ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




เพิ่มโทษผู้กระทำผิดซ้ำแม้ระบุมาตราคลาดเคลื่อน ศาลมีอำนาจแก้ไขบทกฎหมายและลงโทษให้ถูกต้องตามข้อเท็จจริง

คำพิพากษาศาลฎีกา 6187/2567, การเพิ่มโทษผู้กระทำผิดซ้ำภายในสามปี, สิทธิของโจทก์ขอเพิ่มโทษตามมาตรา 93 (13) ประมวลกฎหมายอาญา, นับโทษต่อของผู้ต้องหา, ความหมายมาตรา 92 ประมวลกฎหมายอาญา, หลักนับโทษต่อในคดีอาญาไทย, กรณีลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ, วงเล็บมูลค่าทรัพย์สินคืนผู้เสียหาย, การให้การรับสารภาพและเหตุบรรเทาโทษมาตรา 78, แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับโทษซ้ำ, วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกา 6187/2567, การยื่นฟ้องขอเพิ่มโทษและการระบุมาตราให้ถูกต้อง

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการเพิ่มโทษจำเลยที่กระทำผิดซ้ำในความผิดประเภทเดียวกันภายใน 3 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93(13) แม้โจทก์จะอ้างมาตราผิดเป็นมาตรา 92 ก็ถือเป็นเพียงการระบุคลาดเคลื่อน ศาลยังวินิจฉัยประเด็นการบรรยายฟ้องและแก้ไขบทลงโทษคดีลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะให้ถูกต้องตามบทบัญญัติ

สรุปข้อเท็จจริง

•จำเลยทั้งสองร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางวัน ใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือพาทรัพย์ไป

•ทรัพย์ที่ลักไป เช่น ปืนพก, กระสุน, เงินสด 20,000 บาท, ใบขับขี่, บัตรเอทีเอ็ม และบัตรผ่อนรถ รวมมูลค่า 65,000 บาท

•จำเลยที่ 1 เคยต้องโทษจำคุกในคดีฐานวิ่งราวทรัพย์ (คดีหมายเลขแดง อ.103/2561) และพ้นโทษไม่เกิน 3 ปี ก่อนมากระทำผิดคดีนี้

•ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ครึ่งหนึ่งตามมาตรา 93(13) และนับโทษต่อจากคดีเก่า

•ศาลอุทธรณ์ภาค 9 เปลี่ยนเป็นเพิ่มโทษหนึ่งในสามตามมาตรา 92

•โจทก์ฎีกา

ประเด็นสำคัญที่สุดของคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6187/2567 อยู่ที่การตีความและการใช้ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 (13) ซึ่งว่าด้วยการเพิ่มโทษแก่ผู้ที่เคยต้องโทษจำคุกแล้วกลับมากระทำความผิดซ้ำภายในสามปี นอกจากนี้ยังมีการกล่าวถึงมาตรา 92, มาตรา 78 และมาตรา 158 (6) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เพื่อประกอบการอธิบายหลักการของการเพิ่มโทษและการบรรยายฟ้อง

ดังนั้น “กฎหมายหลัก” ที่ใช้เป็นแก่นในการอธิบายคดีนี้คือ

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 (13)

ต่อไปนี้คือ 5 ข้อความสำคัญ (Key Words) พร้อมขยายความสั้น ๆ ของประเด็นหลักในคดีนี้

1. มาตรา 93 (13) – เพิ่มโทษผู้กระทำผิดซ้ำภายในสามปี

เป็นบทบัญญัติหลักที่ศาลฎีกาใช้วินิจฉัยว่า เมื่อจำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก แล้วกลับมากระทำความผิดในอนุมาตราเดียวกันภายในสามปี ศาลต้องเพิ่มโทษกึ่งหนึ่งของโทษที่กำหนดในคดีใหม่

2. มาตรา 92 – การเพิ่มโทษทั่วไป (อ้างผิดมาตรา)

โจทก์ระบุเลขมาตราในคำฟ้องเป็นมาตรา 92 แทนที่จะเป็นมาตรา 93 (13) แต่ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นเพียงความคลาดเคลื่อนในการระบุเลขมาตรา ไม่กระทบต่อสาระของการฟ้อง เพราะข้อเท็จจริงชัดเจนว่าเป็นกรณีต้องใช้มาตรา 93 (13)

3. มาตรา 158 (6) – การบรรยายฟ้องในคดีอาญา

ศาลฎีกาชี้ว่า บทบัญญัติว่าด้วย “การเพิ่มโทษ” ไม่ใช่มาตราที่บัญญัติว่าการกระทำใดเป็นความผิด จึงไม่อยู่ภายใต้บังคับของมาตรา 158 (6) ซึ่งกำหนดให้โจทก์ต้องบรรยายบทบัญญัติที่บัญญัติว่าเป็นความผิดในฟ้อง

4. มาตรา 78 – การลดโทษเมื่อจำเลยรับสารภาพ

ศาลนำบทบัญญัติมาตรา 78 มาใช้ลดโทษให้จำเลยทั้งสองกึ่งหนึ่ง เนื่องจากให้การรับสารภาพ เป็นเหตุบรรเทาโทษตามกฎหมาย

5. หลักนับโทษต่อ (Consecutive Sentence)

ศาลกำหนดให้นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีเดิม เพื่อให้การลงโทษสะท้อนพฤติกรรมกระทำผิดซ้ำ และเป็นการคุ้มครองสังคมตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย

สรุปโดยย่อ

คดีนี้มีแก่นสำคัญอยู่ที่การใช้มาตรา 93 (13) ในการเพิ่มโทษผู้กระทำผิดซ้ำ แม้จะมีการอ้างมาตราผิดในฟ้องแต่ศาลถือว่าไม่เป็นสาระสำคัญ เพราะข้อเท็จจริงชัดเจนครบองค์ประกอบ และยังเป็นกรณีศึกษาสำคัญเกี่ยวกับการนับโทษต่อและการลดโทษเมื่อรับสารภาพ ซึ่งศาลฎีกาได้ยืนยันแนววินิจฉัยให้ชัดเจนสำหรับการปฏิบัติในคดีอาญาลักษณะเดียวกัน

คำวินิจฉัยของศาลฎีกา

•ศาลเห็นว่าฟ้องบรรยายข้อเท็จจริงชัดเจนแล้วว่าเป็นการกระทำผิดซ้ำภายใน 3 ปี ตามมาตรา 93(13)

•การที่โจทก์ระบุเลขมาตราเป็น 92 ถือเป็นความคลาดเคลื่อน ไม่กระทบสาระสำคัญ

•บทเพิ่มโทษไม่ใช่มาตราที่กำหนดให้การกระทำเป็นความผิด จึงไม่อยู่ในบังคับมาตรา 158(6) ที่ต้องบรรยายไว้ในฟ้อง

•ศาลอุทธรณ์ใช้มาตรา 92 จึงไม่ถูกต้อง

•ศาลฎีกาแก้ไขบทความผิดจากมาตรา 335(7) วรรคสอง เป็น วรรคแรก ประกอบมาตรา 336 ทวิ

•ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 เป็น 3 ปี 4 เดือน 15 วัน และจำเลยที่ 2 เป็น 2 ปี 3 เดือน พร้อมให้คืนหรือชดใช้ทรัพย์ 65,000 บาท

วิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมาย

1.ประเด็นการบรรยายฟ้องผิดมาตรา – การอ้างมาตรา 92 แทน 93(13) ไม่ทำให้ฟ้องบกพร่อง เพราะเนื้อหาข้อเท็จจริงชัดเจนและเข้าข่ายมาตรา 93(13) อยู่แล้ว

2.ความหมายของมาตรา 93(13) – เป็นบทเพิ่มโทษสำหรับผู้กระทำผิดซ้ำภายใน 3 ปี ในความผิดประเภทเดียวกัน

3.มาตรา 158(6) ป.วิ.อ. – ใช้บังคับกับข้อเท็จจริงที่กำหนดให้เป็นความผิด แต่ไม่ครอบคลุมบทเพิ่มโทษ

4.การแก้ไขบทลงโทษ – ศาลฎีกาแก้จากการใช้บทลงโทษวรรคสอง เป็นวรรคแรก เพื่อให้ตรงกับข้อเท็จจริงตามฟ้อง

IRAC วิเคราะห์

Issue (ประเด็นปัญหา)

•ศาลอุทธรณ์ใช้มาตรา 92 แทนมาตรา 93(13) ในการเพิ่มโทษผู้กระทำผิดซ้ำถูกต้องหรือไม่

Rule (กฎหมายที่ใช้บังคับ)

•ป.อ. มาตรา 93(13) – เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งเมื่อกระทำผิดซ้ำภายใน 3 ปี ในความผิดประเภทเดียวกัน

•ป.วิ.อ. มาตรา 158(6) – บังคับให้ฟ้องต้องบรรยายข้อเท็จจริงที่กฎหมายบัญญัติให้เป็นความผิด

•ป.อ. มาตรา 335(7), 336 ทวิ – ความผิดฐานลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ

Application (การวินิจฉัย)

•ฟ้องบรรยายครบถ้วนว่าจำเลยเคยต้องโทษและกระทำผิดซ้ำภายใน 3 ปี จึงเข้าเงื่อนไขมาตรา 93(13)

•การระบุมาตราผิดเป็น 92 เป็นเพียงความคลาดเคลื่อนทางตัวเลข ไม่ทำให้ฟ้องตกไป

•บทเพิ่มโทษไม่ใช่มาตราที่บัญญัติความผิด จึงไม่อยู่ในบังคับมาตรา 158(6)

•ศาลอุทธรณ์จึงใช้มาตรา 92 ไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาแก้ไขกลับไปใช้มาตรา 93(13)

Conclusion (ข้อสรุป)

•ศาลฎีกาพิพากษาให้เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ครึ่งหนึ่งตามมาตรา 93(13) และแก้บทลงโทษลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะให้ตรงกับฟ้อง

ข้อคิดทางกฎหมาย

•การบรรยายข้อเท็จจริงในฟ้องมีความสำคัญมากกว่าการระบุตัวเลขมาตราให้ถูกต้อง

•บทเพิ่มโทษไม่ใช่มาตราที่กำหนดความผิด จึงไม่อยู่ในบังคับว่าต้องบรรยายในฟ้องตามมาตรา 158(6)

•ศาลมีอำนาจแก้ไขบทลงโทษให้ตรงกับข้อเท็จจริง แม้ศาลล่างจะใช้มาตราผิด

  ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

         เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6187/2567

โจทก์บรรยายฟ้องในส่วนที่ขอให้เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ไว้ชัดเจนแล้วว่า ก่อนคดีนี้ จำเลยที่ 1 เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก แล้วกลับมากระทำความผิดในคดีนี้ซึ่งเป็นความผิดที่ได้จำแนกไว้ในอนุมาตราเดียวกันตาม ป.อ. มาตรา 93 (13) ซ้ำอีกภายในเวลาสามปีนับแต่วันพ้นโทษ และมีคำขอท้ายฟ้องขอให้เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่งของโทษที่ศาลกำหนดสำหรับความผิดในคดีนี้ด้วย ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอเพิ่มโทษ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามฟ้อง ศาลต้องเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 93 (13) ตามฟ้อง แม้โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องระบุ ป.อ. มาตรา 92 มาก็เป็นที่เห็นได้ว่าเป็นเพียงการระบุเลขมาตราคลาดเคลื่อนเท่านั้น ประการสำคัญที่สุด บทบัญญัติในเรื่องเพิ่มโทษผู้กระทำผิด ไม่ใช่เป็นมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำอย่างใดเป็นความผิด จึงไม่อยู่ในบังคับ ป.วิ.อ. มาตรา 158 (6) ที่จำต้องบรรยายมาในฟ้อง

ฎีกาย่อ

คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ พร้อมขอให้คืนทรัพย์หรือใช้ราคาแทน และขอเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 เนื่องจากเคยต้องโทษมาก่อน จำเลยทั้งสองรับสารภาพ โดยจำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลเดียวกับคดีเดิม ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุก และเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่งก่อนลดโทษจากการรับสารภาพ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แก้เป็นเพิ่มโทษเพียงหนึ่งในสาม

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์บรรยายข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำผิดซ้ำของจำเลยที่ 1 ไว้ครบถ้วน แม้จะอ้างบทกฎหมายคลาดเคลื่อน แต่เป็นเพียงข้อผิดพลาดทางเทคนิค ไม่ทำให้สิทธิในการขอเพิ่มโทษเสียไป และบทเพิ่มโทษไม่ใช่บทกำหนดความผิด จึงไม่อยู่ในบังคับที่ต้องระบุโดยเคร่งครัดตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำผิดซ้ำภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ศาลต้องเพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามบทบัญญัติที่ถูกต้อง การที่ศาลอุทธรณ์เพิ่มโทษเพียงหนึ่งในสามจึงไม่ชอบ

นอกจากนี้ ศาลฎีกาเห็นว่าศาลล่างปรับบทกฎหมายผิดจากวรรคสองเป็นวรรคแรก จึงแก้ไขให้ถูกต้อง สุดท้ายพิพากษาให้ลงโทษตามบทที่ถูกต้อง เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง และลดโทษตามการรับสารภาพ

ฎีกาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 92, 335, 336 ทวิ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันคืนทรัพย์อาวุธปืนพกแบบออโตเมติก 1 กระบอก พร้อมกระสุนปืน 6 นัด ธนบัตรไทย (เงินสด) 20,000 บาท ใบขับขี่รถจักรยานยนต์ ใบขับขี่รถยนต์ และใบขับขี่รถบรรทุก รวม 3 ใบ บัตรเอทีเอ็ม 3 ใบ และบัตรผ่อนค่างวดรถ 1 ใบ ที่ลักไปและยังไม่ได้คืนให้แก่ผู้เสียหาย หรือใช้ราคาแทนเป็นเงิน 65,000 บาท เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่งของโทษที่ศาลกำหนดสำหรับความผิดในคดีนี้ และนับโทษของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 884/2564 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษและนับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ จำคุกคนละ 4 ปี 6 เดือน เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 (13) เป็นจำคุก 6 ปี 9 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 ปี 4 เดือน 15 วัน คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี 3 เดือน นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 884/2564 ของศาลชั้นต้น ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 65,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 5 ปี 12 เดือน จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 2 ปี 12 เดือน นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 884/2564 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 9 เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ชอบหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องในส่วนที่ขอให้เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ไว้ชัดเจนแล้วว่า ก่อนคดีนี้ จำเลยที่ 1 เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก 2 ปี 15 เดือน ฐานวิ่งราวทรัพย์ ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 103/2561 ของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 กลับมากระทำความผิดในคดีนี้ซึ่งเป็นความผิดที่ได้จำแนกไว้ในอนุมาตราเดียวกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 (13) ซ้ำอีกภายในเวลาสามปีนับแต่วันพ้นโทษ และมีคำขอท้ายฟ้องขอให้เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่งของโทษที่ศาลกำหนดสำหรับความผิดในคดีนี้ด้วย ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอเพิ่มโทษ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามฟ้อง ศาลต้องเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 (13) ตามฟ้อง แม้โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องระบุประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 มาก็เป็นที่เห็นได้ว่าเป็นเพียงการระบุเลขมาตราคลาดเคลื่อนเท่านั้น ประการสำคัญที่สุด บทบัญญัติในเรื่องเพิ่มโทษผู้กระทำผิด ไม่ใช่เป็นมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำอย่างใดเป็นความผิด จึงไม่อยู่ในบังคับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (6) ที่จำต้องบรรยายมาในฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 จึงไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง คดีนี้ โจทก์บรรยายฟ้องและขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางวัน โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด หรือการพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก ประกอบมาตรา 336 ทวิ เมื่อจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพตามฟ้อง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดดังกล่าวตามฟ้อง การที่ศาลชั้นต้นปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ จึงไม่ถูกต้อง แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ก็มิได้แก้ไขให้ถูกต้อง เพียงแต่วงเล็บข้อความไว้ในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ในส่วนที่กล่าวถึงคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า ที่ถูก วรรคแรก ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก ประกอบมาตรา 336 ทวิ จำคุกคนละ 4 ปี 6 เดือน เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 (13) เป็นจำคุก 6 ปี 9 เดือน ลดโทษให้จำเลยทั้งสองคนละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 ปี 4 เดือน 15 วัน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี 3 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9

แนวคำถาม - ธงคำตอบ

ข้อ 1. 

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกฐานวิ่งราวทรัพย์ และกลับมากระทำความผิดซ้ำภายในสามปีนับแต่วันพ้นโทษ โดยการร่วมกับจำเลยที่ 2 ลักทรัพย์ในเวลากลางวันโดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด โจทก์จึงขอให้เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่งของโทษที่ศาลจะกำหนดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 (13) แต่ในคำฟ้องระบุเลขมาตราเป็นมาตรา 92 การที่โจทก์ระบุตัวเลขมาตราคลาดเคลื่อนเช่นนี้ จะทำให้ศาลไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ได้หรือไม่

ธงคำตอบ 

การที่โจทก์ระบุตัวเลขมาตราในคำฟ้องผิดเป็นมาตรา 92 แทนมาตรา 93 (13) เป็นเพียงการระบุเลขมาตราคลาดเคลื่อนเท่านั้น ไม่ทำให้คำฟ้องเสีย เพราะข้อเท็จจริงที่โจทก์บรรยายไว้ในฟ้องชัดเจนว่าจำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกและกระทำผิดซ้ำภายในสามปี ศาลจึงสามารถวินิจฉัยและเพิ่มโทษตามมาตรา 93 (13) ได้ เนื่องจากบทบัญญัติว่าด้วยการเพิ่มโทษมิใช่บทบัญญัติที่กำหนดความผิด จึงไม่อยู่ภายใต้บังคับของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (6)

ข้อ 2. 

เมื่อจำเลยที่ 1 เคยต้องโทษจำคุกถึงที่สุดแล้วพ้นโทษได้ไม่เกินสามปี กลับมากระทำความผิดซ้ำในอนุมาตราเดียวกันกับความผิดเดิม ศาลจะต้องพิจารณาเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตามหลักกฎหมายใด และในอัตราเท่าใด

ธงคำตอบ 

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 (13) บัญญัติว่า หากผู้ใดเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก แล้วภายในสามปีนับแต่วันพ้นโทษ กลับมากระทำความผิดที่ได้จำแนกไว้ในอนุมาตราเดียวกัน ศาลต้องเพิ่มโทษกึ่งหนึ่งของโทษที่ศาลกำหนดในคดีใหม่ คดีนี้จำเลยที่ 1 เคยถูกพิพากษาจำคุกฐานวิ่งราวทรัพย์ และภายในสามปีหลังพ้นโทษกลับมากระทำความผิดฐานลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะซึ่งอยู่ในอนุมาตราเดียวกัน ศาลฎีกาจึงเห็นว่าศาลต้องเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่งตามมาตรา 93 (13)

ข้อ 3. 

ประเด็นการบรรยายฟ้องเกี่ยวกับบทบัญญัติการเพิ่มโทษต้องอยู่ภายใต้บังคับของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (6) หรือไม่

ธงคำตอบ 

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า บทบัญญัติว่าด้วยการเพิ่มโทษผู้กระทำผิดมิใช่มาตราที่บัญญัติว่าการกระทำใดเป็นความผิด หากแต่เป็นเพียงบทกำหนดแนวทางในการเพิ่มอัตราโทษในกรณีที่ผู้ต้องหาเคยต้องโทษมาก่อน ดังนั้น จึงไม่อยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (6) ที่กำหนดให้โจทก์ต้องบรรยายบทบัญญัติที่บัญญัติว่าการกระทำใดเป็นความผิดในฟ้อง การที่โจทก์มิได้ระบุอย่างครบถ้วนจึงไม่ทำให้คำฟ้องเสียหรือไม่ชอบ

ข้อ 4. 

การที่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ ศาลสามารถลดโทษได้เพียงใด และอาศัยบทบัญญัติแห่งกฎหมายใด

ธงคำตอบ 

เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ถือว่าให้การเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี ศาลมีอำนาจลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ซึ่งเป็นบทบรรเทาโทษทั่วไป โดยในคดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลฎีกาได้ใช้หลักการลดโทษให้กึ่งหนึ่งแก่จำเลยทั้งสอง เหลือโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 ปี 4 เดือน 15 วัน และจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี 3 เดือน การลดโทษดังกล่าวเป็นการใช้ดุลพินิจภายใต้บทบัญญัติของมาตรา 78 อย่างถูกต้อง

ข้อ 5. 

การนับโทษต่อของจำเลยที่ 1 จากคดีอาญาเดิมต้องกระทำอย่างไร และมีวัตถุประสงค์ทางกฎหมายเพื่อประโยชน์ใด

ธงคำตอบ 

ศาลชั้นต้นและศาลฎีกามีคำสั่งให้นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 884/2564 ของศาลชั้นต้น การนับโทษต่อเช่นนี้เป็นไปตามหลักกฎหมายอาญาในเรื่องการลงโทษต่อเนื่องสำหรับผู้กระทำผิดซ้ำ เพื่อให้การลงโทษมีผลต่อเนื่องและสะท้อนพฤติการณ์การกระทำผิดซ้ำของจำเลย การนับโทษต่อยังเป็นการป้องปรามมิให้ผู้ต้องโทษที่พ้นโทษแล้วกระทำความผิดซ้ำอีก ทั้งยังสอดคล้องกับหลักความยุติธรรมในการลงโทษที่เหมาะสมกับพฤติการณ์ของผู้กระทำผิด

ทนาย ลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ ปรึกษากฎหมายทางแชทไลน์

 

1.alt=โลโก้สำนักงานพีสิริ ทนายความ ให้บริการปรึกษากฎหมายและคดีความ เบอร์โทร  2.alt=หัวข้อบทความ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6187/2567 เพิ่มโทษจำเลยซ้ำกระทำผิดภายใน 3 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93(13) คดีลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ 3.alt=บทนำคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6187/2567 อธิบายการเพิ่มโทษผู้กระทำผิดซ้ำใน 3 ปี ตามมาตรา 93(13) แม้ระบุมาตราผิดเป็นมาตรา 92 ก็ไม่กระทบ และแก้ไขบทลงโทษคดีลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ 4.alt=สรุปข้อเท็จจริงคดีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6187/2567 จำเลยลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ ทรัพย์สินรวม 65,000 บาท จำเลยที่ 1 เคยต้องโทษวิ่งราวทรัพย์ และกระทำผิดซ้ำภายใน 3 ปี ศาลฎีกาเพิ่มโทษครึ่งหนึ่งตามมาตรา 93(13)




ป.อาญาเรียงมาตรา

พินัยกรรมปลอมหรือไม่ เมื่อผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นต่างกัน ศาลชั่งน้ำหนักพยานอย่างไรในคดีเอกสารสำคัญ
แก๊งคอลเซ็นเตอร์ อั้งยี่ ซ่องโจร องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ กับปัญหาการนับกรรมและการลงโทษทางอาญา
ปักเสารั้วขึงลวดหนามปิดทางเข้าออกที่ดิน แม้ทำในไหล่ทางสาธารณะก็อาจเป็นความผิดฐานบุกรุกได้
ความผิดฐานโกงเจ้าหนี้จากการโอนรถหนีการบังคับทางปกครอง และสิทธิหน่วยงานของรัฐในการเรียกค่าสินไหมทดแทนจากเจ้าหน้าที่ผู้ต้องรับผิด
การใช้บัตรเครดิตที่ลักมาไปรูดหลายครั้ง เป็นหลายกรรมต่างกันหรือไม่
กระทำอนาจารต่อหน้าธารกำนัล แม้เคยมีความสัมพันธ์กันมาก่อน หลักการคุ้มครองสิทธิในเนื้อตัวร่างกาย
ยักยอกเงินจากธุรกรรมโอนเข้าบัญชีและปัญหาฟ้องผิดข้อหา
การฟ้องเท็จต่อศาล การถอนฟ้องในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง และการแก้ไขฟ้องให้ถูกต้อง
ลักทรัพย์หรือฉ้อโกง ศาลฎีกาวางหลักแยกเจตนาและการส่งมอบการครอบครอง
การเบียดบังเงินค่าผ่านทางของเจ้าพนักงานกับหลักฐานระบบตรวจจับรถ
ชิงทรัพย์โอนเงินผ่านแอปฯ ฆ่าไตร่ตรองไว้ก่อน และแก้บท 340 ตรี(ฎีกา 2966/2568)
การบวกโทษตามกฎหมายอาญาและข้อจำกัดในการยื่นคำร้องภายหลังคดีถึงที่สุด(ฎีกาที่ 5073/2566)
ยิงปืนผ่านประตูไม้โดยไม่เห็นตัวผู้เสียหาย ศาลวินิจฉัยอย่างไรเมื่อผู้ถูกยิงเป็นมารดาของผู้กระทำความผิด
เมาแล้วขับรถบรรทุกสิบล้อ ดุลพินิจลงโทษกักขังแทนจำคุก,ป.อ. มาตรา 23,(ฎีกา 178/2567)
ป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายในคดีใช้อาวุธปืนไล่ผู้บุกรุก,ภยันตรายใกล้จะถึง,(ฎีกา 189/2567)
คดีลูกจ้างลักทรัพย์ถังสแตนเลสของนายจ้างและการวินิจฉัยพยานแวดล้อม(ฎีกา 428/2567)
คดีรับของโจรและความชอบด้วยฟ้อง(ฎีกา 429/2567)
หลักการผัดฟ้อง-หักค่าชดใช้ก่อนดอกเบี้ย,คดีแขวง, (ฎีกา 194/2568)
สิทธิขอคืนทรัพย์สินของกลาง & ฐานร่วมรู้เห็นทำความผิด (ฎีกา 908/2568)
วิเคราะห์คดีเยาวชน & บทบาทรายงานสถานพินิจ,ความผิดหลายกรรม (ฎีกา 1656/2567)
ซ่องโจร vs ก่อการร้าย ต่างกรรมต่างวาระ,การนับโทษ, พยานบอกเล่า, (ฎีกา 685/2567)
ไม่คืนสำเนาทะเบียนบ้าน = เอาไปเสีย? มาตรา 188 “เอาไปเสีย” กับ “เอาไป” (ลักทรัพย์) (ฎีกา 2148/2567)
ยักยอกรถตู้เช่าซื้อ & อายุความร้องทุกข์, ป.อ. มาตรา 96 (ฎีกา 2212/2567)
คืนของกลางพ้นกำหนด 1 ปี สิทธิขอคืนสิ้นสุด, ป.อ. มาตรา 36, (ฎีกา 2311/2567)
พนักงานมหาวิทยาลัยไม่ถือเป็นเจ้าพนักงาน (ยักยอกทรัพย์) ป.อ. มาตรา 147, (ฎีกา 2324/2567)
หลักเกณฑ์รอการลงโทษตามมาตรา 56, คุมความประพฤติ, (ฎีกา 2515/2567)
คดีบุกรุกเคหสถาน & ทำร้ายร่างกาย (มาตรา 295, 365)
คดีโทรมเด็กหญิง & การนับโทษจำคุกไม่เกิน 50 ปี, ป.อ. มาตรา 91, คดีข่มขืน, พรากผู้เยาว์, (ฎีกา 4943/2567)
(ฎีกาที่ 1546/2568) – คดีชิงทรัพย์ & ลักทรัพย์โดยมีอาวุธ, มาตรา 339
(ฎีกาที่ 1552/2568) รั้วกำแพงหมู่บ้านจัดสรร & ความผิดทำให้เสียทรัพย์
(ฎีกาที่ 2996/2567) : ความลับรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยตามกฎหมายคุมประพฤติ
ป.อ. มาตรา 290-(ฎีกาที่ 3978/2567) : เจตนาร่วมทำร้ายจนถึงแก่ความตายกับผลทางกฎหมายอาญา
ป.อ. มาตรา 86-คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4040/2567: คดีโรแมนซ์สแกม การสนับสนุนองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ
ป.อ. มาตรา 157 -คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4209/2567 การแต่งตั้งและเลื่อนตำแหน่งพนักงานอัยการตามหลักเกณฑ์คณะกรรมการอัยการ
การกักกันตามมาตรา 41(8) มาตรการเพื่อความปลอดภัยในคดีเกี่ยวกับทรัพย์
มาตรา 91 ความผิดหลายกรรมต่างกัน