นเอกสารสิทธิปลอมฟ้องโจทก์ทั้งสองเป็นคดีแพ่ง จำเลยมีเจตนาประสงค์จะให้โจทก์ทั้งสองชำระเงินให้แก่จำเลยตามสัญญาทั้งสองฉบับดังกล่าวที่เป็นเอกสารปลอม ต่อมาจำเลยเข้าเบิกความเท็จและนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดี เป็นเพียงการกระทำที่สืบเนื่องต่อมาเพื่อให้บรรลุเจตนาของจำเลยที่ประสงค์จะให้จำเลยได้รับเงินที่โจทก์ทั้งสองต้องชำระแก่จำเลยตามคำพิพากษาเท่านั้น ความผิดต่าง ๆ จำเลยก่อขึ้นโดยอาศัยเจตนาอย่างเดียวกัน ไม่ได้แยกต่างหากจากกันเป็นหลายเจตนา การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญาหลายมาตรา ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูลจึงรับฟ้อง ต่อมาพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมและเบิกความเท็จ โดยเห็นว่าเป็นหลายกรรม ลงโทษรวมจำคุก 6 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามมาตรา 90 จำคุก 2 ปี ปรับ 50,000 บาท และรอการลงโทษ 3 ปี พร้อมกำหนดเงื่อนไขคุมความประพฤติ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยปลอมสัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกันโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ แล้วนำไปใช้ฟ้องคดีแพ่งเพื่อเรียกเงิน ต่อมาได้เบิกความเท็จและนำพยานหลักฐานอันเป็นเท็จเข้าสู่ศาล ซึ่งล้วนเป็นพฤติการณ์ต่อเนื่องจากเจตนาเดียว คือมุ่งหมายให้โจทก์ชำระเงินตามเอกสารปลอม จึงเป็นกรรมเดียวไม่ใช่หลายกรรม และต้องลงโทษตามบทที่หนักที่สุดตามมาตรา 90 ตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาเห็นว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการใช้ศาลเป็นเครื่องมือและบิดเบือนกระบวนการยุติธรรมอย่างร้ายแรง แม้จำเลยจะมีอายุสูงและไม่เคยต้องโทษมาก่อน แต่พฤติการณ์แสดงถึงการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบและเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น จึงไม่สมควรรอการลงโทษ พิพากษาแก้ไม่รอการลงโทษจำคุก และไม่ปรับหรือคุมความประพฤติ นอกจากนั้นให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90, 91, 177, 180, 264, 265, 268 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคแรก, 180 วรรคแรก, 268 วรรคสอง ประกอบมาตรา 265 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 4 ปี ฐานเบิกความเท็จและนำสืบพยานหลักฐานอันเป็นเท็จเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเบิกความเท็จซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 6 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี และปรับ 50,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี คุมความประพฤติโดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ภายใน 1 ปี และกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลา 18 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยปลอมเอกสารสิทธิด้วยการกรอกข้อความในแบบพิมพ์หนังสือสัญญากู้เงิน ซึ่งมีลายมือชื่อโจทก์ที่ 1 ในช่องผู้กู้ และแบบพิมพ์หนังสือสัญญาค้ำประกัน ซึ่งมีลายมือชื่อโจทก์ที่ 2 ในช่องผู้ค้ำประกัน ตามแบบพิมพ์หนังสือสัญญากู้เงิน และแบบพิมพ์หนังสือสัญญาค้ำประกัน โดยโจทก์ทั้งสองไม่ยินยอม วันที่ 13 มกราคม 2559 จำเลยนำแบบพิมพ์หนังสือสัญญากู้เงินดังกล่าวไปฟ้องโจทก์ที่ 1 เป็นจำเลยขอให้โจทก์ที่ 1 ชำระเงินตามแบบพิมพ์หนังสือสัญญากู้เงินดังกล่าว ภายหลังจำเลยขอถอนฟ้องคดีดังกล่าว และวันที่ 8 พฤศจิกายน 2561 จำเลยนำแบบพิมพ์หนังสือสัญญากู้เงิน และแบบพิมพ์หนังสือสัญญาค้ำประกัน นั้นไปฟ้องโจทก์ทั้งสองเป็นจำเลยขอให้โจทก์ทั้งสองชำระเงินตามแบบพิมพ์หนังสือสัญญากู้เงินและแบบพิมพ์หนังสือสัญญาค้ำประกันดังกล่าว วันที่ 25 เมษายน 2562 จำเลยเบิกความเป็นพยานในคดีดังกล่าวอันเป็นเท็จและความเท็จนั้นเป็นข้อสำคัญในคดี กับนำสืบและแสดงพยานหลักฐานตามแบบพิมพ์หนังสือสัญญากู้เงิน และแบบพิมพ์หนังสือสัญญาค้ำประกัน อันเป็นเท็จในการพิจารณาคดี อันเป็นพยานหลักฐานในข้อสำคัญในคดีดังกล่าว ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในคดีดังกล่าวแล้วว่าแบบพิมพ์หนังสือสัญญากู้เงิน และแบบพิมพ์หนังสือสัญญาค้ำประกัน เป็นเอกสารปลอม แล้วพิพากษายกฟ้อง จำเลยซึ่งเป็นโจทก์ในคดีดังกล่าวอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาแล้วพิพากษายืน และข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นด้วยว่า สำหรับความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิ ขาดอายุความแล้ว เนื่องโจทก์ทั้งสองไม่ได้อุทธรณ์ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองเป็นประการแรกว่า การกระทำของจำเลยในความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม กับความผิดฐานเบิกความเท็จและนำสืบพยานหลักฐานอันเป็นเท็จเป็นการกระทำความผิดต่างกรรมกัน หรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยใช้หรืออ้างแบบพิมพ์หนังสือสัญญากู้เงิน ซึ่งเป็นเอกสารสิทธิปลอมฟ้องโจทก์ที่ 1 ต่อศาลชั้นต้น กับใช้หรืออ้างแบบพิมพ์หนังสือสัญญากู้เงินและแบบพิมพ์หนังสือสัญญาค้ำประกันซึ่งเป็นเอกสารสิทธิปลอมฟ้องโจทก์ทั้งสองต่อศาลชั้นต้น เป็นคดีแพ่ง นั้นเมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์แห่งคดีจากข้อเท็จจริงตามฟ้องและตามที่โจทก์ทั้งสองนำสืบแล้วปรากฏว่า จำเลยมีเจตนาประการเดียวคือมุ่งประสงค์จะให้โจทก์ทั้งสองชำระเงินให้แก่จำเลยตามสัญญาทั้งสองฉบับดังกล่าวที่เป็นเอกสารปลอม ต่อมาที่จำเลยเข้าเบิกความเท็จและนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีเป็นเพียงการกระทำที่สืบเนื่องต่อมาเพื่อให้บรรลุเจตนาของจำเลยที่มุ่งประสงค์จะให้จำเลยได้รับเงินที่โจทก์ทั้งสองต้องชำระแก่จำเลยตามคำพิพากษาเท่านั้น ความผิดต่าง ๆ อันจำเลยก่อขึ้นจึงอาศัยเจตนาอย่างเดียวกัน ไม่ได้แยกต่างหากจากกันเป็นหลายเจตนาดังที่โจทก์ทั้งสองอ้างในฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท และให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองในประการสุดท้ายว่า กรณีไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า พฤติการณ์ที่จำเลยใช้หรืออ้างแบบพิมพ์หนังสือสัญญากู้เงินและแบบพิมพ์หนังสือสัญญาค้ำประกันซึ่งเป็นเอกสารสิทธิปลอมมาฟ้องโจทก์ทั้งสอง นับว่าเป็นการอาศัยศาลเป็นเครื่องมือในการบังคับโจทก์ทั้งสองให้ต้องรับผิดตามสัญญาที่มีการทำปลอมขึ้น ย่อมทำให้กระบวนการยุติธรรมในชั้นศาลถูกบิดเบือนจากการใช้พยานหลักฐานอันเป็นเท็จ ซึ่งอาจเป็นเหตุให้การวินิจฉัยชี้ขาดคดีของศาลไม่เป็นไปโดยเที่ยงธรรมด้วย พฤติการณ์ดังกล่าวนับว่าเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยเป็นข้าราชการบำนาญมีอายุมากถึง 79 ปี และไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน แต่จำเลยก็มิได้ประพฤติตนให้อยู่ในทำนองคลองธรรม กลับแสวงหาประโยชน์ด้วยการเป็นนายทุนปล่อยเงินกู้โดยมีพฤติการณ์เอารัดเอาเปรียบโจทก์ที่ 1 ผู้กู้ด้วยการกรอกข้อความจำนวนเงินกู้ในแบบพิมพ์หนังสือสัญญากู้ซึ่งมีลายมือชื่อโจทก์ที่ 1 ลงไว้ ให้สูงกว่าที่กู้กันจริงโดยโจทก์ที่ 1 ไม่รู้เห็นยินยอม นับว่าเป็นการกระทำที่มุ่งแต่ประโยชน์ส่วนตัวโดยมิได้คำนึงถึงความเดือดร้อนเสียหายของผู้อื่น กรณีสมควรต้องลงโทษจำคุกจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ใช้ดุลพินิจรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้ฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ไม่ปรับและไม่คุมความประพฤติจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 |



