
| การพาอาวุธปืนเข้าไปในสถานบริการ เป็นความผิดหลายกรรมหรือไม่ (ฎีกา 6267/2568)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6267/2568 บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยปัญหาสำคัญทางกฎหมายอาญาเกี่ยวกับการพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต และการนำอาวุธปืนเข้าไปในสถานบริการ ว่าเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือเป็นกรรมเดียวกัน โดยศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ได้วางหลักการชัดเจนว่า แม้การกระทำจะเกิดขึ้นต่อเนื่องในคราวเดียวกัน แต่เมื่อมีเจตนาและองค์ประกอบความผิดแตกต่างกัน ย่อมถือเป็นความผิดหลายกรรม อีกทั้งยังวินิจฉัยถึงหลักเกณฑ์การไม่รอการลงโทษจำคุกเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของสังคมและผู้ใช้บริการในสถานบริการ คดีนี้มีคำถามที่น่าสนใจดังต่อไปนี้ 1. การพาอาวุธปืนติดตัวในที่สาธารณะและการนำอาวุธปืนเข้าไปในสถานบริการ เป็นความผิดหลายกรรมหรือกรรมเดียวตามกฎหมายอาญา 2. การที่จำเลยมีใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนโดยชอบด้วยกฎหมาย เป็นเหตุยกเว้นความผิดหรือไม่เพียงใด 3. คดีอาวุธปืนในสถานบริการมีเหตุสมควรให้ศาลใช้ดุลพินิจรอการลงโทษจำคุกหรือไม่ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า การพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ และการนำอาวุธปืนเข้าไปในสถานบริการ เป็นการกระทำ “หลายกรรมต่างกัน” หรือเป็น “กรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท” โดยศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ได้วางหลักว่า แม้การกระทำจะเกิดขึ้นต่อเนื่องในคราวเดียวกัน แต่เมื่อเจตนาและองค์ประกอบของความผิดแตกต่างกัน และกฎหมายมุ่งคุ้มครองประโยชน์คนละส่วน ย่อมถือเป็นความผิดหลายกรรมตามกฎหมายอาญา มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ ได้แก่ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 และมาตรา 91 ประกอบกับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ และ 72 ทวิ และพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. 2509 มาตรา 16/2 และมาตรา 28/2 key words ที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. ความผิดหลายกรรมต่างกัน เป็นหัวใจของคดีนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การพาอาวุธปืนในที่สาธารณะและการนำอาวุธปืนเข้าไปในสถานบริการ เป็นการกระทำที่มีเจตนาและองค์ประกอบความผิดต่างกัน จึงต้องแยกลงโทษเป็นหลายกรรมตามมาตรา 91 2. กรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท เป็นประเด็นที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไว้ แต่ศาลฎีกาไม่เห็นพ้อง โดยชี้ว่าไม่อาจนำหลักมาตรา 90 มาใช้ได้ เพราะไม่ใช่การกระทำเดียวที่ละเมิดกฎหมายหลายบทในลักษณะเดียวกัน 3. เจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติสถานบริการ ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับวัตถุประสงค์ของกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองความปลอดภัยของผู้เข้าไปใช้บริการในสถานบริการโดยเฉพาะ จึงถือเป็นการคุ้มครองประโยชน์ทางกฎหมายที่แตกต่างจากการพาอาวุธปืนในที่สาธารณะทั่วไป 4. การพาอาวุธปืนเข้าไปในสถานบริการ เป็นพฤติการณ์ที่ศาลเห็นว่ามีความอันตรายสูง กระทบต่อความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของสังคม แม้อาวุธปืนจะได้รับอนุญาตให้มีและใช้โดยชอบด้วยกฎหมายก็ตาม 5. การไม่รอการลงโทษจำคุก ศาลฎีกาวางหลักว่า คดีลักษณะนี้ไม่ควรใช้ดุลพินิจรอการลงโทษจำคุก เนื่องจากสถานบริการเป็นสถานที่สาธารณะที่ประชาชนเข้าใช้บริการจำนวนมาก การนำอาวุธปืนเข้าไปย่อมก่อให้เกิดความเสี่ยงร้ายแรงต่อสุจริตชนและสังคมโดยรวม สรุปข้อเท็จจริงของคดี คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยพาอาวุธปืนพร้อมเครื่องกระสุนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร อีกทั้งยังนำอาวุธปืนดังกล่าวเข้าไปในสถานบริการ อันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ และพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. 2509 จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นเห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน จึงลงโทษแยกเป็นสองกระทง คือ ความผิดฐานพาอาวุธปืนในที่สาธารณะ และความผิดฐานนำอาวุธปืนเข้าไปในสถานบริการ โดยลดโทษเนื่องจากรับสารภาพ ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำดังกล่าวเป็นกรรมเดียวกัน เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท จึงลงโทษตามบทที่มีโทษหนักที่สุด พร้อมรอการลงโทษจำคุกและกำหนดเงื่อนไขคุมประพฤติ โจทก์ฎีกาโดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ วินิจฉัยว่า การพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ กับการนำอาวุธปืนเข้าไปในสถานบริการ เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน แม้จะกระทำต่อเนื่องในคราวเดียวกันก็ตาม เนื่องจากเป็นการกระทำที่มีเจตนาและองค์ประกอบของความผิดแตกต่างกันอย่างชัดเจน ศาลฎีกาให้เหตุผลเพิ่มเติมว่า พระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. 2509 มีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของผู้เข้าไปใช้บริการในสถานบริการเป็นการเฉพาะ การนำอาวุธปืนเข้าไปในสถานบริการจึงเป็นการละเมิดประโยชน์ทางกฎหมายที่แตกต่างจากการพาอาวุธปืนในที่สาธารณะทั่วไป ในประเด็นการรอการลงโทษจำคุก ศาลฎีกาเห็นว่า สถานบริการเป็นสถานที่ที่ประชาชนทั่วไปเข้าใช้บริการ โดยเฉพาะในเวลากลางคืน การพาอาวุธปืนพร้อมกระสุนเข้าไปย่อมก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อความปลอดภัยอย่างร้ายแรง แม้อาวุธปืนจะเป็นของจำเลยที่ได้รับอนุญาตโดยชอบกฎหมายก็ตาม ก็ไม่เป็นเหตุสมควรที่จะรอการลงโทษจำคุก ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้เป็นไปตามแนวศาลชั้นต้นในประเด็นความผิดหลายกรรม และไม่รอการลงโทษจำคุก การขยายความประเด็นทางกฎหมายที่สำคัญ คำพิพากษานี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในเชิงหลักกฎหมายอาญา โดยเฉพาะเรื่องการแยกความผิดหลายกรรมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ออกจากกรณีกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามมาตรา 90 ศาลฎีกาได้เน้นย้ำว่า การพิจารณาว่าเป็นหลายกรรมหรือไม่ ต้องพิจารณาจากเจตนาและองค์ประกอบความผิด ไม่ใช่เพียงความต่อเนื่องของพฤติการณ์ นอกจากนี้ ศาลยังแสดงจุดยืนที่ชัดเจนเกี่ยวกับนโยบายการคุ้มครองสังคม โดยถือว่าการนำอาวุธปืนเข้าไปในสถานบริการเป็นพฤติการณ์ที่มีความอันตรายสูง ไม่ควรใช้ดุลพินิจรอการลงโทษจำคุกโดยง่าย ซึ่งเป็นแนวทางที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ควรยึดถือเป็นบรรทัดฐานในคดีลักษณะเดียวกัน สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้สะท้อนให้เห็นว่า การกระทำที่เกิดขึ้นในคราวเดียวกันไม่ได้หมายความว่าจะเป็นกรรมเดียวเสมอไป หากกฎหมายมุ่งคุ้มครองประโยชน์ที่แตกต่างกันและมีเจตนาในการกระทำต่างกัน ศาลสามารถแยกเป็นความผิดหลายกรรมได้ อีกทั้งยังตอกย้ำหลักการว่า คดีอาวุธปืนในสถานบริการเป็นคดีที่กระทบต่อความปลอดภัยของสาธารณชนโดยตรง ศาลจึงต้องใช้ดุลพินิจอย่างเคร่งครัดในการพิจารณาไม่รอการลงโทษจำคุก คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6267/2568 ความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร กับความผิดฐานนำอาวุธปืนเข้าไปในสถานบริการเป็นความผิดหลายกรรมต่างกรรมกันหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า แม้จำเลยกระทำความผิดดังกล่าวต่อเนื่องในคราวเดียวกัน แต่ก็เป็นการกระทำที่มีเจตนาและองค์ประกอบของการกระทำความผิดแตกต่างกันจึงสามารถแยกการกระทำแต่ละความผิดได้ ประกอบกับเจตนารมณ์ของกฎหมายตาม พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ. 2509 มุ่งคุ้มครองผู้เข้าไปใช้บริการในสถานบริการ จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า การพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ และการนำอาวุธปืนเข้าไปในสถานบริการ เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษแยกเป็นคนละกระทง ลดโทษเนื่องจากจำเลยรับสารภาพ เหลือจำคุก 6 เดือน ปรับ 1,000 บาท และไม่รอการลงโทษจำคุก พร้อมริบอาวุธปืนของกลาง 2. ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามบทที่มีโทษหนักที่สุดคือฐานนำอาวุธปืนเข้าไปในสถานบริการ ลดโทษเหลือจำคุก 6 เดือน ปรับ 10,000 บาท และให้รอการลงโทษจำคุก พร้อมกำหนดเงื่อนไขคุมประพฤติและทำงานบริการสังคม 3. ศาลฎีกาพิพากษาว่า การพาอาวุธปืนในที่สาธารณะและการนำอาวุธปืนเข้าไปในสถานบริการเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ไม่ใช่กรรมเดียวตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย อีกทั้งเห็นว่าไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุก จึงพิพากษาแก้ให้ลงโทษแยกเป็นหลายกรรมและไม่รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลย บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวกับความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในที่สาธารณะและการนำอาวุธปืนเข้าไปในสถานบริการ ซึ่งเป็นคดีที่ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ได้วางหลักกฎหมายสำคัญเกี่ยวกับการแยกความผิดหลายกรรม ตลอดจนการใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกในคดีที่กระทบต่อความปลอดภัยของสังคม 1. สรุปข้อเท็จจริงและสรุปย่อคำพิพากษาศาลฎีกา คดีนี้มีข้อเท็จจริงว่า จำเลยพาอาวุธปืนพร้อมเครื่องกระสุนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร และต่อเนื่องกันในคราวเดียวกันได้นำอาวุธปืนดังกล่าวเข้าไปในสถานบริการ อันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนฯ และพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. 2509 จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นเห็นว่า การพาอาวุธปืนในที่สาธารณะและการนำอาวุธปืนเข้าไปในสถานบริการเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน จึงลงโทษแยกเป็นคนละกระทง โดยลดโทษเนื่องจากจำเลยรับสารภาพและไม่รอการลงโทษจำคุก ต่อมาศาลอุทธรณ์เห็นต่าง โดยวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามบทที่มีโทษหนักที่สุด และใช้ดุลพินิจรอการลงโทษจำคุก พร้อมกำหนดเงื่อนไขคุมประพฤติ เมื่อโจทก์ฎีกา ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ได้วินิจฉัยว่า การพาอาวุธปืนติดตัวไปในที่สาธารณะกับการนำอาวุธปืนเข้าไปในสถานบริการ เป็นการกระทำที่มีเจตนาและองค์ประกอบความผิดแตกต่างกัน กฎหมายมุ่งคุ้มครองประโยชน์คนละส่วน จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ไม่ใช่กรรมเดียวตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย อีกทั้งศาลฎีกาเห็นว่าไม่มีเหตุสมควรที่จะรอการลงโทษจำคุก เนื่องจากพฤติการณ์ของคดีมีความเสี่ยงสูงต่อความปลอดภัยของสังคม จึงพิพากษาแก้ให้ลงโทษแยกเป็นหลายกรรมและไม่รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลย 2. สรุปหลักกฎหมายที่ได้จากคำพิพากษาศาลฎีกานี้ หลักกฎหมายสำคัญประการแรกคือ หลักการแยกความผิดหลายกรรมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ศาลฎีกาได้ย้ำว่าการพิจารณาว่าการกระทำเป็นหลายกรรมหรือไม่ ต้องดูเจตนาและองค์ประกอบของความผิดเป็นหลัก ไม่ใช่เพียงพิจารณาว่าการกระทำเกิดขึ้นต่อเนื่องกันในคราวเดียวหรือไม่ หากการกระทำแต่ละอย่างละเมิดประโยชน์ทางกฎหมายที่แตกต่างกัน ก็ต้องถือเป็นความผิดหลายกรรม ประการที่สอง คือ หลักการตีความกฎหมายโดยคำนึงถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายเฉพาะฉบับ พระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. 2509 มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของผู้เข้าไปใช้บริการในสถานบริการเป็นพิเศษ การนำอาวุธปืนเข้าไปในสถานบริการจึงเป็นความผิดที่มีลักษณะเฉพาะ แตกต่างจากการพาอาวุธปืนในที่สาธารณะทั่วไป ประการที่สาม คือ หลักการจำกัดขอบเขตสิทธิของผู้ได้รับใบอนุญาตอาวุธปืน ศาลฎีกาวินิจฉัยชัดเจนว่า การได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน มิได้หมายความว่าสามารถพกพาหรือใช้อาวุธปืนได้โดยไม่จำกัดสถานที่หรือพฤติการณ์ โดยเฉพาะสถานที่ที่กฎหมายห้ามไว้เป็นการเฉพาะ ประการที่สี่ คือ หลักเกณฑ์การใช้ดุลพินิจรอการลงโทษจำคุก ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับความร้ายแรงของพฤติการณ์และผลกระทบต่อสังคม โดยเห็นว่าคดีอาวุธปืนในสถานบริการเป็นคดีที่มีความเสี่ยงสูง ไม่เหมาะสมที่จะใช้ดุลพินิจรอการลงโทษจำคุก 3. แนวบรรทัดฐานที่ศาลฎีกาวางไว้ให้นักกฎหมายศึกษาจากคดีนี้ คำพิพากษานี้เป็นบรรทัดฐานสำคัญในการพิจารณาคดีอาญาที่เกี่ยวกับอาวุธปืน โดยเฉพาะในประเด็นการแยกความผิดหลายกรรม ศาลได้วางแนวคิดที่ชัดเจนว่า ความต่อเนื่องของการกระทำไม่ใช่เกณฑ์ชี้ขาด แต่ต้องพิจารณาถึงวัตถุประสงค์ของกฎหมายและประโยชน์ที่ได้รับความคุ้มครอง นอกจากนี้ คดียังเป็นบรรทัดฐานในเรื่องการบังคับใช้กฎหมายสถานบริการอย่างเคร่งครัด ศาลฎีกาแสดงท่าทีชัดเจนว่าการนำอาวุธปืนเข้าไปในสถานบริการเป็นพฤติการณ์ที่กระทบต่อความปลอดภัยของสาธารณชนโดยตรง ไม่ควรผ่อนปรนโทษหรือใช้ดุลพินิจอย่างอ่อนเกินไป สุดท้าย คำพิพากษานี้เป็นแนวทางให้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ใช้ดุลพินิจในคดีอาวุธปืนโดยคำนึงถึงนโยบายการป้องปรามอาชญากรรมและการรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคมเป็นสำคัญ ถือเป็นแนวคำวินิจฉัยที่นักกฎหมายควรศึกษาเพื่อใช้เป็นหลักอ้างอิงในการว่าความและการวิเคราะห์คดีอาญาที่มีลักษณะใกล้เคียงกันในอนาคต แนวคำถาม - ธงคำตอบ ข้อ 1. จำเลยพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ และต่อเนื่องกันในคราวเดียวกันได้นำอาวุธปืนดังกล่าวเข้าไปในสถานบริการ การกระทำดังกล่าวจะถือเป็น “กรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 หรือเป็น “ความผิดหลายกรรมต่างกัน” ตามมาตรา 91 และต้องพิจารณาโดยยึดหลักเกณฑ์ใดเป็นสำคัญ ธงคำตอบ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ วินิจฉัยว่า การพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ กับการนำอาวุธปืนเข้าไปในสถานบริการ เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 มิใช่กรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามมาตรา 90 เหตุผลสำคัญอยู่ที่การพิจารณา “เจตนาและองค์ประกอบของความผิด” เป็นหลัก แม้การกระทำจะเกิดขึ้นต่อเนื่องในคราวเดียวกัน แต่การพาอาวุธปืนในที่สาธารณะเป็นความผิดที่มุ่งควบคุมการพกพาอาวุธปืนโดยทั่วไป ขณะที่การนำอาวุธปืนเข้าไปในสถานบริการเป็นความผิดที่กฎหมายมุ่งคุ้มครองความปลอดภัยของผู้เข้าไปใช้บริการในสถานบริการเป็นการเฉพาะ ประโยชน์ทางกฎหมายที่ได้รับความคุ้มครองจึงแตกต่างกัน เมื่อเจตนาและองค์ประกอบความผิดไม่เหมือนกัน จึงต้องแยกลงโทษเป็นหลายกรรมต่างกันตามมาตรา 91 ข้อ 2. แม้อาวุธปืนที่จำเลยนำติดตัวและนำเข้าไปในสถานบริการจะเป็นอาวุธปืนที่ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้โดยชอบด้วยกฎหมาย การกระทำของจำเลยยังคงเป็นความผิดหรือไม่ และการมีใบอนุญาตมีผลต่อการพิจารณาความรับผิดทางอาญาเพียงใด ธงคำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้อาวุธปืนของกลางจะเป็นอาวุธปืนที่จำเลยได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้โดยชอบด้วยกฎหมาย แต่การพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร และการนำอาวุธปืนเข้าไปในสถานบริการ ยังคงเป็นความผิดตามกฎหมาย เนื่องจากใบอนุญาตให้มีและใช้ปืน มิได้เป็นการอนุญาตให้พกพาหรือใช้อาวุธปืนได้โดยไม่จำกัดสถานที่หรือพฤติการณ์ โดยเฉพาะสถานบริการซึ่งเป็นสถานที่ที่ประชาชนทั่วไปเข้าใช้บริการจำนวนมาก กฎหมายสถานบริการมีเจตนารมณ์ชัดเจนในการป้องกันภยันตรายและรักษาความปลอดภัย การนำอาวุธปืนเข้าไปในสถานที่ดังกล่าวจึงเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายโดยตรง ใบอนุญาตจึงไม่อาจใช้เป็นข้ออ้างเพื่อลบล้างความผิดได้ ข้อ 3. เมื่อศาลอุทธรณ์เห็นสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย แต่ศาลฎีกากลับวินิจฉัยไม่เห็นพ้อง การใช้ดุลพินิจรอการลงโทษจำคุกในคดีลักษณะนี้ควรพิจารณาจากปัจจัยใด และเหตุใดศาลฎีกาจึงเห็นว่าไม่ควรรอการลงโทษ ธงคำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การพิจารณารอการลงโทษจำคุกต้องคำนึงถึงลักษณะความผิด ความร้ายแรงของพฤติการณ์ และผลกระทบต่อสังคมเป็นสำคัญ คดีนี้สถานบริการเป็นสถานที่ที่เปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าใช้บริการ โดยเฉพาะในเวลากลางคืน การที่จำเลยพาอาวุธปืนพร้อมกระสุนเข้าไปในสถานบริการย่อมเป็นพฤติการณ์ที่มีความเสี่ยงสูง ง่ายต่อการก่อเหตุร้าย และเป็นอันตรายต่อสุจริตชนผู้เข้าไปใช้บริการ อีกทั้งกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคมโดยรวม แม้จำเลยจะรับสารภาพและมีใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนก็ตาม ศาลฎีกาเห็นว่าพฤติการณ์ดังกล่าวไม่อยู่ในวิสัยที่จะใช้ดุลพินิจรอการลงโทษจำคุกได้ การไม่รอการลงโทษจึงสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายและนโยบายการคุ้มครองความปลอดภัยของสาธารณชน |




