
| ปลอมบัตรประชาชนและนำไปใช้ผิดกฎหมายหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยอย่างไร และต้องลงโทษตามกฎหมายบทใดเมื่อเป็นกรรมเดียวผิดหลายบท
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับความผิดฐานปลอมบัตรประจำตัวประชาชนและการนำไปใช้ซึ่งถือเป็นเอกสารราชการปลอม รวมถึงการตีความหลักกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท และการเลือกบทลงโทษที่หนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 โดยศาลฎีกาวินิจฉัยย้ำว่า การใช้บัตรประชาชนปลอมย่อมเป็นการกระทำที่ครอบคลุมทั้งความผิดตามพระราชบัญญัติบัตรประชาชนและประมวลกฎหมายอาญา อีกทั้งยังวินิจฉัยประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการยกข้อเท็จจริงใหม่ในชั้นฎีกาว่าเป็นข้อห้ามตามกฎหมายวิธีพิจารณา ซึ่งเป็นหลักสำคัญในการควบคุมขอบเขตการอุทธรณ์และฎีกาในคดีอาญา ข้อเท็จจริงของคดี จำเลยทั้งสองร่วมกันปลอมบัตรประจำตัวประชาชนและนำไปใช้ โดยมีลักษณะเป็นการกระทำที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่นหรือประชาชนทั่วไป โจทก์ฟ้องให้ลงโทษตามกฎหมายอาญาและกฎหมายเฉพาะเกี่ยวกับบัตรประชาชน จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอม ต่อมาศาลอุทธรณ์แก้ไขเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติบัตรประชาชนซึ่งมีโทษหนักกว่า และศาลฎีกาวินิจฉัยยืน ประเด็นข้อกฎหมาย ประเด็นสำคัญประกอบด้วย 1 การใช้บัตรประชาชนปลอมเป็นความผิดตามกฎหมายใด 2 การกระทำเดียวเข้าข่ายความผิดหลายบทหรือไม่ 3 ต้องเลือกลงโทษบทใด 4 การอ้างไม่มีเจตนาในชั้นฎีกาทำได้หรือไม่ 5 ควรรอการลงโทษหรือไม่ คำวินิจฉัยศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า 1 การอ้างไม่มีเจตนาในชั้นฎีกาเป็นข้อเท็จจริงใหม่ ต้องห้าม 2 การใช้บัตรประชาชนปลอมเป็นความผิดทั้งตามกฎหมายอาญาและกฎหมายเฉพาะ 3 เป็นกรรมเดียวผิดหลายบท ต้องใช้มาตรา 90 4 ต้องลงโทษตามบทที่มีโทษหนักที่สุด 5 ไม่สมควรรอการลงโทษเนื่องจากเป็นความผิดร้ายแรง วิเคราะห์หลักกฎหมาย หลักสำคัญคือกรรมเดียวผิดหลายบท ซึ่งหมายถึงการกระทำเดียวแต่เข้าข่ายหลายความผิด ต้องเลือกบทที่หนักที่สุดเพื่อป้องกันการลงโทษซ้ำซ้อน หลักนี้สะท้อนความเป็นธรรมและประสิทธิภาพในการลงโทษ เจตนารมณ์ของกฎหมาย กฎหมายมุ่งคุ้มครองความถูกต้องของเอกสารราชการและความเชื่อถือของระบบทะเบียนราษฎร ซึ่งมีผลต่อความมั่นคงของรัฐและความปลอดภัยของสังคม แนวคำพิพากษาศาลฎีกา กษาที่เกี่ยวข้อง ศาลฎีกามีแนววินิจฉัยสม่ำเสมอว่า การปลอมและใช้เอกสารราชการเป็นความผิดร้ายแรง และหากเข้าข่ายหลายบทต้องใช้มาตรา 90 สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1 ศาลชั้นต้น พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอม ลงโทษจำคุกและปรับ โดยลดโทษเนื่องจากรับสารภาพ และรอการลงโทษจำคุก 2 ศาลอุทธรณ์ แก้ไขให้เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติบัตรประชาชน ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักกว่า ลงโทษจำคุกโดยไม่รอการลงโทษ 3 ศาลฎีกา พิพากษายืน เห็นว่าการปรับบทกฎหมายถูกต้อง และไม่สมควรรอการลงโทษเนื่องจากเป็นความผิดร้ายแรง ข้อคิดทางกฎหมาย การปลอมและใช้เอกสารราชการเป็นการกระทำที่กระทบต่อความเชื่อถือของรัฐโดยตรง กฎหมายจึงกำหนดบทลงโทษอย่างเข้มงวด หลักกรรมเดียวผิดหลายบทมีบทบาทสำคัญในการป้องกันการลงโทษซ้ำซ้อน และการจำกัดสิทธิในการยกข้อเท็จจริงใหม่ในชั้นฎีกาเป็นกลไกสำคัญในการรักษาความมั่นคงของกระบวนพิจารณาคดี ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับหลักกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 และการลงโทษความผิดเกี่ยวกับเอกสารราชการปลอม สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ กรรมเดียวผิดหลายบท หมายถึงการกระทำเพียงครั้งเดียวแต่เข้าข่ายหลายความผิด ต้องเลือกลงโทษบทที่หนักที่สุดเพื่อไม่ให้ลงโทษซ้ำซ้อน ปลอมและใช้เอกสารราชการ เป็นความผิดร้ายแรงที่กระทบต่อความน่าเชื่อถือของรัฐและระบบทะเบียนราษฎร จึงต้องตีความอย่างเคร่งครัด คำถามที่พบบ่อย FAQ 1 คำถาม การปลอมบัตรประชาชนถือเป็นความผิดร้ายแรงหรือไม่ คำตอบ การปลอมบัตรประชาชนถือเป็นความผิดร้ายแรง เนื่องจากบัตรประชาชนเป็นเอกสารราชการที่ใช้ยืนยันตัวบุคคลในระบบของรัฐ การปลอมแปลงย่อมกระทบต่อความเชื่อถือของระบบทะเบียนราษฎรและอาจนำไปสู่การทุจริตหรืออาชญากรรมอื่น กฎหมายจึงกำหนดโทษไว้อย่างเข้มงวด ทั้งในประมวลกฎหมายอาญาและกฎหมายเฉพาะ ศาลจะพิจารณาจากพฤติการณ์แห่งคดีว่าการกระทำนั้นก่อให้เกิดหรืออาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อสาธารณะหรือไม่ หากมีลักษณะเป็นการกระทำที่จงใจหรือมีการนำไปใช้ ยิ่งเป็นเหตุให้ลงโทษหนักขึ้น 2 คำถาม การใช้บัตรประชาชนปลอมผิดกฎหมายหรือไม่ คำตอบ การใช้บัตรประชาชนปลอมเป็นความผิดตามกฎหมาย เนื่องจากเป็นการใช้เอกสารที่เกิดจากการปลอมแปลง ซึ่งกฎหมายถือว่าเป็นการกระทำที่หลอกลวงและอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่นหรือรัฐ แม้ผู้ใช้จะไม่ได้เป็นผู้ปลอมเองก็ยังถือว่ามีความผิด เพราะการใช้เอกสารปลอมเป็นการสนับสนุนให้เกิดการกระทำผิด และเป็นการบ่อนทำลายความเชื่อถือของระบบราชการ 3 คำถาม กรรมเดียวผิดหลายบทคืออะไร คำตอบ กรรมเดียวผิดหลายบทหมายถึงการกระทำเพียงครั้งเดียวแต่เข้าข่ายความผิดหลายบทตามกฎหมาย เช่น การปลอมและใช้บัตรประชาชนปลอม ซึ่งเข้าข่ายทั้งความผิดตามกฎหมายอาญาและกฎหมายเฉพาะ ในกรณีเช่นนี้ กฎหมายกำหนดให้ลงโทษตามบทที่มีโทษหนักที่สุด เพื่อหลีกเลี่ยงการลงโทษซ้ำซ้อนและเพื่อความเป็นธรรมในการลงโทษ 4 คำถาม สามารถอ้างไม่มีเจตนาในชั้นฎีกาได้หรือไม่ คำตอบ การอ้างข้อเท็จจริงใหม่ในชั้นฎีกา เช่น การไม่มีเจตนา เป็นสิ่งที่กฎหมายห้าม หากข้อเท็จจริงดังกล่าวไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้ในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาจะไม่รับวินิจฉัย เนื่องจากเป็นการขัดต่อหลักการพิจารณาคดีที่ต้องให้ข้อเท็จจริงครบถ้วนในศาลล่างก่อน 5 คำถาม เหตุใดศาลจึงไม่รอการลงโทษในคดีนี้ คำตอบ ศาลพิจารณาว่าการปลอมและใช้บัตรประชาชนเป็นการกระทำที่มีผลกระทบต่อสาธารณะและความมั่นคงของรัฐ แม้จำเลยจะไม่เคยต้องโทษมาก่อน แต่พฤติการณ์แห่งคดีถือว่าร้ายแรง จึงไม่สมควรรอการลงโทษเพื่อให้เกิดการยับยั้งและป้องปราม 6 คำถาม การรับสารภาพมีผลอย่างไรต่อโทษ คำตอบ การรับสารภาพเป็นเหตุบรรเทาโทษตามกฎหมาย ศาลสามารถลดโทษให้ได้ เช่น ลดลงกึ่งหนึ่ง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับการรอการลงโทษเสมอไป ศาลยังต้องพิจารณาความร้ายแรงของการกระทำประกอบ 7 คำถาม การปลอมเอกสารราชการต่างจากเอกสารทั่วไปอย่างไร คำตอบ เอกสารราชการเป็นเอกสารที่ออกโดยรัฐหรือเจ้าพนักงาน ซึ่งมีผลทางกฎหมายและใช้ยืนยันสิทธิหรือสถานะของบุคคล การปลอมเอกสารราชการจึงมีความร้ายแรงกว่าการปลอมเอกสารทั่วไป เพราะกระทบต่อระบบของรัฐโดยตรง 8 คำถาม หลักมาตรา 90 มีความสำคัญอย่างไร คำตอบ มาตรา 90 เป็นหลักสำคัญในการกำหนดบทลงโทษเมื่อมีการกระทำที่เข้าข่ายหลายความผิด โดยกำหนดให้เลือกลงโทษบทที่หนักที่สุด หลักนี้ช่วยป้องกันการลงโทษซ้ำซ้อนและสร้างความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรม อธิบายหลักกฎหมาย ข้อ 1 ป.อ. มาตรา 90 มาตรา 90 กำหนดหลักการสำคัญเกี่ยวกับการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท โดยให้ลงโทษตามบทที่มีโทษหนักที่สุด หลักการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการลงโทษซ้ำซ้อนและให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้กระทำผิด กล่าวคือ หากการกระทำเพียงครั้งเดียวเข้าข่ายหลายความผิด ศาลจะต้องพิจารณาว่าบทใดมีโทษหนักที่สุดและใช้บทนั้นในการลงโทษเพียงบทเดียว ไม่ใช่ลงโทษทุกบทพร้อมกัน หลักนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในคดีเกี่ยวกับเอกสารราชการปลอมซึ่งมักเข้าข่ายทั้งความผิดตามกฎหมายอาญาและกฎหมายเฉพาะ ข้อ 2 มาตรา 265 มาตรา 265 เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับความผิดฐานปลอมเอกสารราชการ โดยกำหนดโทษแก่ผู้ที่ทำเอกสารปลอมขึ้นหรือแก้ไขเอกสารราชการให้ผิดไปจากความจริง โดยมีเจตนาให้ผู้อื่นหลงเชื่อ เอกสารราชการมีลักษณะพิเศษคือเป็นเอกสารที่ออกโดยรัฐหรือเจ้าพนักงาน การปลอมแปลงจึงมีความร้ายแรงกว่าการปลอมเอกสารทั่วไป เนื่องจากกระทบต่อความเชื่อถือของรัฐและระบบกฎหมายโดยรวม ข้อ 3 มาตรา 268 มาตรา 268 กำหนดความผิดฐานใช้เอกสารปลอม โดยไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ปลอมเอง เพียงนำเอกสารปลอมไปใช้ก็ถือว่ามีความผิด หากรู้ว่าเอกสารนั้นเป็นของปลอม หลักนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันไม่ให้มีการนำเอกสารปลอมไปใช้ในทางที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือรัฐ และเป็นการขยายความรับผิดไปถึงผู้ที่เกี่ยวข้องกับการใช้เอกสารปลอม ข้อ 4 พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 มาตรา 14 เป็นบทบัญญัติเฉพาะที่กำหนดความผิดเกี่ยวกับบัตรประชาชน โดยครอบคลุมทั้งการปลอมและการใช้บัตรประชาชนปลอม ซึ่งถือเป็นเอกสารราชการประเภทหนึ่ง กฎหมายกำหนดโทษไว้โดยเฉพาะ และในกรณีที่การกระทำเข้าข่ายทั้งกฎหมายนี้และกฎหมายอาญา ต้องนำหลักมาตรา 90 มาใช้เลือกบทที่มีโทษหนักที่สุดในการลงโทษ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3836/2568 ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์และไม่ทราบว่าเป็นความผิดต่อกฎหมายอาญาบ้านเมือง เป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 2 ไม่มีเจตนากระทำความผิด เป็นการหยิบยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ในชั้นฎีกาซึ่งขัดกับคำให้การรับสารภาพ จึงถือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (4) บัญญัติให้ลงโทษผู้กระทำความผิดฐานใช้บัตรประจำตัวประชาชนปลอม ซึ่งเป็นการกระทำกรรมเดียวกับความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอมตาม ป.อ. มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 ต้องปรับบทลงโทษจำเลยสองฐานความผิด และเมื่อจำเลยทั้งสองเป็นผู้ปลอมบัตรประจำตัวประชาชน จึงให้ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานปลอมบัตรประจำตัวประชาชนตามมาตรา 14 วรรคหนึ่ง (3) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญาและพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พร้อมริบของกลาง จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอมและเป็นผู้ปลอมเอกสารนั้นเอง ลงโทษจำคุกคนละ 2 ปี และปรับคนละ 40,000 บาท ลดโทษกึ่งหนึ่งคงจำคุกคนละ 1 ปี ปรับคนละ 20,000 บาท และรอการลงโทษจำคุก 2 ปี พร้อมริบของกลาง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้ว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน มาตรา 14 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 โดยลงโทษฐานร่วมกันปลอมบัตรประชาชน จำคุกคนละ 1 ปี ลดโทษกึ่งหนึ่งคงจำคุกคนละ 6 เดือน และไม่รอการลงโทษ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้ออ้างของจำเลยที่ 2 ว่าไม่มีเจตนาเป็นข้อเท็จจริงใหม่ที่ไม่ได้ยกขึ้นในศาลล่าง ต้องห้ามฎีกา จึงไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่จำเลยที่ 1 อ้างว่ากฎหมายบัตรประชาชนไม่ได้กำหนดโทษการใช้เอกสารปลอม ศาลเห็นว่ามาตรา 14 ได้บัญญัติครอบคลุมการใช้บัตรที่เกิดจากการปลอมอยู่แล้ว และการใช้บัตรประชาชนปลอมเป็นการกระทำเดียวกับความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอม จึงต้องใช้หลักกรรมเดียวผิดหลายบทและลงโทษตามบทที่หนักที่สุด การที่ศาลอุทธรณ์ปรับบทกฎหมายดังกล่าวจึงชอบแล้ว สำหรับการรอการลงโทษ ศาลฎีกาเห็นว่าการปลอมและใช้บัตรประชาชนเป็นการกระทำร้ายแรง กระทบต่อระบบทะเบียนราษฎรและความมั่นคงของรัฐ แม้จำเลยไม่เคยต้องโทษมาก่อนก็ยังไม่สมควรรอการลงโทษ พิพากษายืน ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 264, 265, 268 พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 ริบบัตรประจำตัวประชาชนปลอมและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265, 83 จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอมและเป็นผู้ปลอมเอกสารนั้นเอง จึงให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอมแต่กระทงเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง จำคุกคนละ 2 ปี และปรับคนละ 40,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ 20,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265, 83 (ที่ถูก ไม่ต้องระบุ 83) พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (3) (4) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (3) (4) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้บัตรประจำตัวประชาชนปลอมและเป็นผู้ปลอมบัตรประจำตัวประชาชนนั้นด้วย จึงให้ลงโทษฐานร่วมกันปลอมบัตรประจำตัวประชาชนแต่กระทงเดียวตามมาตรา 14 วรรคสอง ประกอบมาตรา 14 วรรคหนึ่ง (3) จำคุกคนละ 1 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับกรณีที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์และไม่ทราบว่าเป็นความผิดต่อกฎหมายอาญาบ้านเมือง ซึ่งเป็นการกล่าวอ้างในทำนองว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้มีเจตนากระทำความผิดนั้น เป็นการหยิบยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ในชั้นฎีกาซึ่งขัดกับคำรับสารภาพของจำเลยที่ 2 จึงถือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ปรับบทกฎหมายลงโทษจำเลยทั้งสองชอบหรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 มิได้บัญญัติให้ลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอม จึงต้องลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ใด... (4) ใช้หรือแสดงบัตรหรือใบรับหรือใบแทนใบรับ อันเกิดจากการกระทำความผิดตาม (1) (2) หรือ (3) ต้องระวางโทษตามที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น..." แสดงว่า พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (4) ได้บัญญัติให้ลงโทษผู้กระทำความผิดฐานใช้บัตรประจำตัวประชาชน อันเกิดจากการกระทำความผิดฐานปลอมบัตรประจำตัวประชาชนอยู่แล้ว มิใช่กรณีที่ไม่ได้บัญญัติให้ลงโทษผู้กระทำความผิดฐานใช้บัตรประจำตัวประชาชนปลอมดังฎีกาของจำเลยที่ 1 และความผิดฐานใช้บัตรประจำตัวประชาชนปลอมก็เป็นการกระทำกรรมเดียวกับความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 5 ปรับบทลงโทษทั้งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 และตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (4) โดยให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (3) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ปรับบทกฎหมายมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการสุดท้ายว่า สมควรรอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันปลอมบัตรประจำตัวประชาชนอันเป็นเอกสารราชการ แล้วนำบัตรประจำตัวประชาชนปลอมดังกล่าวไปใช้โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน เป็นการกระทำที่ไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายบ้านเมือง ก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบการจัดเก็บข้อมูลทะเบียนราษฎรซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญของประเทศ และกระทบต่อความมั่นคงของชาติ พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง แม้ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองเคยรับโทษจำคุกมาก่อน หรือมีเหตุอื่น ๆ ดังที่อ้างมาในฎีกาก็ยังไม่เพียงพอที่จะเห็นเป็นการสมควรรอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองโดยไม่รอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษจำคุกมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน |



