ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ลักทรัพย์ในสถานที่ราชการต้องตีความอย่างไร ศาลรับสารภาพแล้วไม่ต้องสืบพยานได้หรือไม่ และรายงานคุมประพฤตินำมาใช้เป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่

ลักทรัพย์ในสถานที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335, การรับสารภาพแล้วศาลไม่ต้องสืบพยานตาม ปวิอ มาตรา 176, รายงานสืบเสาะและพินิจใช้เป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่, ความหมายของสถานที่ราชการในคดีอาญา, ลักทรัพย์ในโรงเรียนถือเป็นสถานที่ราชการหรือไม่, อำนาจศาลในการกำหนดโทษตาม พรบ คุมประพฤติ, แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับพยานหลักฐาน, การรับฟังข้อเท็จจริงใหม่ในชั้นอุทธรณ์, ลักทรัพย์ไม้มีค่าในพื้นที่ราชการ, พยายามลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับหลักกฎหมายสำคัญในคดีอาญา 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ การรับสารภาพของจำเลยกับอำนาจศาลในการไม่สืบพยานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา การใช้รายงานการสืบเสาะและพินิจเป็นเพียงข้อมูลประกอบการกำหนดโทษมิใช่พยานหลักฐานในการวินิจฉัยความผิด และการตีความองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์ในสถานที่ราชการว่าต้องเป็นสถานที่ที่ใช้ปฏิบัติราชการโดยตรงเท่านั้น

คดีนี้สะท้อนให้เห็นถึงขอบเขตของดุลพินิจศาลในการรับฟังข้อเท็จจริง โดยเฉพาะเมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลย่อมสามารถพิพากษาได้โดยไม่ต้องสืบพยาน เว้นแต่กรณีโทษหนักตามที่กฎหมายกำหนด อีกทั้งยังวางหลักชัดเจนว่ารายงานคุมประพฤติไม่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานเพื่อหักล้างคำรับสารภาพของจำเลยได้

ในด้านองค์ประกอบความผิด ศาลฎีกายังวินิจฉัยต่อไปว่า “สถานที่ราชการ” ต้องตีความอย่างเคร่งครัด มิใช่พื้นที่ใด ๆ ภายในเขตราชการจะถือเป็นสถานที่ราชการโดยอัตโนมัติ ส่งผลให้คดีนี้กลายเป็นแนวคำพิพากษาสำคัญเกี่ยวกับการจำกัดขอบเขตความผิดฐานลักทรัพย์ในสถานที่ราชการอย่างมีนัยสำคัญ

ข้อเท็จจริงของคดี

   โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันเข้าไปลักไม้มะค่าโมงซึ่งปลูกอยู่ภายในบริเวณโรงเรียนของรัฐ โดยใช้เลื่อยโซ่ยนต์ตัดต้นไม้และพยายามนำออกไปโดยทุจริต จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพตั้งแต่ชั้นสอบสวนจนถึงชั้นพิจารณา ศาลชั้นต้นจึงพิพากษาลงโทษโดยไม่สืบพยาน

อย่างไรก็ตาม ประเด็นข้อพิพาทในชั้นอุทธรณ์และฎีกาเกิดจากการที่ศาลอุทธรณ์นำรายงานการสืบเสาะและพินิจมาใช้เป็นข้อเท็จจริงเพื่อวินิจฉัยยกฟ้องบางส่วน รวมถึงการตีความว่าพื้นที่เกิดเหตุเป็นสถานที่ราชการหรือไม่

คำวินิจฉัยของศาลฎีกา

   ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลมีอำนาจพิพากษาโดยไม่ต้องสืบพยานได้ตาม ปวิอ มาตรา 176 วรรคหนึ่ง เว้นแต่เป็นคดีที่มีโทษหนัก ซึ่งคดีนี้ไม่เข้าข้อยกเว้นดังกล่าว

นอกจากนี้ รายงานการสืบเสาะและพินิจตาม พรบ คุมประพฤติ มาตรา 30 เป็นเพียงข้อมูลเพื่อใช้ประกอบการกำหนดโทษ ไม่ใช่พยานหลักฐานในการวินิจฉัยความผิด ศาลอุทธรณ์จึงไม่อาจนำรายงานดังกล่าวมาหักล้างคำรับสารภาพของจำเลยได้

ในประเด็นสถานที่ราชการ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พื้นที่บริเวณรอบอาคารโรงเรียนที่เกิดเหตุไม่ใช่สถานที่ซึ่งใช้ปฏิบัติราชการโดยตรง จึงไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 335 (8)

วิเคราะห์หลักกฎหมาย

   หลักสำคัญของคดีนี้คือการจำกัดขอบเขตการรับฟังพยานหลักฐานในคดีอาญา โดยเฉพาะเมื่อจำเลยรับสารภาพ ซึ่งถือเป็นพยานหลักฐานสำคัญที่ศาลสามารถใช้วินิจฉัยได้โดยตรง

อีกทั้งยังตอกย้ำหลักว่า “พยานหลักฐานต้องได้มาโดยชอบตามกฎหมาย” รายงานคุมประพฤติแม้มีข้อเท็จจริง แต่ไม่ใช่พยานหลักฐานในความหมายของการพิสูจน์ความผิด

เจตนารมณ์ของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

   ปวิอ มาตรา 176 มีเจตนารมณ์เพื่อให้กระบวนพิจารณามีความรวดเร็วเมื่อจำเลยยอมรับข้อเท็จจริง ขณะที่ พรบ คุมประพฤติ มาตรา 30 มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยศาลกำหนดโทษอย่างเหมาะสม มิใช่เพื่อพิสูจน์ความผิด

ในส่วนของมาตรา 335 (8) มีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองสถานที่ราชการที่มีลักษณะสำคัญต่อการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐ จึงต้องตีความอย่างเคร่งครัด

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

   พิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดฐานลักทรัพย์ในสถานที่ราชการตามมาตรา 335 (7) (8) ประกอบมาตรา 80 และ 83 ลงโทษจำคุกคนละ 2 ปี ลดโทษเหลือ 1 ปี และริบของกลาง

2. ศาลอุทธรณ์

   พิพากษาแก้ให้ลงโทษเฉพาะมาตรา 335 (7) ลดโทษเหลือจำคุกคนละ 4 เดือน โดยไม่รอการลงโทษ

3. ศาลฎีกา

   วินิจฉัยว่าศาลอุทธรณ์นำรายงานคุมประพฤติมาใช้เป็นพยานหลักฐานไม่ชอบ แต่เห็นพ้องในผลเรื่องไม่ใช่สถานที่ราชการตามมาตรา 335 (8) และไม่รอการลงโทษ พิพากษายืนในผลบางส่วน

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้วางหลักสำคัญว่า การรับสารภาพของจำเลยเป็นพยานหลักฐานที่มีน้ำหนักสูง ศาลสามารถพิพากษาได้โดยไม่ต้องสืบพยาน เว้นแต่กรณีที่กฎหมายกำหนดโทษร้ายแรง

นอกจากนี้ยังตอกย้ำหลักการจำกัดการใช้พยานหลักฐานในคดีอาญา โดยข้อมูลที่กฎหมายมิได้บัญญัติให้ใช้เป็นพยานหลักฐาน เช่น รายงานคุมประพฤติ ย่อมไม่อาจนำมาใช้พิสูจน์ความผิดได้

ในด้านองค์ประกอบความผิด การตีความ “สถานที่ราชการ” ต้องเคร่งครัด มิใช่ขยายความเกินกว่าที่กฎหมายมุ่งคุ้มครอง

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้

ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการแยกแยะว่า รายงานการสืบเสาะและพินิจสามารถใช้เป็นพยานหลักฐานเพื่อวินิจฉัยความผิดได้หรือไม่ และการตีความองค์ประกอบ “สถานที่ราชการ” ตามมาตรา 335 (8) ต้องจำกัดเพียงสถานที่ที่ใช้ปฏิบัติราชการโดยตรง

มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้

1 คำรับสารภาพและดุลพินิจศาลตาม ปวิอ มาตรา 176

ศาลสามารถพิพากษาโดยไม่สืบพยานได้เมื่อจำเลยรับสารภาพ เว้นแต่คดีโทษหนัก

2 ขอบเขตพยานหลักฐานและสถานที่ราชการตาม มาตรา 335 (8)

รายงานคุมประพฤติไม่ใช่พยานหลักฐาน และสถานที่ราชการต้องตีความอย่างเคร่งครัด

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. คำถาม การรับสารภาพของจำเลยทำให้ศาลไม่ต้องสืบพยานได้หรือไม่

   คำตอบ

   การรับสารภาพของจำเลยในคดีอาญาถือเป็นพยานหลักฐานสำคัญที่ศาลสามารถใช้วินิจฉัยความผิดได้โดยตรงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติให้ศาลมีดุลพินิจในการพิพากษาคดีโดยไม่จำต้องสืบพยานเพิ่มเติม หากจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงตามฟ้อง เว้นแต่กรณีที่ความผิดนั้นมีอัตราโทษขั้นต่ำจำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษหนักกว่านั้น ซึ่งศาลต้องสืบพยานโจทก์เพื่อให้มั่นใจว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริง หลักการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้กระบวนพิจารณามีความรวดเร็วและลดภาระของศาล แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องรักษาความเป็นธรรมและความถูกต้องของคำพิพากษาไว้ด้วย ดังนั้น การรับสารภาพจึงมิได้ตัดสิทธิของศาลในการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยสิ้นเชิง หากศาลเห็นว่ามีเหตุสงสัยก็ยังสามารถสั่งสืบพยานเพิ่มเติมได้

2. คำถาม รายงานการสืบเสาะและพินิจสามารถใช้เป็นพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความผิดได้หรือไม่

   คำตอบ

   รายงานการสืบเสาะและพินิจตามพระราชบัญญัติคุมประพฤติ พ.ศ. 2559 มาตรา 30 มีลักษณะเป็นข้อมูลเพื่อประกอบการใช้ดุลพินิจของศาลในการกำหนดโทษ เช่น การพิจารณาประวัติส่วนตัว พฤติการณ์แห่งชีวิต หรือความเหมาะสมในการรอการลงโทษ มิใช่พยานหลักฐานในความหมายของการพิสูจน์ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลย ดังนั้น ศาลไม่อาจนำข้อเท็จจริงในรายงานดังกล่าวมาใช้หักล้างคำรับสารภาพหรือใช้เป็นฐานในการวินิจฉัยความผิดได้ หากศาลนำมาใช้ในลักษณะดังกล่าวย่อมเป็นการรับฟังพยานหลักฐานที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งขัดต่อหลักการพิจารณาคดีอาญาที่ต้องอาศัยพยานหลักฐานที่ได้มาโดยชอบ

3. คำถาม การลักทรัพย์ในโรงเรียนถือเป็นการลักทรัพย์ในสถานที่ราชการหรือไม่

   คำตอบ

   การจะถือว่าเป็นการลักทรัพย์ในสถานที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (8) นั้น ต้องพิจารณาว่าสถานที่เกิดเหตุเป็นสถานที่ที่ทางราชการจัดไว้เพื่อใช้ในการปฏิบัติราชการโดยตรงหรือไม่ หากเป็นเพียงพื้นที่โดยรอบหรือพื้นที่ทั่วไปภายในบริเวณหน่วยงานราชการที่มิได้ใช้ในการปฏิบัติหน้าที่โดยตรง ย่อมไม่เข้าองค์ประกอบของความผิดดังกล่าว กรณีโรงเรียน แม้จะเป็นหน่วยงานของรัฐ แต่พื้นที่รอบอาคาร เช่น บริเวณสนามหรือพื้นที่ปลูกต้นไม้ อาจไม่ถือเป็นสถานที่ราชการในความหมายของบทบัญญัตินี้ จึงต้องตีความอย่างเคร่งครัดเพื่อไม่ให้ขยายความผิดเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด

4. คำถาม ศาลอุทธรณ์สามารถรับฟังข้อเท็จจริงใหม่จากเอกสารที่ไม่ใช่พยานหลักฐานได้หรือไม่

   คำตอบ

   โดยหลักแล้ว ศาลอุทธรณ์จะต้องวินิจฉัยคดีโดยอาศัยพยานหลักฐานที่ได้มีการนำสืบในศาลชั้นต้นหรือเป็นพยานหลักฐานที่ชอบด้วยกฎหมาย หากเป็นเอกสารหรือข้อมูลที่กฎหมายมิได้บัญญัติให้ใช้เป็นพยานหลักฐาน เช่น รายงานการสืบเสาะและพินิจ ศาลอุทธรณ์ย่อมไม่อาจนำมาใช้เป็นฐานในการวินิจฉัยข้อเท็จจริงใหม่ได้ การกระทำเช่นนั้นอาจเป็นการฝ่าฝืนหลักการพิจารณาคดีอาญาและกระทบต่อสิทธิของคู่ความในการต่อสู้คดี เนื่องจากคู่ความไม่ได้มีโอกาสโต้แย้งหรือซักค้านพยานดังกล่าว

5. คำถาม การพยายามลักทรัพย์มีความผิดอย่างไรตามกฎหมาย

   คำตอบ

   การพยายามลักทรัพย์เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 ซึ่งบัญญัติให้ผู้ที่ลงมือกระทำความผิดแล้วแต่ยังไม่สำเร็จ ต้องรับโทษลดลงจากความผิดสำเร็จ โดยศาลจะพิจารณาจากพฤติการณ์แห่งคดีว่าการกระทำนั้นได้เข้าสู่ขั้นตอนการลงมือแล้วหรือไม่ เช่น การตัดต้นไม้ เตรียมขนย้าย หรือดำเนินการบางส่วนเพื่อเอาทรัพย์ไป ย่อมถือว่าเป็นการพยายามลักทรัพย์ แม้จะยังไม่ได้ทรัพย์ไปจริงก็ตาม การลงโทษจะพิจารณาลดหลั่นตามระดับความร้ายแรงและพฤติการณ์แห่งการกระทำ

6. คำถาม เหตุใดศาลจึงไม่รอการลงโทษแม้จำเลยจะรับสารภาพ

   คำตอบ

   แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพและมีพฤติการณ์แสดงความสำนึกผิด เช่น ชดใช้ค่าเสียหายหรือไม่เคยต้องโทษมาก่อน แต่การพิจารณาว่าจะรอการลงโทษหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาล โดยศาลจะพิจารณาจากความร้ายแรงของการกระทำ ลักษณะของทรัพย์สิน ความเสียหายที่เกิดขึ้น และผลกระทบต่อสังคม หากการกระทำมีลักษณะอุกอาจหรือกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ เช่น การลักทรัพย์ในพื้นที่ของรัฐ ศาลอาจเห็นว่าไม่สมควรรอการลงโทษเพื่อเป็นการยับยั้งการกระทำผิดและรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม

7. คำถาม การตีความบทกฎหมายอาญาต้องเคร่งครัดเพียงใด

   คำตอบ

   หลักการตีความกฎหมายอาญาคือ “ต้องตีความโดยเคร่งครัด” เนื่องจากเป็นกฎหมายที่มีผลกระทบต่อเสรีภาพของบุคคล หากมีข้อสงสัยต้องตีความเป็นคุณแก่จำเลย ดังนั้น การจะขยายความหมายของบทบัญญัติ เช่น คำว่า “สถานที่ราชการ” ให้ครอบคลุมพื้นที่อื่นที่มิได้ระบุไว้โดยชัดแจ้ง ย่อมไม่อาจกระทำได้ เพราะจะเป็นการเพิ่มความรับผิดทางอาญาเกินกว่าที่กฎหมายบัญญัติไว้

8. คำถาม ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขคำพิพากษาได้เพียงใด

   คำตอบ

   ศาลฎีกามีอำนาจตรวจสอบและวินิจฉัยข้อกฎหมาย รวมถึงข้อเท็จจริงในกรณีที่กฎหมายเปิดช่องให้ เช่น มีการรับรองฎีกาในข้อเท็จจริง หรือเป็นปัญหาสำคัญต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน นอกจากนี้ ศาลฎีกายังมีอำนาจพิพากษาแก้ไขคำพิพากษาของศาลล่างได้ หากเห็นว่าการวินิจฉัยข้อกฎหมายหรือการรับฟังพยานหลักฐานไม่ถูกต้อง อย่างไรก็ตาม การแก้ไขต้องอยู่ภายใต้กรอบของคำฟ้องและข้อกล่าวหาที่มีอยู่ในคดี

อธิบายหลักกฎหมายแยกตามมาตรา

ข้อ 1 ป.อ. มาตรา 335 (7)

มาตรา 335 (7) เป็นบทบัญญัติที่กำหนดเหตุฉกรรจ์ของความผิดฐานลักทรัพย์ โดยเน้นที่ลักษณะพฤติการณ์ของการกระทำที่มีความร้ายแรงเพิ่มขึ้น เช่น การกระทำในเวลากลางคืน หรือมีลักษณะเป็นภัยต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน โดยเจตนารมณ์ของกฎหมายมุ่งคุ้มครองความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในช่วงเวลาที่มีความเปราะบางต่อการกระทำผิด การตีความบทบัญญัตินี้ต้องพิจารณาถึงลักษณะของการกระทำและสภาพแวดล้อมในขณะเกิดเหตุว่ามีลักษณะเข้าข่ายเหตุฉกรรจ์หรือไม่ หากเข้าองค์ประกอบ ศาลย่อมสามารถลงโทษหนักกว่าความผิดฐานลักทรัพย์ธรรมดาตามมาตรา 334 ได้ ทั้งนี้ ต้องพิจารณาประกอบกับพฤติการณ์แห่งคดีโดยรวมเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่จำเลย

ข้อ 2 มาตรา 335 (8)

มาตรา 335 (8) กำหนดให้การลักทรัพย์ในสถานที่ราชการเป็นเหตุฉกรรจ์ เนื่องจากสถานที่ดังกล่าวมีความสำคัญต่อการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐและประโยชน์สาธารณะ เจตนารมณ์ของบทบัญญัตินี้คือการคุ้มครองทรัพย์สินของรัฐและรักษาความเชื่อมั่นในระบบราชการ อย่างไรก็ตาม การตีความคำว่า “สถานที่ราชการ” ต้องเป็นไปโดยเคร่งครัด กล่าวคือ ต้องเป็นสถานที่ที่ใช้ปฏิบัติราชการโดยตรง มิใช่พื้นที่ทั่วไปในเขตหน่วยงานของรัฐ ดังนั้น หากการกระทำเกิดขึ้นในพื้นที่ที่มิได้ใช้เป็นที่ปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐโดยตรง ก็อาจไม่เข้าองค์ประกอบของมาตรานี้

ข้อ 3 ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง

มาตรา 176 วรรคหนึ่ง เป็นบทบัญญัติสำคัญเกี่ยวกับกระบวนพิจารณาคดีอาญา โดยกำหนดว่า หากจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลอาจพิพากษาได้โดยไม่ต้องสืบพยาน เว้นแต่เป็นคดีที่มีโทษร้ายแรงตามที่กฎหมายกำหนด เจตนารมณ์ของบทบัญญัตินี้คือเพื่อให้กระบวนพิจารณามีความรวดเร็ว ลดภาระของศาล และลดความซ้ำซ้อนในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงที่จำเลยยอมรับแล้ว อย่างไรก็ตาม ศาลยังคงต้องใช้ดุลพินิจในการพิจารณาว่าคำรับสารภาพนั้นมีความสมัครใจและสอดคล้องกับข้อเท็จจริงหรือไม่

ข้อ 4 ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง

มาตรา 185 วรรคหนึ่ง กำหนดอำนาจของศาลในการพิพากษาคดีให้เป็นไปตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ถูกต้อง แม้จะต้องแก้ไขคำพิพากษาของศาลล่างก็ตาม โดยศาลสามารถวินิจฉัยและพิพากษาใหม่ได้ภายในขอบเขตของคำฟ้องและข้อหา เจตนารมณ์ของบทบัญญัตินี้คือเพื่อให้เกิดความถูกต้องในคำพิพากษาและคุ้มครองความยุติธรรมของคู่ความในคดี

ข้อ 5 ป.วิ.อ. มาตรา 225

มาตรา 225 เป็นบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับข้อจำกัดในการฎีกา โดยกำหนดว่าประเด็นที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ย่อมไม่อาจนำขึ้นฎีกาได้ เว้นแต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน หลักการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันไม่ให้คู่ความนำประเด็นใหม่มาโต้แย้งในชั้นฎีกาโดยไม่ได้ผ่านการพิจารณาในศาลล่าง

ข้อ 6 พ.ร.บ.คุมประพฤติ พ.ศ. 2559 มาตรา 30

มาตรา 30 กำหนดให้ศาลสามารถใช้รายงานการสืบเสาะและพินิจเป็นข้อมูลประกอบการกำหนดโทษ เช่น การพิจารณาว่าจะรอการลงโทษหรือกำหนดเงื่อนไขคุมประพฤติหรือไม่ แต่บทบัญญัตินี้มิได้ให้อำนาจศาลนำรายงานดังกล่าวมาใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของจำเลย เจตนารมณ์ของกฎหมายคือการช่วยให้ศาลสามารถกำหนดโทษได้อย่างเหมาะสมกับตัวบุคคล ไม่ใช่เพื่อใช้ตัดสินว่าจำเลยกระทำผิดหรือไม่

   ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

          เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5113/2568 

เมื่อศาลชั้นต้นอ่านอธิบายฟ้อง จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ศาลจะพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปก็ได้ เว้นแต่คดีที่มีข้อหาในความผิดซึ่งจำเลยรับสารภาพนั้นกฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดให้เป็นดุลพินิจของศาลที่จะพิพากษาไปโดยไม่สืบพยานหลักฐาน และเมื่อ พ.ร.บ.คุมประพฤติ พ.ศ. 2559 มาตรา 30 บัญญัติให้ศาลมีอำนาจเพียงนำข้อเท็จจริงที่ปรากฏในรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยทั้งสองของพนักงานคุมประพฤติมาประกอบการใช้ดุลพินิจในการกำหนดโทษที่จะลงแก่จำเลยทั้งสองเท่านั้น ไม่อาจนำมารับฟังในฐานะเป็นพยานหลักฐานเพื่อวินิจฉัยการกระทำของจำเลยทั้งสองตามฟ้องได้ ดังนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 5 จึงไม่อาจยกข้อเท็จจริงตามรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยทั้งสองของพนักงานคุมประพฤติซึ่งขัดแย้งกับคำรับสารภาพของจำเลยทั้งสองขึ้นอ้างเพื่อพิพากษายกฟ้องได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ที่ให้ยกฟ้องจำเลยทั้งสองฐานพยายามลักไม้มะค่าโมงดังกล่าวจึงไม่ชอบ

ฎีกาย่อ

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันลักไม้มะค่าโมงในบริเวณโรงเรียนซึ่งเป็นสถานที่ราชการ ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 335 จำเลยรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่ามีความผิดฐานลักทรัพย์ในสถานที่ราชการตามมาตรา 335 (7) (8) จำคุกคนละ 2 ปี ลดโทษเหลือ 1 ปี และริบของกลาง

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้ เหลือความผิดตามมาตรา 335 (7) ลงโทษจำคุกคนละ 4 เดือน โดยไม่รอการลงโทษ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อจำเลยรับสารภาพ ศาลมีอำนาจพิพากษาโดยไม่สืบพยานได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง เว้นแต่คดีโทษหนัก และรายงานการสืบเสาะและพินิจตาม พ.ร.บ.คุมประพฤติ มาตรา 30 ใช้เพียงประกอบการกำหนดโทษ ไม่ใช่พยานหลักฐานในการวินิจฉัยความผิด ศาลอุทธรณ์จึงไม่อาจนำข้อเท็จจริงจากรายงานดังกล่าวมาหักล้างคำรับสารภาพเพื่อยกฟ้องได้

อย่างไรก็ตาม บริเวณที่เกิดเหตุเป็นเพียงพื้นที่รอบอาคารโรงเรียน มิใช่สถานที่ที่ใช้ปฏิบัติราชการโดยตรง จึงไม่เข้าองค์ประกอบลักทรัพย์ในสถานที่ราชการตามมาตรา 335 (8) ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องในส่วนนี้ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 ประกอบมาตรา 225

ส่วนคำขอรอการลงโทษ ศาลฎีกาเห็นว่าการกระทำมีลักษณะร้ายแรง เนื่องจากเป็นการลักไม้มีค่าในเขตราชการ แม้จำเลยรับสารภาพและชดใช้ค่าเสียหายแล้ว ก็ไม่สมควรรอการลงโทษ พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์

ฎีกาฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่าตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุจำเลยทั้งสองร่วมกันเข้าไปและร่วมกันลักไม้มะค่าโมงซึ่งปลูกไว้ในโรงเรียนบ้านสันป่าสักอันเป็นสถานที่ราชการไปโดยทุจริต ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 335 จำเลยทั้งสองในการรับสารภาพตามฟ้อง ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองฐานลักทรัพย์ในสถานที่ราชการตาม ป.อ. มาตรา 335 (7) (8) วรรคสอง แต่บริเวณโรงเรียนบ้านสันป่าสักตามฟ้องเป็นเพียงสถานที่รอบอาคารที่ตั้งอาคารโรงเรียนหาใช่สถานที่ซึ่งทางราชการจัดไว้สำหรับปฏิบัติราชการของข้าราชการในโรงเรียนโดยตรงแต่อย่างใด การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันพยายามลักต้นมะค่าโมงของผู้เสียหายไปจากบริเวณโรงเรียนดังกล่าวจึงไม่ใช่การลักทรัพย์ในสถานที่ราชการอันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 335 (8) วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 225

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335, 334, 83, 80, 33 ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 วรรคหนึ่ง (ที่ถูก ไม่ต้องระบุ วรรคหนึ่ง) (7) (8) วรรคสอง ประกอบมาตรา 80, 83 จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 2 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 1 ปี ริบเลื่อยโซ่ยนต์ พร้อมโซ่เลื่อย และอุปกรณ์แผ่นบังคับโซ่ ขนาด 10 นิ้ว 1 เครื่อง ของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก (ที่ถูก วรรคหนึ่ง) ประกอบมาตรา 80, 83 จำคุกคนละ 8 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 5 รับฟังข้อเท็จจริงใหม่จากรายงานการสืบเสาะและพินิจแล้วพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งสองฐานพยายามลักไม้มะค่าโมงที่ปลูกอยู่บริเวณโรงเรียนชอบหรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นอ่านอธิบายฟ้อง จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ศาลจะพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปก็ได้ เว้นแต่คดีที่มีข้อหาในความผิดซึ่งจำเลยรับสารภาพนั้นกฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดให้เป็นดุลพินิจของศาลที่จะพิพากษาไปโดยไม่สืบพยานหลักฐาน และเมื่อพระราชบัญญัติคุมประพฤติ พ.ศ. 2559 มาตรา 30 บัญญัติให้ศาลมีอำนาจเพียงนำข้อเท็จจริงที่ปรากฏในรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยทั้งสองของพนักงานคุมประพฤติมาประกอบการใช้ดุลพินิจในการกำหนดโทษที่จะลงแก่จำเลยทั้งสองเท่านั้น ไม่อาจนำมารับฟังในฐานะเป็นพยานหลักฐานเพื่อวินิจฉัยการกระทำของจำเลยทั้งสองตามฟ้องได้ ดังนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 5 จึงไม่อาจยกข้อเท็จจริงตามรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยทั้งสองของพนักงานคุมประพฤติซึ่งขัดแย้งกับคำรับสารภาพของจำเลยทั้งสองขึ้นอ้างเพื่อพิพากษายกฟ้องได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ที่ให้ยกฟ้องจำเลยทั้งสองฐานพยายามลักไม้มะค่าโมงดังกล่าวจึงไม่ชอบ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น อย่างไรก็ตามคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่าตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุจำเลยทั้งสองร่วมกันเข้าไปและร่วมกันลักไม้มะค่าโมงซึ่งปลูกไว้ในโรงเรียนบ้านสันป่าสักอันเป็นสถานที่ราชการไปโดยทุจริต ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 จำเลยทั้งสองในการรับสารภาพตามฟ้อง ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองฐานลักทรัพย์ในสถานที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (8) วรรคสอง แต่บริเวณโรงเรียนบ้านสันป่าสักตามฟ้องเป็นเพียงสถานที่รอบอาคารที่ตั้งอาคารโรงเรียนหาใช่สถานที่ซึ่งทางราชการจัดไว้สำหรับปฏิบัติราชการของข้าราชการในโรงเรียนโดยตรงแต่อย่างใด การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันพยายามลักต้นมะค่าโมงของผู้เสียหายไปจากบริเวณโรงเรียนดังกล่าวจึงไม่ใช่การลักทรัพย์ในสถานที่ราชการอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (8) วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 225 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานนี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีว่า สมควรลงโทษจำเลยทั้งสองสถานเบาโดยรอการลงโทษจำคุกหรือไม่ เห็นว่า ไม้มะค่าโมงที่จำเลยทั้งสองร่วมกันตัดและพยายามลักเป็นต้นไม้ขนาดใหญ่มีราคาค่อนข้างสูง และอยู่ในเขตสถานที่ราชการ การลงมือกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการกระทำที่อุกอาจ ไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมืองและเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง ดังนั้นแม้จำเลยทั้งสองจะให้การรับสารภาพตลอดมาตั้งแต่ชั้นสอบสวนถึงชั้นพิจารณา วางเงินเพื่อชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายจำนวนหนึ่งอันแสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองได้รู้สำนึกในความผิดและพยายามบรรเทาผลร้ายในความผิดที่เกิดขึ้นแล้ว และจำเลยทั้งสองไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนกับมีเหตุผลอื่นตามที่อ้างในฎีกา ก็ยังไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสอง และโทษจำคุกที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วางเมื่อลดโทษให้แล้วคงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 4 เดือน นับว่าเป็นคุณแก่จำเลยทั้งสองมากแล้ว คดีจึงไม่มีเหตุที่จะกำหนดโทษจำคุกจำเลยทั้งสองให้เบาไปกว่านี้อีก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้ลงโทษโดยไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสองนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาในทำนองว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันพยายามลักทรัพย์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 เนื่องจากคดีนี้จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ คดีจึงไม่จำต้องสืบพยานโจทก์ประกอบคำรับสารภาพ ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง และคดีไม่มีการสืบพยานมาตั้งแต่ในศาลชั้นต้น ข้อฎีกาของจำเลยทั้งสองดังกล่าวจึงขัดแย้งกับคำให้การรับสารภาพและไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วด้วยชอบในศาลชั้นต้นต้องห้ามมิให้ฎีกาตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ มาตรา 252 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน




ป.อาญาเรียงมาตรา

ร่วมกันปล้นทรัพย์มีอาวุธ ใช้รถและปืน โต้แย้งข้อเท็จจริงในชั้นฎีกาได้หรือไม่ และรับสารภาพมีผลอย่างไรตามกฎหมาย
ลูกจ้างยักยอกเงินนายจ้างหรือเป็นลักทรัพย์? ศาลฎีกาวินิจฉัยอย่างไร พร้อมหลักเกณฑ์รวมโทษหลายกรรมตามกฎหมายอาญา
การซื้อบริการทางเพศจากผู้เยาว์ถือเป็นการรับตัวผู้เยาว์โดยทุจริตหรือไม่ และเข้าข่ายค้ามนุษย์ตามกฎหมายอย่างไร
คดีพยายามฆ่าโดยร่วมกันก่อเหตุและสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญา ศาลมีอำนาจเพียงใดในการวินิจฉัยคดีส่วนแพ่งและดอกเบี้ยตามกฎหมาย
การแจ้งความเท็จเพื่อออกใบแทนโฉนดที่ดินมีความผิดหรือไม่ ใครเป็นผู้เสียหายและสิทธิร่วมเป็นโจทก์ในคดีอาญา
ผู้สนับสนุนคดีฆ่าคนต้องรู้อย่างไรจึงมีความผิด รออยู่เฉย ๆ หรือช่วยหลบหนีถือเป็นการช่วยเหลือหรือไม่ หลักกฎหมายอาญาอธิบายชัด
กฎหมายอาญาเกี่ยวกับการพรากเด็กและกระทำชำเรา เด็กยินยอมแล้วพ้นผิดหรือไม่ ศาลฎีกาวางหลักอย่างไรในคดีล่วงละเมิดทางเพศเด็กหลายกรรมต่างท้องที่
ฟ้องโกงเจ้าหนี้แต่ใช้สิทธิผิดแบบ ศาลยกฟ้องทันที! ต้องใช้สิทธิเรียกร้องแบบไหนจึงไม่พลาด วิเคราะห์แนวฎีกาและองค์ประกอบความผิดอย่างชัดเจน
พินัยกรรมปลอมหรือไม่ เมื่อผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นต่างกัน ศาลชั่งน้ำหนักพยานอย่างไรในคดีเอกสารสำคัญ
แก๊งคอลเซ็นเตอร์ อั้งยี่ ซ่องโจร องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ กับปัญหาการนับกรรมและการลงโทษทางอาญา
ปักเสารั้วขึงลวดหนามปิดทางเข้าออกที่ดิน แม้ทำในไหล่ทางสาธารณะก็อาจเป็นความผิดฐานบุกรุกได้
ความผิดฐานโกงเจ้าหนี้จากการโอนรถหนีการบังคับทางปกครอง และสิทธิหน่วยงานของรัฐในการเรียกค่าสินไหมทดแทนจากเจ้าหน้าที่ผู้ต้องรับผิด
การใช้บัตรเครดิตที่ลักมาไปรูดหลายครั้ง เป็นหลายกรรมต่างกันหรือไม่
กระทำอนาจารต่อหน้าธารกำนัล แม้เคยมีความสัมพันธ์กันมาก่อน หลักการคุ้มครองสิทธิในเนื้อตัวร่างกาย
ยักยอกเงินจากธุรกรรมโอนเข้าบัญชีและปัญหาฟ้องผิดข้อหา
การฟ้องเท็จต่อศาล การถอนฟ้องในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง และการแก้ไขฟ้องให้ถูกต้อง
ลักทรัพย์หรือฉ้อโกง ศาลฎีกาวางหลักแยกเจตนาและการส่งมอบการครอบครอง
การเบียดบังเงินค่าผ่านทางของเจ้าพนักงานกับหลักฐานระบบตรวจจับรถ
ชิงทรัพย์โอนเงินผ่านแอปฯ ฆ่าไตร่ตรองไว้ก่อน และแก้บท 340 ตรี(ฎีกา 2966/2568)
การบวกโทษตามกฎหมายอาญาและข้อจำกัดในการยื่นคำร้องภายหลังคดีถึงที่สุด(ฎีกาที่ 5073/2566)
ยิงปืนใส่กำแพงแต่กระสุนโดนแม่ ผิดพยายามฆ่าบุพการีหรือไม่ ศาลฎีกาชี้สำคัญผิดก็ยังมีเจตนาและโทษหนักขึ้นได้
เมาแล้วขับไม่เกิดอุบัติเหตุ ศาลลดโทษได้ไหม? วิเคราะห์คำถามทางกฎหมายเรื่องเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังและการพักใบขับขี่
ป้องกันตัวด้วยอาวุธปืนผิดหรือไม่? ช่วยหยิบปืนให้คนอื่นต้องติดคดีด้วยไหม วิเคราะห์กฎหมายป้องกันโดยชอบและความผิดร่วม
ลักทรัพย์ไม่มีใครเห็นผิดไหม? วิเคราะห์กฎหมายตัวการร่วมจากพฤติการณ์แวดล้อม เมื่อทรัพย์หายพร้อมผู้ต้องสงสัย ศาลตัดสินอย่างไร
ช่วยจำนำปืนผิดกฎหมายถือเป็นรับของโจรหรือไม่? ฟ้องเคลือบคลุมแค่ไหนถึงผิด และคำซัดทอดใช้ลงโทษได้หรือเปล่า
หลักการผัดฟ้อง-หักค่าชดใช้ก่อนดอกเบี้ย,คดีแขวง, (ฎีกา 194/2568)
สิทธิขอคืนทรัพย์สินของกลาง & ฐานร่วมรู้เห็นทำความผิด (ฎีกา 908/2568)
วิเคราะห์คดีเยาวชน & บทบาทรายงานสถานพินิจ,ความผิดหลายกรรม (ฎีกา 1656/2567)
ซ่องโจร vs ก่อการร้าย ต่างกรรมต่างวาระ,การนับโทษ, พยานบอกเล่า, (ฎีกา 685/2567)
ไม่คืนสำเนาทะเบียนบ้าน = เอาไปเสีย? มาตรา 188 “เอาไปเสีย” กับ “เอาไป” (ลักทรัพย์) (ฎีกา 2148/2567)
ยักยอกรถตู้เช่าซื้อ & อายุความร้องทุกข์, ป.อ. มาตรา 96 (ฎีกา 2212/2567)
คืนของกลางพ้นกำหนด 1 ปี สิทธิขอคืนสิ้นสุด, ป.อ. มาตรา 36, (ฎีกา 2311/2567)
พนักงานมหาวิทยาลัยไม่ถือเป็นเจ้าพนักงาน (ยักยอกทรัพย์) ป.อ. มาตรา 147, (ฎีกา 2324/2567)
หลักเกณฑ์รอการลงโทษตามมาตรา 56, คุมความประพฤติ, (ฎีกา 2515/2567)
คดีบุกรุกเคหสถาน & ทำร้ายร่างกาย (มาตรา 295, 365)
คดีโทรมเด็กหญิง & การนับโทษจำคุกไม่เกิน 50 ปี, ป.อ. มาตรา 91, คดีข่มขืน, พรากผู้เยาว์, (ฎีกา 4943/2567)
(ฎีกาที่ 1546/2568) – คดีชิงทรัพย์ & ลักทรัพย์โดยมีอาวุธ, มาตรา 339
(ฎีกาที่ 1552/2568) รั้วกำแพงหมู่บ้านจัดสรร & ความผิดทำให้เสียทรัพย์
(ฎีกาที่ 2996/2567) : ความลับรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยตามกฎหมายคุมประพฤติ
ป.อ. มาตรา 290-(ฎีกาที่ 3978/2567) : เจตนาร่วมทำร้ายจนถึงแก่ความตายกับผลทางกฎหมายอาญา
ป.อ. มาตรา 86-คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4040/2567: คดีโรแมนซ์สแกม การสนับสนุนองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ
ป.อ. มาตรา 157 -คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4209/2567 การแต่งตั้งและเลื่อนตำแหน่งพนักงานอัยการตามหลักเกณฑ์คณะกรรมการอัยการ
การกักกันตามมาตรา 41(8) มาตรการเพื่อความปลอดภัยในคดีเกี่ยวกับทรัพย์
เพิ่มโทษผู้กระทำผิดซ้ำแม้ระบุมาตราคลาดเคลื่อน ศาลมีอำนาจแก้ไขบทกฎหมายและลงโทษให้ถูกต้องตามข้อเท็จจริง
มาตรา 91 ความผิดหลายกรรมต่างกัน