
| เพิ่มโทษผู้กระทำผิดซ้ำแม้ระบุมาตราคลาดเคลื่อน ศาลมีอำนาจแก้ไขบทกฎหมายและลงโทษให้ถูกต้องตามข้อเท็จจริง
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการเพิ่มโทษจำเลยที่กระทำผิดซ้ำในความผิดประเภทเดียวกันภายใน 3 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93(13) แม้โจทก์จะอ้างมาตราผิดเป็นมาตรา 92 ก็ถือเป็นเพียงการระบุคลาดเคลื่อน ศาลยังวินิจฉัยประเด็นการบรรยายฟ้องและแก้ไขบทลงโทษคดีลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะให้ถูกต้องตามบทบัญญัติ สรุปข้อเท็จจริง •จำเลยทั้งสองร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางวัน ใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือพาทรัพย์ไป •ทรัพย์ที่ลักไป เช่น ปืนพก, กระสุน, เงินสด 20,000 บาท, ใบขับขี่, บัตรเอทีเอ็ม และบัตรผ่อนรถ รวมมูลค่า 65,000 บาท •จำเลยที่ 1 เคยต้องโทษจำคุกในคดีฐานวิ่งราวทรัพย์ (คดีหมายเลขแดง อ.103/2561) และพ้นโทษไม่เกิน 3 ปี ก่อนมากระทำผิดคดีนี้ •ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ครึ่งหนึ่งตามมาตรา 93(13) และนับโทษต่อจากคดีเก่า •ศาลอุทธรณ์ภาค 9 เปลี่ยนเป็นเพิ่มโทษหนึ่งในสามตามมาตรา 92 •โจทก์ฎีกา ประเด็นสำคัญที่สุดของคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6187/2567 อยู่ที่การตีความและการใช้ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 (13) ซึ่งว่าด้วยการเพิ่มโทษแก่ผู้ที่เคยต้องโทษจำคุกแล้วกลับมากระทำความผิดซ้ำภายในสามปี นอกจากนี้ยังมีการกล่าวถึงมาตรา 92, มาตรา 78 และมาตรา 158 (6) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เพื่อประกอบการอธิบายหลักการของการเพิ่มโทษและการบรรยายฟ้อง ดังนั้น “กฎหมายหลัก” ที่ใช้เป็นแก่นในการอธิบายคดีนี้คือ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 (13) ต่อไปนี้คือ 5 ข้อความสำคัญ (Key Words) พร้อมขยายความสั้น ๆ ของประเด็นหลักในคดีนี้ 1. มาตรา 93 (13) – เพิ่มโทษผู้กระทำผิดซ้ำภายในสามปี เป็นบทบัญญัติหลักที่ศาลฎีกาใช้วินิจฉัยว่า เมื่อจำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก แล้วกลับมากระทำความผิดในอนุมาตราเดียวกันภายในสามปี ศาลต้องเพิ่มโทษกึ่งหนึ่งของโทษที่กำหนดในคดีใหม่ 2. มาตรา 92 – การเพิ่มโทษทั่วไป (อ้างผิดมาตรา) โจทก์ระบุเลขมาตราในคำฟ้องเป็นมาตรา 92 แทนที่จะเป็นมาตรา 93 (13) แต่ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นเพียงความคลาดเคลื่อนในการระบุเลขมาตรา ไม่กระทบต่อสาระของการฟ้อง เพราะข้อเท็จจริงชัดเจนว่าเป็นกรณีต้องใช้มาตรา 93 (13) 3. มาตรา 158 (6) – การบรรยายฟ้องในคดีอาญา ศาลฎีกาชี้ว่า บทบัญญัติว่าด้วย “การเพิ่มโทษ” ไม่ใช่มาตราที่บัญญัติว่าการกระทำใดเป็นความผิด จึงไม่อยู่ภายใต้บังคับของมาตรา 158 (6) ซึ่งกำหนดให้โจทก์ต้องบรรยายบทบัญญัติที่บัญญัติว่าเป็นความผิดในฟ้อง 4. มาตรา 78 – การลดโทษเมื่อจำเลยรับสารภาพ ศาลนำบทบัญญัติมาตรา 78 มาใช้ลดโทษให้จำเลยทั้งสองกึ่งหนึ่ง เนื่องจากให้การรับสารภาพ เป็นเหตุบรรเทาโทษตามกฎหมาย 5. หลักนับโทษต่อ (Consecutive Sentence) ศาลกำหนดให้นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีเดิม เพื่อให้การลงโทษสะท้อนพฤติกรรมกระทำผิดซ้ำ และเป็นการคุ้มครองสังคมตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย สรุปโดยย่อ คดีนี้มีแก่นสำคัญอยู่ที่การใช้มาตรา 93 (13) ในการเพิ่มโทษผู้กระทำผิดซ้ำ แม้จะมีการอ้างมาตราผิดในฟ้องแต่ศาลถือว่าไม่เป็นสาระสำคัญ เพราะข้อเท็จจริงชัดเจนครบองค์ประกอบ และยังเป็นกรณีศึกษาสำคัญเกี่ยวกับการนับโทษต่อและการลดโทษเมื่อรับสารภาพ ซึ่งศาลฎีกาได้ยืนยันแนววินิจฉัยให้ชัดเจนสำหรับการปฏิบัติในคดีอาญาลักษณะเดียวกัน คำวินิจฉัยของศาลฎีกา •ศาลเห็นว่าฟ้องบรรยายข้อเท็จจริงชัดเจนแล้วว่าเป็นการกระทำผิดซ้ำภายใน 3 ปี ตามมาตรา 93(13) •การที่โจทก์ระบุเลขมาตราเป็น 92 ถือเป็นความคลาดเคลื่อน ไม่กระทบสาระสำคัญ •บทเพิ่มโทษไม่ใช่มาตราที่กำหนดให้การกระทำเป็นความผิด จึงไม่อยู่ในบังคับมาตรา 158(6) ที่ต้องบรรยายไว้ในฟ้อง •ศาลอุทธรณ์ใช้มาตรา 92 จึงไม่ถูกต้อง •ศาลฎีกาแก้ไขบทความผิดจากมาตรา 335(7) วรรคสอง เป็น วรรคแรก ประกอบมาตรา 336 ทวิ •ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 เป็น 3 ปี 4 เดือน 15 วัน และจำเลยที่ 2 เป็น 2 ปี 3 เดือน พร้อมให้คืนหรือชดใช้ทรัพย์ 65,000 บาท วิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมาย 1.ประเด็นการบรรยายฟ้องผิดมาตรา – การอ้างมาตรา 92 แทน 93(13) ไม่ทำให้ฟ้องบกพร่อง เพราะเนื้อหาข้อเท็จจริงชัดเจนและเข้าข่ายมาตรา 93(13) อยู่แล้ว 2.ความหมายของมาตรา 93(13) – เป็นบทเพิ่มโทษสำหรับผู้กระทำผิดซ้ำภายใน 3 ปี ในความผิดประเภทเดียวกัน 3.มาตรา 158(6) ป.วิ.อ. – ใช้บังคับกับข้อเท็จจริงที่กำหนดให้เป็นความผิด แต่ไม่ครอบคลุมบทเพิ่มโทษ 4.การแก้ไขบทลงโทษ – ศาลฎีกาแก้จากการใช้บทลงโทษวรรคสอง เป็นวรรคแรก เพื่อให้ตรงกับข้อเท็จจริงตามฟ้อง IRAC วิเคราะห์ Issue (ประเด็นปัญหา) •ศาลอุทธรณ์ใช้มาตรา 92 แทนมาตรา 93(13) ในการเพิ่มโทษผู้กระทำผิดซ้ำถูกต้องหรือไม่ Rule (กฎหมายที่ใช้บังคับ) •ป.อ. มาตรา 93(13) – เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งเมื่อกระทำผิดซ้ำภายใน 3 ปี ในความผิดประเภทเดียวกัน •ป.วิ.อ. มาตรา 158(6) – บังคับให้ฟ้องต้องบรรยายข้อเท็จจริงที่กฎหมายบัญญัติให้เป็นความผิด •ป.อ. มาตรา 335(7), 336 ทวิ – ความผิดฐานลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ Application (การวินิจฉัย) •ฟ้องบรรยายครบถ้วนว่าจำเลยเคยต้องโทษและกระทำผิดซ้ำภายใน 3 ปี จึงเข้าเงื่อนไขมาตรา 93(13) •การระบุมาตราผิดเป็น 92 เป็นเพียงความคลาดเคลื่อนทางตัวเลข ไม่ทำให้ฟ้องตกไป •บทเพิ่มโทษไม่ใช่มาตราที่บัญญัติความผิด จึงไม่อยู่ในบังคับมาตรา 158(6) •ศาลอุทธรณ์จึงใช้มาตรา 92 ไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาแก้ไขกลับไปใช้มาตรา 93(13) Conclusion (ข้อสรุป) •ศาลฎีกาพิพากษาให้เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ครึ่งหนึ่งตามมาตรา 93(13) และแก้บทลงโทษลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะให้ตรงกับฟ้อง ข้อคิดทางกฎหมาย •การบรรยายข้อเท็จจริงในฟ้องมีความสำคัญมากกว่าการระบุตัวเลขมาตราให้ถูกต้อง •บทเพิ่มโทษไม่ใช่มาตราที่กำหนดความผิด จึงไม่อยู่ในบังคับว่าต้องบรรยายในฟ้องตามมาตรา 158(6) •ศาลมีอำนาจแก้ไขบทลงโทษให้ตรงกับข้อเท็จจริง แม้ศาลล่างจะใช้มาตราผิด ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6187/2567 โจทก์บรรยายฟ้องในส่วนที่ขอให้เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ไว้ชัดเจนแล้วว่า ก่อนคดีนี้ จำเลยที่ 1 เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก แล้วกลับมากระทำความผิดในคดีนี้ซึ่งเป็นความผิดที่ได้จำแนกไว้ในอนุมาตราเดียวกันตาม ป.อ. มาตรา 93 (13) ซ้ำอีกภายในเวลาสามปีนับแต่วันพ้นโทษ และมีคำขอท้ายฟ้องขอให้เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่งของโทษที่ศาลกำหนดสำหรับความผิดในคดีนี้ด้วย ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอเพิ่มโทษ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามฟ้อง ศาลต้องเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 93 (13) ตามฟ้อง แม้โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องระบุ ป.อ. มาตรา 92 มาก็เป็นที่เห็นได้ว่าเป็นเพียงการระบุเลขมาตราคลาดเคลื่อนเท่านั้น ประการสำคัญที่สุด บทบัญญัติในเรื่องเพิ่มโทษผู้กระทำผิด ไม่ใช่เป็นมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำอย่างใดเป็นความผิด จึงไม่อยู่ในบังคับ ป.วิ.อ. มาตรา 158 (6) ที่จำต้องบรรยายมาในฟ้อง ฎีกาย่อ คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ พร้อมขอให้คืนทรัพย์หรือใช้ราคาแทน และขอเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 เนื่องจากเคยต้องโทษมาก่อน จำเลยทั้งสองรับสารภาพ โดยจำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลเดียวกับคดีเดิม ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุก และเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่งก่อนลดโทษจากการรับสารภาพ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แก้เป็นเพิ่มโทษเพียงหนึ่งในสาม ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์บรรยายข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำผิดซ้ำของจำเลยที่ 1 ไว้ครบถ้วน แม้จะอ้างบทกฎหมายคลาดเคลื่อน แต่เป็นเพียงข้อผิดพลาดทางเทคนิค ไม่ทำให้สิทธิในการขอเพิ่มโทษเสียไป และบทเพิ่มโทษไม่ใช่บทกำหนดความผิด จึงไม่อยู่ในบังคับที่ต้องระบุโดยเคร่งครัดตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำผิดซ้ำภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ศาลต้องเพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามบทบัญญัติที่ถูกต้อง การที่ศาลอุทธรณ์เพิ่มโทษเพียงหนึ่งในสามจึงไม่ชอบ นอกจากนี้ ศาลฎีกาเห็นว่าศาลล่างปรับบทกฎหมายผิดจากวรรคสองเป็นวรรคแรก จึงแก้ไขให้ถูกต้อง สุดท้ายพิพากษาให้ลงโทษตามบทที่ถูกต้อง เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง และลดโทษตามการรับสารภาพ ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 92, 335, 336 ทวิ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันคืนทรัพย์อาวุธปืนพกแบบออโตเมติก 1 กระบอก พร้อมกระสุนปืน 6 นัด ธนบัตรไทย (เงินสด) 20,000 บาท ใบขับขี่รถจักรยานยนต์ ใบขับขี่รถยนต์ และใบขับขี่รถบรรทุก รวม 3 ใบ บัตรเอทีเอ็ม 3 ใบ และบัตรผ่อนค่างวดรถ 1 ใบ ที่ลักไปและยังไม่ได้คืนให้แก่ผู้เสียหาย หรือใช้ราคาแทนเป็นเงิน 65,000 บาท เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่งของโทษที่ศาลกำหนดสำหรับความผิดในคดีนี้ และนับโทษของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 884/2564 ของศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษและนับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ จำคุกคนละ 4 ปี 6 เดือน เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 (13) เป็นจำคุก 6 ปี 9 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 ปี 4 เดือน 15 วัน คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี 3 เดือน นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 884/2564 ของศาลชั้นต้น ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 65,000 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 5 ปี 12 เดือน จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 2 ปี 12 เดือน นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 884/2564 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 9 เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ชอบหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องในส่วนที่ขอให้เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ไว้ชัดเจนแล้วว่า ก่อนคดีนี้ จำเลยที่ 1 เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก 2 ปี 15 เดือน ฐานวิ่งราวทรัพย์ ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 103/2561 ของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 กลับมากระทำความผิดในคดีนี้ซึ่งเป็นความผิดที่ได้จำแนกไว้ในอนุมาตราเดียวกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 (13) ซ้ำอีกภายในเวลาสามปีนับแต่วันพ้นโทษ และมีคำขอท้ายฟ้องขอให้เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่งของโทษที่ศาลกำหนดสำหรับความผิดในคดีนี้ด้วย ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอเพิ่มโทษ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามฟ้อง ศาลต้องเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 (13) ตามฟ้อง แม้โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องระบุประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 มาก็เป็นที่เห็นได้ว่าเป็นเพียงการระบุเลขมาตราคลาดเคลื่อนเท่านั้น ประการสำคัญที่สุด บทบัญญัติในเรื่องเพิ่มโทษผู้กระทำผิด ไม่ใช่เป็นมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำอย่างใดเป็นความผิด จึงไม่อยู่ในบังคับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (6) ที่จำต้องบรรยายมาในฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 จึงไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น อนึ่ง คดีนี้ โจทก์บรรยายฟ้องและขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางวัน โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด หรือการพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก ประกอบมาตรา 336 ทวิ เมื่อจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพตามฟ้อง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดดังกล่าวตามฟ้อง การที่ศาลชั้นต้นปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ จึงไม่ถูกต้อง แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ก็มิได้แก้ไขให้ถูกต้อง เพียงแต่วงเล็บข้อความไว้ในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ในส่วนที่กล่าวถึงคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า ที่ถูก วรรคแรก ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก ประกอบมาตรา 336 ทวิ จำคุกคนละ 4 ปี 6 เดือน เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 (13) เป็นจำคุก 6 ปี 9 เดือน ลดโทษให้จำเลยทั้งสองคนละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 ปี 4 เดือน 15 วัน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี 3 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 แนวคำถาม - ธงคำตอบ ข้อ 1. โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกฐานวิ่งราวทรัพย์ และกลับมากระทำความผิดซ้ำภายในสามปีนับแต่วันพ้นโทษ โดยการร่วมกับจำเลยที่ 2 ลักทรัพย์ในเวลากลางวันโดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด โจทก์จึงขอให้เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่งของโทษที่ศาลจะกำหนดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 (13) แต่ในคำฟ้องระบุเลขมาตราเป็นมาตรา 92 การที่โจทก์ระบุตัวเลขมาตราคลาดเคลื่อนเช่นนี้ จะทำให้ศาลไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ได้หรือไม่ ธงคำตอบ การที่โจทก์ระบุตัวเลขมาตราในคำฟ้องผิดเป็นมาตรา 92 แทนมาตรา 93 (13) เป็นเพียงการระบุเลขมาตราคลาดเคลื่อนเท่านั้น ไม่ทำให้คำฟ้องเสีย เพราะข้อเท็จจริงที่โจทก์บรรยายไว้ในฟ้องชัดเจนว่าจำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกและกระทำผิดซ้ำภายในสามปี ศาลจึงสามารถวินิจฉัยและเพิ่มโทษตามมาตรา 93 (13) ได้ เนื่องจากบทบัญญัติว่าด้วยการเพิ่มโทษมิใช่บทบัญญัติที่กำหนดความผิด จึงไม่อยู่ภายใต้บังคับของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (6) ข้อ 2. เมื่อจำเลยที่ 1 เคยต้องโทษจำคุกถึงที่สุดแล้วพ้นโทษได้ไม่เกินสามปี กลับมากระทำความผิดซ้ำในอนุมาตราเดียวกันกับความผิดเดิม ศาลจะต้องพิจารณาเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตามหลักกฎหมายใด และในอัตราเท่าใด ธงคำตอบ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 (13) บัญญัติว่า หากผู้ใดเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก แล้วภายในสามปีนับแต่วันพ้นโทษ กลับมากระทำความผิดที่ได้จำแนกไว้ในอนุมาตราเดียวกัน ศาลต้องเพิ่มโทษกึ่งหนึ่งของโทษที่ศาลกำหนดในคดีใหม่ คดีนี้จำเลยที่ 1 เคยถูกพิพากษาจำคุกฐานวิ่งราวทรัพย์ และภายในสามปีหลังพ้นโทษกลับมากระทำความผิดฐานลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะซึ่งอยู่ในอนุมาตราเดียวกัน ศาลฎีกาจึงเห็นว่าศาลต้องเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่งตามมาตรา 93 (13) ข้อ 3. ประเด็นการบรรยายฟ้องเกี่ยวกับบทบัญญัติการเพิ่มโทษต้องอยู่ภายใต้บังคับของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (6) หรือไม่ ธงคำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า บทบัญญัติว่าด้วยการเพิ่มโทษผู้กระทำผิดมิใช่มาตราที่บัญญัติว่าการกระทำใดเป็นความผิด หากแต่เป็นเพียงบทกำหนดแนวทางในการเพิ่มอัตราโทษในกรณีที่ผู้ต้องหาเคยต้องโทษมาก่อน ดังนั้น จึงไม่อยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (6) ที่กำหนดให้โจทก์ต้องบรรยายบทบัญญัติที่บัญญัติว่าการกระทำใดเป็นความผิดในฟ้อง การที่โจทก์มิได้ระบุอย่างครบถ้วนจึงไม่ทำให้คำฟ้องเสียหรือไม่ชอบ ข้อ 4. การที่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ ศาลสามารถลดโทษได้เพียงใด และอาศัยบทบัญญัติแห่งกฎหมายใด ธงคำตอบ เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ถือว่าให้การเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี ศาลมีอำนาจลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ซึ่งเป็นบทบรรเทาโทษทั่วไป โดยในคดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลฎีกาได้ใช้หลักการลดโทษให้กึ่งหนึ่งแก่จำเลยทั้งสอง เหลือโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 ปี 4 เดือน 15 วัน และจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี 3 เดือน การลดโทษดังกล่าวเป็นการใช้ดุลพินิจภายใต้บทบัญญัติของมาตรา 78 อย่างถูกต้อง ข้อ 5. การนับโทษต่อของจำเลยที่ 1 จากคดีอาญาเดิมต้องกระทำอย่างไร และมีวัตถุประสงค์ทางกฎหมายเพื่อประโยชน์ใด ธงคำตอบ ศาลชั้นต้นและศาลฎีกามีคำสั่งให้นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 884/2564 ของศาลชั้นต้น การนับโทษต่อเช่นนี้เป็นไปตามหลักกฎหมายอาญาในเรื่องการลงโทษต่อเนื่องสำหรับผู้กระทำผิดซ้ำ เพื่อให้การลงโทษมีผลต่อเนื่องและสะท้อนพฤติการณ์การกระทำผิดซ้ำของจำเลย การนับโทษต่อยังเป็นการป้องปรามมิให้ผู้ต้องโทษที่พ้นโทษแล้วกระทำความผิดซ้ำอีก ทั้งยังสอดคล้องกับหลักความยุติธรรมในการลงโทษที่เหมาะสมกับพฤติการณ์ของผู้กระทำผิด
|



.jpg)


