
| เจ้าพนักงานยักยอกเงินภาษีและปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 และ 157
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการที่เจ้าพนักงานจัดเก็บภาษีอากรรับเงินจากผู้เสียภาษีแล้วไม่ออกใบเสร็จ ส่งเงินรายได้แผ่นดินไม่ครบ และเบียดบังเงินภาษีไปเป็นประโยชน์ตน โดยศาลพิจารณาว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและเป็นความผิดฐานเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ตามมาตรา 147 และ 157 รวมถึงวินิจฉัยหลักกรรมเดียวผิดหลายบท การประเมินพยานผู้เสียหาย การตรวจสอบต้นขั้วใบเสร็จ และขอบเขตอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานจัดเก็บภาษี ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญต่อแนวทางตีความความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ข้อเท็จจริงของคดี จำเลยเป็นข้าราชการสังกัดกรมสรรพากร และได้รับแต่งตั้งให้รักษาการตำแหน่งสมุห์บัญชีกิ่งอำเภอโพนทราย มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการประเมินภาษี รับเงินค่าภาษี เก็บรักษาเงินและส่งเงินเข้าคลังจังหวัด เมื่อผู้เสียภาษียื่นแบบและชำระเงิน จำเลยต้องออกใบเสร็จรับเงินให้ แต่ปรากฏว่าในวันที่ 30 มีนาคม 2527 และ 2 เมษายน 2527 จำเลยรับเงินค่าภาษีจากผู้เสียภาษีรวม 21 ราย เป็นเงินรวม 20,098 บาท โดยไม่ออกใบเสร็จรับเงิน หรือออกใบเสร็จไม่ตรงจำนวน และไม่ส่งเงินทั้งหมดเข้าคลังจังหวัด ส่งจริงเพียง 1,565 บาท ขาดส่ง 16,088.24 บาท พยานผู้เสียหายหลายรายเบิกความสอดคล้องกันว่าจ่ายเงินให้จำเลยจริง ทั้งยังมีหลักฐานคำให้การชั้นสอบสวน ต้นขั้วใบเสร็จ และพยานเจ้าหน้าที่สรรพากรยืนยันผลการตรวจสอบว่าเงินภาษีจำนวนดังกล่าวไม่ถูกนำส่งเป็นรายได้รัฐ คำวินิจฉัยของศาล ศาลวินิจฉัยโดยให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงว่าจำเลย • รับเงินจากผู้เสียภาษี • ไม่ออกใบเสร็จ หรือออกไม่ตรงจำนวน • ไม่ส่งเงินทั้งหมดเข้าคลังจังหวัด • มีเงินคงตกค้างจำนวนมาก • มีพฤติการณ์สอดคล้องกับการเบียดบังเงินภาษี ศาลพิจารณาว่า การกระทำดังกล่าวเกิดขึ้นในขอบเขตอำนาจหน้าที่ของจำเลย เพราะจำเลยเป็นผู้มีหน้าที่ประเมินภาษี รับเงินภาษี และออกใบเสร็จ เมื่อรับชำระเงินแล้วไม่ออกใบเสร็จหรือเก็บเงินไว้ไม่ส่งเข้าคลัง ถือเป็น “ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ” ไม่ใช่ "การทำนอกหน้าที่" ตามที่จำเลยอ้าง ศาลจึงเห็นว่าจำเลยมีความผิด • มาตรา 147 (เจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์) • มาตรา 157 (ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ) แต่เนื่องจากเป็นกรรมเดียวผิดหลายบท จึงลงโทษบทหนักที่สุดตามมาตรา 90 คือ มาตรา 147 วิเคราะห์ประเด็นกฎหมายสำคัญ 1 หน้าที่ตามกฎหมายของเจ้าพนักงานจัดเก็บภาษี เมื่อกฎหมายกำหนดให้เจ้าพนักงานเป็นผู้รับเงินภาษีและต้องออกใบเสร็จทันที การละเลยไม่ออกใบเสร็จ ออกไม่ตรง หรือส่งเงินไม่ครบ ถือเป็นการกระทำโดยมิชอบในตำแหน่งหน้าที่ตามมาตรา 157 2 เจตนาทุจริต ศาลใช้พฤติการณ์แวดล้อมเป็นหลักฐานสำคัญ เช่น • การรับเงินแล้วไม่ออกใบเสร็จ • การออกใบเสร็จไม่ตรงจำนวน • การส่งเงินเข้าคลังจังหวัดต่ำกว่าความเป็นจริง พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงเจตนาเบียดบังเงินภาษีโดยชัดแจ้ง 3 กรรมเดียวผิดหลายบท การกระทำหนึ่ง (การรับเงินภาษีแล้วไม่ส่ง และเบียดบังเงิน) ละเมิดทั้งมาตรา 147 และมาตรา 157 แต่เนื่องจากเป็นกรรมเดียวกัน จึงต้องลงโทษบทหนักที่สุดคือ มาตรา 147 4 ผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในระบบราชการ คำพิพากษาให้ความสำคัญกับการปกป้องระบบราชการและการจัดเก็บภาษีอากรของรัฐ ซึ่งเป็นแหล่งรายได้สำคัญ การทุจริตของเจ้าพนักงานจะกระทบต่อความน่าเชื่อถือของรัฐอย่างร้ายแรง จึงต้องมีโทษหนัก สรุปหลักกฎหมายและแนวคำพิพากษาที่วางไว้ 1. เจ้าพนักงานที่มีหน้าที่รับเงินภาษีต้องออกใบเสร็จทันที 2. เงินภาษีเป็นทรัพย์ของแผ่นดินทันทีเมื่อรับชำระ 3. การไม่ออกใบเสร็จหรือส่งเงินไม่ครบย่อมเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ 4. การเบียดบังเงินภาษีเป็นความผิดตามมาตรา 147 5. ถ้าการกระทำเป็นกรรมเดียวผิดหลายบท ต้องลงโทษบทหนักที่สุด 6. ศาลให้ความสำคัญกับพยานผู้เสียหาย ผลตรวจสอบใบเสร็จ และพฤติการณ์ของจำเลยเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ ข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้ตอกย้ำว่าพนักงานของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการเงินภาษีต้องรักษาความสุจริตสูงสุด เพราะเงินภาษีเป็นรากฐานของการบริหารราชการแผ่นดิน การกระทำทุจริต แม้มูลค่าไม่สูง แต่ถือว่ากระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนและความมั่นคงของระบบภาษีอากร จึงมีบทลงโทษรุนแรงเพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของรัฐและสังคมโดยรวม สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาว่าจำเลยกระทำผิดตามมาตรา 147 และ 157 ลงโทษจำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 10 ปี และให้คืนเงินภาษีส่วนที่เบียดบัง 2. ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แก้เพียงในส่วนการคืนเงินผู้เสียหายบางราย แต่คงโทษจำคุกตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น 3. ศาลฎีกา วินิจฉัยยืนตามสาระสำคัญว่าจำเลยมีความผิด แต่แก้คำพิพากษาให้ชัดเจนว่าเป็นความผิดรวม 2 กระทง และลงโทษตามมาตรา 147 กระทงละ 5 ปี รวมจำคุก 10 ปี คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1146/2537 จำเลยได้รับแต่งตั้งให้รักษาการตำแหน่งสมุห์บัญชีอำเภอ มีอำนาจหน้าที่จัดเก็บภาษีอากรส่งคลังจังหวัด เมื่อรับเงินค่าภาษีแล้วต้องออกใบเสร็จรับเงินให้ผู้ชำระเงินบางราย จำเลยไม่ออกให้บางรายออกให้ไม่ตรงตามจำนวนเงินที่รับไว้แล้วเบียดบังเอาเงินนั้นไป จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เบียดบังทรัพย์เป็นประโยชน์ตนโดยทุจริต มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147,157 เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษตามมาตรา 147 อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามมาตรา 90 โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นข้าราชการกรมสรรพากร มีหน้าที่ประเมินและจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ปี 2526 เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2527 และ 2 เมษายน 2527 จำเลยประเมินภาษีไม่ตรงความจริง เรียกเก็บเงินจากผู้เสียภาษีรวม 21 ราย เป็นเงิน 20,098 บาท แล้วไม่ออกใบเสร็จและยักยอกเงินดังกล่าวเป็นประโยชน์ตนหรือผู้อื่น ขอให้ลงโทษตามมาตรา 147, 151, 154, 157, 91 และให้คืนเงินแก่สำนักงานสรรพากรกิ่งอำเภอโพนทราย จังหวัดร้อยเอ็ด จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามมาตรา 147, 157 ถือว่าการกระทำในวันที่ 30 มีนาคม และ 2 เมษายน 2527 เป็นคนละกรรม แต่แต่ละกรรมเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษตามมาตรา 147 ซึ่งเป็นบทหนักตามมาตรา 90 จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 10 ปี และให้คืนเงินแก่ผู้เสียหายและสำนักงานสรรพากร จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แก้เพียงไม่ให้จำเลยคืนเงิน 4,000.76 บาทแก่ผู้เสียหาย นอกจากนั้นให้เป็นไปตามศาลชั้นต้น จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยจากคำเบิกความผู้เสียหาย เอกสารคำให้การชั้นสอบสวน ต้นขั้วใบเสร็จ และคำให้การเจ้าหน้าที่สรรพากร เห็นว่าผู้เสียหายได้ยื่นแบบ ภ.ง.ด.91 และชำระภาษีกับจำเลยจริง แต่จำเลยไม่ส่งเงินภาษีทั้งหมดเข้าคลัง ส่งเพียง 1,565 บาท ขาด 16,088.24 บาท พฤติการณ์แสดงว่าจำเลยเบียดบังเงินไปโดยทุจริต จึงเป็นความผิดตามมาตรา 147 และ 157 ตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ข้อฎีกาที่ว่า จำเลยไม่มีอำนาจหน้าที่ประเมินภาษี และการรับเงินโดยไม่ออกใบเสร็จเป็นการทำนอกหน้าที่นั้น ศาลเห็นว่าจำเลยได้รับแต่งตั้งให้รักษาการสมุห์บัญชีกิ่งอำเภอ มีหน้าที่ประเมิน รับชำระ เก็บรักษา และนำส่งเงินภาษีให้คลังจังหวัด เมื่อผู้เสียภาษีชำระเงินแล้วจำเลยต้องออกใบเสร็จ หากไม่ออกหรือออกไม่ตรงจำนวนถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หาใช่การทำนอกหน้าที่ไม่ เงินภาษีที่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีชำระแล้วตกเป็นรายได้แผ่นดิน แม้ไม่มีใบเสร็จ การเบียดบังเงินดังกล่าวจึงเป็นความผิดตามที่วินิจฉัย คำพิพากษาฎีกาที่จำเลยอ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ อย่างไรก็ดี ศาลฎีกาเห็นว่าการลงโทษของศาลอุทธรณ์ยังไม่ถูกต้อง จึงพิพากษาแก้ว่า จำเลยมีความผิดตามมาตรา 147, 157 กระทำผิดรวม 2 กระทง แต่ละกระทงเป็นกรรมเดียวผิดหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 147 ซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตามมาตรา 90 จำคุกกระทงละ 5 ปี รวมจำคุก 10 ปี และคงส่วนอื่นตามศาลอุทธรณ์ภาค 1 คดีนี้สะท้อนให้เห็นว่า ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการมีเจตนารมณ์เพื่อควบคุมเจ้าพนักงานให้ปฏิบัติภายในขอบเขตอำนาจและระเบียบ จึงต้องมีโทษรุนแรงกว่าความผิดที่ประชาชนกระทำต่อเจ้าพนักงาน โดยเฉพาะเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่จัดการทรัพย์ หากเบียดบังทรัพย์ที่ตนมีหน้าที่ดูแลเป็นของตนหรือผู้อื่น หรือยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์ไปโดยทุจริต ย่อมมีความผิดตามมาตรา 147 ซึ่งมีโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ถึง 20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต พร้อมโทษปรับ ในทางปฏิบัติ เจ้าพนักงานจัดเก็บภาษีทั้งส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น เช่น เทศบาล สุขาภิบาล เมืองพัทยา ตลอดจนองค์การบริหารส่วนตำบล ถือเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา หากมีหน้าที่จัดเก็บภาษีแล้วทุจริตยักยอกเงินภาษี ย่อมมีความผิดตามมาตรา 147 และอาจมีความผิดตามมาตรา 157 ด้วย เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดหลายบท ต้องลงโทษบทหนักที่สุด การให้ความรู้และปลูกจิตสำนึกแก่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อให้เกรงกลัวกฎหมายและมีความรับผิดชอบต่อท้องถิ่นและการปกครองตนเองในระบอบประชาธิปไตย เจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์: หลักกฎหมาย เจตนารมณ์ และตัวอย่างแนวคำพิพากษา “เจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์” เป็นหนึ่งในความผิดที่กฎหมายไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการกระทำที่กระทบต่อความสุจริตของการบริหารราชการแผ่นดิน และส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนโดยตรง มาตรา 147 แห่งประมวลกฎหมายอาญาได้กำหนดบทลงโทษไว้อย่างรุนแรง เพื่อป้องกันมิให้ผู้ดำรงตำแหน่งหน้าที่ตามกฎหมายใช้โอกาสในตำแหน่งของตนแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากทรัพย์ของรัฐหรือทรัพย์ที่ตนมีหน้าที่จัดการ 1. องค์ประกอบสำคัญของความผิดตามมาตรา 147 เพื่อให้การกระทำเป็นความผิด “เจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์” ต้องมีองค์ประกอบสำคัญดังนี้ 1. เป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย หมายถึงบุคคลซึ่งกฎหมายกำหนดให้มีหน้าที่ราชการ เช่น ข้าราชการ พนักงานส่วนท้องถิ่น พนักงานองค์การของรัฐ หรือผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนโดยชอบ 2. มีหน้าที่เกี่ยวกับการซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด ต้องเป็นหน้าที่ที่อยู่ในขอบเขตตำแหน่ง เช่น เจ้าพนักงานจัดเก็บภาษี เจ้าหน้าที่คลัง เจ้าหน้าที่การเงิน ฯลฯ 3. เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือผู้อื่นโดยทุจริต ทรัพย์ที่เบียดบังต้องเป็นทรัพย์ที่ผู้กระทำ “มีหน้าที่จัดการหรือรักษา” เช่น เงินภาษี เงินงบประมาณ เงินราชการค้างรับ ค่าธรรมเนียม หรือเงินที่ประชาชนชำระต่อรัฐ 2. บทลงโทษที่รุนแรงกว่าความผิดยักยอกทั่วไป มาตรา 147 กำหนดโทษจำคุก ตั้งแต่ 5 ปี ถึง 20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 2,000 – 40,000 บาท โทษที่สูงกว่าความผิดยักยอกทั่วไป (มาตรา 352) เนื่องจาก • เจ้าพนักงานเป็นผู้ถืออำนาจรัฐ • การเบียดบังทรัพย์ราชการสร้างความเสียหายต่อสาธารณะ • เป็นการบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของระบบราชการ แม้ทรัพย์ที่เบียดบังมีมูลค่าเพียงเล็กน้อย ก็มีโทษขั้นต่ำ 5 ปี อยู่ดี เพราะกฎหมายต้องการความเคร่งครัดต่อผู้มีตำแหน่งและอำนาจเหนือทรัพย์สินของรัฐ 3. ความแตกต่างระหว่าง “ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ” กับ “ยักยอกทรัพย์” ความผิดตามมาตรา 157 เป็นความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ แต่ไม่ได้จำกัดเฉพาะเรื่องทรัพย์สิน ต่างจากมาตรา 147 ที่เน้นว่าเจ้าพนักงานเบียดบัง “ทรัพย์ที่อยู่ในความดูแลของตน” ในหลายกรณี การกระทำหนึ่งอาจเป็นความผิดทั้งสองมาตรา เช่น • รับเงินภาษีแล้วไม่ออกใบเสร็จ • ส่งเงินเข้าคลังไม่ครบ • เก็บเงินค่าธรรมเนียมไว้ส่วนตัว หากการกระทำเดียวกันเป็นความผิดหลายบท จะลงโทษ บทที่หนักที่สุด ตามมาตรา 90 ซึ่งก็คือมาตรา 147 4. ตัวอย่างแนวคำพิพากษาศาลฎีกา ศาลฎีกามีแนววินิจฉัยที่ชัดเจนเกี่ยวกับความผิดของเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ เช่น • การที่เจ้าพนักงานจัดเก็บภาษีรับเงินจากผู้เสียภาษีแล้วไม่ออกใบเสร็จ และไม่ส่งเงินให้คลังจังหวัด ถือเป็นการเบียดบังเงินภาษีซึ่งเป็นรายได้แผ่นดิน • การที่เจ้าหน้าที่การเงินเบิกเงินงบประมาณเกินจริง หรือนำเงินราชการไปใช้ส่วนตัว ย่อมเข้าองค์ประกอบมาตรา 147 • แม้จำเลยจะอ้างว่า “ทำไปโดยพลั้งเผลอ” แต่เมื่อมีหน้าที่โดยตรงในการถือครองและดูแลทรัพย์ราชการ ศาลจะถือว่า “รู้หน้าที่อยู่แล้ว” และย่อมพิสูจน์เจตนาทุจริตได้จากพฤติการณ์ 5. เจตนารมณ์ของกฎหมายและความสำคัญต่อระบบราชการ กฎหมายกำหนดโทษเข้มงวดเพราะ • เงินภาษีและงบประมาณคือทรัพย์สาธารณะ • เจ้าพนักงานมีอำนาจเหนือประชาชน และต้องถูกตรวจสอบ • การทุจริตของเจ้าพนักงานแม้เพียงเล็กน้อยส่งผลต่อความเชื่อมั่นของรัฐและระบบภาษีอากร หากปล่อยปละละเลย จะกระทบต่อทั้งงบประมาณ การบริหารราชการแผ่นดิน และความเสื่อมศรัทธาต่อช่องทางราชการในภาพรวม 6. ความเป็นไปได้ในการรอการลงโทษ โดยหลักการ ศาลจะ ไม่สามารถรอการลงโทษได้ เพราะมาตรา 147 มีโทษขั้นต่ำ 5 ปี และประมวลกฎหมายอาญาอนุญาตให้รอการลงโทษเฉพาะโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี เว้นแต่กรณี • จำเลยรับสารภาพ • มีเหตุบรรเทาโทษ • ศาลลดโทษเหลือไม่เกิน 3 ปี อย่างไรก็ดี คดีลักษณะนี้ถือเป็นคดีร้ายแรง โอกาสที่จะรอการลงโทษมีน้อยมาก เว้นแต่มีเหตุพิเศษและพฤติการณ์อันสมควร 7. บทสรุป ความผิดฐานเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์คือความผิดที่กฎหมายให้ความสำคัญสูงสุดประเภทหนึ่ง เพราะเป็นการทุจริตโดยผู้มีตำแหน่งหน้าที่ตามกฎหมาย ขัดต่อหลักความสุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐโดยตรง การบังคับใช้มาตรา 147 อย่างเคร่งครัดจึงเป็นกลไกสำคัญของการป้องกันและปราบปรามการทุจริต สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน และรักษาประสิทธิภาพของการบริหารราชการแผ่นดินในระบอบประชาธิปไตย คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม-คำตอบ คำถาม: ความผิดฐานเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ตามกฎหมายไทยหมายถึงอะไร คำตอบ: ความผิดฐานเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 คือ การที่ผู้เป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด แล้วเบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนเองหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย การกระทำต้องเกี่ยวข้องกับทรัพย์ที่อยู่ในความดูแลหรืออำนาจจัดการของเจ้าพนักงานในตำแหน่งหน้าที่ราชการ จึงจะเข้าองค์ประกอบความผิดตามมาตรานี้ 2. คำถาม-คำตอบ คำถาม: โทษของความผิดฐานเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ตามมาตรา 147 เป็นอย่างไร คำตอบ: ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 กำหนดโทษสำหรับความผิดฐานเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ไว้ในระดับร้ายแรง คือ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสี่หมื่นบาท โดยไม่คำนึงว่าทรัพย์ที่เบียดบังจะมีมูลค่ามากหรือน้อยเพียงใด ทั้งนี้เนื่องจากกฎหมายมุ่งคุ้มครองความสุจริตของเจ้าพนักงานและความน่าเชื่อถือของการบริหารราชการแผ่นดิน มองว่าการทุจริตในตำแหน่งหน้าที่ราชการเป็นภัยร้ายแรงต่อสาธารณะ 3. คำถาม-คำตอบ คำถาม: ความผิดเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ต่างจากการยักยอกทรัพย์ทั่วไปอย่างไร คำตอบ: ความผิดยักยอกทรัพย์ทั่วไปตามมาตรา 352 เป็นกรณีที่บุคคลธรรมดาได้รับทรัพย์ของผู้อื่นมาโดยชอบด้วยกฎหมายแล้วเบียดบังเอาไปเป็นของตนภายหลัง ส่วนความผิดเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ตามมาตรา 147 เป็นกรณีที่ผู้กระทำเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย และทรัพย์ที่เบียดบังเป็นทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ราชการ เช่น เงินภาษี เงินงบประมาณ หรือทรัพย์ที่รัฐมอบหมายให้จัดการ ดังนั้นมาตรา 147 จึงมีโทษสูงกว่ามาก เนื่องจากเป็นการทุจริตที่ใช้สถานะและอำนาจของตำแหน่งหน้าที่เป็นเครื่องมือ 4. คำถาม-คำตอบ คำถาม: ตัวอย่างพฤติการณ์ที่เข้าข่ายความผิดเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์มีอะไรบ้าง คำตอบ: ตัวอย่างเช่น เจ้าพนักงานจัดเก็บภาษีรับเงินชำระภาษีจากผู้เสียภาษีแล้วไม่ออกใบเสร็จรับเงิน ไม่นำเงินทั้งหมดส่งคลังหรือส่งเงินล่าช้าโดยไม่มีเหตุสมควร เจ้าหน้าที่การเงินของหน่วยงานราชการเบิกงบประมาณเกินจริง เบิกค่าใช้จ่ายที่ไม่เกิดขึ้นจริง หรือเก็บเงินค่าธรรมเนียม ค่าบริการ หรือรายได้ของรัฐส่วนหนึ่งไว้ใช้ส่วนตัว รวมทั้งกรณีที่พนักงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรับเงินภาษีหรือค่าธรรมเนียมท้องถิ่นแล้วไม่นำส่งเป็นรายได้ของท้องถิ่น การกระทำลักษณะดังกล่าวหากพิสูจน์ได้ว่ามีเจตนาทุจริตย่อมเข้าข่ายมาตรา 147 5. คำถาม-คำตอบ คำถาม: กรณีใดบ้างที่อาจเป็นทั้งความผิดมาตรา 147 และมาตรา 157 และศาลลงโทษอย่างไร คำตอบ: ในทางปฏิบัติ มักพบว่าการกระทำของเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์อาจเข้าข่ายความผิดทั้งตามมาตรา 147 และมาตรา 157 เช่น รับเงินภาษีจากประชาชน ไม่ออกใบเสร็จ ไม่ลงบัญชี และไม่นำส่งเงินเข้าคลัง ซึ่งเป็นทั้งการเบียดบังทรัพย์ และการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เมื่อการกระทำเดียวกันผิดกฎหมายหลายบท กฎหมายกำหนดให้ถือเป็นกรรมเดียวผิดหลายบท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ศาลจึงต้องลงโทษบทที่มีโทษหนักที่สุด คือ บทบัญญัติตามมาตรา 147 และไม่ลงโทษซ้ำตามมาตรา 157 อีก 6. คำถาม-คำตอบ คำถาม: ความผิดฐานเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์มีโอกาสรอการลงโทษจำคุกหรือไม่ คำตอบ: โดยหลักทั่วไป การรอการลงโทษจำคุกสามารถทำได้ต่อเมื่อศาลกำหนดโทษจำคุกไม่เกินสามปี แต่ความผิดฐานเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ตามมาตรา 147 มีโทษจำคุกขั้นต่ำห้าปี ทำให้ตามปกติไม่เข้าเกณฑ์ที่จะรอการลงโทษ อย่างไรก็ดี หากจำเลยรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ และเมื่อศาลใช้ดุลพินิจลดโทษแล้วเหลือไม่เกินสามปี จึงอาจมีกรณีพิเศษที่ศาลพิจารณารอการลงโทษได้ แต่ในทางปฏิบัติคดีลักษณะนี้ถือเป็นคดีร้ายแรง โอกาสรอการลงโทษจึงค่อนข้างจำกัดและขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาลเป็นสำคัญ |




