ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




พินัยกรรมปลอมหรือไม่ เมื่อผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นต่างกัน ศาลชั่งน้ำหนักพยานอย่างไรในคดีเอกสารสำคัญ

การพิสูจน์พินัยกรรมปลอมในคดีอาญา, การชั่งน้ำหนักพยานผู้เชี่ยวชาญลายมือชื่อ, ผู้เชี่ยวชาญเห็นต่างศาลเชื่อใคร, การตรวจลายมือชื่อโดยนิติวิทยาศาสตร์, การใช้เอกสารปลอมตามกฎหมายอาญา, การเบิกความเท็จเกี่ยวกับพินัยกรรม, ความน่าเชื่อถือของรายงานพิสูจน์เอกสาร, พินัยกรรมต้นฉบับกับคู่ฉบับต่างกันหรือไม่, การเปรียบเทียบลายมือชื่อในคดี, หลักพยานผู้เชี่ยวชาญในศาล, วิธีพิสูจน์เอกสารปลอม, ความเห็นผู้เชี่ยวชาญมีผลอย่างไร, คดีมรดกเกี่ยวกับพินัยกรรมปลอม, แนวฎีกาเอกสารปลอม

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทเกี่ยวกับความแท้จริงของพินัยกรรม โดยมีประเด็นสำคัญว่า เมื่อมีการตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อผู้ทำพินัยกรรมโดยผู้เชี่ยวชาญหลายหน่วยงานและได้ผลแตกต่างกัน ศาลจะใช้หลักเกณฑ์ใดในการชั่งน้ำหนักพยาน และจำต้องเชื่อผู้เชี่ยวชาญที่มีอายุงานหรือประสบการณ์มากกว่าหรือไม่ คดีนี้สะท้อนหลักกฎหมายพยานหลักฐานในคดีอาญาอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการประเมิน “พยานความเห็น” ว่ามีเพียงน้ำหนักประกอบ มิใช่ข้อผูกพันศาล ทั้งยังแสดงให้เห็นถึงการพิจารณาพฤติการณ์แวดล้อมของผู้ทำพินัยกรรมควบคู่กับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ เพื่อค้นหาความจริงในคดีอย่างรอบด้าน

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยความน่าเชื่อถือของพยานผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับลายมือชื่อ และการพิสูจน์ว่าพินัยกรรมเป็นของแท้หรือปลอม

มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัย ได้แก่ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 266, 268 และมาตรา 177

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1. “การชั่งน้ำหนักพยานผู้เชี่ยวชาญ”

   ศาลมิได้ถูกผูกพันให้เชื่อความเห็นของผู้เชี่ยวชาญรายใด แม้จะมีประสบการณ์มากกว่า แต่ต้องพิจารณาจากเหตุผล ความสอดคล้อง และความน่าเชื่อถือของพยานทั้งหมดประกอบกัน

2. “พินัยกรรมแท้หรือปลอม”

   การพิสูจน์ต้องพิจารณาทั้งหลักฐานทางเทคนิคและพฤติการณ์แห่งคดี หากข้อเท็จจริงโดยรวมชี้ว่าผู้ตายมีเจตนาทำพินัยกรรมจริง ย่อมไม่เป็นความผิดฐานปลอมเอกสาร

ข้อเท็จจริง

ผู้ตายมีทรัพย์สินและมีความใกล้ชิดกับหลานของจำเลย ต่อมามีการอ้างพินัยกรรมยกทรัพย์สินให้หลานดังกล่าว แต่เกิดข้อโต้แย้งว่าพินัยกรรมดังกล่าวปลอม โดยในคดีแพ่งมีการส่ง “คู่ฉบับ” ไปตรวจพิสูจน์และได้ผลว่าไม่ใช่ลายมือชื่อผู้ตาย แต่ในคดีอาญานี้มีการส่ง “ต้นฉบับ” ไปตรวจพิสูจน์อีกหน่วยงานหนึ่งและได้ผลตรงกันข้าม ทำให้เกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับความแท้จริงของพินัยกรรม

คำวินิจฉัย

(1) พินัยกรรมต้นฉบับและคู่ฉบับ

ศาลเห็นว่าเป็นเอกสารที่จัดทำในคราวเดียวกัน มีเนื้อหาตรงกัน สามารถรับฟังประกอบกันได้

(2) ความเห็นผู้เชี่ยวชาญต่างกัน

ศาลวินิจฉัยว่า ไม่มีบทกฎหมายใดกำหนดให้ต้องเชื่อผู้เชี่ยวชาญที่มีอายุงานมากกว่า การรับฟังขึ้นอยู่กับน้ำหนักพยาน

(3) ความน่าเชื่อถือของรายงาน

รายงานที่มีการตรวจเป็นองค์คณะและมีเหตุผลรองรับชัดเจน ย่อมมีน้ำหนักมาก

(4) พฤติการณ์แห่งคดี

ผู้ตายไม่มีทายาทโดยตรง และมีความใกล้ชิดกับหลานผู้รับพินัยกรรม การยกทรัพย์สินให้จึงไม่ผิดปกติ

วิเคราะห์หลักกฎหมาย

คดีนี้สะท้อนหลักสำคัญของกฎหมายพยานหลักฐานว่า “พยานผู้เชี่ยวชาญเป็นเพียงพยานความเห็น” มิใช่ข้อผูกพันศาล ศาลต้องใช้ดุลพินิจพิจารณาร่วมกับพยานอื่นทั้งหมด

เจตนารมณ์ของกฎหมาย

มาตรา 264 และ 268 มีเจตนารมณ์เพื่อป้องกันการปลอมเอกสารและการใช้เอกสารปลอม แต่ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่ามี “ความเป็นเท็จ” และ “เจตนา” อย่างชัดเจน มิฉะนั้นจะลงโทษไม่ได้

แนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง

แนวฎีกานี้ยืนยันหลักว่า

ศาลไม่จำต้องเชื่อผู้เชี่ยวชาญเพียงเพราะมีประสบการณ์มาก

การวินิจฉัยต้องพิจารณาพยานโดยรวม

หากยังมีข้อสงสัย ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

   พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานปลอมเอกสาร ใช้เอกสารปลอม และเบิกความเท็จ ลงโทษจำคุก

2. ศาลอุทธรณ์

   พิพากษากลับ ยกฟ้อง เห็นว่าพยานหลักฐานยังมีข้อสงสัย

3. ศาลฎีกา

   พิพากษายืน เห็นว่าพินัยกรรมเป็นของแท้ ความเห็นผู้เชี่ยวชาญที่แตกต่างกันไม่ทำให้ข้อเท็จจริงเปลี่ยน จำเลยไม่มีความผิด

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้วางหลักอย่างชัดเจนว่า การรับฟังพยานผู้เชี่ยวชาญอยู่ภายใต้ดุลพินิจของศาล มิได้ผูกพันด้วยคุณวุฒิหรืออายุงานของผู้เชี่ยวชาญ หากแต่ต้องพิจารณาจากเหตุผล ความสมบูรณ์ของกระบวนการตรวจพิสูจน์ และความสอดคล้องกับพยานหลักฐานอื่น การพิสูจน์ความผิดในคดีอาญาต้องปราศจากข้อสงสัยโดยสมเหตุสมผล หากยังมีข้อสงสัยย่อมต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย อันเป็นหลักการพื้นฐานของกระบวนพิจารณาคดีอาญา

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. คำถาม-ผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นต่างกัน ศาลตัดสินอย่างไร

คำตอบ

เมื่อผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นแตกต่างกัน ศาลจะไม่เลือกเชื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยอัตโนมัติ แต่จะพิจารณาจากความสมเหตุสมผลของรายงาน วิธีการตรวจสอบ ความละเอียดของการวิเคราะห์ และความสอดคล้องกับพยานหลักฐานอื่นในคดี เช่น พฤติการณ์ของผู้ทำเอกสาร ความสัมพันธ์ของคู่กรณี และลักษณะของเอกสารที่พิพาท หลักสำคัญคือ “พยานผู้เชี่ยวชาญเป็นเพียงพยานความเห็น” มิใช่ข้อผูกพันศาล ศาลจึงมีอำนาจใช้ดุลพินิจประเมินน้ำหนักของพยานแต่ละฝ่ายได้อย่างอิสระ หากความเห็นของฝ่ายใดมีเหตุผลรองรับชัดเจน มีการอธิบายเชิงเทคนิคอย่างเป็นระบบ และสอดคล้องกับข้อเท็จจริงแวดล้อม ศาลย่อมมีแนวโน้มรับฟังความเห็นนั้นมากกว่า ทั้งนี้การวินิจฉัยต้องพิจารณาพยานทั้งหมดโดยรวม มิใช่ยึดถือเพียงรายงานใดรายงานหนึ่งเป็นเด็ดขาด

2. คำถาม-ศาลต้องเชื่อผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์มากกว่าหรือไม่

คำตอบ

กฎหมายมิได้บัญญัติให้ศาลต้องเชื่อผู้เชี่ยวชาญที่มีอายุงานหรือประสบการณ์มากกว่าโดยอัตโนมัติ แม้ผู้เชี่ยวชาญจะมีตำแหน่งสูงหรือมีประสบการณ์ยาวนาน แต่หากรายงานขาดเหตุผลรองรับ หรือไม่สามารถอธิบายข้อแตกต่างของลายมือชื่อได้อย่างชัดเจน ศาลก็อาจไม่รับฟัง ในทางกลับกัน หากผู้เชี่ยวชาญอีกฝ่ายมีการวิเคราะห์อย่างละเอียด มีการเปรียบเทียบเชิงโครงสร้างของตัวอักษร และมีการตรวจสอบโดยองค์คณะร่วมกัน ก็อาจได้รับความเชื่อถือมากกว่า หลักสำคัญคือ “คุณภาพของพยาน” มิใช่ “คุณวุฒิของพยาน” ศาลจึงต้องพิจารณาจากเนื้อหาของรายงานและความสอดคล้องกับพยานอื่นเป็นสำคัญ เพื่อให้การวินิจฉัยเป็นไปอย่างเป็นธรรมและสอดคล้องกับความจริงแห่งคดี

3. คำถาม-พินัยกรรมต้นฉบับและคู่ฉบับสามารถใช้เป็นหลักฐานร่วมกันได้หรือไม่

คำตอบ

หากพินัยกรรมต้นฉบับและคู่ฉบับมีเนื้อหาตรงกัน และปรากฏว่าจัดทำขึ้นในคราวเดียวกัน ย่อมสามารถใช้เป็นพยานหลักฐานประกอบกันได้ แม้จะมีการส่งตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อกับหน่วยงานต่างกันและได้ผลแตกต่างกันก็ตาม ศาลสามารถนำผลการตรวจทั้งสองมาพิจารณาร่วมกันเพื่อชั่งน้ำหนักพยานได้ โดยไม่ถือว่าเป็นข้อห้ามทางกฎหมาย การพิจารณาดังกล่าวจะต้องคำนึงถึงลักษณะของเอกสาร ความต่อเนื่องของการจัดทำ และความสอดคล้องของเนื้อหา หากปรากฏว่าเป็นเอกสารชุดเดียวกันที่มีการจัดทำในเวลาเดียวกัน ย่อมมีน้ำหนักสนับสนุนกันในเชิงพยานหลักฐาน

4. คำถาม-การพิสูจน์ว่าพินัยกรรมเป็นของปลอมต้องใช้หลักฐานอะไรบ้าง

คำตอบ

การพิสูจน์ว่าพินัยกรรมเป็นของปลอมต้องอาศัยทั้งพยานทางเทคนิคและพยานแวดล้อมประกอบกัน พยานทางเทคนิคได้แก่ การตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อโดยผู้เชี่ยวชาญ การเปรียบเทียบกับลายมือชื่อในเอกสารอื่น การวิเคราะห์ลักษณะเส้น การเขียน และโครงสร้างตัวอักษร ส่วนพยานแวดล้อม ได้แก่ พฤติการณ์ของผู้ทำพินัยกรรม ความสัมพันธ์กับผู้รับประโยชน์ เหตุการณ์ก่อนและหลังการทำพินัยกรรม รวมถึงความสมเหตุสมผลของเนื้อหาในพินัยกรรม หากพยานทั้งหมดสอดคล้องกันว่าพินัยกรรมไม่น่าเป็นของผู้ตาย ศาลจึงจะรับฟังว่าเป็นของปลอมได้ แต่หากยังมีข้อสงสัย ศาลต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย

5. คำถาม-การใช้เอกสารปลอมตามกฎหมายต้องมีองค์ประกอบอย่างไร

คำตอบ

ความผิดฐานใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา ต้องมีองค์ประกอบสำคัญ 2 ประการ คือ (1) เอกสารนั้นต้องเป็น “เอกสารปลอม” หรือเอกสารที่มีการแก้ไขให้ผิดไปจากความจริง และ (2) ผู้ใช้ต้องมี “เจตนา” นำเอกสารดังกล่าวไปใช้โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นของปลอม หากขาดองค์ประกอบข้อใดข้อหนึ่ง ย่อมไม่อาจลงโทษได้ ในทางปฏิบัติ การพิสูจน์องค์ประกอบดังกล่าวต้องอาศัยพยานหลักฐานที่ชัดเจนทั้งทางเทคนิคและพฤติการณ์ เช่น วิธีการได้มาของเอกสาร การนำไปใช้ และเจตนาของผู้กระทำ หากยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับความแท้จริงของเอกสาร ศาลย่อมไม่อาจลงโทษได้ตามหลักกฎหมายอาญา

6. คำถาม-การเบิกความเกี่ยวกับพินัยกรรมจะเป็นความผิดฐานเบิกความเท็จเมื่อใด

คำตอบ

การเบิกความจะเป็นความผิดฐานเบิกความเท็จต่อเมื่อผู้เบิกความให้ข้อความอันเป็นเท็จในสาระสำคัญของคดี และรู้ว่าข้อความนั้นเป็นความเท็จ หากผู้เบิกความเชื่อโดยสุจริตว่าเอกสารเป็นของแท้ แม้ภายหลังจะพิสูจน์ได้ว่าไม่ถูกต้อง ก็อาจไม่เป็นความผิด เนื่องจากขาดเจตนาทุจริต ศาลจะพิจารณาจากพฤติการณ์ของผู้เบิกความ ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเอกสาร และข้อเท็จจริงแวดล้อมว่ามีเหตุอันควรเชื่อหรือไม่ การลงโทษในความผิดฐานนี้จึงต้องพิสูจน์ทั้งข้อเท็จจริงและเจตนาอย่างเคร่งครัด

7. คำถาม-พยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์มีน้ำหนักเพียงใดในคดี

คำตอบ

พยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ เช่น การตรวจลายมือชื่อ มีความสำคัญอย่างมากในคดีเกี่ยวกับเอกสาร แต่ไม่ใช่พยานเด็ดขาด ศาลยังต้องพิจารณาร่วมกับพยานบุคคลและพฤติการณ์อื่นในคดี หากผลการตรวจมีความชัดเจนและมีเหตุผลรองรับ ย่อมมีน้ำหนักมาก แต่หากมีความเห็นแตกต่างกันหรือมีข้อบกพร่องในวิธีการตรวจ ศาลอาจลดน้ำหนักของพยานดังกล่าวได้ หลักสำคัญคือการประเมินพยานโดยรวม มิใช่ยึดถือพยานทางเทคนิคเพียงอย่างเดียว

8. คำถาม-หากพยานหลักฐานยังมีข้อสงสัย ศาลจะวินิจฉัยอย่างไร

คำตอบ

ในคดีอาญา หากพยานหลักฐานยังมีข้อสงสัยโดยสมเหตุสมผล ศาลต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย ซึ่งเป็นหลักพื้นฐานของกฎหมายอาญา กล่าวคือ การลงโทษบุคคลต้องมีความแน่ชัดว่ากระทำความผิดจริง หากยังมีข้อสงสัยว่าพินัยกรรมเป็นของปลอมหรือไม่ หรือจำเลยมีเจตนาใช้เอกสารปลอมหรือไม่ ศาลย่อมไม่อาจลงโทษได้ หลักการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้ถูกกล่าวหา และป้องกันการลงโทษโดยปราศจากความแน่ชัดแห่งข้อเท็จจริง

  ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1720/2564

ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญที่ตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อและมีความเห็นแตกต่างกันนั้น มิได้มีกฎหมายบังคับว่าศาลจำต้องเลือกฟังจากผู้ตรวจพิสูจน์ที่มีอายุงานมากกว่าแต่อย่างใด

ฎีกาย่อ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานปลอมและใช้พินัยกรรมปลอม รวมทั้งเบิกความเท็จ จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณาผู้เสียหายเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิด ให้ลงโทษจำคุกรวมคนละ 5 ปี ลดโทษเหลือคนละ 3 ปี 4 เดือน ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษากลับยกฟ้อง โจทก์ร่วมฎีกา ระหว่างพิจารณาศาลฎีกา จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย จึงจำหน่ายคดีเฉพาะส่วนนั้น

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พินัยกรรมมีทั้งฉบับ “ต้นฉบับ” และ “คู่ฉบับ” ซึ่งถูกอ้างเป็นพยานในคดีเดียวกันและมีเนื้อหาตรงกัน จึงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่จัดทำในคราวเดียวกัน การตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อแม้ทำโดยผู้เชี่ยวชาญต่างหน่วยงานและให้ผลต่างกัน ก็สามารถรับฟังเพื่อชั่งน้ำหนักพยานได้ โดยไม่มีกฎหมายกำหนดให้ต้องเชื่อผู้เชี่ยวชาญที่มีอายุงานมากกว่า

เมื่อพิจารณาพยานหลักฐานทั้งหมด ทั้งลักษณะลายมือชื่อที่คล้ายคลึงกับเอกสารตัวอย่างและพฤติการณ์ที่ผู้ตายมีความใกล้ชิดกับผู้รับพินัยกรรม ศาลเห็นว่าพินัยกรรมเป็นของแท้ ข้อแตกต่างเล็กน้อยในคำเบิกความไม่ใช่สาระสำคัญ จึงฟังได้ว่าผู้ตายทำพินัยกรรมจริง จำเลยที่ 1 ไม่มีความผิดฐานปลอมเอกสาร ใช้เอกสารปลอม และเบิกความเท็จ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องนั้นชอบแล้ว

ฎีกาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 177, 264, 266, 268

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาพลเรือเอก อ. ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคแรก (เดิม), 264 วรรคแรก (เดิม) ประกอบมาตรา 266 (2), 268 วรรคแรก, 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระกัน ให้เรียงกระทงลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 สำหรับความผิดฐานร่วมกันปลอมพินัยกรรมและฐานร่วมกันใช้หรืออ้างพินัยกรรมปลอม จำเลยทั้งสองเป็นผู้ร่วมกันปลอมและใช้หรืออ้างพินัยกรรมปลอม จึงให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้หรืออ้างพินัยกรรมปลอม ตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (2) แต่กระทงเดียว ตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุกคนละ 4 ปี ฐานเบิกความเท็จ จำคุกคนละ 1 ปี รวมจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 5 ปี ทางนำสืบพยานจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 3 ปี 4 เดือน

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ร่วมฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย ศาลฎีกามีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ร่วม จำเลยที่ 1 นางสาวอรอนงค์ นางสาวอนุรี และนางประภัสสร เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นสามีของจำเลยที่ 1 นางสาวอรอนงค์ นางสาวอนุรี และนางประภัสสร จำเลยที่ 1 และนางประภัสสร เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมในที่ดินอันเป็นที่ตั้งของบ้านเลขที่ 287 และ 287/1 นางสาวอรอนงค์ และนางสาวอนุรี พักอาศัยอยู่บ้านเลขที่ 287 ส่วนจำเลยทั้งสองและบุตรพักอาศัยอยู่บ้านเลขที่ 287/1 จำเลยทั้งสองมีบุตรด้วยกันสามคน คือนางสาวฐิติรัตน์ นางสาวสมชนก และนางสาวจารุภัทร เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2556 นางสาวอรอนงค์ ถึงแก่ความตายต่อมาวันที่ 31 มกราคม 2556 โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอตั้งโจทก์ร่วมเป็นผู้จัดการมรดกของนางสาวอรอนงค์ ผู้ตาย ต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 214/2556 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องคัดค้านอ้างว่า ก่อนถึงแก่ความตายนางสาวอรอนงค์ ได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินทั้งหมดที่มีอยูในปัจจุบันและในอนาคตให้แก่บุตรทั้งสามคนของจำเลยทั้งสองแล้ว ระหว่างพิจารณาคดีศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำสั่งให้ส่งพินัยกรรมที่จำเลยที่ 1 ผู้คัดค้านอ้างส่งไปตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อผู้ทำพินัยกรรมว่าเป็นลายมือชื่อของนางสาวอรอนงค์ หรือไม่ ที่กองพิสูจน์หลักฐานกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยส่งพินัยกรรมฉบับที่ประทับตรา "คู่ฉบับ" ไปตรวจพิสูจน์เปรียบเทียบกับลายมือชื่อของนางสาวอรอนงค์ ในบัตรตัวอย่างลายมือชื่อธนาคารนางสาวอรอนงค์ ในหนังสือมอบอำนาจ ลงวันที่ 12 มกราคม 2543 ในภาพถ่ายสำเนาทะเบียนบ้านและในภาพถ่ายบัตรประจำตัวประชาชน ต่อมาพันตำรวจเอก พิษณุ ผู้ตรวจพิสูจน์รายงานผลการตรวจพิสูจน์ลงความเห็นว่าไม่ใช่ลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกัน เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2558 จำเลยทั้งสองเบิกความเป็นพยานผู้คัดค้านต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ต่อมาจำเลยที่ 1 ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอถอนคำคัดค้าน ศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำสั่งอนุญาตแล้วจึงมีคำสั่งตั้งโจทก์ร่วมผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนางสาวอรอนงค์ ผู้ตาย ส่วนคดีนี้ ระหว่างพิจารณาศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งพินัยกรรมฉบับที่ประทับตรา "ต้นฉบับ" ไปตรวจพิสูจน์ที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรมว่าลายมือชื่อในช่องผู้ทำพินัยกรรมเป็นของนางสาวอรอนงค์ หรือไม่ โดยให้เปรียบเทียบกับลายมือชื่อนางสาวอรอนงค์ ในบัตรตัวอย่างลายมือชื่อของธนาคาร อ. ลายมือชื่อในช่องเจ้าของบัญชีและผู้มอบฉันทะของใบถอนเงิน ต่อมาร้อยตำรวจเอกหญิง รัตนาพร และคณะผู้ตรวจสอบรายงานผลการตรวจพิสูจน์ลงความเห็นว่า เป็นลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกัน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า จำเลยที่ 1 กระทำผิดตามฟ้องโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ฉบับลงวันที่ 25 เมษายน 2557 มีข้อความบันทึกไว้ว่า ทนายผู้คัดค้านขอนำส่งต้นฉบับพินัยกรรมของนางสาวอรอนงค์ เพื่อนำส่งตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อในพินัยกรรม ส่วนคำให้การพยานผู้คัดค้านของจำเลยที่ 1 ฉบับลงวันที่ 8 พฤษภาคม 2558 จำเลยที่ 1 เบิกความว่า "...รายละเอียดปรากฏตามต้นฉบับพินัยกรรมและคู่ฉบับพินัยกรรมที่มีข้อความตรงกัน" ประกอบกับต้นฉบับพินัยกรรมเป็นเอกสารที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้คัดค้านได้อ้างส่งเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 214/2556 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ โดยระบุเอกสารจำนวน 2 แผ่น ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า พินัยกรรมทั้งสองฉบับถูกอ้างเป็นพยานหลักฐานต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้พร้อมกัน และโจทก์ร่วมทราบอยู่แล้วว่าพินัยกรรมของนางสาวอรอนงค์ มี 2 ฉบับ มีข้อความถูกต้องตรงกัน โดยประทับตรา "ต้นฉบับ" ฉบับหนึ่ง และประทับตรา "คู่ฉบับ" อีกฉบับหนึ่ง ที่โจทก์ร่วมฎีกาว่า การตรวจพิสูจน์พินัยกรรมที่ประทับตรา "ต้นฉบับ" โดยสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม เป็นเอกสารคนละฉบับกับพินัยกรรมที่ประทับตรา "คู่ฉบับ" จึงนำมารับฟังหักล้างผลการตรวจพิสูจน์ของกองพิสูจน์หลักฐานกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่ได้นั้น เห็นว่า เมื่อพินัยกรรมทั้งต้นฉบับและคู่ฉบับเป็นเอกสารที่ระบุชื่อผู้ทำพินัยกรรมคนเดียวกัน ถูกอ้างเป็นพยานหลักฐานในเวลาเดียวกัน เชื่อว่าเป็นการจัดทำโดยบุคคลคนเดียวกันและในคราวเดียวกัน การตรวจพิสูจน์พินัยกรรมแต่ละฉบับโดยผู้ตรวจพิสูจน์ต่างรายกันหาได้ต้องห้ามที่จะนำมารับฟังเพื่อชั่งนํ้าหนักพยานของแต่ละฝ่ายไม่ ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยว่า ลายมือชื่อผู้ทำพินัยกรรมเป็นลายมือชื่อของนางสาวอรอนงค์ โจทก์และโจทก์ร่วมมีพลตำรวจตรีพิษณุ ผู้ตรวจพิสูจน์พินัยกรรมฉบับประทับตราคู่ฉบับในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 214/2556 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ เป็นพยานเบิกความว่า พยานตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อผู้ทำพินัยกรรมโดยการเปรียบเทียบคุณสมบัติการเขียนลายมือชื่อแสดงให้เห็นโดยทำลูกศรชี้กำหนดไว้โดยระบุไว้ในตอนล่างว่าเป็นการเปรียบเทียบจากเอกสารใด พยานลงความเห็นว่ามีความแตกต่างกันโดยตัวอักษรที่ปรากฏในลายมือชื่อของนางสาวอรอนงค์ในคู่ฉบับพินัยกรรมมีอัตราส่วนระหว่างความสูงมากกว่าความกว้าง ส่วนในเอกสารเปรียบเทียบมีอัตราส่วนของความกว้างมากกว่าความสูง ลูกศรที่ชี้กำกับในรายงานการตรวจพิสูจน์ แผ่นที่ 5 ถึงแผ่นที่ 7 เป็นการชี้ให้เห็นว่าตำแหน่งนั้น ๆ มีคุณสมบัติการเขียนที่แตกต่างกัน ซึ่งพยานลงความเห็นในระดับ "ไม่ไช่ลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกัน" อันเป็นระดับสูงสุดของการตรวจลายมือชื่อ ได้แก่ "ใช่", "น่าจะใช่", "คล้ายคลึงแต่ไม่ยืนยัน", "ไม่ยืนยัน", "มีลักษณะต่างแต่ไม่ยืนยัน", "น่าจะไม่ใช่ลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกัน" และ "ไม่ใช่ลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกัน" พยานเห็นว่าลายมือชื่อในคู่ฉบับพินัยกรรมมีลักษณะของเส้นช้าและเร็วปนกันแสดงให้เห็นว่าผู้เขียนไม่ชำนาญในการเขียนลายมือชื่อนี้ และพยานเบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยทั้งสองว่า การเขียนช้าลงดูจากลายเส้นมีลักษณะสั่น ขอบไม่เรียบ เฉพาะกรณีผู้ป่วยจะมีลักษณะช้าอย่างสมํ่าเสมอ ส่วนจำเลยที่ 1 มีร้อยตำรวจเอกหญิงรัตนาพร เป็นพยานเบิกความว่า พยานขึ้นทะเบียนเป็นผู้เชี่ยวชาญของศาลยุติธรรม พยานตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อของนางสาวอรอนงค์ ที่ปรากฏในช่องผู้ทำพินัยกรรมตามพินัยกรรมต้นฉบับเอกสาร กับตัวอย่างลายมือชื่อตามเอกสารเปรียบเทียบกันปรากฏว่า มีคุณสมบัติของการเขียนและรูปร่างตัวอักษรเป็นอย่างเดียวกันเหมือนกัน ได้แก่ ตัวอักษร ร.เรือ ของชื่อนางสาวอรอนงค์ ที่ทำเครื่องหมายลูกศรสีแดงมีลักษณะม้วนเหมือนกัน ส่วนสระอุ มีลักษณะโค้งเหมือนกัน รวมถึงลักษณะการเขียนตัวอักษร น.หนู เป็นอย่างเดียวกัน พยานตรวจสอบด้วยมาตรฐานของผู้เชี่ยวชาญและมีความเห็นว่าลายมือชื่อในช่องผู้ทำพินัยกรรมกับลายมือชื่อที่นำมาเปรียบเทียบนั้นมีลักษณะเป็นอย่างเดียวกัน ยืนยันว่าเป็นลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกัน พยานเป็นเจ้าของสำนวนและจะมีองค์คณะอีกสองคนเป็นผู้ตรวจสอบโดยองค์คณะทั้งสองมีความเห็นเช่นเดียวกันกับพยาน และพยานเบิกความตอบทนายโจทก์ร่วมถามค้านว่า การตรวจพิสูจน์ของกองพิสูจน์หลักฐานกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ใช้หลักการเดียวกัน คือ เปรียบเทียบกับลายมือชื่อตัวอย่างในเอกสารอื่น ๆ การทำเครื่องหมายลูกศรสีแดงแสดงจุดที่เหมือนกัน แต่ไม่ได้แสดงเครื่องหมายในจุดที่แตกต่างกัน เนื่องจากในการเขียนลายมือชื่อแต่ละครั้งไม่สามารถเขียนได้เหมือนกันทุกครั้งทุกเวลา เห็นว่า การตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อผู้ทำพินัยกรรมโดยพลตำรวจตรีพิษณุ เป็นการตรวจหาตำแหน่งที่แตกต่างกันของลายมือชื่อในช่องผู้ทำพินัยกรรมกับลายมือชื่อของนางสาวอรอนงค์ ในเอกสารตัวอย่าง แต่ที่พลตำรวจตรีพิษณุ พยานโจทก์และโจทก์ร่วมเบิกความว่า ลายมือชื่อในคู่ฉบับพินัยกรรมมีลักษณะของลายเส้นช้าและเร็วปนกันแสดงให้เห็นว่าผู้เขียนไม่ชำนาญในการเขียนลายมือชื่อนี้นั้น ไม่ปรากฏว่าพยานได้ระบุเหตุผลดังกล่าวในรายงานผลการตรวจพิสูจน์ อีกทั้งไม่ได้ระบุว่าตัวอักษรใด ตำแหน่งใดที่เส้นมีลักษณะสั่น ขอบไม่เรียบที่แสดงว่าเป็นการเขียนช้าสลับเร็วตามที่พยานเบิกความถึง ส่วนร้อยตำรวจเอกหญิงรัตนาพร ผู้ตรวจพิสูจน์เอกสารซึ่งขึ้นทะเบียนเป็นผู้เชี่ยวชาญของศาลยุติธรรม เบิกความยืนยันว่า วิธีการตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อผู้ทำพินัยกรรมใช้หลักการเดียวกันกับการตรวจพิสูจน์ของกองพิสูจน์หลักฐานกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่การตรวจพิสูจน์ของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม กระทำในรูปแบบองค์คณะโดยองค์คณะต้องเห็นชอบด้วยกับผลการตรวจและความเห็นร่วมกันทั้งสามคน แม้ผลการตรวจพิสูจน์และความเห็นตรงกันข้ามกับการตรวจพิสูจน์โดยพลตำรวจตรี พิษณุ ก็มิใช่ข้อพิรุธ ส่วนที่โจทก์ร่วมฎีกาว่า พลตำรวจตรี พิษณุ มีอายุงานและประสบการณ์มากกว่าน่าเชื่อกว่านั้น เห็นว่า ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญนั้นมิได้มีกฎหมายบังคับว่าศาลจำต้องเลือกฟังจากผู้ตรวจพิสูจน์ที่มีอายุงานมากกว่าแต่อย่างใด ประกอบกับศาลฎีกาตรวจสอบลายมือชื่อผู้ทำพินัยกรรมในพินัยกรรมทั้งฉบับที่ประทับตรา "ต้นฉบับ" และฉบับที่ประทับตรา "คู่ฉบับ" ซึ่งปรากฏอยู่ในภาพแสดงประกอบรายงานการตรวจพิสูจน์ โดยการเปรียบเทียบกับตัวอย่างลายมือชื่อเจ้าของบัญชีธนาคาร อ. แผ่นที่ 1 ถึงแผ่นที่ 3 ซึ่งเป็นเอกสารที่อยู่ในความครอบครองของบุคคลภายนอกซึ่งเป็นคนกลางแล้วพบว่า ลักษณะการเขียนตัวอักษรและลีลาการเขียนคล้ายคลึงกันมาก ทั้งพฤติการณ์แห่งคดีที่นางสาวอรอนงค์ เป็นพี่สาวของจำเลยที่ 1 เป็นป้าของหลานที่มีชื่อเป็นผู้รับพินัยกรรม พักอาศัยอยู่ในบ้านซึ่งปลูกสร้างใกล้เคียงกันในรั้วเดียวกัน อ. เป็นโสดไม่มีคู่สมรสและบุตร การทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินของตนเองให้แก่หลานที่มีความใกล้ชิดสนิทสนมกันจึงไม่เป็นพิรุธสงสัยแต่อย่างใด ที่โจทก์ร่วมฎีกาว่า พยานจำเลยปากนางสาวจารุภัทรและนางสาวสมชนกเบิกความแตกต่างกันในเรื่องการเดินทางมายังบ้านของนางสาวอรอนงค์ ในวันทำพินัยกรรมนั้น เห็นว่า วันที่ทำพินัยกรรมห่างจากวันที่พยานทั้งสองเบิกความเป็นเวลากว่าสิบห้าปี ความจำย่อมเลือนไปบ้าง ข้อแตกต่างของพยานในเรื่องการเดินทางเป็นรายละเอียดปลีกย่อยอันเป็นพลความ ไม่ถือเป็นข้อพิรุธสงสัยถึงขนาดรับฟังไม่ได้ว่านางสาวอรอนงค์ มิได้ทำพินัยกรรม ข้อเท็จจริงฟังได้ว่านางสาวอรอนงค์ ได้ทำพินัยกรรม และคู่ฉบับตามสำเนาพินัยกรรมในรายงานการตรวจพิสูจน์จริง จำเลยที่ 1 จึงไม่มีความผิดฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม และการเบิกความถึงพินัยกรรมดังกล่าวจึงไม่เป็นความผิดฐานเบิกความเท็จ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน




ป.อาญาเรียงมาตรา

ขายหรือมีไว้เพื่อจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่เป็นอาหารปลอม อาหารไม่บริสุทธิ์ และฉลากไม่ถูกต้อง ถือเป็นกรรมเดียวหรือหลายกรรมตามกฎหมายอาญา
เมาสุราและไม่สามารถขัดขืนได้ ศาลวินิจฉัยอย่างไรเมื่อมีการร่วมประเวณีและการล่วงล้ำทางเพศต่อเนื่องในเหตุการณ์เดียวกัน
ร่วมกันปล้นทรัพย์มีอาวุธ ใช้รถและปืน โต้แย้งข้อเท็จจริงในชั้นฎีกาได้หรือไม่ และรับสารภาพมีผลอย่างไรตามกฎหมาย
ลูกจ้างยักยอกเงินนายจ้างหรือเป็นลักทรัพย์? ศาลฎีกาวินิจฉัยอย่างไร พร้อมหลักเกณฑ์รวมโทษหลายกรรมตามกฎหมายอาญา
ลักทรัพย์ในสถานที่ราชการต้องตีความอย่างไร ศาลรับสารภาพแล้วไม่ต้องสืบพยานได้หรือไม่ และรายงานคุมประพฤตินำมาใช้เป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่
การซื้อบริการทางเพศจากผู้เยาว์ถือเป็นการรับตัวผู้เยาว์โดยทุจริตหรือไม่ และเข้าข่ายค้ามนุษย์ตามกฎหมายอย่างไร
คดีพยายามฆ่าโดยร่วมกันก่อเหตุและสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญา ศาลมีอำนาจเพียงใดในการวินิจฉัยคดีส่วนแพ่งและดอกเบี้ยตามกฎหมาย
การแจ้งความเท็จเพื่อออกใบแทนโฉนดที่ดินมีความผิดหรือไม่ ใครเป็นผู้เสียหายและสิทธิร่วมเป็นโจทก์ในคดีอาญา
ผู้สนับสนุนคดีฆ่าคนต้องรู้อย่างไรจึงมีความผิด รออยู่เฉย ๆ หรือช่วยหลบหนีถือเป็นการช่วยเหลือหรือไม่ หลักกฎหมายอาญาอธิบายชัด
กฎหมายอาญาเกี่ยวกับการพรากเด็กและกระทำชำเรา เด็กยินยอมแล้วพ้นผิดหรือไม่ ศาลฎีกาวางหลักอย่างไรในคดีล่วงละเมิดทางเพศเด็กหลายกรรมต่างท้องที่
ฟ้องโกงเจ้าหนี้แต่ใช้สิทธิผิดแบบ ศาลยกฟ้องทันที! ต้องใช้สิทธิเรียกร้องแบบไหนจึงไม่พลาด วิเคราะห์แนวฎีกาและองค์ประกอบความผิดอย่างชัดเจน
แก๊งคอลเซ็นเตอร์ อั้งยี่ ซ่องโจร องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ กับปัญหาการนับกรรมและการลงโทษทางอาญา
ปักเสารั้วขึงลวดหนามปิดทางเข้าออกที่ดิน แม้ทำในไหล่ทางสาธารณะก็อาจเป็นความผิดฐานบุกรุกได้
ความผิดฐานโกงเจ้าหนี้จากการโอนรถหนีการบังคับทางปกครอง และสิทธิหน่วยงานของรัฐในการเรียกค่าสินไหมทดแทนจากเจ้าหน้าที่ผู้ต้องรับผิด
การใช้บัตรเครดิตที่ลักมาไปรูดหลายครั้ง เป็นหลายกรรมต่างกันหรือไม่
กระทำอนาจารต่อหน้าธารกำนัล แม้เคยมีความสัมพันธ์กันมาก่อน หลักการคุ้มครองสิทธิในเนื้อตัวร่างกาย
ยักยอกเงินจากธุรกรรมโอนเข้าบัญชีและปัญหาฟ้องผิดข้อหา
การฟ้องเท็จต่อศาล การถอนฟ้องในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง และการแก้ไขฟ้องให้ถูกต้อง
ลักทรัพย์หรือฉ้อโกง ศาลฎีกาวางหลักแยกเจตนาและการส่งมอบการครอบครอง
การเบียดบังเงินค่าผ่านทางของเจ้าพนักงานกับหลักฐานระบบตรวจจับรถ
ชิงทรัพย์โอนเงินผ่านแอปฯ ฆ่าไตร่ตรองไว้ก่อน และแก้บท 340 ตรี(ฎีกา 2966/2568)
การบวกโทษตามกฎหมายอาญาและข้อจำกัดในการยื่นคำร้องภายหลังคดีถึงที่สุด(ฎีกาที่ 5073/2566)
ยิงปืนใส่กำแพงแต่กระสุนโดนแม่ ผิดพยายามฆ่าบุพการีหรือไม่ ศาลฎีกาชี้สำคัญผิดก็ยังมีเจตนาและโทษหนักขึ้นได้
เมาแล้วขับไม่เกิดอุบัติเหตุ ศาลลดโทษได้ไหม? วิเคราะห์คำถามทางกฎหมายเรื่องเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังและการพักใบขับขี่
ป้องกันตัวด้วยอาวุธปืนผิดหรือไม่? ช่วยหยิบปืนให้คนอื่นต้องติดคดีด้วยไหม วิเคราะห์กฎหมายป้องกันโดยชอบและความผิดร่วม
ลักทรัพย์ไม่มีใครเห็นผิดไหม? วิเคราะห์กฎหมายตัวการร่วมจากพฤติการณ์แวดล้อม เมื่อทรัพย์หายพร้อมผู้ต้องสงสัย ศาลตัดสินอย่างไร
ช่วยจำนำปืนผิดกฎหมายถือเป็นรับของโจรหรือไม่? ฟ้องเคลือบคลุมแค่ไหนถึงผิด และคำซัดทอดใช้ลงโทษได้หรือเปล่า
หลักการผัดฟ้อง-หักค่าชดใช้ก่อนดอกเบี้ย,คดีแขวง, (ฎีกา 194/2568)
สิทธิขอคืนทรัพย์สินของกลาง & ฐานร่วมรู้เห็นทำความผิด (ฎีกา 908/2568)
วิเคราะห์คดีเยาวชน & บทบาทรายงานสถานพินิจ,ความผิดหลายกรรม (ฎีกา 1656/2567)
ซ่องโจร vs ก่อการร้าย ต่างกรรมต่างวาระ,การนับโทษ, พยานบอกเล่า, (ฎีกา 685/2567)
ไม่คืนสำเนาทะเบียนบ้าน = เอาไปเสีย? มาตรา 188 “เอาไปเสีย” กับ “เอาไป” (ลักทรัพย์) (ฎีกา 2148/2567)
ยักยอกรถตู้เช่าซื้อ & อายุความร้องทุกข์, ป.อ. มาตรา 96 (ฎีกา 2212/2567)
คืนของกลางพ้นกำหนด 1 ปี สิทธิขอคืนสิ้นสุด, ป.อ. มาตรา 36, (ฎีกา 2311/2567)
พนักงานมหาวิทยาลัยไม่ถือเป็นเจ้าพนักงาน (ยักยอกทรัพย์) ป.อ. มาตรา 147, (ฎีกา 2324/2567)
หลักเกณฑ์รอการลงโทษตามมาตรา 56, คุมความประพฤติ, (ฎีกา 2515/2567)
คดีบุกรุกเคหสถาน & ทำร้ายร่างกาย (มาตรา 295, 365)
คดีโทรมเด็กหญิง & การนับโทษจำคุกไม่เกิน 50 ปี, ป.อ. มาตรา 91, คดีข่มขืน, พรากผู้เยาว์, (ฎีกา 4943/2567)
(ฎีกาที่ 1546/2568) – คดีชิงทรัพย์ & ลักทรัพย์โดยมีอาวุธ, มาตรา 339
(ฎีกาที่ 1552/2568) รั้วกำแพงหมู่บ้านจัดสรร & ความผิดทำให้เสียทรัพย์
(ฎีกาที่ 2996/2567) : ความลับรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยตามกฎหมายคุมประพฤติ
ป.อ. มาตรา 290-(ฎีกาที่ 3978/2567) : เจตนาร่วมทำร้ายจนถึงแก่ความตายกับผลทางกฎหมายอาญา
ป.อ. มาตรา 86-คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4040/2567: คดีโรแมนซ์สแกม การสนับสนุนองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ
ป.อ. มาตรา 157 -คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4209/2567 การแต่งตั้งและเลื่อนตำแหน่งพนักงานอัยการตามหลักเกณฑ์คณะกรรมการอัยการ
การกักกันตามมาตรา 41(8) มาตรการเพื่อความปลอดภัยในคดีเกี่ยวกับทรัพย์
เพิ่มโทษผู้กระทำผิดซ้ำแม้ระบุมาตราคลาดเคลื่อน ศาลมีอำนาจแก้ไขบทกฎหมายและลงโทษให้ถูกต้องตามข้อเท็จจริง
มาตรา 91 ความผิดหลายกรรมต่างกัน