
| การปลอมแปลงหนังสือมอบอำนาจ, การแจ้งข้อความเท็จต่อเจ้าพนักงาน,
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับ การวินิจฉัยคดีอาญาที่เกิดจากข้อกล่าวหาว่ามีการปลอมและใช้หนังสือมอบอำนาจเพื่อนำไปจดทะเบียนขายฝากที่ดิน รวมถึงประเด็นว่าจำเลยร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานที่ดินหรือไม่ โดยมุ่งพิจารณาว่าพยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักเพียงพอหรือไม่ภายใต้หลัก “สงสัยเป็นประโยชน์จำเลย” ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา อีกทั้งยังมีประเด็นสำคัญว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นคำพิพากษาที่ชอบด้วยกฎหมายหรือเป็นเพียงการคัดลอกคำพิพากษาศาลชั้นต้นตามที่โจทก์ฎีกาอ้าง โดยศาลฎีกาจำต้องพิจารณาองค์ประกอบของคำพิพากษาตามมาตรา 186 ป.วิ.อาญา พร้อมทั้งพิจารณาเจตนารมณ์ของบทบัญญัติที่คุ้มครองสิทธิจำเลยในคดีอาญาอย่างเคร่งครัด ข้อเท็จจริงของคดีโดยสรุป จากสำนวนและข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกัน พบว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินหลายแปลง ต่อมามีการจดทะเบียนเปลี่ยนมือและจำนองกับธนาคารต่าง ๆ และในเวลาต่อมาได้มีการทำธุรกรรมหลายครั้งกับจำเลยที่ 1–3 ได้แก่ การทำสัญญาจะซื้อขาย การไถ่ถอนจำนองโดยจำเลยที่ 3 เป็นผู้ออกเงิน และการลงลายมือชื่อในสำเนาบัตรประชาชนและหนังสือมอบอำนาจซึ่งไม่มีการกรอกข้อความครบถ้วน โดยจำเลยที่ 1 นำหนังสือดังกล่าวไปใช้จดทะเบียนขายฝากหลายแปลง รวมถึงที่ดินโฉนดเลขที่ 13334 ซึ่งมีสิ่งปลูกสร้างด้วย โจทก์ภายหลังฟ้องจำเลยที่ 1–3 ว่าร่วมกันปลอมและใช้หนังสือมอบอำนาจปลอม รวมถึงร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน โดยอาศัยคำเบิกความในคดีแพ่งอื่นประกอบ แต่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ถอนฟ้องจำเลยที่ 1 เหลือจำเลยที่ 2 และ 3 ตามคดีนี้เท่านั้น ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 และ 3 โดยเห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์ไม่มีน้ำหนักมั่นคงเพียงพอ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยยืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และโจทก์ฎีกา ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยในประเด็นสำคัญหลายประการ ประเด็นข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัย 1 คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ชอบด้วยกฎหมายหรือเพียงคัดลอกคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกาว่าคำพิพากษาถูกคัดลอกจากศาลชั้นต้น ไม่มีเหตุผลวินิจฉัยใหม่ ศาลฎีกาตรวจสอบตามมาตรา 186 ป.วิ.อาญา ว่าคำพิพากษาต้องประกอบด้วยข้อสำคัญตาม (1)-(9) และต้องมีเหตุผลทั้งในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย การตรวจพบว่าศาลอุทธรณ์มีองค์ประกอบครบถ้วน และได้วินิจฉัยด้วยดุลพินิจของตนเอง แม้ผลจะตรงกับศาลชั้นต้นก็ไม่ได้ทำให้คำพิพากษาไม่ชอบ 2 พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมีน้ำหนักเพียงพอหรือไม่ ประเด็นสำคัญของโจทก์คือพยานซัดทอดจากจำเลยที่ 1 ซึ่งศาลเห็นว่ามีลักษณะเป็นพยานร่วมกระทำผิด ต้องชั่งน้ำหนักด้วยความระมัดระวังตามมาตรา 227/1 ป.วิ.อาญา โดยต้องมีพยานอื่นสนับสนุน แต่ในคดีนี้ไม่พบพยานอื่นประกอบให้เชื่อได้โดยปราศจากสงสัย 3 คำเบิกความในคดีแพ่งอื่น สามารถใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีนี้หรือไม่ แม้กฎหมายตามมาตรา 226/5 จะอนุญาตให้รับฟังพยานในคดีอื่นได้ในกรณีจำเป็น แต่เมื่อจำเลยที่ 2–3 ไม่ได้มีโอกาสถามค้าน ความน่าเชื่อถือจึงน้อย ต้องมีพยานประกอบอื่นสนับสนุน ซึ่งคดีนี้ไม่มี 4 จำเลยที่ 3 กระทำความผิดฐานร่วมกันแจ้งข้อความเท็จตามมาตรา 137 หรือไม่ ประเด็นนี้เกี่ยวกับถ้อยคำที่ลงในหนังสือมอบอำนาจและสัญญาขายฝาก ซึ่งศาลพบว่าเป็นข้อความตามแบบพิมพ์ของกรมที่ดิน เจ้าพนักงานเป็นผู้สั่งให้ลงเพื่อป้องกันความรับผิดของรัฐ มิใช่ถ้อยคำในความหมายของการแจ้งข้อความต่อเจ้าพนักงานตามกฎหมายอาญา อีกทั้งโจทก์ลงลายมือชื่อจริง จึงไม่เป็นความผิด การวินิจฉัยของศาลฎีกาในแต่ละประเด็น 1 ประเด็นว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์ฎีกาโต้แย้งว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 เป็นเพียงการคัดลอกคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยเพิ่มเติมข้อความเพียงเล็กน้อย ไม่มีการแสดงเหตุผลใหม่ของตนเอง จึงเป็นคำพิพากษาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาจึงต้องตรวจสอบว่า คำพิพากษาดังกล่าวมี “ข้อสำคัญ” ตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (9) บัญญัติหรือไม่ โดยเฉพาะในส่วนที่ต้องมี (1) ข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความ (2) เหตุผลในการตัดสินทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย (3) บทบัญญัติกฎหมายที่ยกขึ้นปรับ (4) คำชี้ขาดให้ยกฟ้องหรือพิพากษาลงโทษ เมื่อศาลฎีกาพิจารณาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ก็พบว่ามีองค์ประกอบดังกล่าวครบถ้วน ศาลอุทธรณ์ภาค 6 มิได้เพียงคัดลอกถ้อยคำของศาลชั้นต้นโดยปราศจากการใช้ดุลพินิจของตนเอง หากแต่รับฟังพยานหลักฐานชุดเดียวกัน ชั่งน้ำหนัก และวินิจฉัยแล้วเห็นพ้องกับผลและเหตุผลของศาลชั้นต้น จึงพิพากษายืนคำพิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า แม้ข้อเท็จจริง เหตุผล และบทกฎหมายที่อ้างตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 จะมีเนื้อหา “ไปในทางเดียวกัน” หรือแม้ “ใกล้เคียง” กับคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่เมื่อพิจารณาแล้วเป็นผลมาจากการที่ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องเองกับการรับฟังพยานและการให้เหตุผลของศาลชั้นต้น มิใช่การคัดลอกโดยไม่ใช้ดุลพินิจ จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นคำพิพากษาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์จึง “ฟังไม่ขึ้น” และเป็นการตอกย้ำแนวทางสำคัญว่า การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาไปในแนวเดียวกับศาลชั้นต้น มิได้ทำให้คำพิพากษาดังกล่าวเสียเปล่า หากยังคงชอบด้วยกฎหมาย ตราบใดที่ศาลอุทธรณ์ได้ใช้ดุลพินิจตรวจพิจารณาพยานหลักฐานแล้วอย่างครบถ้วน 2 ประเด็นว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์ฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ปลอมและใช้หนังสือมอบอำนาจปลอม นำไปใช้จดทะเบียนขายฝากที่ดินทั้งสามแปลง รวมถึงร่วมกันแจ้งข้อความเท็จแก่เจ้าพนักงานที่ดินในการจดทะเบียนต่าง ๆ ในคดีอาญา ภาระการพิสูจน์ตกแก่โจทก์ ต้องนำสืบให้ศาลเชื่อโดย “ปราศจากสงสัยตามสมควร” ว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้อง การลงโทษจำเลยจำต้องอาศัยพยานหลักฐานที่มีน้ำหนักมั่นคง น่าเชื่อถือ และไม่มีข้อพิรุธสำคัญ ในคดีนี้ พยานที่โจทก์ยกขึ้นเป็นหลักคือ “จำเลยที่ 1” ซึ่งเคยเป็นจำเลยในคดีนี้ แต่ภายหลังโจทก์ถอนฟ้อง แล้วอ้างจำเลยที่ 1 มาเบิกความเป็นพยานโจทก์ โดยมีลักษณะเป็น “พยานซัดทอด” โยนความผิดไปยังจำเลยที่ 2 และ 3 กล่าวคือ จำเลยที่ 1 พยายามแสดงตนว่าเป็นเพียงเครื่องมือของจำเลยที่ 2 และ 3 มิใช่ผู้วางแผนหลัก ศาลฎีกาตรวจคำเบิกความของจำเลยที่ 1 โดยละเอียด แล้วเห็นว่ามีหลายตอนที่ขัดแย้งในตัวเอง รวมถึงขัดกับพยานหลักฐานอื่น เช่น • จำเลยที่ 1 อ้างว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือหนังสือมอบอำนาจไปให้โจทก์ลงลายมือชื่อเพียงลำพัง แต่ในอีกตอนหนึ่งกลับเบิกความว่าหากตน (จำเลยที่ 1) ไม่ร่วมสนทนาด้วยโจทก์คงไม่ลงลายมือชื่อ • ข้อเท็จจริงจากคำเบิกความของเจ้าพนักงานที่ดินและพยานบุคคลอื่น ๆ ยืนยันว่ามีการอธิบายเอกสารแก่โจทก์ และมีขั้นตอนทางราชการที่สอดคล้องกับการขยายกำหนดเวลาขายฝาก เมื่อพิจารณาแล้ว ศาลเห็นว่าคำเบิกความของจำเลยที่ 1 มีลักษณะเป็นพยานร่วมกระทำผิดที่ซัดทอดผู้อื่นให้รับผิดแทนตนเอง จึงต้องใช้ด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง ตามหลักที่บัญญัติไว้ในมาตรา 227/1 ป.วิ.อาญา ว่า ศาลไม่ควรเชื่อพยานดังกล่าวโดยลำพัง เว้นแต่จะมีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุนอย่างหนักแน่น ในส่วนของ “จำเลยที่ 2” ศาลพบว่ามีพฤติการณ์ในลักษณะของนายหน้าซื้อขายที่ดินที่มุ่งหวังบำเหน็จจากการชี้ช่องให้เกิดการซื้อขายหรือขายฝากที่ดิน การที่จำเลยที่ 2 ทำสัญญาจะซื้อที่ดินกับโจทก์ จึงยังไม่เพียงพอให้สรุปได้ว่าร่วมวางแผนหลอกลวงหรือร่วมปลอมหนังสือมอบอำนาจกับจำเลยที่ 1 สำหรับ “จำเลยที่ 3” แม้จะเป็นผู้ให้เงินไถ่ถอนจำนอง และเป็นผู้รับซื้อฝากที่ดินภายหลัง แต่จากพยานหลักฐานที่ศาลรับฟังได้กลับชี้ให้เห็นว่า ขั้นตอนสำคัญในการทำให้โจทก์ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจ การหยิบยกโฉนดที่ดิน การกรอกข้อความในภายหลัง รวมถึงการนำโฉนดไปจดทะเบียนต่าง ๆ เป็นการคิดวางแผนและกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นหลัก มิได้ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 มีส่วนร่วมในการหลอกลวงโจทก์โดยตรงในขั้นตอนเหล่านั้น ดังนั้น เมื่อพยานหลักฐานโจทก์ยังไม่มีน้ำหนักมั่นคงพอให้เชื่อได้โดยปราศจากสงสัยว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ปลอมและใช้หนังสือมอบอำนาจปลอม ศาลจึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตามหลักมาตรา 227 วรรคสอง ป.วิ.อาญา 3 ประเด็นว่าจำเลยที่ 3 กระทำผิดฐานร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานหรือไม่ โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยที่ 3 แจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานที่ดินจากการลงลายมือชื่อและให้ถ้อยคำในหนังสือมอบอำนาจและหนังสือสัญญาขายฝากที่ดิน โดยมีข้อความทำนองว่า • ผู้มอบอำนาจได้ลงลายมือชื่อต่อหน้าผู้รับมอบอำนาจและผู้รับซื้อฝาก • ผู้รับซื้อฝากได้ติดต่อกับเจ้าของที่ดินโดยตรง โจทก์เห็นว่าข้อความดังกล่าวไม่เป็นความจริง และเป็นการแจ้งข้อความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 ประกอบมาตรา 83 ศาลฎีกาได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงจากคำเบิกความของเจ้าพนักงานที่ดินที่เกี่ยวข้องคือ นางศรัญญา และนางสาวอรสา ซึ่งต่างยืนยันว่า ข้อความที่ปรากฏในตราประทับและแบบพิมพ์นั้น เป็นแบบที่กรมที่ดินกำหนดไว้ให้ใช้เป็นประจำ และเจ้าพนักงานเป็นผู้บอกให้จำเลยที่ 3 ลงลายมือชื่อและข้อความดังกล่าว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ “ป้องกันการถูกฟ้องร้องให้รับผิดในภายหลัง” มากกว่าจะเป็นการบันทึกถ้อยคำในฐานะการแจ้งข้อมูลตามหน้าที่ของผู้ให้ถ้อยคำต่อรัฐ ศาลจึงเห็นว่า บันทึกถ้อยคำลักษณะนี้เป็นเพียงผลของ “ระเบียบภายในของกรมที่ดิน” ที่มีเจตนาป้องกันไม่ให้กรมที่ดินและเจ้าพนักงานที่ดินถูกกล่าวหาว่าละเลยต่อหน้าที่หรือลงทะเบียนโดยไม่มีการยืนยันเจตนาของคู่กรณี มิใช่ถ้อยคำที่ถือว่าเป็น “การแจ้งข้อความ” ต่อเจ้าพนักงานในความหมายแห่งมาตรา 137 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏชัดว่า โจทก์ได้ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจจริง แม้จะไม่ได้ลงลายมือชื่อต่อหน้าจำเลยที่ 3 โดยตรง ข้อความที่ว่าผู้มอบอำนาจได้ลงลายมือชื่อตามหนังสือมอบอำนาจ จึงไม่ใช่ “ข้อความอันเป็นเท็จ” ในสาระสำคัญขององค์ประกอบความผิด อีกทั้งข้อความในตราประทับยังมีส่วนที่ให้จำเลยที่ 3 รับผิดหากเกิดความผิดพลาดเพราะผิดตัวเจ้าของที่ดิน ซึ่งกลับยืนยันว่าระบบดังกล่าวมุ่งให้ผู้ลงลายมือชื่อรับความเสี่ยง ไม่ใช่ก่อให้เกิดความรับผิดทางอาญาในทันที เมื่อพิจารณาโดยรวม ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยที่ 3 ไม่ครบองค์ประกอบมาตรา 137 และไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานตามที่โจทก์ฟ้อง วิเคราะห์หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 1 หลักเกณฑ์เกี่ยวกับองค์ประกอบคำพิพากษา – มาตรา 186 ป.วิ.อาญา มาตรา 186 วางหลักว่า คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลต้องมีข้อสำคัญตามที่กำหนดไว้ ได้แก่ การระบุศาล คู่ความ ข้อหา ข้อเท็จจริงที่ได้ความ เหตุผลในการตัดสิน บทกฎหมายที่ยกขึ้นใช้ และคำชี้ขาด คดีนี้ศาลฎีกานำบทดังกล่าวมาใช้ย้ำว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยไปในแนวเดียวกับศาลชั้นต้น มิได้ทำให้คำพิพากษาขาดองค์ประกอบสำคัญแต่อย่างใด การพิจารณาว่าคำพิพากษาชอบด้วยกฎหมายจึงมิได้มองเพียง “ความแตกต่างของถ้อยคำ” ระหว่างศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ แต่ต้องมองว่า • มีการแสดงข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความหรือไม่ • มีการชี้เหตุผลรองรับข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายหรือไม่ • มีการระบุบทกฎหมายที่อ้างปรับหรือไม่ หากครบถ้วน ศาลอุทธรณ์ย่อมอาจเห็นพ้องกับศาลชั้นต้นได้โดยไม่ทำให้คำพิพากษาเสียไป 2 การรับฟังคำเบิกความในคดีอื่น – มาตรา 226/5 และการชั่งน้ำหนักพยาน – มาตรา 227/1 ป.วิ.อาญา มาตรา 226/5 เปิดช่องให้ศาลสามารถรับฟังคำเบิกความของพยานที่ได้เบิกความไว้ในคดีอื่นมาเป็นพยานในคดีนี้ได้ ในกรณีมีเหตุจำเป็น เช่น พยานเจ็บป่วยหนัก ไม่อาจมาศาลได้เหมือนกรณีโจทก์ในคดีนี้ แต่การรับฟังดังกล่าวต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขสำคัญคือ การชั่งน้ำหนักพยานต้องกระทำด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากจำเลยไม่มีโอกาสถามค้าน มาตรา 227/1 วรรคหนึ่ง วางหลักเรื่อง “พยานซัดทอด” หรือพยานซึ่งมีส่วนร่วมในความผิดเดียวกัน โดยกำหนดให้ศาลไม่ควรเชื่อพยานซัดทอดโดยลำพัง หากไม่มีพยานหรือพฤติการณ์อื่นมาเสริมความน่าเชื่อถืออย่างหนักแน่น คดีนี้ศาลฎีกาได้นำหลักสองมาตราดังกล่าวมาประยุกต์ใช้ดังนี้ • คำเบิกความของโจทก์ในคดีแพ่งอื่น แม้จะรับฟังได้ แต่เมื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่มีโอกาสถามค้าน ต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง และไม่ควรเชื่อโดยลำพังในการลงโทษจำเลย • คำเบิกความของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ร่วมกระทำผิด มีลักษณะเป็นการซัดทอด และมีข้อพิรุธหลายตอน จึงต้องอาศัยพยานอื่นมาสนับสนุน แต่ในคดีนี้กลับไม่มีพยานอื่นที่ให้ความสอดคล้องมั่นคงเพียงพอ จึงเป็นตัวอย่างชัดเจนของการใช้มาตรา 227/1 ร่วมกับหลัก “สงสัยเป็นประโยชน์แก่จำเลย” ตามมาตรา 227 วรรคสอง 3 หลักเกณฑ์ความผิดตามมาตรา 137 และบทบาทของระเบียบกรมที่ดิน ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 ต้องมีองค์ประกอบสำคัญคือ 1. ผู้กระทำแจ้งข้อความ 2. ข้อความนั้นเป็นเท็จ 3. แจ้งแก่เจ้าพนักงานซึ่งมีหน้าที่ตามกฎหมาย 4. มุ่งหมายให้เจ้าพนักงานหรือผู้อื่นเสียหาย หรือให้เจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบ เมื่อศาลตรวจข้อเท็จจริงแล้วพบว่า ข้อความที่จำเลยที่ 3 ลงลายมือชื่อรับรองเป็นข้อความในแบบพิมพ์ที่เจ้าพนักงานเป็นผู้บอกให้ลง โดยมีเจตนาเพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าพนักงานถูกฟ้องร้องในทางแพ่ง อีกทั้งในสาระสำคัญโจทก์ก็ได้ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจจริง การกระทำจึงไม่เป็น “การแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ” ในลักษณะที่เข้มข้นพอจะก่อให้เกิดความผิดตามมาตรา 137 การแยกแยะระหว่าง “ข้อความทางแบบฟอร์มเชิงป้องกันความรับผิดของหน่วยงาน” กับ “ข้อความแจ้งข้อเท็จจริงที่เป็นเท็จ” จึงเป็นประเด็นสำคัญในคดีนี้ ศาลใช้วิธีตีความโดยมองวัตถุประสงค์และเจตนารมณ์ของการกำหนดข้อความในตราประทับของกรมที่ดินเป็นหลัก 4 หลักภาระการพิสูจน์และประโยชน์แห่งความสงสัยในคดีอาญา คดีนี้สะท้อนหลักพื้นฐานในคดีอาญาอย่างชัดเจนว่า • ภาระการพิสูจน์อยู่ที่โจทก์ ต้องนำสืบให้ศาลเชื่อโดยปราศจากสงสัยตามสมควรว่าจำเลยกระทำผิด • หากพยานหลักฐานยังมีความคลุมเครือ ขัดกัน หรือมีน้ำหนักไม่มั่นคง ศาลจำต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย เมื่อศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า พยานหลักฐานของโจทก์ที่เกี่ยวกับบทบาทของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในการปลอมและใช้หนังสือมอบอำนาจปลอมนั้น ยังไม่แน่นแฟ้นเพียงพอ และส่วนใหญ่ตั้งอยู่บนคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นพยานซัดทอดเพียงปากเดียว จึงไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ เจตนารมณ์ของบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง 1 การคุ้มครองสิทธิของจำเลยในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา เจตนารมณ์สำคัญของมาตรา 227 วรรคสอง และมาตรา 227/1 ป.วิ.อาญา คือ การคุ้มครองสิทธิของจำเลยไม่ให้ถูกลงโทษโดยอาศัยพยานหลักฐานที่ไม่น่าเชื่อถือ โดยเฉพาะเมื่อพยานนั้นมีผลประโยชน์ทับซ้อน หรือมีความเสี่ยงว่าจะปกป้องตนเองและโยนความผิดให้ผู้อื่น เช่น พยานซัดทอดที่ร่วมกระทำความผิด คดีนี้ศาลฎีกาปฏิบัติตามเจตนารมณ์ดังกล่าวอย่างเคร่งครัด โดยไม่รับฟังคำเบิกความเพียงปากเดียวของจำเลยที่ 1 เพื่อลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 หากไม่มีพยานอื่นประกอบอย่างหนักแน่น 2 การป้องกันการใช้คำเบิกความในคดีอื่นโดยละเมิดสิทธิถามค้าน มาตรา 226/5 มีเจตนารมณ์ “อำนวยความยุติธรรม” ในกรณีที่พยานไม่สามารถมาเบิกความต่อศาลได้ แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ตัดสิทธิของจำเลยที่จะต้องได้รับความเป็นธรรมจากการถามค้านพยาน ซึ่งเป็นหัวใจของกระบวนการพิจารณาคดีอาญา คดีนี้ชี้ให้เห็นว่า แม้ศาลจะสามารถรับฟังคำเบิกความของโจทก์ในคดีแพ่งอื่นมาประกอบได้ แต่เมื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่มีโอกาสถามค้าน น้ำหนักของคำเบิกความนั้นต้องลดลง และไม่อาจใช้เป็นฐานในการลงโทษจำเลยได้โดยลำพัง 3 บทบาทของเจ้าพนักงานที่ดินและระเบียบภายในหน่วยงานของรัฐ ข้อความในตราประทับหรือแบบพิมพ์ของกรมที่ดินที่ให้ผู้เกี่ยวข้องลงลายมือชื่อรับรองข้อเท็จจริงบางประการนั้น มีเจตนารมณ์เพื่อป้องกันข้อพิพาทในภายหลัง โดยเฉพาะการฟ้องร้องเจ้าพนักงานที่ดินให้รับผิดในทางแพ่ง มากกว่าจะเป็น “ช่องทางในการเอาผิดทางอาญา” กับผู้ลงลายมือชื่อ ศาลฎีกาได้ตีความเจตนารมณ์เช่นนี้อย่างชัดเจน โดยถือว่าบันทึกถ้อยคำตามแบบของกรมที่ดินเป็นเพียงการปฏิบัติตามคำสั่งภายในของหน่วยงานรัฐ มิใช่การแจ้งข้อความในฐานะผู้ให้ข่าวสารต่อเจ้าพนักงานตามมาตรา 137 โดยอัตโนมัติ การจะเอาผิดทางอาญาตามมาตราดังกล่าวจึงต้องพิสูจน์ให้ได้ว่ามีการแจ้งข้อความเท็จโดยตรงและมีเจตนาที่ชัดเจน ไม่ใช่เพียงการลงชื่อในแบบฟอร์มตามที่เจ้าพนักงานสั่ง 4 การแบ่งแยกความรับผิดระหว่างผู้วางแผนหลักกับผู้เกี่ยวข้องทางอ้อม คดีนี้สะท้อนหลักการแยกแยะบทบาทของ “ผู้วางแผนและลงมือหลัก” กับ “ผู้เกี่ยวข้องทางธุรกรรม” เช่น ผู้ให้เงิน ผู้รับซื้อฝาก หรือนายหน้าซื้อขายที่ดิน เมื่อหลักฐานชี้ว่าการวางแผนหลอกลวงและจัดการเอกสารเป็นการกระทำของจำเลยที่ 1 เพียงผู้เดียว ขณะที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีบทบาทเกี่ยวข้องในมิติธุรกรรมปกติ และไม่มีหลักฐานหนักแน่นว่าเข้าร่วมรู้เห็นการปลอมเอกสาร ศาลจึงต้องจำกัดความรับผิดทางอาญาเฉพาะผู้ที่มีพฤติการณ์ชัดเจนจริง ๆ วิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง แม้คดีนี้ไม่อ้างหมายเลขคำพิพากษาอื่นไว้โดยตรงในเนื้อหา แต่แนววินิจฉัยของศาลฎีกาในคดีนี้สอดคล้องกับแนวคำพิพากษาศาลฎีกาในภาพรวมในประเด็นต่อไปนี้ 1 แนวทางการตีความเรื่องคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่เห็นพ้องกับศาลชั้นต้น ศาลฎีกาเคยวินิจฉัยซ้ำ ๆ ว่า การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไปในแนวเดียวกับศาลชั้นต้น มิได้ทำให้คำพิพากษาไม่ชอบ ตราบใดที่คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ได้แสดงข้อเท็จจริง เหตุผล และบทกฎหมายที่ใช้พิจารณาอย่างครบถ้วน การอ้างเหตุผลสอดคล้องกันเป็นเพียงการสะท้อนว่า พยานหลักฐานชุดเดียวกันนำไปสู่ข้อสรุปเดียวกัน ไม่ใช่การคัดลอกโดยไม่ใช้ดุลพินิจ 2 แนวทางการใช้พยานซัดทอดและพยานในคดีอื่น แนวคำพิพากษาศาลฎีกามาโดยตลอดมักเน้นว่า พยานซัดทอดแม้จะรับฟังได้ แต่ต้องใช้ด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง และโดยหลักไม่ควรเชื่อโดยลำพัง หากไม่มีพยานอื่นที่เป็นอิสระและสอดคล้องกันมาสนับสนุน เช่น พยานบุคคลซึ่งไม่มีส่วนได้เสีย หรือหลักฐานเอกสารที่ยืนยันข้อเท็จจริงเดียวกันอย่างชัดเจน ในทำนองเดียวกัน การนำคำเบิกความจากคดีอื่นมาใช้ แม้เป็นไปตามกฎหมาย แต่หากไม่มีโอกาสถามค้าน น้ำหนักของพยานย่อมลดลง และไม่อาจใช้เป็นฐานหลักในการลงโทษจำเลยได้ 3 แนวทางการใช้ระเบียบหรือแบบพิมพ์ทางปกครองในการตีความความผิดอาญา ศาลฎีกามักดำรงท่าทีค่อนข้างเคร่งครัดว่า การจะถือว่าผู้ใดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานจนเป็นความผิดอาญา ต้องพิจารณาเจตนาและเนื้อหาข้อความเป็นรายกรณี การลงชื่อในแบบพิมพ์หรือเอกสารที่ออกตามระเบียบภายในของหน่วยงานรัฐ ไม่อาจถือว่าเป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเสมอไป หากไม่ได้พิสูจน์ว่าผู้ลงลายมือชื่อได้แจ้งข้อความเท็จโดยตรงและมีเจตนาชัดแจ้งให้เกิดความเสียหาย คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างหนึ่งที่ตอกย้ำแนวทางดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น เห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์ยังไม่มีน้ำหนักมั่นคงเพียงพอ โดยเฉพาะพยานของจำเลยที่ 1 มีลักษณะซัดทอดและขัดแย้งในตัวเอง ขณะที่พยานอื่นไม่มีความเกี่ยวข้องกับการปลอมเอกสาร จึงพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 2. ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ตรวจสำนวนและชั่งน้ำหนักพยานใหม่ทั้งหมด แล้วเห็นพ้องกับศาลชั้นต้นว่า พยานหลักฐานไม่อาจรับฟังลงโทษจำเลยได้โดยปราศจากสงสัย จึงพิพากษายืน 3. ศาลฎีกา วินิจฉัยว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่การคัดลอกเหตุผลของศาลชั้นต้น และพยานซัดทอดไม่มีพยานอื่นสนับสนุน ประกอบกับการลงลายมือชื่อของจำเลยที่ 3 เป็นไปตามแบบของกรมที่ดิน ไม่ครบองค์ประกอบความผิด จึงพิพากษายืนยกฟ้องจำเลยทั้งหมด สรุปข้อคิดทางกฎหมาย 1. พยานซัดทอดต้องใช้ด้วยความระมัดระวังสูงสุด การลงโทษจำเลยโดยอาศัยคำเบิกความของผู้ร่วมกระทำผิดเพียงปากเดียว โดยไม่มีพยานอื่นสนับสนุน ย่อมขัดหลักมาตรา 227/1 ป.วิ.อาญา 2. คำเบิกความในคดีอื่นที่จำเลยไม่ได้ถามค้าน มีน้ำหนักจำกัด แม้ศาลจะรับฟังได้ตามมาตรา 226/5 แต่ต้องใช้ด้วยความระวัง และไม่ถือเป็นหลักฐานเด็ดขาดในการลงโทษจำเลย 3. แบบพิมพ์ของกรมที่ดินไม่ถือเป็นการ “แจ้งข้อความต่อเจ้าพนักงาน” เสมอไป การลงลายมือชื่อในแบบฟอร์มที่เจ้าพนักงานกำหนดเพื่อป้องกันความรับผิด ไม่อาจถือว่าเป็นความผิดตามมาตรา 137 หากไม่พิสูจน์ว่ามีการแจ้งข้อความเท็จโดยตรงและมีเจตนาชัดเจน 4. ศาลอุทธรณ์สามารถเห็นพ้องกับศาลชั้นต้นได้โดยไม่ทำให้คำพิพากษาเสีย ตราบใดที่แสดงเหตุผล ข้อเท็จจริง และบทกฎหมายครบถ้วนตามมาตรา 186 ไม่ถือว่าเป็นการคัดลอกหรือผิดรูปคำพิพากษา 5. หลักประโยชน์แห่งความสงสัยเป็นหัวใจของกระบวนการยุติธรรมอาญา เมื่อพยานหลักฐานยังคลุมเครือหรือมีข้อพิรุธ ศาลต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตามมาตรา 227 วรรคสอง คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คดีนี้ศาลวินิจฉัยอย่างไรเกี่ยวกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6? คำพิพากษาศาลฎีกายืนยันว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ชอบด้วยกฎหมาย แม้มีเนื้อหาคล้ายศาลชั้นต้น แต่ศาลอุทธรณ์ได้พิจารณาพยานหลักฐานด้วยตนเองครบถ้วนตามมาตรา 186 ป.วิ.อาญา จึงไม่ถือว่าเป็นการคัดลอกคำพิพากษา 2. เหตุใดพยานซัดทอดของจำเลยที่ 1 จึงไม่อาจรับฟังลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3? เพราะคำเบิกความของจำเลยที่ 1 มีลักษณะซัดทอดและมีข้อพิรุธหลายตอน อีกทั้งไม่มีพยานอิสระสนับสนุนตามหลักมาตรา 227/1 ป.วิ.อาญา จึงไม่มีน้ำหนักพอให้รับฟังลงโทษจำเลย 3. การลงลายมือชื่อของจำเลยที่ 3 ในแบบฟอร์มกรมที่ดินถือเป็นการแจ้งข้อความเท็จหรือไม่? ไม่ถือเป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ เนื่องจากข้อความดังกล่าวเป็นแบบพิมพ์ตามระเบียบกรมที่ดิน เจ้าพนักงานเป็นผู้บอกให้ลง และโจทก์ได้ลงลายมือชื่อจริง จึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 137 4. ศาลสามารถนำคำเบิกความในคดีแพ่งมาใช้เป็นพยานในคดีนี้ได้หรือไม่? ศาลอาจรับฟังได้ตามมาตรา 226/5 ป.วิ.อาญาในกรณีมีเหตุจำเป็น เช่น พยานป่วยไม่มาเบิกความ แต่เมื่อจำเลยไม่ได้ถามค้าน น้ำหนักพยานลดลงและไม่อาจใช้ลงโทษจำเลยโดยลำพัง สรุปย่อ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 765/2567 สรุปได้ว่า: ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น โดยรับฟังพยานหลักฐานครบถ้วนและวินิจฉัยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเหมือนศาลชั้นต้น ไม่ถือว่าเป็นการคัดลอกคำพิพากษาและไม่เป็นการกระทำผิดกฎหมาย คดีนี้โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยที่ 2 และ 3 ร่วมปลอมและใช้หนังสือมอบอำนาจปลอม แต่คำเบิกความของโจทก์ในคดีแพ่งอื่นไม่มีการถามค้านต่อหน้าจำเลยที่ 2 และ 3 จึงมีน้ำหนักน้อย ศาลจึงพิจารณาแล้วว่าไม่มีหลักฐานเพียงพอที่บ่งชี้ว่าจำเลยที่ 2 และ 3 มีส่วนร่วมกับจำเลยที่ 1 ในการปลอมแปลงดังกล่าว และพยานอื่น ๆ ของโจทก์ไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะเชื่อได้โดยปราศจากสงสัย ส่วนการกล่าวหาว่าจำเลยที่ 3 ร่วมกันแจ้งข้อความเท็จแก่เจ้าพนักงานนั้น เห็นว่าการลงลายมือชื่อรับรองของจำเลยที่ 3 เป็นไปตามระเบียบของกรมที่ดินเพื่อป้องกันการฟ้องร้องภายหลัง มิใช่การแจ้งข้อความเท็จตามกฎหมาย แม้โจทก์จะไม่ได้ลงลายมือชื่อต่อหน้าจำเลยที่ 3 การกระทำของจำเลยที่ 3 จึงไม่เป็นความผิด ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ให้ยกฟ้อง *ต่อไปนี้เป็นการอธิบายหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง: 1.ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83: มาตรานี้กำหนดถึงการร่วมกระทำความผิด โดยหากมีผู้กระทำความผิดหลายคนร่วมกันกระทำความผิดใด ๆ ให้ถือว่าผู้กระทำแต่ละคนต้องรับผิดในฐานะเป็นผู้ร่วมกระทำความผิด ผู้ที่ร่วมกระทำต้องถูกดำเนินคดีและถูกลงโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดเองหรือตัวการ 2.ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137: มาตรานี้ว่าด้วยการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานในการปฏิบัติหน้าที่ หากบุคคลใดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จหรือให้การที่ทำให้ผู้อื่นได้รับโทษโดยไม่เป็นธรรม หรืออาจเป็นการหลอกลวงให้เจ้าพนักงานปฏิบัติตามคำร้องนั้น ผู้นั้นอาจถูกลงโทษทางอาญา 3.ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186: มาตรานี้ระบุถึงองค์ประกอบที่คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลต้องมี ซึ่งรวมถึงข้อเท็จจริงที่ได้พิจารณา เหตุผลในการตัดสิน และข้อกฎหมายที่ยกขึ้นมาปรับใช้ในการพิจารณาคดี 4.ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/5: มาตรานี้กล่าวถึงการนำคำเบิกความจากคดีอื่นมาใช้ในคดีปัจจุบันได้ โดยต้องประกอบกับพยานหลักฐานอื่นในกรณีที่มีความจำเป็น เช่น พยานไม่สามารถมาให้การได้ เนื่องจากปัญหาสุขภาพ แต่ศาลต้องพิจารณาด้วยความระมัดระวังและไม่ควรเชื่อคำเบิกความโดยลำพัง 5.ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227/1: มาตรานี้กำหนดว่าการพิจารณาพยานหลักฐานที่เป็นคำซัดทอดหรือคำให้การของผู้ร่วมกระทำความผิด ศาลต้องรับฟังด้วยความระมัดระวัง และต้องมีหลักฐานที่หนักแน่นหรือพยานอื่นที่สนับสนุนเพื่อใช้ลงโทษจำเลย 6.พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4: มาตรานี้กล่าวถึงการนำบทบัญญัติกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาปรับใช้กับการพิจารณาคดีในศาลแขวง โดยบทบัญญัตินี้ให้ใช้บทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเป็นกรอบในการพิจารณา
การอธิบายนี้ช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจบทบัญญัติและการนำมาปรับใช้ในการวินิจฉัยคดีที่กล่าวถึงในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 765/2567 ได้ดียิ่งขึ้น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 765/2567 ศาลอุทธรณ์ภาค 6 เห็นพ้องด้วยกับศาลชั้นต้นในการรับฟังพยานหลักฐาน แล้วนำมาวินิจฉัยทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมายแล้ว แม้ข้อเท็จจริงซึ่งพิจารณาได้ความและเหตุผลแห่งคำวินิจฉัย รวมทั้งบทมาตราที่ยกขึ้นปรับตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 จะเป็นอย่างเดียวกับคำพิพากษาศาลชั้นต้น ก็ไม่ถือว่าเป็นการคัดลอกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและเป็นคำพิพากษาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย คำเบิกความของโจทก์ในคดีแพ่งอื่น มิได้เบิกความต่อหน้าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในคดีนี้ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่มีโอกาสถามค้าน จึงมีน้ำหนักน้อย ฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ปลอมและใช้หนังสือมอบอำนาจปลอม ศ. และ อ. เจ้าพนักงานที่ดิน เป็นผู้บอกให้จำเลยที่ 3 ลงลายมือชื่อ และข้อความตามหนังสือมอบอำนาจและสัญญาขายฝากเป็นไปตามระเบียบของกรมที่ดินที่จัดทำขึ้นเพื่อป้องกันการฟ้องร้องเจ้าพนักงานที่ดินให้รับผิดในภายหลังเท่านั้น เมื่อบันทึกถ้อยคำดังกล่าวเป็นการปฏิบัติตามคำสั่งกรมที่ดินเพื่อป้องกันมิให้กรมที่ดินและเจ้าพนักงานที่ดินถูกฟ้องร้องให้รับผิดทางแพ่ง จึงมิใช่บันทึกถ้อยคำตามนัยแห่งกฎหมายหรือตามหน้าที่ซึ่งจะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ทั้งเนื้อความแห่งบันทึกถ้อยคำยังมีข้อความว่าถ้าเกิดความผิดพลาดเพราะผิดตัวเจ้าของ จำเลยที่ 3 ขอรับผิดชอบเองทั้งสิ้น เมื่อโจทก์ได้ลงลายมือชื่อตามหนังสือมอบอำนาจจริง แม้ความจริงโจทก์ไม่ได้ลงลายมือชื่อต่อหน้าจำเลยที่ 3 การกระทำของจำเลยที่ 3 ก็ไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานตาม ป.อ. มาตรา 137 ประกอบมาตรา 83 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 137, 264, 268 ศาลไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นอนุญาต และจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความ ต่อมาภายหลังสืบพยานเสร็จสิ้นแล้ว โจทก์ถึงแก่ความตาย นายขวัญชาย บุตรของโจทก์และเป็นผู้รับมอบอำนาจโจทก์ ยื่นคำร้องขอเข้าดำเนินคดีต่างผู้ตาย ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาตรวจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เดิมโจทก์มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 9759 และ กับที่ดินโฉนดเลขที่ 13334 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ต่อมาเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2544 โจทก์จดทะเบียนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 9760 แก่นางวีรนันหรือสายฝน บุตรของโจทก์ หลังจากนั้นโจทก์จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 9759 เป็นประกันหนี้กู้ยืมเงินไว้กับธนาคาร พ. ส่วนนางวีรนันจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 9760 เป็นประกันหนี้กู้ยืมเงินไว้กับธนาคาร อ. เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2561 จำเลยที่ 2 ทำสัญญาจะซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 9759 และ 9760 จากโจทก์ในราคา 9,500,000 บาท โดยมีนางพิมพ์นิภา มารดาของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรของโจทก์ลงชื่อเป็นพยานในสัญญา วันรุ่งขึ้นโจทก์และนางวีรนันไปไถ่ถอนที่ดินทั้งสองแปลงที่จำนองไว้กับธนาคาร โดยจำเลยที่ 3 เป็นผู้ออกเงินค่าไถ่ถอน แล้วมีการจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินทั้งสองแปลง โจทก์ลงลายมือชื่อในสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน ซึ่งมีข้อความที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้เขียนว่า โจทก์กู้ยืมเงินจากจำเลยที่ 3 และมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 9759 ให้แก่จำเลยที่ 3 เป็นประกัน และโจทก์ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจซึ่งยังไม่มีการกรอกข้อความ เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2561 จำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้รับมอบอำนาจโจทก์ นำหนังสือมอบอำนาจไปจดทะเบียนขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 9759 และ 9760 แก่จำเลยที่ 3 มีกำหนด 6 เดือน เป็นเงิน 5,000,000 บาท ต่อมามีการขยายระยะเวลาขายฝากออกไปมีกำหนด 3 เดือน และเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2562 จำเลยที่ 1 นำหนังสือมอบอำนาจไปจดทะเบียนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 13334 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง แก่จำเลยที่ 1 โดยเสน่หาไม่มีค่าตอบแทน แล้วจำเลยที่ 1 จดทะเบียนขายฝากที่ดินแปลงดังกล่าวแก่จำเลยที่ 3 มีกำหนด 3 เดือน เป็นเงิน 1,500,000 บาท ในการจดทะเบียน ขายฝากที่ดินทั้งสามแปลงนั้น นางพิมพ์นิภากับจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อเป็นพยานในหนังสือมอบอำนาจและนางสาวภรภัทร กับจำเลยที่ 3 ลงลายมือชื่อเป็นพยานในหนังสือมอบอำนาจ โดยจำเลยที่ 1 และที่ 3 ลงลายมือชื่อรับรองในหนังสือมอบอำนาจทั้งสองฉบับดังกล่าวว่า โจทก์ผู้มอบอำนาจได้ลงลายมือชื่อต่อหน้าจำเลยที่ 1 ผู้รับมอบอำนาจ กับจำเลยที่ 3 ผู้รับซื้อฝาก และมีเจตนาจะทำการตามหนังสือมอบอำนาจจริง โจทก์นำมูลคดีนี้ไปฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 3 เรื่อง ละเมิดและเพิกถอนนิติกรรม ต่อศาลจังหวัดพิษณุโลก ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ 1350/2562 หมายเลขแดงที่ พ 732/2563 ศาลจังหวัดพิษณุโลกพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 6 และศาลฎีกาพิพากษายืน คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 คัดลอกคำพิพากษาศาลชั้นต้น มีการเพิ่มเติมประเด็นการขยายความของศาลอุทธรณ์ภาค 6 เพียงเล็กน้อย และไม่มีเหตุผลว่าเหตุใดศาลอุทธรณ์ภาค 6 จึงรับฟังข้อเท็จจริงและมีคำวินิจฉัยเช่นเดียวกับศาลชั้นต้น เป็นคำพิพากษาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลต้องมีข้อสำคัญตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (9) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 โดยบทบัญญัติมาตราดังกล่าว (5) ถึง (8) กำหนดว่า ต้องมีข้อเท็จจริงซึ่งพิจารณาได้ความ เหตุผลในการตัดสินทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย บทมาตราที่ยกขึ้นปรับ และคำชี้ขาดให้ยกฟ้องหรือลงโทษ ตามลำดับ เมื่อพิจารณาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีรายการอันเป็นข้อสำคัญดังที่กล่าวมาครบถ้วนแล้ว ทั้งศาลอุทธรณ์ภาค 6 ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์โดยรับฟังข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานในสำนวนซึ่งเป็นพยานหลักฐานชุดเดียวกับคำพิพากษาศาลชั้นต้น และใช้ดุลพินิจวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวง แล้วพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องโจทก์ แม้ข้อเท็จจริงซึ่งพิจารณาได้ความและเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยรวมทั้งบทมาตราที่ยกขึ้นปรับตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 จะเป็นอย่างเดียวกับคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ก็เป็นเพราะศาลอุทธรณ์ภาค 6 เห็นพ้องด้วยกับศาลชั้นต้นในการรับฟังพยานหลักฐาน แล้วนำมาวินิจฉัยทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมาย จึงไม่ถือว่าเป็นการคัดลอกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและเป็นคำพิพากษาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายดังที่โจทก์ฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปมีว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ในคดีอาญาโจทก์มีหน้าที่ต้องนำสืบพยานหลักฐานให้รับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง แต่คดีนี้โจทก์มีจำเลยที่ 1 เป็นประจักษ์พยานเพียงปากเดียวที่มาเบิกความยืนยันการกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งศาลจะรับฟังลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้เพียงใดนั้น คำเบิกความของจำเลยที่ 1 ต้องมีน้ำหนักมั่นคงประกอบด้วยเหตุผลน่าเชื่อถือ ควรแก่การจะรับฟังลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ ตามทางพิจารณาจำเลยที่ 1 เบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ต้องการกู้ยืมเงินจากจำเลยที่ 3 แต่ไม่มีหลักประกัน จึงแจ้งโจทก์ว่ามีผู้ประสงค์จะซื้อที่ดิน จำเลยที่ 1 พาจำเลยที่ 2 ไปพบโจทก์เพื่อขอดูเอกสารเกี่ยวกับที่ดิน แล้วจำเลยที่ 1 ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ถ่ายรูปโฉนดที่ดินเลขที่ 9759 และ 9760 ไว้ อันเป็นการกระทำของจำเลยที่ 1 เพื่อให้ได้เงินกู้แต่ผู้เดียว แม้จำเลยที่ 1 อ้างว่า จำเลยที่ 3 บอกจำเลยที่ 1 ว่า ต้องจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินด้วยจึงจะกู้ยืมเงินได้ แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 มีส่วนร่วมหรือวางแผนให้จำเลยที่ 1 หลอกลวงโจทก์ให้ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจแล้วนำไปกรอกข้อความให้ผิดความประสงค์ของโจทก์ การที่จำเลยที่ 2 ทำสัญญาจะซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 9759 และ 9760 จากโจทก์ก็ได้ความจากคำเบิกความของจำเลยทั้งสามตรงกันว่า จำเลยที่ 3 ไม่มีส่วนรู้เห็นและไม่ทราบเรื่องการทำสัญญาดังกล่าว โดยเฉพาะจำเลยที่ 2 มีอาชีพเป็นนายหน้าซื้อขายที่ดิน การที่จำเลยที่ 2 อ้างว่ามีผู้สนใจซื้อที่ดินทั้งสองแปลงและทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับโจทก์ จึงอาจจะเป็นเพราะจำเลยที่ 2 มุ่งหวังได้บำเหน็จจากการชี้ช่อง ทั้งในวันไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 9759 และ 9760 จำเลยที่ 1 เป็นผู้เขียนข้อความว่า โจทก์กู้ยืมเงินจากจำเลยที่ 3 ซึ่งจำเลยที่ 1 เบิกความเจือสมกับคำเบิกความของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่า เงินที่ใช้เป็นค่าไถ่ถอนจำนองที่ดินทั้งสองแปลงเป็นเงินของจำเลยที่ 3 ในวันดังกล่าวมีนางวีรนันและสามี จำเลยที่ 1 และบิดามารดาของจำเลยที่ 1 อยู่ด้วย การทำหลักฐานกู้ยืมเงินไว้ในสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของโจทก์ จึงมีเหตุผลให้รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 กระทำไปเพื่อเป็นประกันค่าไถ่ถอนจำนองให้แก่จำเลยที่ 3 ส่วนที่จำเลยที่ 1 อ้างว่า เมื่อครบกำหนดตามสัญญากู้ยืมเงิน จำเลยที่ 1 ไม่มีเงินชำระ จึงนำที่ดินโฉนดเลขที่ 9759 และ 9760 ไปจดทะเบียนขายฝากแก่จำเลยที่ 3 นั้น จำเลยที่ 1 เบิกความว่า จำเลยที่ 3 บอกว่าการจดทะเบียนขายฝากเฉพาะที่ดินส่วนของจำเลยที่ 1 ไม่เพียงพอแก่การชำระหนี้ จำเลยที่ 1 จึงต้องหาวิธีเพื่อจดทะเบียนขายฝากที่ดินทั้งสองแปลง แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเป็นการคิดวางแผนและกระทำของจำเลยที่ 1 เพียงผู้เดียว ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้นำหนังสือมอบอำนาจ 3 ฉบับ รวมทั้งหนังสือมอบอำนาจไปให้โจทก์ลงลายมือชื่อที่โรงพยาบาล พ. โดยจำเลยที่ 2 หลอกลวงโจทก์ว่าจะนำไปใช้ในการรังวัดที่ดินนั้น จำเลยที่ 1 เบิกความว่า จำเลยที่ 2 ขึ้นไปบนอาคารโรงพยาบาลเพื่อนำหนังสือมอบอำนาจไปให้โจทก์ลงลายมือชื่อโดยลำพัง ส่วนจำเลยที่ 1 รออยู่ข้างล่าง แต่จำเลยที่ 1 เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 2 ถามค้านว่า เหตุที่โจทก์ลงลายมือชื่อในเอกสารต่าง ๆ เพราะจำเลยที่ 1 เป็นหลาน ลำพังจำเลยที่ 2 เป็นบุคคลภายนอก โจทก์คงจะไม่ยอมลงลายมือชื่อ และเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 3 ถามค้านว่า หากจำเลยที่ 1 ไม่เข้าไปร่วมพูดคุยกับโจทก์ โจทก์คงจะไม่ยอมลงลายมือชื่อในเอกสาร ข้ออ้างของจำเลยที่ 1 ที่ว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้นำหนังสือมอบอำนาจไปให้โจทก์ลงลายมือชื่อ จึงมีข้อพิรุธและผิดปกติวิสัย ส่วนที่จำเลยที่ 1 เบิกความว่า จำเลยที่ 1 กลัวว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 9759 และ 9760 จะหลุดการขายฝาก จึงนำที่ดินโฉนดเลขที่ 13334 ไปจดทะเบียนขายฝากแก่จำเลยที่ 3 เพื่อชำระดอกเบี้ย ก็ได้ความจากคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 จำเป็นต้องกระทำการดังกล่าว และเป็นผู้หยิบโฉนดที่ดินออกจากบ้านของโจทก์นำไปถ่ายสำเนาเอกสารสีแล้วนำไปเก็บไว้ที่บ้านของโจทก์ตามเดิม ซึ่งเป็นการหลอกลวงโจทก์โดยการวางแผนและกระทำของจำเลยที่ 1 เองทั้งสิ้น ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 แนะนำให้จดทะเบียนที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นชื่อจำเลยที่ 1 เสียก่อน แล้วจึงจดทะเบียนขายฝากแก่จำเลยที่ 3 และเป็นผู้บอกจำเลยที่ 1 ให้กรอกข้อความตามหนังสือมอบอำนาจ โจทก์คงมีแต่จำเลยที่ 1 ซึ่งมีพฤติการณ์เป็นผู้ได้ประโยชน์จากการหลอกลวงโจทก์เป็นพยานเบิกความลอย ๆ เพียงปากเดียว เป็นการง่ายที่จะกล่าวอ้าง แม้จำเลยที่ 1 มิได้เป็นจำเลยในคดีนี้แล้วเพราะโจทก์ถอนฟ้อง แต่ลักษณะคำเบิกความของจำเลยที่ 1 เป็นการซัดทอดว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้กระทำความผิด จำเลยที่ 1 เป็นเพียงเครื่องมือหรือถูกหลอกลวง มิได้เกิดจากการคิดวางแผนหรือการกระทำของจำเลยที่ 1 โดยตรง โดยเฉพาะที่จำเลยที่ 1 เบิกความอ้างว่า โจทก์ลงลายมือชื่อขยายกำหนดเวลาขายฝากโดยไม่ได้อ่านข้อความและไม่มีผู้ใดอ่านข้อความให้โจทก์ฟัง จำเลยที่ 1 ไม่มีความรู้ จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้แนะนำโดยตลอดนั้น ก็ปรากฏตามหนังสือขยายกำหนดเวลาไถ่จากขายฝากว่า จำเลยที่ 3 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้จดทะเบียนขยายกำหนดเวลาขายฝาก โดยจำเลยที่ 3 มิได้ไปด้วย ประกอบกับได้ความจากคำเบิกความของนางสาวสิตานัน เจ้าพนักงานที่ดิน ซึ่งขณะเกิดเหตุทำงานอยู่ที่สำนักงานที่ดินจังหวัดพิษณุโลก ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ พ 732/2563 ของศาลจังหวัดพิษณุโลก ว่า นางสาวสิตานันเป็นผู้จัดพิมพ์หนังสือสัญญาขยายกำหนดเวลาไถ่ถอนขายฝากครั้งที่ 1 และนำเอกสารดังกล่าวไปให้โจทก์ลงลายมือชื่อ โดยนางสาวสิตานันได้อธิบายแล้วว่าสัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาขยายกำหนดเวลาไถ่ถอนขายฝาก และยังสอบถามโจทก์ด้วยว่า เข้าใจไหม ถ้าเข้าใจก็ให้ลงลายมือชื่อ เหตุที่ต้องนำเอกสารดังกล่าวไปให้โจทก์ลงลายมือชื่อนอกอาคารสำนักงานที่ดินจังหวัดพิษณุโลก เพราะได้รับแจ้งว่าโจทก์เดินลำบาก จึงอำนวยความสะดวกให้ คำเบิกความของจำเลยที่ 1 จึงขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่ได้ความจากคำเบิกความของนางสาวสิตานันในคดีแพ่งดังกล่าว เมื่อคำเบิกความของจำเลยที่ 1 มีลักษณะเป็นคำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน ซึ่งศาลจะต้องรับฟังด้วยความระมัดระวัง และไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานนั้นโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลย เว้นแต่จะมีเหตุผลอันหนักแน่น มีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดี หรือมีพยานหลักฐานประกอบอื่นมาสนับสนุนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227/1 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 คำเบิกความของจำเลยที่ 1 ซึ่งโจทก์ถอนฟ้องและอ้างเป็นพยานโจทก์ซึ่งมีข้อพิรุธขัดแย้งกันดังที่กล่าวมาจึงมีน้ำหนักน้อย โจทก์ต้องมีพยานอื่นประกอบจึงจะรับฟังลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ ส่วนที่โจทก์อ้างคำเบิกความของโจทก์ในคดีแพ่งหมายแดงที่ พ 732/2563 ของศาลจังหวัดพิษณุโลกเป็นพยาน เนื่องจากระหว่างการพิจารณา โจทก์เจ็บป่วยหนักไม่สามารถมาเบิกความต่อศาล ซึ่งโจทก์เบิกความในคดีแพ่งดังกล่าวว่า โจทก์ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจ ขณะยังไม่มีการกรอกข้อความและไม่มีบุคคลใดลงลายมือชื่อ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้โจทก์ไปสำนักงานที่ดินจังหวัดพิษณุโลก ครั้งที่ 2 โดยอ้างว่า โจทก์ต้องลงลายมือชื่อในหนังสือยินยอมเพราะโจทก์เป็นเจ้าของที่ดิน และให้โจทก์นั่งรออยู่ตรงที่นั่งของประชาชนที่มาติดต่อ จากนั้นจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปทำเรื่องเกี่ยวกับการขอกู้ยืมเงิน แล้วนำเอกสารมาให้โจทก์ลงลายมือชื่อ โดยไม่ได้อ่านให้โจทก์ฟัง และโจทก์ไม่ได้อ่านเนื่องจากตามองไม่เห็น โจทก์ถามว่าทำไมต้องลงลายมือชื่อจำนวนมาก จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตอบว่าต้องกู้ยืมเงินธนาคาร 3 แห่ง โจทก์ไม่เคยมีความคิดที่จะขายฝากที่ดินและยกให้ที่ดินแก่จำเลยที่ 1 ตามหนังสือมอบอำนาจนั้น เหตุที่โจทก์ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจเนื่องจากต้นฉบับโฉนดที่ดินอยู่ที่โจทก์ และโจทก์ไว้วางใจจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหลาน แต่คำเบิกความของโจทก์ดังกล่าวเป็นคำเบิกความในคดีอื่น มิได้เบิกความต่อหน้าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในคดีนี้ แม้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/5 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ศาลอาจรับฟังคำเบิกความของพยานที่เบิกความไว้ในคดีอื่นประกอบพยานหลักฐานอื่นในคดีนี้ได้ และมีเหตุอันจำเป็นเนื่องจากโจทก์เจ็บป่วยหนักไม่สามารถมาเบิกความต่อศาล แต่ในการวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานที่จำเลยไม่มีโอกาสถามค้านนั้น ศาลจะต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง และไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานนั้นโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227/1 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 เมื่อพิจารณาคำเบิกความของโจทก์แล้ว โจทก์ยอมรับว่าลงลายมือชื่อตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารจริง ส่วนที่โจทก์อ้างว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำหนังสือมอบอำนาจหลายฉบับไปให้ลงลายมือชื่อ อ้างว่าต้องทำเรื่องขอกู้ยืมเงินธนาคารนั้น จำเลยที่ 1 เบิกความว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปหาโจทก์ที่โรงพยาบาล พ. จำเลยที่ 2 ไปพบโจทก์และให้โจทก์ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจโดยอ้างว่าจะนำไปใช้ในการรังวัดที่ดิน ในวันนั้นจำเลยที่ 2 ให้โจทก์ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจ 3 ฉบับ ส่วนในวันจดทะเบียนขยายกำหนดเวลาขายฝาก จำเลยที่ 1 บอกโจทก์ให้ไปสำนักงานที่ดินอ้างว่าเอกสารหลักเขตไม่เรียบร้อย และจำเลยที่ 1 เบิกความอีกว่า โจทก์ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจและยินยอมขยายกำหนดเวลาขายฝาก โดยโจทก์เข้าใจว่าเป็นการขายที่ดิน คำเบิกความของโจทก์ในคดีแพ่งดังกล่าว จึงแตกต่างขัดแย้งกับ คำเบิกความของจำเลยที่ 1 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้อเท็จจริงได้ความจากนางสาวภรภัทรพยานโจทก์ว่า เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2562 จำเลยที่ 1 และมารดาของจำเลยที่ 1 ไปหาพยานที่บ้าน ขอให้พยานลงลายมือชื่อเป็นพยานในหนังสือมอบอำนาจอ้างว่าจะไปโอนที่ดิน ขณะที่พยานลงลายมือชื่อในช่องพยานยังไม่มีการกรอกข้อความ มีเพียงลายมือชื่อของโจทก์ในช่องผู้มอบอำนาจเท่านั้น พยานหลักฐานของโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดทำหนังสือมอบอำนาจ แม้จำเลยที่ 3 ลงลายมือชื่อเป็นพยานในหนังสือมอบอำนาจแต่จำเลยที่ 3 ก็เบิกความยืนยันว่า จำเลยที่ 1 ขอให้จำเลยที่ 3 ช่วยลงลายมือชื่อเนื่องจากพยานในหนังสือมอบอำนาจขาดไป 1 คน และขณะลงลายมือชื่อมีการกรอกข้อความในหนังสือมอบอำนาจแล้ว คำเบิกความของโจทก์ในคดีแพ่งซึ่งจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่มีโอกาสถามค้านในคดีนี้ จึงมีน้ำหนักน้อยเช่นกัน ส่วนพยานอื่นของโจทก์มิใช่พยานที่รู้เห็นหรือเกี่ยวข้องกับการจัดทำหนังสือมอบอำนาจแต่อย่างใด พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาจึงยังไม่มีน้ำหนักมั่นคงเพียงพอให้รับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ปลอมและใช้หนังสือมอบอำนาจปลอมและจำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ปลอมและใช้หนังสือมอบอำนาจปลอมตามฟ้อง กรณีต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายมีว่า จำเลยที่ 3 กระทำความผิดฐานร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยที่ 3 แจ้งข้อความแก่นางศรัญญา เจ้าพนักงานที่ดิน โดยให้ถ้อยคำและลงลายมือชื่อรับรองตามหนังสือมอบอำนาจซึ่งมีข้อความตามตราประทับว่า "... จำเลยที่ 3 ผู้รับซื้อฝากขอให้ถ้อยคำว่าผู้มอบได้ลงลายมือชื่อต่อหน้าข้าพเจ้า และมีเจตนาจะทำการตามหนังสือมอบอำนาจนี้จริง..." กับแจ้งข้อความโดยให้ถ้อยคำและลงลายมือชื่อรับรองตามหนังสือสัญญาขายฝากที่ดิน แผ่นที่ 2 ซึ่งมีข้อความตามตราประทับว่า "...ในการทำสัญญานี้ จำเลยที่ 3 ได้ติดต่อกับเจ้าของที่ดินโดยตรง..." และแจ้งข้อความแก่นางสาวอรสา เจ้าพนักงานที่ดิน โดยให้ถ้อยคำและลงลายมือชื่อรับรองตามหนังสือมอบอำนาจ ซึ่งมีข้อความที่เขียนด้วยปากกาว่า "...จำเลยที่ 3 ผู้รับซื้อฝาก ขอให้ถ้อยคำว่า ผู้มอบได้ลงลายมือชื่อต่อหน้าข้าพเจ้า และมีเจตนาจะทำการตามหนังสือมอบอำนาจนี้จริง..." แต่ได้ความจากนางศรัญญาและนางสาวอรสาเบิกความว่า นางศรัญญาและนางสาวอรสาเป็นผู้บอกให้จำเลยที่ 3 ลงลายมือชื่อ และข้อความตามหนังสือมอบอำนาจและสัญญาขายฝากข้างต้น เป็นไปตามระเบียบของกรมที่ดินที่จัดทำขึ้นเพื่อป้องกันการฟ้องร้องเจ้าพนักงานที่ดินให้รับผิดในภายหลังเท่านั้น เมื่อบันทึกถ้อยคำดังกล่าวเป็นการปฏิบัติตามคำสั่งกรมที่ดินเพื่อป้องกันมิให้กรมที่ดินและเจ้าพนักงานที่ดินถูกฟ้องให้รับผิดทางแพ่ง จึงมิใช่บันทึกถ้อยคำตามนัยแห่งกฎหมายหรือตามหน้าที่ซึ่งจะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ทั้งตามเนื้อความแห่งบันทึกถ้อยคำนั้นยังมีข้อความว่า ถ้าเกิดความผิดพลาดเพราะผิดตัวเจ้าของ จำเลยที่ 3 ขอรับผิดชอบเองทั้งสิ้น อันเป็นการกำหนดให้จำเลยที่ 3 เป็นผู้รับผิดในกรณีมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น เช่นนี้ เมื่อโจทก์ได้ลงลายมือชื่อตามหนังสือมอบอำนาจจริง แม้ความจริงโจทก์มิได้ลงลายมือชื่อต่อหน้าจำเลยที่ 3 การกระทำของจำเลยที่ 3 ก็ไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 137 ประกอบมาตรา 83 ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน พิพากษายืน *ร่างคำฟ้องคดีอาญา เขตอำนาจศาล -ศาลอาญา ที่โจทก์ : นาย/นาง___________ (ระบุชื่อโจทก์) ที่อยู่: __________________________ (ระบุที่อยู่) ขอยื่นฟ้อง จำเลยที่ 1: นาย/นาง___________ (ระบุชื่อจำเลยที่ 1) ที่อยู่: __________________________ (ระบุที่อยู่) จำเลยที่ 2: นาย/นาง___________ (ระบุชื่อจำเลยที่ 2) ที่อยู่: __________________________ (ระบุที่อยู่) จำเลยที่ 3: นาย/นาง___________ (ระบุชื่อจำเลยที่ 3) ที่อยู่: __________________________ (ระบุที่อยู่) ข้อกล่าวหา: 1.จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้ร่วมกันกระทำความผิดฐานปลอมแปลงเอกสารและใช้เอกสารปลอม (ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 268) 2.จำเลยที่ 3 ร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน (ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137) 3.จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้กระทำการอันเป็นความผิดในฐานะผู้ร่วมกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 4.โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามบทลงโทษที่บัญญัติไว้ในมาตรา 91 ข้อเท็จจริงและพฤติการณ์แห่งคดี: เมื่อวันที่ ______ (ระบุวันที่) จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้ร่วมกันวางแผนและดำเนินการปลอมแปลงหนังสือมอบอำนาจซึ่งเกี่ยวข้องกับการโอนสิทธิในที่ดินและการขายฝากที่ดิน โดยจำเลยที่ 3 ได้ลงลายมือชื่อรับรองในหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวและแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานที่ดินว่าโจทก์ได้ลงลายมือชื่อต่อหน้าจริง เพื่อใช้ในการจดทะเบียนการขายฝาก และเพื่อให้เกิดการได้มาซึ่งสิทธิอันไม่ชอบด้วยกฎหมาย คำขอท้ายคำฟ้อง: 1.ขอศาลโปรดประทับรับฟ้องและดำเนินการไต่สวนมูลฟ้อง และขอศาลลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 137, 264, 268 ตามควรแก่กรณี ลงชื่อ _______________________ (โจทก์/ผู้ร้อง) (ตำแหน่ง/ฐานะในคดี เช่น ผู้เสียหาย) หมายเหตุ: เอกสารนี้เป็นร่างตัวอย่างเพื่อการศึกษาและอาจต้องปรับให้เหมาะสมกับข้อเท็จจริงและสภาพคดีจริงในแต่ละกรณี
|



.jpg)
