
| พินัยกรรมปลอมหรือไม่ เมื่อผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นต่างกัน ศาลชั่งน้ำหนักพยานอย่างไรในคดีเอกสารสำคัญ
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทเกี่ยวกับความแท้จริงของพินัยกรรม โดยมีประเด็นสำคัญว่า เมื่อมีการตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อผู้ทำพินัยกรรมโดยผู้เชี่ยวชาญหลายหน่วยงานและได้ผลแตกต่างกัน ศาลจะใช้หลักเกณฑ์ใดในการชั่งน้ำหนักพยาน และจำต้องเชื่อผู้เชี่ยวชาญที่มีอายุงานหรือประสบการณ์มากกว่าหรือไม่ คดีนี้สะท้อนหลักกฎหมายพยานหลักฐานในคดีอาญาอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการประเมิน “พยานความเห็น” ว่ามีเพียงน้ำหนักประกอบ มิใช่ข้อผูกพันศาล ทั้งยังแสดงให้เห็นถึงการพิจารณาพฤติการณ์แวดล้อมของผู้ทำพินัยกรรมควบคู่กับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ เพื่อค้นหาความจริงในคดีอย่างรอบด้าน ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยความน่าเชื่อถือของพยานผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับลายมือชื่อ และการพิสูจน์ว่าพินัยกรรมเป็นของแท้หรือปลอม มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัย ได้แก่ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 266, 268 และมาตรา 177 สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. “การชั่งน้ำหนักพยานผู้เชี่ยวชาญ” ศาลมิได้ถูกผูกพันให้เชื่อความเห็นของผู้เชี่ยวชาญรายใด แม้จะมีประสบการณ์มากกว่า แต่ต้องพิจารณาจากเหตุผล ความสอดคล้อง และความน่าเชื่อถือของพยานทั้งหมดประกอบกัน 2. “พินัยกรรมแท้หรือปลอม” การพิสูจน์ต้องพิจารณาทั้งหลักฐานทางเทคนิคและพฤติการณ์แห่งคดี หากข้อเท็จจริงโดยรวมชี้ว่าผู้ตายมีเจตนาทำพินัยกรรมจริง ย่อมไม่เป็นความผิดฐานปลอมเอกสาร ข้อเท็จจริง ผู้ตายมีทรัพย์สินและมีความใกล้ชิดกับหลานของจำเลย ต่อมามีการอ้างพินัยกรรมยกทรัพย์สินให้หลานดังกล่าว แต่เกิดข้อโต้แย้งว่าพินัยกรรมดังกล่าวปลอม โดยในคดีแพ่งมีการส่ง “คู่ฉบับ” ไปตรวจพิสูจน์และได้ผลว่าไม่ใช่ลายมือชื่อผู้ตาย แต่ในคดีอาญานี้มีการส่ง “ต้นฉบับ” ไปตรวจพิสูจน์อีกหน่วยงานหนึ่งและได้ผลตรงกันข้าม ทำให้เกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับความแท้จริงของพินัยกรรม คำวินิจฉัย (1) พินัยกรรมต้นฉบับและคู่ฉบับ ศาลเห็นว่าเป็นเอกสารที่จัดทำในคราวเดียวกัน มีเนื้อหาตรงกัน สามารถรับฟังประกอบกันได้ (2) ความเห็นผู้เชี่ยวชาญต่างกัน ศาลวินิจฉัยว่า ไม่มีบทกฎหมายใดกำหนดให้ต้องเชื่อผู้เชี่ยวชาญที่มีอายุงานมากกว่า การรับฟังขึ้นอยู่กับน้ำหนักพยาน (3) ความน่าเชื่อถือของรายงาน รายงานที่มีการตรวจเป็นองค์คณะและมีเหตุผลรองรับชัดเจน ย่อมมีน้ำหนักมาก (4) พฤติการณ์แห่งคดี ผู้ตายไม่มีทายาทโดยตรง และมีความใกล้ชิดกับหลานผู้รับพินัยกรรม การยกทรัพย์สินให้จึงไม่ผิดปกติ วิเคราะห์หลักกฎหมาย คดีนี้สะท้อนหลักสำคัญของกฎหมายพยานหลักฐานว่า “พยานผู้เชี่ยวชาญเป็นเพียงพยานความเห็น” มิใช่ข้อผูกพันศาล ศาลต้องใช้ดุลพินิจพิจารณาร่วมกับพยานอื่นทั้งหมด เจตนารมณ์ของกฎหมาย มาตรา 264 และ 268 มีเจตนารมณ์เพื่อป้องกันการปลอมเอกสารและการใช้เอกสารปลอม แต่ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่ามี “ความเป็นเท็จ” และ “เจตนา” อย่างชัดเจน มิฉะนั้นจะลงโทษไม่ได้ แนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง แนวฎีกานี้ยืนยันหลักว่า ศาลไม่จำต้องเชื่อผู้เชี่ยวชาญเพียงเพราะมีประสบการณ์มาก การวินิจฉัยต้องพิจารณาพยานโดยรวม หากยังมีข้อสงสัย ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานปลอมเอกสาร ใช้เอกสารปลอม และเบิกความเท็จ ลงโทษจำคุก 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับ ยกฟ้อง เห็นว่าพยานหลักฐานยังมีข้อสงสัย 3. ศาลฎีกา พิพากษายืน เห็นว่าพินัยกรรมเป็นของแท้ ความเห็นผู้เชี่ยวชาญที่แตกต่างกันไม่ทำให้ข้อเท็จจริงเปลี่ยน จำเลยไม่มีความผิด สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้วางหลักอย่างชัดเจนว่า การรับฟังพยานผู้เชี่ยวชาญอยู่ภายใต้ดุลพินิจของศาล มิได้ผูกพันด้วยคุณวุฒิหรืออายุงานของผู้เชี่ยวชาญ หากแต่ต้องพิจารณาจากเหตุผล ความสมบูรณ์ของกระบวนการตรวจพิสูจน์ และความสอดคล้องกับพยานหลักฐานอื่น การพิสูจน์ความผิดในคดีอาญาต้องปราศจากข้อสงสัยโดยสมเหตุสมผล หากยังมีข้อสงสัยย่อมต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย อันเป็นหลักการพื้นฐานของกระบวนพิจารณาคดีอาญา คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม-ผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นต่างกัน ศาลตัดสินอย่างไร คำตอบ เมื่อผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นแตกต่างกัน ศาลจะไม่เลือกเชื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยอัตโนมัติ แต่จะพิจารณาจากความสมเหตุสมผลของรายงาน วิธีการตรวจสอบ ความละเอียดของการวิเคราะห์ และความสอดคล้องกับพยานหลักฐานอื่นในคดี เช่น พฤติการณ์ของผู้ทำเอกสาร ความสัมพันธ์ของคู่กรณี และลักษณะของเอกสารที่พิพาท หลักสำคัญคือ “พยานผู้เชี่ยวชาญเป็นเพียงพยานความเห็น” มิใช่ข้อผูกพันศาล ศาลจึงมีอำนาจใช้ดุลพินิจประเมินน้ำหนักของพยานแต่ละฝ่ายได้อย่างอิสระ หากความเห็นของฝ่ายใดมีเหตุผลรองรับชัดเจน มีการอธิบายเชิงเทคนิคอย่างเป็นระบบ และสอดคล้องกับข้อเท็จจริงแวดล้อม ศาลย่อมมีแนวโน้มรับฟังความเห็นนั้นมากกว่า ทั้งนี้การวินิจฉัยต้องพิจารณาพยานทั้งหมดโดยรวม มิใช่ยึดถือเพียงรายงานใดรายงานหนึ่งเป็นเด็ดขาด 2. คำถาม-ศาลต้องเชื่อผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์มากกว่าหรือไม่ คำตอบ กฎหมายมิได้บัญญัติให้ศาลต้องเชื่อผู้เชี่ยวชาญที่มีอายุงานหรือประสบการณ์มากกว่าโดยอัตโนมัติ แม้ผู้เชี่ยวชาญจะมีตำแหน่งสูงหรือมีประสบการณ์ยาวนาน แต่หากรายงานขาดเหตุผลรองรับ หรือไม่สามารถอธิบายข้อแตกต่างของลายมือชื่อได้อย่างชัดเจน ศาลก็อาจไม่รับฟัง ในทางกลับกัน หากผู้เชี่ยวชาญอีกฝ่ายมีการวิเคราะห์อย่างละเอียด มีการเปรียบเทียบเชิงโครงสร้างของตัวอักษร และมีการตรวจสอบโดยองค์คณะร่วมกัน ก็อาจได้รับความเชื่อถือมากกว่า หลักสำคัญคือ “คุณภาพของพยาน” มิใช่ “คุณวุฒิของพยาน” ศาลจึงต้องพิจารณาจากเนื้อหาของรายงานและความสอดคล้องกับพยานอื่นเป็นสำคัญ เพื่อให้การวินิจฉัยเป็นไปอย่างเป็นธรรมและสอดคล้องกับความจริงแห่งคดี 3. คำถาม-พินัยกรรมต้นฉบับและคู่ฉบับสามารถใช้เป็นหลักฐานร่วมกันได้หรือไม่ คำตอบ หากพินัยกรรมต้นฉบับและคู่ฉบับมีเนื้อหาตรงกัน และปรากฏว่าจัดทำขึ้นในคราวเดียวกัน ย่อมสามารถใช้เป็นพยานหลักฐานประกอบกันได้ แม้จะมีการส่งตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อกับหน่วยงานต่างกันและได้ผลแตกต่างกันก็ตาม ศาลสามารถนำผลการตรวจทั้งสองมาพิจารณาร่วมกันเพื่อชั่งน้ำหนักพยานได้ โดยไม่ถือว่าเป็นข้อห้ามทางกฎหมาย การพิจารณาดังกล่าวจะต้องคำนึงถึงลักษณะของเอกสาร ความต่อเนื่องของการจัดทำ และความสอดคล้องของเนื้อหา หากปรากฏว่าเป็นเอกสารชุดเดียวกันที่มีการจัดทำในเวลาเดียวกัน ย่อมมีน้ำหนักสนับสนุนกันในเชิงพยานหลักฐาน 4. คำถาม-การพิสูจน์ว่าพินัยกรรมเป็นของปลอมต้องใช้หลักฐานอะไรบ้าง คำตอบ การพิสูจน์ว่าพินัยกรรมเป็นของปลอมต้องอาศัยทั้งพยานทางเทคนิคและพยานแวดล้อมประกอบกัน พยานทางเทคนิคได้แก่ การตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อโดยผู้เชี่ยวชาญ การเปรียบเทียบกับลายมือชื่อในเอกสารอื่น การวิเคราะห์ลักษณะเส้น การเขียน และโครงสร้างตัวอักษร ส่วนพยานแวดล้อม ได้แก่ พฤติการณ์ของผู้ทำพินัยกรรม ความสัมพันธ์กับผู้รับประโยชน์ เหตุการณ์ก่อนและหลังการทำพินัยกรรม รวมถึงความสมเหตุสมผลของเนื้อหาในพินัยกรรม หากพยานทั้งหมดสอดคล้องกันว่าพินัยกรรมไม่น่าเป็นของผู้ตาย ศาลจึงจะรับฟังว่าเป็นของปลอมได้ แต่หากยังมีข้อสงสัย ศาลต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย 5. คำถาม-การใช้เอกสารปลอมตามกฎหมายต้องมีองค์ประกอบอย่างไร คำตอบ ความผิดฐานใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา ต้องมีองค์ประกอบสำคัญ 2 ประการ คือ (1) เอกสารนั้นต้องเป็น “เอกสารปลอม” หรือเอกสารที่มีการแก้ไขให้ผิดไปจากความจริง และ (2) ผู้ใช้ต้องมี “เจตนา” นำเอกสารดังกล่าวไปใช้โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นของปลอม หากขาดองค์ประกอบข้อใดข้อหนึ่ง ย่อมไม่อาจลงโทษได้ ในทางปฏิบัติ การพิสูจน์องค์ประกอบดังกล่าวต้องอาศัยพยานหลักฐานที่ชัดเจนทั้งทางเทคนิคและพฤติการณ์ เช่น วิธีการได้มาของเอกสาร การนำไปใช้ และเจตนาของผู้กระทำ หากยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับความแท้จริงของเอกสาร ศาลย่อมไม่อาจลงโทษได้ตามหลักกฎหมายอาญา 6. คำถาม-การเบิกความเกี่ยวกับพินัยกรรมจะเป็นความผิดฐานเบิกความเท็จเมื่อใด คำตอบ การเบิกความจะเป็นความผิดฐานเบิกความเท็จต่อเมื่อผู้เบิกความให้ข้อความอันเป็นเท็จในสาระสำคัญของคดี และรู้ว่าข้อความนั้นเป็นความเท็จ หากผู้เบิกความเชื่อโดยสุจริตว่าเอกสารเป็นของแท้ แม้ภายหลังจะพิสูจน์ได้ว่าไม่ถูกต้อง ก็อาจไม่เป็นความผิด เนื่องจากขาดเจตนาทุจริต ศาลจะพิจารณาจากพฤติการณ์ของผู้เบิกความ ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเอกสาร และข้อเท็จจริงแวดล้อมว่ามีเหตุอันควรเชื่อหรือไม่ การลงโทษในความผิดฐานนี้จึงต้องพิสูจน์ทั้งข้อเท็จจริงและเจตนาอย่างเคร่งครัด 7. คำถาม-พยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์มีน้ำหนักเพียงใดในคดี คำตอบ พยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ เช่น การตรวจลายมือชื่อ มีความสำคัญอย่างมากในคดีเกี่ยวกับเอกสาร แต่ไม่ใช่พยานเด็ดขาด ศาลยังต้องพิจารณาร่วมกับพยานบุคคลและพฤติการณ์อื่นในคดี หากผลการตรวจมีความชัดเจนและมีเหตุผลรองรับ ย่อมมีน้ำหนักมาก แต่หากมีความเห็นแตกต่างกันหรือมีข้อบกพร่องในวิธีการตรวจ ศาลอาจลดน้ำหนักของพยานดังกล่าวได้ หลักสำคัญคือการประเมินพยานโดยรวม มิใช่ยึดถือพยานทางเทคนิคเพียงอย่างเดียว 8. คำถาม-หากพยานหลักฐานยังมีข้อสงสัย ศาลจะวินิจฉัยอย่างไร คำตอบ ในคดีอาญา หากพยานหลักฐานยังมีข้อสงสัยโดยสมเหตุสมผล ศาลต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย ซึ่งเป็นหลักพื้นฐานของกฎหมายอาญา กล่าวคือ การลงโทษบุคคลต้องมีความแน่ชัดว่ากระทำความผิดจริง หากยังมีข้อสงสัยว่าพินัยกรรมเป็นของปลอมหรือไม่ หรือจำเลยมีเจตนาใช้เอกสารปลอมหรือไม่ ศาลย่อมไม่อาจลงโทษได้ หลักการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้ถูกกล่าวหา และป้องกันการลงโทษโดยปราศจากความแน่ชัดแห่งข้อเท็จจริง ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1720/2564 ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญที่ตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อและมีความเห็นแตกต่างกันนั้น มิได้มีกฎหมายบังคับว่าศาลจำต้องเลือกฟังจากผู้ตรวจพิสูจน์ที่มีอายุงานมากกว่าแต่อย่างใด ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานปลอมและใช้พินัยกรรมปลอม รวมทั้งเบิกความเท็จ จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณาผู้เสียหายเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิด ให้ลงโทษจำคุกรวมคนละ 5 ปี ลดโทษเหลือคนละ 3 ปี 4 เดือน ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษากลับยกฟ้อง โจทก์ร่วมฎีกา ระหว่างพิจารณาศาลฎีกา จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย จึงจำหน่ายคดีเฉพาะส่วนนั้น ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พินัยกรรมมีทั้งฉบับ “ต้นฉบับ” และ “คู่ฉบับ” ซึ่งถูกอ้างเป็นพยานในคดีเดียวกันและมีเนื้อหาตรงกัน จึงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่จัดทำในคราวเดียวกัน การตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อแม้ทำโดยผู้เชี่ยวชาญต่างหน่วยงานและให้ผลต่างกัน ก็สามารถรับฟังเพื่อชั่งน้ำหนักพยานได้ โดยไม่มีกฎหมายกำหนดให้ต้องเชื่อผู้เชี่ยวชาญที่มีอายุงานมากกว่า เมื่อพิจารณาพยานหลักฐานทั้งหมด ทั้งลักษณะลายมือชื่อที่คล้ายคลึงกับเอกสารตัวอย่างและพฤติการณ์ที่ผู้ตายมีความใกล้ชิดกับผู้รับพินัยกรรม ศาลเห็นว่าพินัยกรรมเป็นของแท้ ข้อแตกต่างเล็กน้อยในคำเบิกความไม่ใช่สาระสำคัญ จึงฟังได้ว่าผู้ตายทำพินัยกรรมจริง จำเลยที่ 1 ไม่มีความผิดฐานปลอมเอกสาร ใช้เอกสารปลอม และเบิกความเท็จ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องนั้นชอบแล้ว ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 177, 264, 266, 268 จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณาพลเรือเอก อ. ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคแรก (เดิม), 264 วรรคแรก (เดิม) ประกอบมาตรา 266 (2), 268 วรรคแรก, 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระกัน ให้เรียงกระทงลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 สำหรับความผิดฐานร่วมกันปลอมพินัยกรรมและฐานร่วมกันใช้หรืออ้างพินัยกรรมปลอม จำเลยทั้งสองเป็นผู้ร่วมกันปลอมและใช้หรืออ้างพินัยกรรมปลอม จึงให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้หรืออ้างพินัยกรรมปลอม ตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (2) แต่กระทงเดียว ตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุกคนละ 4 ปี ฐานเบิกความเท็จ จำคุกคนละ 1 ปี รวมจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 5 ปี ทางนำสืบพยานจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 3 ปี 4 เดือน จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ร่วมฎีกา ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย ศาลฎีกามีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ร่วม จำเลยที่ 1 นางสาวอรอนงค์ นางสาวอนุรี และนางประภัสสร เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นสามีของจำเลยที่ 1 นางสาวอรอนงค์ นางสาวอนุรี และนางประภัสสร จำเลยที่ 1 และนางประภัสสร เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมในที่ดินอันเป็นที่ตั้งของบ้านเลขที่ 287 และ 287/1 นางสาวอรอนงค์ และนางสาวอนุรี พักอาศัยอยู่บ้านเลขที่ 287 ส่วนจำเลยทั้งสองและบุตรพักอาศัยอยู่บ้านเลขที่ 287/1 จำเลยทั้งสองมีบุตรด้วยกันสามคน คือนางสาวฐิติรัตน์ นางสาวสมชนก และนางสาวจารุภัทร เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2556 นางสาวอรอนงค์ ถึงแก่ความตายต่อมาวันที่ 31 มกราคม 2556 โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอตั้งโจทก์ร่วมเป็นผู้จัดการมรดกของนางสาวอรอนงค์ ผู้ตาย ต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 214/2556 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องคัดค้านอ้างว่า ก่อนถึงแก่ความตายนางสาวอรอนงค์ ได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินทั้งหมดที่มีอยูในปัจจุบันและในอนาคตให้แก่บุตรทั้งสามคนของจำเลยทั้งสองแล้ว ระหว่างพิจารณาคดีศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำสั่งให้ส่งพินัยกรรมที่จำเลยที่ 1 ผู้คัดค้านอ้างส่งไปตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อผู้ทำพินัยกรรมว่าเป็นลายมือชื่อของนางสาวอรอนงค์ หรือไม่ ที่กองพิสูจน์หลักฐานกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยส่งพินัยกรรมฉบับที่ประทับตรา "คู่ฉบับ" ไปตรวจพิสูจน์เปรียบเทียบกับลายมือชื่อของนางสาวอรอนงค์ ในบัตรตัวอย่างลายมือชื่อธนาคารนางสาวอรอนงค์ ในหนังสือมอบอำนาจ ลงวันที่ 12 มกราคม 2543 ในภาพถ่ายสำเนาทะเบียนบ้านและในภาพถ่ายบัตรประจำตัวประชาชน ต่อมาพันตำรวจเอก พิษณุ ผู้ตรวจพิสูจน์รายงานผลการตรวจพิสูจน์ลงความเห็นว่าไม่ใช่ลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกัน เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2558 จำเลยทั้งสองเบิกความเป็นพยานผู้คัดค้านต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ต่อมาจำเลยที่ 1 ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอถอนคำคัดค้าน ศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำสั่งอนุญาตแล้วจึงมีคำสั่งตั้งโจทก์ร่วมผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนางสาวอรอนงค์ ผู้ตาย ส่วนคดีนี้ ระหว่างพิจารณาศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งพินัยกรรมฉบับที่ประทับตรา "ต้นฉบับ" ไปตรวจพิสูจน์ที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรมว่าลายมือชื่อในช่องผู้ทำพินัยกรรมเป็นของนางสาวอรอนงค์ หรือไม่ โดยให้เปรียบเทียบกับลายมือชื่อนางสาวอรอนงค์ ในบัตรตัวอย่างลายมือชื่อของธนาคาร อ. ลายมือชื่อในช่องเจ้าของบัญชีและผู้มอบฉันทะของใบถอนเงิน ต่อมาร้อยตำรวจเอกหญิง รัตนาพร และคณะผู้ตรวจสอบรายงานผลการตรวจพิสูจน์ลงความเห็นว่า เป็นลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกัน คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า จำเลยที่ 1 กระทำผิดตามฟ้องโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ฉบับลงวันที่ 25 เมษายน 2557 มีข้อความบันทึกไว้ว่า ทนายผู้คัดค้านขอนำส่งต้นฉบับพินัยกรรมของนางสาวอรอนงค์ เพื่อนำส่งตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อในพินัยกรรม ส่วนคำให้การพยานผู้คัดค้านของจำเลยที่ 1 ฉบับลงวันที่ 8 พฤษภาคม 2558 จำเลยที่ 1 เบิกความว่า "...รายละเอียดปรากฏตามต้นฉบับพินัยกรรมและคู่ฉบับพินัยกรรมที่มีข้อความตรงกัน" ประกอบกับต้นฉบับพินัยกรรมเป็นเอกสารที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้คัดค้านได้อ้างส่งเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 214/2556 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ โดยระบุเอกสารจำนวน 2 แผ่น ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า พินัยกรรมทั้งสองฉบับถูกอ้างเป็นพยานหลักฐานต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้พร้อมกัน และโจทก์ร่วมทราบอยู่แล้วว่าพินัยกรรมของนางสาวอรอนงค์ มี 2 ฉบับ มีข้อความถูกต้องตรงกัน โดยประทับตรา "ต้นฉบับ" ฉบับหนึ่ง และประทับตรา "คู่ฉบับ" อีกฉบับหนึ่ง ที่โจทก์ร่วมฎีกาว่า การตรวจพิสูจน์พินัยกรรมที่ประทับตรา "ต้นฉบับ" โดยสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม เป็นเอกสารคนละฉบับกับพินัยกรรมที่ประทับตรา "คู่ฉบับ" จึงนำมารับฟังหักล้างผลการตรวจพิสูจน์ของกองพิสูจน์หลักฐานกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่ได้นั้น เห็นว่า เมื่อพินัยกรรมทั้งต้นฉบับและคู่ฉบับเป็นเอกสารที่ระบุชื่อผู้ทำพินัยกรรมคนเดียวกัน ถูกอ้างเป็นพยานหลักฐานในเวลาเดียวกัน เชื่อว่าเป็นการจัดทำโดยบุคคลคนเดียวกันและในคราวเดียวกัน การตรวจพิสูจน์พินัยกรรมแต่ละฉบับโดยผู้ตรวจพิสูจน์ต่างรายกันหาได้ต้องห้ามที่จะนำมารับฟังเพื่อชั่งนํ้าหนักพยานของแต่ละฝ่ายไม่ ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยว่า ลายมือชื่อผู้ทำพินัยกรรมเป็นลายมือชื่อของนางสาวอรอนงค์ โจทก์และโจทก์ร่วมมีพลตำรวจตรีพิษณุ ผู้ตรวจพิสูจน์พินัยกรรมฉบับประทับตราคู่ฉบับในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 214/2556 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ เป็นพยานเบิกความว่า พยานตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อผู้ทำพินัยกรรมโดยการเปรียบเทียบคุณสมบัติการเขียนลายมือชื่อแสดงให้เห็นโดยทำลูกศรชี้กำหนดไว้โดยระบุไว้ในตอนล่างว่าเป็นการเปรียบเทียบจากเอกสารใด พยานลงความเห็นว่ามีความแตกต่างกันโดยตัวอักษรที่ปรากฏในลายมือชื่อของนางสาวอรอนงค์ในคู่ฉบับพินัยกรรมมีอัตราส่วนระหว่างความสูงมากกว่าความกว้าง ส่วนในเอกสารเปรียบเทียบมีอัตราส่วนของความกว้างมากกว่าความสูง ลูกศรที่ชี้กำกับในรายงานการตรวจพิสูจน์ แผ่นที่ 5 ถึงแผ่นที่ 7 เป็นการชี้ให้เห็นว่าตำแหน่งนั้น ๆ มีคุณสมบัติการเขียนที่แตกต่างกัน ซึ่งพยานลงความเห็นในระดับ "ไม่ไช่ลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกัน" อันเป็นระดับสูงสุดของการตรวจลายมือชื่อ ได้แก่ "ใช่", "น่าจะใช่", "คล้ายคลึงแต่ไม่ยืนยัน", "ไม่ยืนยัน", "มีลักษณะต่างแต่ไม่ยืนยัน", "น่าจะไม่ใช่ลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกัน" และ "ไม่ใช่ลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกัน" พยานเห็นว่าลายมือชื่อในคู่ฉบับพินัยกรรมมีลักษณะของเส้นช้าและเร็วปนกันแสดงให้เห็นว่าผู้เขียนไม่ชำนาญในการเขียนลายมือชื่อนี้ และพยานเบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยทั้งสองว่า การเขียนช้าลงดูจากลายเส้นมีลักษณะสั่น ขอบไม่เรียบ เฉพาะกรณีผู้ป่วยจะมีลักษณะช้าอย่างสมํ่าเสมอ ส่วนจำเลยที่ 1 มีร้อยตำรวจเอกหญิงรัตนาพร เป็นพยานเบิกความว่า พยานขึ้นทะเบียนเป็นผู้เชี่ยวชาญของศาลยุติธรรม พยานตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อของนางสาวอรอนงค์ ที่ปรากฏในช่องผู้ทำพินัยกรรมตามพินัยกรรมต้นฉบับเอกสาร กับตัวอย่างลายมือชื่อตามเอกสารเปรียบเทียบกันปรากฏว่า มีคุณสมบัติของการเขียนและรูปร่างตัวอักษรเป็นอย่างเดียวกันเหมือนกัน ได้แก่ ตัวอักษร ร.เรือ ของชื่อนางสาวอรอนงค์ ที่ทำเครื่องหมายลูกศรสีแดงมีลักษณะม้วนเหมือนกัน ส่วนสระอุ มีลักษณะโค้งเหมือนกัน รวมถึงลักษณะการเขียนตัวอักษร น.หนู เป็นอย่างเดียวกัน พยานตรวจสอบด้วยมาตรฐานของผู้เชี่ยวชาญและมีความเห็นว่าลายมือชื่อในช่องผู้ทำพินัยกรรมกับลายมือชื่อที่นำมาเปรียบเทียบนั้นมีลักษณะเป็นอย่างเดียวกัน ยืนยันว่าเป็นลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกัน พยานเป็นเจ้าของสำนวนและจะมีองค์คณะอีกสองคนเป็นผู้ตรวจสอบโดยองค์คณะทั้งสองมีความเห็นเช่นเดียวกันกับพยาน และพยานเบิกความตอบทนายโจทก์ร่วมถามค้านว่า การตรวจพิสูจน์ของกองพิสูจน์หลักฐานกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ใช้หลักการเดียวกัน คือ เปรียบเทียบกับลายมือชื่อตัวอย่างในเอกสารอื่น ๆ การทำเครื่องหมายลูกศรสีแดงแสดงจุดที่เหมือนกัน แต่ไม่ได้แสดงเครื่องหมายในจุดที่แตกต่างกัน เนื่องจากในการเขียนลายมือชื่อแต่ละครั้งไม่สามารถเขียนได้เหมือนกันทุกครั้งทุกเวลา เห็นว่า การตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อผู้ทำพินัยกรรมโดยพลตำรวจตรีพิษณุ เป็นการตรวจหาตำแหน่งที่แตกต่างกันของลายมือชื่อในช่องผู้ทำพินัยกรรมกับลายมือชื่อของนางสาวอรอนงค์ ในเอกสารตัวอย่าง แต่ที่พลตำรวจตรีพิษณุ พยานโจทก์และโจทก์ร่วมเบิกความว่า ลายมือชื่อในคู่ฉบับพินัยกรรมมีลักษณะของลายเส้นช้าและเร็วปนกันแสดงให้เห็นว่าผู้เขียนไม่ชำนาญในการเขียนลายมือชื่อนี้นั้น ไม่ปรากฏว่าพยานได้ระบุเหตุผลดังกล่าวในรายงานผลการตรวจพิสูจน์ อีกทั้งไม่ได้ระบุว่าตัวอักษรใด ตำแหน่งใดที่เส้นมีลักษณะสั่น ขอบไม่เรียบที่แสดงว่าเป็นการเขียนช้าสลับเร็วตามที่พยานเบิกความถึง ส่วนร้อยตำรวจเอกหญิงรัตนาพร ผู้ตรวจพิสูจน์เอกสารซึ่งขึ้นทะเบียนเป็นผู้เชี่ยวชาญของศาลยุติธรรม เบิกความยืนยันว่า วิธีการตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อผู้ทำพินัยกรรมใช้หลักการเดียวกันกับการตรวจพิสูจน์ของกองพิสูจน์หลักฐานกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่การตรวจพิสูจน์ของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม กระทำในรูปแบบองค์คณะโดยองค์คณะต้องเห็นชอบด้วยกับผลการตรวจและความเห็นร่วมกันทั้งสามคน แม้ผลการตรวจพิสูจน์และความเห็นตรงกันข้ามกับการตรวจพิสูจน์โดยพลตำรวจตรี พิษณุ ก็มิใช่ข้อพิรุธ ส่วนที่โจทก์ร่วมฎีกาว่า พลตำรวจตรี พิษณุ มีอายุงานและประสบการณ์มากกว่าน่าเชื่อกว่านั้น เห็นว่า ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญนั้นมิได้มีกฎหมายบังคับว่าศาลจำต้องเลือกฟังจากผู้ตรวจพิสูจน์ที่มีอายุงานมากกว่าแต่อย่างใด ประกอบกับศาลฎีกาตรวจสอบลายมือชื่อผู้ทำพินัยกรรมในพินัยกรรมทั้งฉบับที่ประทับตรา "ต้นฉบับ" และฉบับที่ประทับตรา "คู่ฉบับ" ซึ่งปรากฏอยู่ในภาพแสดงประกอบรายงานการตรวจพิสูจน์ โดยการเปรียบเทียบกับตัวอย่างลายมือชื่อเจ้าของบัญชีธนาคาร อ. แผ่นที่ 1 ถึงแผ่นที่ 3 ซึ่งเป็นเอกสารที่อยู่ในความครอบครองของบุคคลภายนอกซึ่งเป็นคนกลางแล้วพบว่า ลักษณะการเขียนตัวอักษรและลีลาการเขียนคล้ายคลึงกันมาก ทั้งพฤติการณ์แห่งคดีที่นางสาวอรอนงค์ เป็นพี่สาวของจำเลยที่ 1 เป็นป้าของหลานที่มีชื่อเป็นผู้รับพินัยกรรม พักอาศัยอยู่ในบ้านซึ่งปลูกสร้างใกล้เคียงกันในรั้วเดียวกัน อ. เป็นโสดไม่มีคู่สมรสและบุตร การทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินของตนเองให้แก่หลานที่มีความใกล้ชิดสนิทสนมกันจึงไม่เป็นพิรุธสงสัยแต่อย่างใด ที่โจทก์ร่วมฎีกาว่า พยานจำเลยปากนางสาวจารุภัทรและนางสาวสมชนกเบิกความแตกต่างกันในเรื่องการเดินทางมายังบ้านของนางสาวอรอนงค์ ในวันทำพินัยกรรมนั้น เห็นว่า วันที่ทำพินัยกรรมห่างจากวันที่พยานทั้งสองเบิกความเป็นเวลากว่าสิบห้าปี ความจำย่อมเลือนไปบ้าง ข้อแตกต่างของพยานในเรื่องการเดินทางเป็นรายละเอียดปลีกย่อยอันเป็นพลความ ไม่ถือเป็นข้อพิรุธสงสัยถึงขนาดรับฟังไม่ได้ว่านางสาวอรอนงค์ มิได้ทำพินัยกรรม ข้อเท็จจริงฟังได้ว่านางสาวอรอนงค์ ได้ทำพินัยกรรม และคู่ฉบับตามสำเนาพินัยกรรมในรายงานการตรวจพิสูจน์จริง จำเลยที่ 1 จึงไม่มีความผิดฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม และการเบิกความถึงพินัยกรรมดังกล่าวจึงไม่เป็นความผิดฐานเบิกความเท็จ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน |



.jpg)
